กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 14 : บทที่ 13 เส้นทางโซบะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    3 ม.ค. 61

13.  เส้นทางโซบะ

 

          สิ่งที่จินหวาดหวั่นไม่เกิดขึ้น

          เขาเครียดตั้งแต่เมื่อวานที่ได้ยินชื่อแก๊งยากุซ่านามว่าคุเรียว เมื่อเขามาจากโอซาก้ามีหรือจะไม่รู้จัก ไม่เพียงแค่นั้น ชีวิตหนึ่งก็เกือบๆ จะอยู่ใต้ร่มเงาของพวกเขาเลยด้วยซ้ำ

          การมาเยือนของพวกเขาอาจจะเป็นผลพวงของการไปตามหาอาซาโน่ที่นิชิเคียว รวมทั้งผู้ชายที่สะกดรอยตามซึ่งตายอย่างปริศนาและพบศพในเช้า เรื่องนี้เขาก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ตั้งแต่วันนั้นที่จู่ๆ ผู้ชายที่สะกดรอยหายไปกลางทาง จะว่าอีกฝ่ายล้มเลิกไปกลางคันก็ไม่น่าจะใช่ ระยะทางที่เขาย้อนศรจะไปประจันหน้าสั้นนิดเดียว อีกฝ่ายไม่น่าจะไหวตัวทัน ใครที่ฆ่า และใครกันที่สะกดรอยเขา ถ้าให้เดาน่าจะมาจากแก๊งคุเรียวมากกว่า เพราะว่าฮิโนโทริมาสามารถมาดูตัวเขาได้ตลอดเวลาอยู่แล้วผ่านทางคุณหนูคนสวยนามโคโทริ 

          ยิ่งเครียดไปอีกเมื่อทางนั้นยื่นคำขออยากเจอพ่อครัว ทุกคน แปลว่าอีกฝ่ายรู้แน่ชัดว่าต้องการจะเจอใคร เด็กหนุ่มตั้งสติ เขาควรรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่มีสิ่งใดได้มาเปล่าๆ โชคดีที่ได้รู้ว่าอาซาโน่เป็นคนในแก๊งฮิโนโทริ ผู้ต้องสงสัยที่ได้กินผักดองสูตรพิเศษของฮานะ ทว่า แลกมากับการเคลื่อนไหวที่ส่งไปถึงแก๊งคุเรียว

ที่เขาหนีมา

          ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความจริงก็ไม่น่าจะมีสำหรับร้านมิโอโมเตะ มีแค่เขาคนเดียว

          จินได้ยินที่ชายชื่อโซโนดะกล่าวชมฝีมือพ่อครัว แต่สายตาของเขามองไปยังชายอีกคนที่เอาแต่กินโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ชายผู้สวมแว่นทรงกลมสีชา มากกว่าสองครั้งจินมั่นใจว่าเคยเห็นเขา ซึ่งอีกฝ่ายไม่มองมาเลย

          ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะมากินที่นี่บ่อยๆ หวังว่าจะได้กินอาหารฝีมือพ่อครัวหนุ่มๆ คนเดิมนะ

          คำพูดนั้นบอกชัดว่าฝากให้ใคร จินหลุบตามองต่ำ ผ่านช่องว่างระหว่างรุ่นพี่ที่นั่งอยู่เบื้องหน้า เห็นข้อมือที่สวมนาฬิกาโรเลกซ์สีทองวางบนหน้าขาที่สวมกางเกงสแลคขาวดำลายทาง

          มีภาพซ้อนแทรกเข้ามา ที่สำนักงานของคุเรียว หนึ่งในคนที่นั่งสูบบุหรี่มองเขาด้วยสายตาดูแคลนก็คือเจ้าของนาฬิกาเรือนทองคนนี้ กางเกงลายทางยังเป็นเอกลักษณ์

          พ่อครัวทุกคนกลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิม แต่ที่เพิ่มขึ้นคือทิปเมื่อจบงาน ทั้งคุเรียวและฮิโนโทริโดยโคโทริต่างก็จ่ายหนักทั้งคู่ ราวกับจะแข่งขันกันอยู่ในที ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่พูดถึงของบรรดาลูกจ้างอย่างมากมาย

