กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 15 : บทที่ 14 หัวใจผลิิบาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 64
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ม.ค. 61

14. หัวใจผลิบาน

 

กลิ่นน้ำซุปและเต้าหู้ทอดใหม่ๆ หอมไปทั้งครัว ชิมะวางเต้าหู้ที่ทอดแล้วบนตะแกรง แล้วก็ไปซอยต้นหอมต่อ

“โอ้โห้ วันนี้เป็นโซบะหรือครับเนี่ย” เสียงมาโมรุที่เดินเข้าครัวมาร้องอย่างตื่นเต้น

“รอสักครู่นะ เหลือซอยต้นหอมอีกอย่างเดียวก็เสร็จแล้วละ”

บนตะแกรงที่ผึ่งเต้าหู้ทอดยังมีแป้งเทมปุระทอดเป็นเครื่องเคียงเพิ่มอีกหนึ่งอย่างนอกจากลูกชิ้นปลาสีแดงขาว วางอยู่ด้วย

สาวๆ เดินเข้ามา ต่างก็ตื่นเต้นกับเมนูมื้อเที่ยงวันนี้ มาริจัดถ้วยให้แต่ละคน ฮานะเดินไปเสนอตัวช่วย ถึงหญิงสูงวัยจะบอกว่าไม่เป็นไรเนื่องจากวันนี้เป็นเวรทำอาหารของเธอ แต่สาวสวยก็ยินดีจะทำ

เธอใช้ตะเกียบคู่ยาวคีบเส้นโซบะที่ลวกไว้พอดีใส่ทีละถ้วย สังเกตความนุ่มเหนียวของเส้นและสีสัน

“สั่งของคุณยามาดะมาน่ะ ไม่เป็นไรค่ะคุณฮานะ วันนี้ป้าเลี้ยงเอง ชนะไพ่กระจอกวันก่อนน่ะค่ะ” ประโยคสุดท้ายกระซิบกับสาวรุ่นลูก เธอพยักหน้ายิ้มๆ ตามปกติแล้วอาหารสำหรับลูกจ้างจะใช้วัตถุดิบในร้าน แต่เป็นที่รู้กันว่าถ้าเป็นเนื้อสัตว์จะใช้ของที่เหลือจากเมื่อวานเท่านั้นเพราะสำหรับลูกค้าจะใช้ของสดใหม่วันต่อวันเท่านั้น ส่วนผักจากในสวนสามารถเก็บมาใช้ได้เลย ซึ่งโซบะก็รวมอยู่ในจำพวกเนื้อสัตว์ ของที่ทำเมื่อวานขายหมดเกลี้ยงไปแล้ว ชิมะจึงบอกให้หญิงสาวได้รู้ถึงที่มาว่ามื้อนี้วัตดุดิบหลักไม่ได้มาจากของในครัว

จินเดินเข้ามาพอดีพร้อมตะกร้าต้นรักเคียวที่ล้างแล้ว ชิมะเรียกให้มากินข้าว เด็กหนุ่มเดินไปล้างมือ ฮานะอ้าปากทำท่าเหมือนอยากจะถามอะไร แต่ก็เปลี่ยนใจเดินไปนั่ง

โซบะเล่นเหนียวนุ่มลวกมาพอดี โปะด้วยเต้าหู้ทอดและลูกชิ้นปลา โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยและแป้งเทมปุระ ก่อนจะเทน้ำซุปปรุงรสลงไป ทำเอาทุกคนชมเปาะ หนุ่มๆ ขอเติมชามที่สองกันทุกคน

“ถ้าวันหลังจะทำโซบะ ใช้เส้นของที่ร้านก็ได้นะ แบ่งเอาไว้เลย” ชิเงรุพูดขณะดื่มน้ำชา

“ไม่เป็นไรค่ะ โซบะของคุณชิเงรุเป็นโซบะแรกของที่ร้านอยากให้ลูกค้าได้กินมากกว่า” ชิมะตอบอย่างเกรงใจ “มีใครเติมอีกไหม ยังมีอีกนะ ชินโงคุง เอาไหม”

“เห็นจะไม่แล้วครับ อิ่มมากเลย” พ่อครัวมือรองตอบขณะยืดตัวลูบท้องตัวเอง ซาโอริยกถ้วยซดน้ำซุปจนหมด

“อร่อยมากเลย ขอบคุณค่ะป้าชิมะสำหรับโซบะมื้อนี้”

“ค่ะ อร่อยมากๆ เลย” ซาโอริกับมิชิโกะพูดพร้อมกัน “เส้นเหนียวนุ่มกำลังดี สมกับเป็นของร้านคุณยามาดะ”

เสียงพูดคุยดำเนินไปเรื่อยๆ ชิมะเห็นฮานะเหลือบมองมาที่จินตอนที่เขาเก็บจานไปล้าง สีหน้าเด็กหนุ่มเรียบนิ่งเหมือนปกติ แต่แววตาฉายประกายเรืองๆ

 

ที่ห้องชงชา ชิมะนั่งจัดดอกไม้ ส่วนฮานะกำลังเตรียมอุปกรณ์สำหรับห่อของขวัญ เดือนนี้มีกำหนดการไปส่งของขวัญวันเกิดให้ลูกค้าหลายคนจึงเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ

“โซบะเป็นไงบ้างคะคุณฮานะ” ชิมะถามขึ้น

“อร่อยดีค่ะ” เธอตอบยิ้มๆ หัวหน้าสาวเสิร์ฟเหลือบมองซ้ายขวา ลดเสียง

“ความจริงแล้ว โซบะเมื่อครู่ป้าไม่ได้ซื้อมาจากร้านคุณยามาดะหรอกค่ะ”

ฮานะกำลังคลี่ม้วนกระดาษเลิกคิ้ว “อ้าว แล้วซื้อมาจากไหนเหรอคะ”

“ร้านคางาวะค่ะ”

“อ๋อ เอ๊ะ...คางาวะ” ฮานะพยักหน้าไปแล้วด้วยซ้ำ ต้องหันไปสบสายตาคนพูดจริงจัง “คางาวะ นี่คงไม่ใช่...”

“ค่ะ เจ้าจินนี่แหละเป็นคนนวดแป้งโซบะเอง”

ฮานะนิ่ง กะพริบตาปริบๆ เหมือนว่าได้ยินว่ามมีซากุระบานในหน้าร้อน

“จินน่ะเหรอคะ” ถึงจะตั้งสติได้แล้วแต่น้ำเสียงสูงเพราะความไม่น่าเชื่อ

“ค่ะ อยู่ดีๆ เจ้านั่นก็มาบอกว่าอยากจะลองทำโซบะ ไปซื้อแป้งมาจากร้านยามาดะมาแล้วด้วย พอดีป้าเห็นว่าวันนี้เป็นเวรทำอาหารพอดี ก็เลยตกลงช่วย ตอนแรกก็ไม่คิดหรอกค่ะว่าจะทำได้ แต่ท่าทางจริงจังมาก แถมยังตื่นมาตั้งแต่เช้า ป้าเองก็คิดว่าถ้าทำไม่สำเร็จก็จะทำเมนูอื่นปกติ แต่ว่าเจ้านั่นเตรียมร่อนแป้งรอไว้แล้ว” ชิมะเล่าพลางตัดก้านดอกเดซี่ ขณะที่ฮานะได้แต่ถือแผ่นกระดาษสาค้างไว้

“เขา...อาจจะเคยทำมาก่อน”

“นี่แหละค่ะ ที่จะต้องตกใจ” หญิงกลางคนถือกรรไกร “จินไม่เคยทำโซบะเลย แค่เห็นคุณชิเงรุนวดเท่านั้นเอง ไม่น่าเชื่อใช่ไหมละคะ”

เคยทำแต่เมนูง่ายๆ น่ะครับ ฮานะได้ยินเสียงจินตอบ ตอนนั้นเขาพูดว่าเขาไม่มีฝีมือพอที่จะทำอาหารให้ใครกินได้นี่นา โซบะไม่ใช่อาหารจำพวกเมนูเริ่มต้นสำหรับคนเข้าครัว

หญิงสาวรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง เธอนึกถึงเหตุการณ์ในสวน

“คุณฮานะ”

“ค่ะ” เสียงเรียกของชิมะทำให้อารมณ์ของเธอกลับสู่ปัจจุบัน หญิงสาวผ่อนลมหายใจ ขยับตัวแก้เก้อ ทั้งตกใจและประหลาดใจ

“แต่เมื่อกี้ป้าบอกว่า...”

“ขืนบอกว่าปล่อยให้เด็กใหม่ทำอาหารโดยพลการป้าก็โดนดุน่ะสิคะ ป้าเห็นว่าเส้นที่ได้พอลวกออกมาก็เข้าท่า เลยตัดสินใจทำเป็นมื้อกลางวันเลย อย่างที่บอก ถ้าใช้ไม่ได้ป้าก็เตรียมเมนูไว้แล้วค่ะ”

เธอเล่าแล้วก็ขยิบตา ฮานะพูดอะไรไม่ถูกอยู่พักใหญ่

“แล้ว...ป้าบอกฉันทำไมเหรอคะ”

“อุ๊ย คุณฮานะไม่ได้อยากรู้เหรอคะ” เธอยกมือแตะปาก คนอายุน้อยกว่าแก้มร้อนวูบ “ก็ป้าเห็นว่าคุณฮานะมอง...”

“ไม่ใช่ค่ะ คือ...” หญิงสาวก้มมองกระดาษสาในมือ รีบหยิบดินสอกับปากกามาถือไว้ ทำท่าจะวัดขนาด “ฉันแค่สงสัยว่าทำไมคุณยามาดะตัดเส้นไม่ค่อยตรง”

ชิมะเลิกคิ้วก่อนจะหัวเราะคิก “สมกับเป็นคุณฮานะ”  เธอเสียบดอกเดซี่ลงในแจกัน

“เอาเป็นว่าโซบะเมื่อครู่มาจากร้านคุณยามาดะ ตกลงนะคะ”

ฮานะลากดินสอเป็นเส้นตรง แก้มแดง ก่อนจะพยักหน้า “ค่ะ”

 