 

          วันเวลาหมุนไปอีกหนึ่งสัปดาห์ จินใช้วันหยุดอยู่ที่ร้าน แต่ก็ไม่ได้หยุดทำงานเสียทีเดียว ตื่นมาแล้วก็คว้าไม้กวาดไปทำความสะอาดหน้าร้าน อยู่แปลงผัก และฝังตัวอยู่กับวงไพ่นกกระจอกยามบ่าย เสียงหัวเราะและบทสนทนาระหว่างซาโอริกับชินโงทำให้รู้สึกถึงชีวิตของคนปกติ

          ถึงแม้จะมีคำถามเกี่ยวกับตัวเขาเป็นระยะ แต่เด็กหนุ่มเลือกยิ้มบาง และตอบสั้นๆ ไม่นานนักทุกคนก็ดูจะคุ้นเคยและสรุปได้ว่าเขาแค่เป็นคนพูดน้อย แต่ไม่ใช่ไม่เป็นมิตรกับใคร    

ชิมะรู้เท่า      ๆ กับชินโงเรื่องแก๊งคุเรียว

แต่ก็แปลกนะ ร้านมิโอมิเตะมีคนจากโตเกียวมากินก็ตั้งมาก แต่แก๊งคุเรียวไม่เคยมาเลย ทั้งที่อยู่ใกล้กันแค่นี้ และเราก็เปิดมานาน

เพราะมีฮิโนโทริอยู่ที่นี่ จินตอบข้อสงสัยของชิมะในในขณะที่ทั้งสองนั่งสูบบุหรี่ด้วยกันที่หลังเรือนพักลูกจ้าง เมื่อเจ้าของร้านรู้แล้วก็ไม่ต้องซ่อน แต่หลบสายตาและเพื่อไม่ไปรบกวนคนอื่น

ป้ากลัวพวกยากุซ่าไหม เขาถาม หญิงสูงวัยพ่นควันออกมาช้าๆ

ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับพวกเขา ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ฉันเชื่อว่าคนทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง ในส่วนลึกๆ ของมนุษย์ยังมีส่วนดีอยู่บ้าง อย่างฮิโนโทริ อีกด้านหนึ่งจะสีดำเท่าไหร่ไม่รู้หรอก แต่ที่เห็นก็คือเขาเป็นลูกค้าที่ร้าน และเป็นมานานแล้ว

น้ำเสียงราบเรียบแต่บอกถึงประสบการณ์การมองโลกที่ปรุโปร่ง

เธอล่ะ

เมื่ออีกฝ่ายถามกลับบ้าง จินได้แต่เงียบ ชิมะก็ไม่เซ้าซี้ต่อ

 

          วันต่อมา

          “เดี๋ยวใครสักคนไปเอาแป้งโซบะ1ที่ร้านคุณยามาดะหน่อยฉันสั่งไว้แล้ว”

          โคจิเดินเข้ามาหลังจากพักแล้วกำลังเริ่มงานช่วงบ่าย มาโมรุมองชินโง เลยไปมองจินที่กำลังขัดหัวโกโบอยู่

          “ผม...”

          “ให้คางาวะไปก็แล้วกัน มาโมรุ นายมาเฝ้าหม้อซุปปลา”

          ฮิเดโอะสรุปก่อนที่มาโมรุจะพูดจบเสียอีก ชายหนุ่มผู้เป็นทายาทร้านอาหารจากทาคายาม่าจึงไม่กล้าค้านอะไรกับคำเจ้านาย

          จินขัดหัวโกโบจนเสร็จ เช็ดมือและถามมาโมรุเรื่องร้านยามาดะ รุ่นพี่บอกทางให้

          “ผมจะไปเอาแป้งนะครับ”

          เขากล่าวเรียบๆ แล้วเดินออกไป

          มาโมรุเหลือบมองชินโงอีกครั้ง พ่อครัวมือรองเลิกคิ้วและไหวไหล่น้อยๆ แต่ไม่พูดอะไร

 