จินบิดน้ำออกจากผ้าถูพื้น สะบัดแล้วตากไว้ที่ราว ก่อนจะบิดกายและผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่ ขั้นตอนเตรียมงานร้านก่อนเปิดต้อนรับลูกค้าเรียบร้อยแล้วในส่วนของเขา ที่เหลือเป็นหน้าที่ของบรรดาสาวเสิร์ฟซึ่งช่วงเวลานี้จะแต่งหน้าแต่งตัวโดยเปลี่ยนใส่ชุดกิโมโนแบบเดียวกัน ยกเว้นของฮานะกับชิมะ

โซบะเมื่อกลางวันเป็นที่ชื่นชอบของสมาชิกทุกคน ถึงแม้ว่าคำชมนั้นจะไปถึงยามาดะ แต่จินก็ยังดีใจ  เรื่องนี้คนที่รู้มีแต่ชิมะ ซึ่งยอมให้ความร่วมมือในวันเวรทำอาหารของตนเอง

สายตาของหัวหน้าสาวเสิร์ฟทอดมองเขาอย่างรู้กัน มาโมรุก็เป็นมิตรดี ส่วนชินโงตั้งแง่และมองด้วยสายตาสงสัยทุกครั้ง ขณะที่สาวๆ ก็พูดคุยกันไม่กี่คำยกเว้นซาโอริ ซึ่งจินก็ไม่ได้ติดใจ

ชิมะมีน้ำใจกับเขามากมาย ทั้งด้านสิ่งของและความรู้สึก ตั้งแต่ขอยืมไฟแชคครั้งนั้นก็เป็นเพื่อนสูบบุหรี่ด้วยกันเรื่อยมา บางครั้งก็เล่าเรื่องอดีตของตัวเอง บางครั้งต่างคนต่างก็จมอยู่ในความเงียบ แต่เธอไม่เคยถามเรื่องเขาเลยสักครั้ง เป็นอีกครั้งที่มิตรภาพก่อเกิดกับคนต่างวัย

จุดเริ่มต้นของการทำโซบะอยู่ที่คำถามของฮานะ แต่การตัดสินใจอยู่ในคำพูดของชิเงรุ

วันก่อนที่กำลังทำความสะอาดห้องเก็บวัตถุดิบ นายใหญ่แห่งมิโอโมเตะก็เข้ามา ในฐานะลูกจ้างเขาก็โค้งทักทายก่อนแล้วก็ทำงานต่อไปเงียบๆ ชายวัยหกสิบมองไปรอบๆ จับเสา จับผนัง และทำหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยขึ้น

          ฤดูร้อนนี้ฉันจะทำห้องนี้ใหม่ จะเพิ่มพื้นที่ทำโซบะโดยเฉพาะ จะได้เหลือที่ไว้เก็บผักดองด้วย

          แค่คำว่าผักดอง ข้างในอกก็จินก็ไหววูบ เพราะพลอยไปนึกถึงคนทำ

          โคจิบอกว่าเธอทำงานได้ดี ขยันและแข็งแรงดี ชิเงรุเปลี่ยนหัวข้อเรื่องอย่างรวดเร็วทำให้จินหันไป พอรู้สึกตัวก็กล่าวคำขอบคุณ

          ฉันจะไม่ถามเรื่องในอดีตของเธอ ในเมื่อตอนนี้เธอเป็นลูกจ้างร้านมิโอโมเตะ ขอให้รักษาชื่อเสียงของร้านด้วย”

ไม่คาดคิดว่าจะถูกพูดถึงเรื่องนี้ ใจเต้นโครมคราม เด็กหนุ่มควรจะรู้อยู่แล้วว่าการที่ชายชราไม่ถาม ไม่ได้แปลว่าจะไม่รู้ประวัติของเขา เรื่องการพบคุโบตะวันนั้นคงรู้ถึงหูนายจ้างแล้ว จินผงกศีรษะ นั่นเป็นเรื่องที่เขาต้องพึงระวังอย่างยิ่งยวด เด็กจรจัดคนหนึ่งได้โอกาสดีถึงเพียงนี้แล้ว

          คิดว่าจะทำงานที่นี่ไปตลอดหรือเปล่า ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่ายังไง

เด็กหนุ่มคิดคำพูดไม่ทัน ได้แต่ขยับมายืนตัวตรง ข้อคำถามเป็นเรื่องที่เขาได้ยินเป็นครั้งที่สองต่อจากฮานะ ผ่านมาหลายเดือนสำหรับการเป็นลูกจ้างก็ทักทายกันบ้าง แต่ไม่เคยคุยกันเป็นทางการโดยลำพังเหมือนวันนี้มาก่อน

          การถามไถ่กันก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานนะ

ผมจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดตามที่เคยรับปากไว้ครับ และจะระวังไม่ทำให้ร้านเสียชื่อด้วยครับ จินเข้าใจวัตถุประสงค์ของนายจ้างดี แต่สิ่งที่เรียกว่าอนาคตมันไม่มีอยู่ในหัวจริงๆ

          ชิเงรุในชุดกิโมโนยืนเอามือไพล่หลังมองนิ่งๆ จินไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพอใจกับคำตอบหรือไม่ แต่ยังรู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขามเช่นวันแรกที่เจอกัน แม้จะไม่ได้ถูกซักเรื่องประวัติหรือโดนตำหนิเรื่องสูบบุหรี่ก็ตาม

          เจ้าของร้านอาหารชื่อดังในเกียวโตละสายตาไป

ฉันลองทำอาหารครั้งแรกเพราะอยากทำ พลาดก็ทำใหม่ ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ พยายามฝึกฝนจนทำขายได้ เขากล่าวพลางก้าวมาดูบรรดาวัตถุดิบที่ถูกเก็บไว้เรียงราย

คนเราน่ะ ไม่ควรจะใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างเปล่าประโยชน์ โดยเฉพาะผู้ชาย อนาคตอาจจะต้องเป็นสามีหรือพ่อใครสักคน ต้องทำตัวให้สมกับเป็นผู้นำ

คำพูดนั้นพุ่งเข้ามาปักดั่งลูกศร จินนิ่ง เกือบห้าวินาทีถึงได้รู้สึกตัว คำนับแสดงอาการรับรู้คำสอน ในอาการเจ็บจี๊ดแทรกด้วยความอบอุ่น ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินออกไป เขาก็ทำงานต่อ

หนึ่งวันที่ก่อนจะถึงคิวชิมะทำอาหาร กลางวันเขาแอบไปซื้อแป้งทำโซบะมา แล้วก็ตื่นมานวดในเช้าวันรุ่งขึ้น โชคดีที่หัวหน้าสาวเสิร์ฟร่วมมือด้วย เธอช่วยแนะนำเรื่องลงน้ำหนักในการนวด การวางมือในการตัดเส้น ตามที่เคยเห็นชิเงรุทำมานับครั้งไม่ถ้วน เมื่อลองลวกออกมาชิมแล้วชิมะให้ผ่าน เธอจึงตกลงว่าจะทำเป็นมื้อกลางวัน

เก่งเหมือนกันนะ ทำครั้งแรกก็ใช้ได้เลย หัวหน้าสาวเสิร์ฟชมตอนที่ทั้งคู่นั่งสูบบุหรี่ด้วยกัน แขนเธอแข็งแรงดี เวลานวดแป้งทำให้เข้าเนื้อกันถ้าจะเอาจริงด้านนี้ก็เข้าท่าเหมือนกันนะพูดพลางตบหัวไหล่เขา

 

ฮานะเอาของขวัญมาให้ลูกค้าเหมือนเคย แม้จะเป็นวันธรรมดาที่ยังมีงานรออยู่มากแต่เธอก็เต็มใจ เพื่อจะได้ชมกับซากุระที่บานเต็มสองข้างทาง เมื่อวานเธอเก็บซากุระพันธุ์คาวาสึในร้านซึ่งเป็นมาตากแห้งเตรียมทำโซบะซากุระแล้ว วันนี้ต่างออกไปเล็กน้อยเมื่อลูกค้ามอบโมจิให้เป็นของตอบแทนด้วย

หญิงสาวเดินเลียบคลองทากาเซะ ชื่นชมดอกไม้สีชมพูอ่อนที่บานสะพรั่ง กิ่งก้านของมันครอบคลุมเนื้อลำน้ำเหมือนอุโมงค์ยาว มีเพลงมากมายที่กล่าวชมความงามของซากุระกับผู้หญิง ฤดูใบไม้ผลิกับความรัก เทศกาลชมดอกไม้กับการเริ่มต้นใหม่ หรือแม้แต่ปริศนาว่าทำไมซากุระถึงมีสี่ต่างกัน

ลมพัดมาเบาๆ ปลิดดอกซากุระปลิว เธอมองตามกลีบบางเบาที่ลอยละล่องลงไปแปะบนผิวน้ำ

แวบหนึ่งนึกถึงข่าวเมื่อเดือนที่แล้ว พบศพชายคนหนึ่งถูกฆ่าตาย นิ้วทั้งสิบถูกตัดออกไป สร้างความขวัญผวาให้กับชาวบ้านอยู่พักใหญ่ ตำรวจเข้ามาสืบสวนเมื่อสรุปคร่าวๆ ได้ว่าผู้ตายเป็นสมาชิกแก๊งยากุซ่า ทุกอย่างก็ดูจะเจือจางลงในสถานการณ์สีเทา เนื่องจากไม่ค่อยมีใครอยากจะข้องเกี่ยวกับบุคคลกลุ่มนี้อยู่แล้ว

ฮานะคุ้นเคยกับคำนี้ เพราะในวันนั้นมียากุซ่าสองกลุ่มซึ่งเป็นที่รู้จักกันในโลกมืดมาเยือนที่ร้านพร้อมๆ กัน ไม่มีเหตุการณ์อะไรร้ายแรงเกิดขึ้นก็จริง ที่สิ่งที่อาจจะเรียกไดว่าเป็นผลพวงที่เกี่ยวข้องกันก็มีอยู่

ชายผู้ติดตามของคาจิวาระ โคโทริ เข้ามาประชิดตัวและสนทนากับคางาวะ จิน ลูกจ้างคนหนึ่งในร้าน

ฉันรู้ว่าแกมาทำอะไรที่นี่

คำพูดนี้ติดอยู่ในสมองของฮานะหลายวันมาแล้ว ไหนจะรวมกับชายผมยาวที่มักจะมองเธอด้วยสายตาคมปราบแพรวพราวก็ยังมองจิแบบเดียวกัน มันหมายความว่ายังไงก็ไม่รู้