          ร้านยามาดะเป็นร้านกึ่งโรงงานผลิตอาหารจำพวกเส้น ทั้งโซบะ โซเมง ราเมน และอุด้ง ด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม โดยรับเมล็ดแป้งมาบดเอง นวดเอง จนถึงรีดออกเป็นเส้น ร้านมิโอโมเตะเป็นหนึ่งในลูกค้าประจำที่สั่งบะหมี่ของที่นี่ ซึ่งเป็นเมนูอาหารขึ้นป้ายของที่ร้าน โดยเฉพาะช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน

          “เจ้าหนู”

          จินโค้งแนะนำตัวว่ามาจากร้านมิโอโมเตะ ยามาดะเป็นผู้ชายหุ่นหนาล่ำสวมแว่น ศีรษะล้าน เทียบกับอายุนี่สิบห้าก็ต้องบอกเส้นผมไปก่อนวัยอันควร

          “เพิ่งมาใหม่เหรอ ไม่เคยเห็นหน้า”

          เขาชวนคุยขณะที่ตักแป้งสำหรับทำโซบะใส่กระสอบให้

          “ครับ” จินเลือกตอบเท่านั้น เจ้าของร้านเหลือบมองแวบหนึ่ง รู้สึกว่าเด็กหนุ่มมีบุคลิกแตกต่างจากคนครัวของร้านเก่าแก่คนอื่นๆ

          ยามาดะจัดการผูกเชือกให้เป็นห่วงและจินก็สวมมันเข้ากับหัวไหล่สองข้าง เสร็จเรียบร้อยเด็กหนุ่มก็เดินจากไปเงียบๆ เช่นตอนมา

          เจ้าของร้านโซบะสะดุดใจกับ เด็กใหม่ คนนี้ และรู้ในอีกหลายเดือนต่อมาว่ากลิ่นไอความหม่นมัวล้อมรอบตัวเด็กหนุ่มตัวสูงโย่งนี้คืออะไร

          จินแวะรับของเพิ่มอีกสองสามอย่างตามรายการที่ฮิเดโอะฝากมา เบนโตะชุดใหม่จำนวนสามโหลสำหรับลูกค้าที่สั่งกลับบ้านแทนที่จำนวนที่ขายให้โคโทริไปคราวก่อน หมึกสำหรับเขียนเมนูของโคจิ รวมถึงที่โกนหนวดของชินโงซึ่งเจ้าตัวทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ตอนที่เอ่ยปากฝากมา

          เมื่อครบถ้วนก็ทำให้เขามีของที่ต้องถือพะรุงพะรัง

          ระว่างทางจากร้านยามาดะถึงร้านมิโอโมเตะห่างกันประมาณสองกิโลซึ่งไม่ใช่ปัญหา แต่น้ำหนักที่แบกอยู่ทำให้เป็นเรื่องยาก แต่ก็ถือว่าหนักอยู่ในขอบข่ายที่รับไหว เขาเคยผ่านงานแบกหามอย่างนี้มาก่อน

          ตอนออกจากบ้านแล้วเงินหมด จินเคยไปรับจ้างใช้แรงในงานก่อสร้างเป็นระยะเวลาสั้นๆ เนื่องจากเจ้าของโครงการมาเห็นเขาซึ่งเป็นเด็กอายุสิบหกจึงไม่ต้องการจ้างต่อ แต่สิบสองวันก็ทำได้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก

          เด็กหนุ่มเดินเลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นที่มุ่งตรงไปที่ร้าน จากตรงนี้จะต้องเดินขึ้นเนิน เขาสูดลมหายใจเรียกกำลังใจ หางตามองเห็นหญิงสาวในชุดมิโมโนถอยออกมาจากบ้านหลังหนึ่ง

          “ขอบคุณมากค่ะ”

          กิโมโนสีเหลืองอ่อนแต้มลายผีเสื้อสีส้มสดใสกับน้ำเสียงคุ้นหูทำให้จินหยุดฝีเท้าไม่รู้ตัว และเมื่อเธอหันมาทางเขา

          “อ้าว จินคุง”

          “คุณฮานะ”

 

          “เอาของขวัญวันเกิดมาให้คุณซาโนะน่ะ เธอเป็นลูกค้าประจำตั้งแต่สมัยคุณเมกุมิยังอยู่”