ผู้ชายผมขาวที่ชื่อคุโรซากิ เธอรู้จากชิมะว่าเขามากับโคโทริบ่อยครั้ง แต่ชอบนั่งรออยู่ที่ห้องต้อนรับมากกว่า ตอนแรกคิดว่าเขาคงจะคุ้มกันอันตรายให้คุณหนูตนเอง แต่ซาโอริมาบอกว่า ผู้ชายคนนั้นไม่ชอบนั่งบนเสื่อทาทามิ สาวแก้มกลมเล่าว่าได้ยินผู้ติดตามทั้งสองคนของโคโทริคุยกัน

ตั้งแต่วันแรกที่เจอ จินปฏิเสธเบนโตะจากมือของริวโซ แสดงออกชัดว่าเกลียด ล่าสุดก็ไม่ต้องการจะเป็นมิตรแม้ว่ายากุซ่ามาดเนี้ยบจะขอทำความรู้จักอย่างสุภาพก็ตาม

มาจากโอซาก้า มาทำงานตอนอายุเท่านี้แน่นอนว่าต้องออกจากโรงเรียน ท่าทางเคร่งขรึมไม่ไว้ใจใคร

คางาวะ จิน เป็นใครกันแน่นะ

ฮานะเดินผ่านโรงละครมิยางาวะโช แล้วเลี้ยวซ้าย จะผ่านวัดเคนนินจิ ซึ่งถนนเส้นนี้ก็สามารถไปถึงร้านได้ เด็กประถมกลุ่มหนึ่งวิ่งผ่านไป เธอดูเวลา บ่ายสามโมงครึ่ง โรงเรียนเลิกแล้วนี่เอง

ด้านหลังวัดมีศาลเจ้าชื่อเอบิสึ  ข้างศาลเจ้ามีสวนสาธารณะเล็กๆ บางทีฮานะก็เลือกมานั่งพักตรงนี้ ใช้เวลาสั้นๆ ชื่นชมธรรมชาติก่อนจะกลับไปทำงานที่ร้านอันแสนหนักหน่วง แต่วันนี้ม้านั่งตัวโปรดของเธอมีคนจับจองอยู่ก่อนแล้ว

หญิงสาวหน้าร้อนวูบเมื่อเห็นว่าบางคนนั้นคือใคร

จินนั่งอยู่ตรงนั้น ล้อมไปด้วยเด็กประถมสี่ห้าคน เขากำลังเล่นเกมเปิดไพ่ เด็กๆ มีเสียงหัวเราะสนุกสนาน เช่นเดียวกันกับคนตัวโตที่ก็มียิ้มแต้มบนหน้า เขายกมือลูบหัวเด็กตัวเล็กที่ทายถูก

นี่เองเป็นสาเหตุของความวูบไหว มีความยินดีอยู่ในใจว่า เด็กหนุ่มที่บุคลิกเหมือนจะมืดมนก็ยังมีมุมอ่อนโยน

“ทำอะไรกันอยู่ กลับบ้านได้แล้ว ยูตะคุงพาน้องๆ กลับบ้านสิ”

หญิงวัยสี่สิบคนหนึ่งปั่นจักรยานผ่านมา เธอหยุดแล้วเอ่ยเสียงดัง ยูตะเด็กผู้ชายตัวสูงที่สุดในกลุ่มทำหน้าตาเหรอหรา ก่อนจะคว้าไพ่คืนจากมือจินแล้วก็พาคนอื่นๆ วิ่งออกไปจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว

จินเงยหน้ามองคนพูด ทำให้เห็นว่าฮานะเองก็ยืนอยู่ด้วย ผู้หญิงคนนั้นมองเขาก่อนปั่นจักรยานออกไป

 

          “คุณโคจิให้มาเอาหินลับมีดอันใหม่ครับ แต่ผมรู้สึกเหนื่อยก็เลยมานั่งพัก พอดีเด็กๆ เล่นเกมกันอยู่ก็เลย...ขอโทษด้วยครับ”

          จินบอกถึงสาเหตุที่ออกมานอกร้านในเวลานี้ หลักฐานคือห่อผ้าบนตัก แถมท้ายด้วยสีหน้าเขินปนรู้สึกผิดที่โอ้เอ้มานั่งเล่นกับเด็ก แทนที่ฮานะจะโกรธ เธอชอบใจจนต้องยิ้มออกมา ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นอีกครั้งที่ได้เห็นอีกด้านของเด็กหนุ่มผู้เคร่งขรึมนอกจากมีให้สัตว์ตัวน้อย ซึ่งทุกวันนี้แมวตัวนั้นก็ยังได้กินนมที่เขาให้อยู่เรื่อยๆ

          “ไม่ต้องขอโทษหรอก เพราะว่าฉันเองก็แอบมานั่งพักตรงนี้บ่อยเหมือนกัน” เธอทำจมูกย่น “ฉันไม่บอกใคร เพราะฉะนั้น จินคุงอย่าไปบอกใครนะ”

ประโยคที่ทำเสียงกระซิบทำให้จินรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้อง พยักหน้าหงึกหงัก เพิ่งรู้สึกตัวเองว่าเผลอพูดว่าคำ เหนื่อย ออกไปได้ยังไงไม่รู้

          ฮานะสูดลมหายใจลึก รู้สึกเกร็งเพราะตอนนี้ทั้งคู่นั่งอยู่ข้างกัน บนไม้แผ่นเดียวกัน แต่สายตามองไปข้างหน้า เมื่อต่างคนต่างคิด และสายตามองไปยังซากุระข้างหน้า ความเงียบลอยอยู่ในอากาศชั่วขณะ หญิงสาวกำมือกับกล่องขนม พลันนึกได้

          “จริงสิ ไหนๆ ก็พักแล้ว มากินขนมกันเถอะ” คำพูดทำให้จินหันมา ฮานะแกะห่อผ้าออกแล้ว ปากก็เล่าว่าลูกค้าที่ไปหาวันนี้ให้ขนมโมจิมาเป็นของตอบแทน “ไหนดูสิ ว้าว...”

          ในกล่องกระดาษมีขนมทรงกลมเรียงรายอยู่ในช่องที่แบ่งซอยย่อย สีเขียวละมุนตา กลิ่นหอมอ่อนๆ เฉพาะตัวของแป้งโมจิลอยแตะจมูกยั่วน้ำลาย

          “โมจิชาเขียวจากอุจิ1ซะด้วย น่ากินจังเลย กินกันเถอะ”

          เธอหยิบออกมาหนึ่งชิ้นแล้วยื่นกล่องให้จิน อีกฝ่ายมองอย่างไม่แน่ใจ คนให้ใจหายวูบ “หรือว่าจินคุงไม่ชอบโมจิ”

          “เปล่าครับ แต่...มันเป็นขนมที่ลูกค้าให้ตอบแทนที่ร้านมา”

          ฮานะยิ้มออก อย่างน้อยก็ไม่ใช่สาเหตุว่าไม่ชอบกินขนมหวานละนะ

          “ให้ที่ร้านก็ต้องแบ่งกันอยู่ดี อันนี้ถือว่าให้ฉัน เพราะฉะนั้นฉันจะให้ใครต่อก็ได้ไม่ใช่เหรอ” เธอยกทั้งคิ้วและเสียง เห็นคนอายุน้อยกว่าทำตาปริบๆ หลุบตามองต่ำ ทำท่าคล้ายตัดสินใจจนฮานะเกือบจะถอดใจ

          “ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวผมไปซื้อชามาให้ครับ”

          จินพูดแล้วก็ลุกขึ้นก่อนจะเดินออกไป ไม่ทันให้ฮานะได้บอกว่าต้องการชาอะไร หญิงสาวมองตาม สองไหล่ผ่อนลง เขาก็เป็นแค่ผู้ชายตัวสูงเหมือนกับฮิเดโอะ แต่...อาการเกร็งของเธอนี่คืออะไรกัน

          จินกลับมาพร้อมชาร้อนสองแก้ว ฮานะส่งกล่องโมจิให้ และต่างฝ่ายต่างก็กินขนมไปพร้อมกับมองแนวต้นซากุระที่อยู่ในศาลเจ้า ถึงบริเวณนี้จะมีไม่มาก แต่ก็สวยงามพอให้ชื่นชม เธอเคยเห็นคุณครูศิลปะพาเด็กประถมมาวาดภาพ

          “อร่อยจังเลย หวานลิ้น แล้วก็หอมชาอ่อนๆ สมกับเป็นจากเมืองอุจิ” ฮานะพูด จินพยักหน้า เธอเห็นแววตาของเขาเป็นประกายและผ่อนคลายลง

          “จริงด้วยครับ” เขาจิบชา “ผม...เพิ่งเคยกินโมจิที่อร่อยขนาดนี้เป็นครั้งแรก”

          ฮานะหันมามอง จินเงยหน้าไปสบตาพอดี เสี้ยววินาทีที่ดวงตาสานสบเหมือนมีอุ่นไอบางอย่างไหล่เชื่อมกัน แล้วเป็นฮานะที่หลบตาก่อน ถึงจะอายุน้อยกว่า แต่ตัวสูงกว่า และ...น่าค้นหากว่าใครที่เธอเคยเจอมาทั้งชีวิต

          หญิงสาวเคยถามเขาเรื่องครอบครัว ระหว่างทำงานที่แปลงผัก กลั้นใจถามเรื่องพ่อกับแม่

          แม่ตายไปแล้ว พ่อไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน ไม่เคยเจอ

          เขาตอบด้วยสีหน้านิ่งๆ มือเด็ดมะเขือม่วงใส่ตะกร้า ฮานะไม่กล้าถามต่อ รู้ว่าเขาคงต้องออกจากโรงเรียนด้วยสาเหตุบางอย่าง เมื่อเอามารวมเรื่องความจงชังยากุซ่า เป็นไปได้ว่าชีวิตของเขาหักเหเพราะสองจุดนี้ ก่อนที่หัวข้อเรื่องจะเปลี่ยนไปเพราะเขาเห็นดักแด้ที่ต้นสึบากิ เธอบอกว่าเป็นดักแด้ที่รอวันเป็นผีเสื้อให้ปล่อยไว้อย่างนั้น

          “เวลาเอาของขวัญมาให้ลูกค้าได้ของตอบแทนบ่อยไหมครับ”