          ฮานะเล่าขณะที่เดินเคียงจินบนเส้นทางกลับร้าน เธอช่วยเขาถือกล่องเบนโตะและหมึก เพื่อให้เขาได้ระวังกับการแบกแป้งโซบะจำนวนสิบกิโลกรัมได้ถนัดขึ้น การให้ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ กับลูกค้าเก่าแก่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของร้านซึ่งทำกันมานานแล้ว ฮานะมักจะได้รับหน้าที่นั้น หรือไม่ก็เป็นชิมะถ้าหญิงสาวงานยุ่ง ลูกค้าบางคนย้ายไปต่างเมืองก็จัดส่งของให้ทางไปรษณีย์

          “สั่งแป้งแบบนี้ ได้เวลาคุณพ่อลงมือเองแล้วสินะ บางทีอาจจะเป็นพรุ่งนี้เลย”

          จินยกคิ้ว “หมายถึงคุณชิเงรุเหรอครับ”

          “ใช่” หญิงสาวมองกลับยิ้มๆ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเด็กหนุ่มแต้มสีแดงระเรื่อที่แก้ม ข้างขมับมีเหงื่อผุดพรายด้วยความเหนื่อย “ตามปกติโซบะจะสั่งจากร้านคุณยามาดะใช่ไหม แต่ว่าพอฤดูใบไม้ผลิคุณพ่อจะทำโซบะเอง แต่ว่าเป็นสูตรพิเศษซึ่งมีขายเฉพาะฤดูนี้เท่านั้น” เธอขยายความให้ฟัง เหลือบมองกระสอบที่อยู่บนหลังจิน

          “ได้ยินว่าปีนี้สั่งสิบกิโล เยอะกว่าปีก่อนนะเนี่ย”

          ตลอดช่วงเวลาที่เอื้อยเอ่ยคำพูด น้ำเสียงเธอสดใสอย่างคนที่ชอบเล่าเรื่องและสุขภาพจิตดี แค่ฟังจินก็รู้สึกได้ถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว กลิ่นกายของเธอแตะจมูก เด็กหนุ่มรู้สึกขอบคุณแป้งโซบะที่แบกอยู่ กดหัวใจไม่ให้ลอยเตลิดไป

          “จินคุงนี่แข็งแรงดีนะ แบบที่พี่ฮิเดโอะบอกเลย”

          จินได้แค่ผงกศีรษะ และจมกับความเงียบ ฮานะรู้ว่าคนที่เดินอยู่ข้างเธอไม่ใคร่จะพูดเรื่องตัวเอง ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาทำงานได้อย่างไม่มีที่ติ หากจะหาข้อเสีย ก็คงเป็นความมืดมนและการปิดตัวตนเหมือนมีเกราะกำบังอยู่จางๆ  แต่ว่าล่าสุดเธอก็เห็นเขานั่งเล่นไพ่นกกระจอกกับคนอื่นๆ มาริกับมิชิโกะก็พูดว่าจินดูผ่อนคลายขึ้นกว่าช่วงที่เข้าร้านมาใหม่ๆ

          “จินคุงทำงานมาได้เกือบห้าเดือนแล้วเนอะ”

          “ครับ”

          “อยากลองทำอาหารเองบ้างหรือยัง อาหารปรุงง่ายอย่างไข่หวานหรือเทมปุระอะไรแบบนี้น่ะ”

          จินเหลือบมองฮานะแวบหนึ่ง สำรวจใจตัวเอง

          “ผมได้ยินมาโมรุพูดว่า เด็กฝึกงานกว่าจะได้ทำอาหารจานแรกก็เป็นปี”

          “ก็ถูก แต่อยากถามจินคุงน่ะว่าอยากลองไหม”

          แปลว่าเธออยากให้เขาตอบ ก้าวแรกของจินเดินขึ้นถนนที่เป็นเดิน “ก็เคยคิดบ้างครับ”

          “งั้นลองทำอาหารเช้าดูไหม วันไหนถ้าป้าชิมะทำจะให้จินมาลองทำนะ” เธอกล่าวอย่างตื่นเต้น

          “ผมไม่...”