          เสียงจินถามขึ้นดึงฮานะกลับมาสู่ปัจจุบัน หญิงสาวจิบชา “ไม่ทุกครั้งหรอก บางทีก็ได้ของฝากมาเฉยๆ หรือบางคนที่มีกิจการไปต่างประเทศก็เอามาฝากบ้าง” เธอเหลือบมองมือของคนที่นั่งข้างกันแวบหนึ่ง ฝ่ามือใหญ่ประคองแก้วชาทำให้ดูเล็กไปถนัด

          “พอถึงช่วงหน้าร้อนจะมีงานเลี้ยงที่ร้านบ่อยๆ  เพราะบางทีคู่ค้าที่รู้จักกันเอาของมาฝาก ก็พากันมากินข้าวด้วยเลย สนุกกันมาก ถ้าอยู่ถึงก็จะได้เห็น”

          จินหันมา เพราะความหมายการเชิญเชิญซ่อนอยู่ในประโยคสุดท้ายซึ่งเป็นครั้งที่สองแล้ว หรือว่าเธอรู้อะไรมากกว่าที่เขาเปิดเผย ฮานะก็ชะงัก ไม่เข้าใจตัวเอง เหมือนจะมีลางสังหรณ์ในใจอยู่ตลอดเวลาว่าคนอายุน้อยกว่าอาจจะทำงานที่นี่ไม่นาน

          “ฉันหมายถึง...อุ๊ย!

          กลีบซากุระลอยมาหล่นในถ้วยชา ทำให้ฮานะร้องเบาๆ จังหวะของเรื่องจึงเปลี่ยน จินหันไปมอง หญิงสาวยิ้มน้อยๆ เอียงแก้วให้ดู “ร่วงลงมาได้ยังไงไม่รู้”

          “เดี๋ยวผมไปซื้อมาให้ใหม่ครับ”

          เป็นอีกครั้งที่เขาลุกไปโดยไม่ถามความเห็นของเธอ ฮานะจึงได้มองตามอีกครั้ง ลิ้นชักความทรงจำกล่องหนึ่งบอกว่า..เธอเคยเห็นแผ่นหลังนั้นมาก่อน

          จินกลับมาอีกครั้งพร้อมชาแก้วใหม่ ตอนที่รับมานั้นปลายนิ้วทั้งคู่แตะกัน ลูกบุญธรรมเจ้าของร้านอาหารรู้สึกราวกับมีกระแสไฟที่ส่งผ่านเข้าร่างกายแต่เธอไม่แสดงอาการใดออกมา

          “ขอบใจนะ” ฮานะบอกพลางเป่าควันออกจากชาแก้วใหม่

          เด็กหนุ่มพยักหน้า หยิบแก้วชาใบเก่าขึ้นมา หยิบกลีบซากุระออกแล้วก็ยกดื่มจนหมด ฮานะสะดุ้งเฮือก รีบหันหน้าหนีแล้วปิดปากตัวเอง ร้อนไปทั้งหน้า 

          ก็แก้วใบนั้นเธอดื่มแล้ว ริมฝีปากของเขาทาบบนรอยปากของเธอ นั่นก็เหมือนจะแปลได้ว่า...จูบทางอ้อม

          จินไม่ทันสังเกต เขาเคี้ยวโมจิก้อนที่สาม แล้วจิบชาในแก้วตัวเองจนหมดพลางมองดอกซากุระที่ปลิดปลิว นั่นเพราะกลิ่นของโมจิไม่หอมเท่ากลิ่นกายของหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งทำให้เขาร้อนจนไม่กล้าพูดอะไร เพราะระแวงว่าบางทีความในใจอาจจะถูกเผยออกไปกับลมหายใจ

          แต่จินก็ไม่รู้อีกว่า หัวใจฮานะก็เต้นโครมครามจนต้องนั่งนิ่งเพื่อสงบสติเช่นกัน              

          เบื้องหน้าของทั้งคู่เป็นต้นซากุระที่เรียงกันหกเจ็ดต้น กำลังออกดอกบานสะพรั่ง กลีบซากุระร่วงโปรยเมื่อต้องลม

         

          ที่ทำการพรรคคุเรียวสาขาชินอิมามิยะ โซโนดะกำลังคุยโทรศัพท์

          “ใช่แล้วละ ไม่ผิดตัวแน่ เจ้าเด็กที่เป็นลูกชายของลูกหนี้ของเรานั่นไง อยู่ที่ร้านอาหารนั่นจริงๆ สายที่รายงานมาทำงานใช้ได้”

          เขาเอนตัวพิงพนัก คีบบุหรี่เข้าปาก “ก็อยากจะจัดการอยู่ถ้าฮิโนโทริไม่ได้เป็นลูกค้าที่นั่น ใช่ คาจิวาระทั้งคนพ่อคนลูก ที่สำคัญ...ดันมี คนรู้จัก ของอามาเทรุ อยู่ด้วยน่ะสิ”

          เมื่อพูดถึงคำนี้นี้ สายตายากุซ่าผู้พิศมัยกางเกงลายทางเหลือบไปมองชายที่นอนหลับอยู่ที่โซฟา เขาเอาหมวกปิดหน้าไว้ แต่หัวหน้าสาขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินทุกคำ

          “เจ้าคนผมยาวนั่นแหละ ที่ฆ่าสายของเราที่ตามเจ้าหนูนั่นอยู่ คิดไม่ถึงเลยว่าฮิโนโทริจะมาสนใจเจ้าเด็กนั่นซะได้ ดูท่าทางเรื่องมันจะยุ่งขึ้น ฉันเลยตัดสินใจว่าจะรอดูท่าทีไปก่อน”

          โซโนดะนิ่งไปครู่หนึ่ง เพื่อฟังปลายสายพูด ในที่สุดก็พยักหน้า

          “ได้สิ จากชินอิมามิยะไปฮิงาชิยาม่าไม่ไกลอยู่แล้ว” เขากล่าวจบ กดวางสาย อัดควันเข้าปอดอยู่สองสามทีแล้วเอ่ยถามขึ้นลอยๆ

          “นายชอบกินอาหารไคเซกิไหม อามาเทรุ”

          ไม่มีคำตอบจากชายที่นอนอยู่

         

จินล้างมือแล้วมองสีหน้าตัวเองในกระจก ชะงักเล็กน้อยเพราะเหมือนมีบางอย่างแปลกไป พอยืนนิ่งๆ มองก็พบว่ามีเนื้อบริเวณแก้ม ใต้ตาไม่อิดโรยเหมือนแต่ก่อน ซึ่งเขารู้อยู่แล้วว่าตนแข็งแรงขึ้นจากน้ำหนักที่เพิ่มเกือบสี่กิโลจากการชั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่งจะมีเวลามสำรวจร่างกายก็เห็นว่ากล้ามเนื้อแขนขา ที่ท้องดูหนาและกระชับขึ้น

 แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ความแปลกที่สะท้อนออกมาอยู่ดี

เมื่อยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วคิดว่าได้เวลานอนหลับแล้วจึงเดินออกไป สวนกับชินโงที่กำลังจะมาเข้าห้องน้ำ คนเป็นรุ่นพี่มองหน้าเขา

“เอ๊ะ คางาวะ”

 จินหยุดแล้วหันไป แต่ชินโงก็นิ่ง

“มีอะไรเหรอครับ”

ชินโงกะพริบตาปริบๆ ราวกับเพิ่งรู้สึกตัว “อืม...สีหน้านาย ดูดีขึ้นนะ”

คนฟังยกคิ้ว ท่าทางกึ่งสงสัยกึ่งเหยียดจางๆ บวกกับความดูดีในความสูงทำให้คนอายุมากกว่าชักหมั่นไส้ตะหงิด

“เป็นอะไร ทำหน้าแบบนั้น ไปนอนไป”

เขากล่าวแล้วก็เดินเข้าห้องน้ำ เลื่อนประตูปิดดังปัง ปล่อยให้ยืนงง  หันไปมองกระจกอีกครั้งก็ไม่พบอะไร ที่เรียกว่า ทำหน้าแบบนั้น จนกระทั่งเข้านอน ก่อนจะเคลิ้มหลับไป เขาเห็นหน้าฮานะ จึงได้รู้คำตอบ

ฉันก็เคยไปนัมบะนะ ที่นั่นตอนกลางคืนครึกครื้นดีจัง ไม่เหมือนเกียวโตเลย

หญิงสาวเล่าเสียงสดใสตอนที่ทั้งคู่เดินกลับร้านมาพร้อมกันหลังจากพักกินโมจิและดูดอกซากุระที่ศาลเจ้าเอบิสึแล้ว

ฮานะจะคิดยังไงนะ ถ้ารู้ว่านัมบะเป็นแค่สถานที่ซึ่งเขาพักอยู่แค่ไม่กี่เดือน ถิ่นเดิมของเขาอยู่ที่ชินอิมามิยะต่างหาก

เมืองที่แก๊งยากุซ่าครอบครองในทุกหัวมุมถนน แถมยังเป็นย่านแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนเสียด้วย

 

 

1.     เมืองทางตอนใต้ของเกียวโต มีชื่อเสียงในเรื่องชาเขียว


อุธิยา

13.1.18



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น

  1. #13 fsn (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 03:23
    ถึงจะเข้มแข็ง เงียบขรึมเกินวัย แต่ลึกๆ ก็ยังเป็นเด็กหนุ่ม อยู่นะคะ ท่าทางจะตึงเครียดมาก พอได้พัก ถึงรู้ว่าเหนื่อยจริงๆ
    #13
    1
    • #13-1 Baby Red - อุธิยา(จากตอนที่ 15)
      10 มีนาคม 2561 / 08:29
      ใช่ค่ะ ลึกๆ จินก็ยังเป็นเด็กผช อายุแค่ 16 ปีเอง
      ต้องอยู่รอดให้ได้ มีอะไรที่ต้องดิ้นรนอีกมาก ฝากเป็นกำลังใจให้จินด้วยนะคะ
      #13-1
  2. #5 white_space (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 14 มกราคม 2561 / 04:07
    บทนี้ละมุนมากเลยย
    #5
    1
    • #5-1 Baby Red - อุธิยา(จากตอนที่ 15)
      20 มกราคม 2561 / 11:33
      ขอบคุณมากๆ 8jy สำหรับการติดตาม คนเขียนก็ชอบบทนี้เหมือนกัน ^ ^
      #5-1