          “ลองดูน่า”

“ไม่ดีกว่าครับ” จินปฏิเสธจริงจัง “ฝีมือผมยังไม่ถึงขั้นทำให้ใครกินได้หรอกครับ”

คำตอบพร้อมสายที่มองพื้นก่อความเอ็นดูให้ยิ่งนัก เธอโน้มตัวไปมองใบหน้าด้านข้างของเขา คนอายุน้อยกว่าสามปีที่ตัวสูงกว่ายามนี้ดูเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ

“แสดงว่าก็เคยเข้าครัวมาบ้างใช่ไหม”

เท้าที่ก้าวของของชะงัก ต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อลดแรงต้านจากการแบกของหนักไม่ให้หงายหลัง แค่เสี้ยววินาทีที่ฮานะก็รู้สึก...เรี่องส่วนตัว แตะต้องไม่ได้จริงๆ

“ถ้า...ฉันถามอะไรไปไม่ควรก็ขอโทษนะ”

เมื่อเอ่ยคำนี้ ฮานะรู้สึกหัวใจตัวเองเต้นไหว

จินรู้สึกตัว ปัดภาพห้องครัวเปื้อนเลือด ซุปเย็นชืดกับกลิ่นอาเจียนออกไป เขาเผลอพาตัวเองไปสู่อดีตอีกแล้ว ทั้งที่ปัจจุบันก็เป็นภาพที่ดีกว่าเดิมมากและน่าจดจำกว่า

“เคยทำอาหารมาบ้าง แต่เป็นพวกซุปมิโซะง่ายๆ ไข่ดาว แซนวิช น่ะครับ”

หลังจากสีหน้าขรึม เขาก็ตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายขึ้น ราวกับจะรู้ว่าตนเองแสดงท่าทีเคร่งเครียดเกินไป ฮานะผ่อนลมหายใจพรู แต่คำถามที่ผุดขึ้นมาก็คือ เขาทำให้ใคร บุคคลที่จะบอกว่าเขามีครอบครัวเป็นอย่างไร

“ขอถามอีกข้อได้ไหม”

          “ครับ” จินสัมผัสได้ถึงไออวลความใคร่รู้ของเธอที่เผยออกมาอย่างไม่ปิดบัง

          “จินคุงมาจากตรงไหนของโอซาก้าเหรอ”

          ไม่รู้ว่าเพราะอะไรหญิงสาวถึงไม่ลืมคำถามนี้ ตั้งแต่วันปีใหม่ และก็ไม่รู้ว่าทำไมสถานที่นี้เป็นเรื่องสำคัญนัก

          “นัมบะครับ”

          “อ๋อ” เธอลากเสียงยาว

          เมื่อคำถามนี้ บทสนทนาก็ขาดห้วง ทั้งสองเดินไปทางตางที่ลาดชัน สองข้างทางเป็นเรือนแถวร้านค้า มองเห็นยอดวัดคิโยมิสึอยู่ไกลๆ แล้วจู่ๆ ฮานะก็หยุดฝีเท้า

          ข้างหน้ามีคือต้นซากุระ

          “ซากุระเริ่มมีดอกตูมแล้ว”

          เธอพูดเหมือนรำพึง จินมองตาม ความเย็นยังลอยอวลอยู่ในอากาศ แต่ต้นไม้เริ่มแตกดอกผลิใบบ้างแล้ว เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึงจริงจัง ดอกตูมก็จะบานสะพรั่งไปทั่วอาณาบริเวณ เขาคิดภาพสีชมพูฟูฟ่องเป็นแนวยาวสองข้างถนน คิดถึงกลีบดอกที่โปรยปราย และคิดถึงผู้หญิงที่กำลังเดินเคียงข้างอยู่ยืนอยู่ท่ามกลางมวลหมู่ดอกไม้นั้น

“ซากุระเป็นดอกไม้ที่มีความพยายามมาก แม้ว่าจะมีแค่กิ่งเล็กๆ มันก็พยายามจะผุดดอกเพื่อบานออกมาให้ได้” ฮานะพูดต่อไป หัวใจจินยิ่งเต้นเมื่อภาพชัดขึ้น

          “จินคุง”

          เสียงเรียกของเธอกระชากเขาออกจากภวังค์จนเกือบสะดุ้ง

          “ครับ”

          ฮานะสบตาเขา ยิ้มสดใส “จินคุงรอดูซากุระบานด้วยกันนะ”

          ความอ่อนโยนเป็นเช่นนี้ อบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ที่ทอแสงอ่อน แทรกเข้าในใจที่มืดมนและหนาวเหน็บตลอดมาของจิน อยู่บนใบหน้าและน้ำเสียงของหญิงสาวที่ให้ข้าวปั้นกับเด็กเร่ร่อนอย่างเขาโดยไม่ถามแม้แต่ชื่อ ช่วยไปพูดกับบิดาให้รับเข้าทำงาน จนถึงบัดนี้ เธอก็ยังไม่รู้ว่าอีกด้านของเขาคือสีดำที่หมองหม่นปนเปื้อนเหมือนคราบเขม่าฟืนซึ่งต้องห้ามกับอาหารที่สะอาดบริสุทธิ์ เธอก็ยังมีน้ำใจให้ด้วยหัวใจบริสุทธิ์

          “จินคุง”

          เพราะเห็นว่าเขาเอาแต่มองนิ่งๆ ฮานะก็หวั่นใจอีกว่าตนพูดอะไรผิดไป อีกฝ่ายกะพริบตา ขยับสายเชื่อที่ผูกกระสอบแป้งโซบะที่แบกอยู่แก้เก้อ

          “ถ้าคุณฮานะชวน ผมก็จะอยู่ครับ”

          ทั้งที่ยังไม่ได้รู้ว่าตนเองจะเร้นกายหายไปจากโลกนี้ตอนไหน ชีวิตที่นี่กำลังคงตัวและสงบเงียบ และยังไม่ได้เจออาซาโน่ พรุ่งนี้หรือวันใดวันหนึ่งเขาอาจจะไม่มีชีวิตอยู่ก็ได้ แต่ชีวิตที่ไม่มีความแน่นอนก็ได้แต่หวังว่าจะทำได้ตามที่พูดเท่านั้น

 

          ชิเงรุแบ่งแป้งโซบะมาร่อนจำนวนสามกิโลกรัม นายใหญ่แห่งมิโอโมเตะพับแขนเสื้อขึ้น ทำการคลุกแป้งที่ผสมแป้งสาลีลงไปเล็กน้อยด้วยการใช้มือกวนเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา แล้วเปลี่ยนเป็นใช้สองมือกดวนลักษณะเป็นวงเล็กๆ เหมือนเด็กวาดรูปกลีบดอกเบญจมาศ เมื่อแป้งเริ่มเกาะเป็นเม็ดชิเงรุก็ใช้มือเดียวหมุนแป้งวนเก็บไปเรื่อยๆ ให้เป็นก้อนเดียวกัน

          เนื่องจากวันนี้อากาศเริ่มอบอุ่น กลีบดอกซากุระเริ่มผลิบาน ถือเป็นการเริ่มต้น และเจ้าของร้านมิโอโมเตะลงมือเองจึงทำให้ทุกคนมารวมกันที่ครัวเพื่อได้ยลฝีมือการทำโซบะของชายผู้ซึ่งได้ร่ำเรียนมาจากเชฟใหญ่แห่งภัตตาคารเก่าแก่ที่ชื่อโอวาริยะซึ่งเปิดมานานถึงห้าร้อยยี่สิบเจ็ดปี และเป็นที่โปรดปรานของราชวงศ์ญี่ปุ่นจวบจนทุกวันนี้

          ชิเงรุนวดแป้งไปเรื่อยๆ ฮานะซับเหงื่อข้างขมับให้บิดาบุญธรรม ผิวแก้มตกกระและมีรอยย่นเกิดสีระเรื่อ ทุกสายตาจับจ้องพ่อครัวใหญ่ โซบะของร้านมิโอโมเตะเคยเป็นเมนูประจำ ทว่าเมื่อชิเงรุมีปัญหาสุขภาพจนต้องวางมือก่อนเวลาอันควรและยกตำแหน่งหัวหน้าเชฟให้โคจิ ทำให้อาหารจานนี้กลายเป็นเมนูพิเศษเฉพาะฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนโดยจะเป็นโซบะเย็น ซึ่งชิเงรุก็จะลงมือเองเช่นกันโดยนวดแป้งไปพร้อมผลบ๊วยสดเพิ่มความสดชื่นซึ่งเป็นสูตรของเขาเอง

          นอกจากเส้นโซบะที่นายใหญ่จะต้องทำเองตั้งแต่การนวดแป้งแล้ว ในครัวเวลานี้ยังหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำซุป ซึ่งเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กัน ปลานิชชินสดอบแห้งไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วครบกำหนดพอดีถูกวางเรียงในหม้อ ชินโงค่อยๆ ตักน้ำซุปใส่ลงไปทีละทัพพีให้ท่วมเนื้อปลา ใช้ไฟอ่อนเพื่อจะเคี่ยวให้ก้างเล็กๆ ของปลาเปื่อยยุ่ยกินได้พอดี

          หลังจากนวดแป้งจนนวลเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ฮิเดโอะโรยแป้งสาลีบนแผ่นไม้สนที่นำมาวางบนโต๊ะปรุงอาหารเพื่อเตรียมการตัดเส้น ใช้ท่อนไม้กลมค่อยๆ รีดแป้งคลี่ออกเป็นแผ่นบางกระทั่งเหลือเพียงหนึ่งมิลลิเมตร ก่อนจะพับทบซึ่งก็ต้องโรยแป้งสาลีกันติดในทุกๆ ชั้น ให้เท่ากับขนาดของมีดเม็งคิริซึ่งมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ใบมีดยาวจนถึงด้ามจับ ซึ่งเอาไว้ใช้ตัดเส้นโซบะโดยเฉพาะ

          จินเคยเห็นการตัดเส้นโซบะมาก่อน พ่อครัวจะใช้แผ่นไม้วางทับบนเส้นคล้ายไม้บรรทัดก่อนตัด แต่ฮิเดโอะจะใช้มีดกดตัดตรงไปตรงๆ เลยโดยไม่มีแผ่นไม้มาวางทาบ เมื่อจัดเส้นมาม้วนเป็นก้อนจะพบว่าทุกเส้นมีความยาวเท่ากันเป๊ะนั่นคือสองมิลิเมตร

          ช่วงที่ชิเงรุนวดแป้งว่าเงียบแล้ว แต่ชินโงกับมาโมรุก็ยังเดินไปเดินมาเพื่อทำงานของตนเอง หากยามนี้ฮิเดโอะตัดเส้นโซบะ ทุกอย่างไม่มีการเคลื่อนไหวราวกับโลกหยุดหมุน สายตามุ่งมั่นมองแผ่นแป้งตรงหน้า การยกมีดขึ้นลงอย่างเที่ยงตรงในแต่ละครั้งก่อให้เกิดเส้นโซบะที่สวยงาม

          จินรู้มาว่าทั้งโคจิ ฮิเดโอะ หรือกระทั่งชินโงเอง สามารถแล่ซาชิมิได้น้ำหนักเท่ากันทุกชิ้น ซึ่งพ่อครัวตามร้านใหญ่ๆ ก็เช่นกัน แต่เขาไม่เคยเห็นใครตัดเส้นโซบะได้โดยไม่ต้องใช้ไม้ทาบมาก่อน จังหวะที่ฮานะหยิบเส้นที่ตัดแล้วออกมาม้วนจัดลงกล่องชายหนุ่มก็ยังยกมีดต่อเนื่องไม่หยุด

          “เรียบร้อย”

          จากแผ่นแป้งผืนใหญ่จำนวนสามกิโลกรัมกลายมาเป็นเส้นโซบะสีน้ำตาลอ่อนได้ในที่สุด เสียงปรบมือดังเกรียวกราว ลูกชายเจ้าของร้านโค้งรับคำขอบคุณ ฮานะยื่นผ้าเช็ดหน้าให้

          “วันแรกสำเร็จลงได้อย่างงดงามนะคะพี่”

          คำชมจากสิบคนไม่เท่าน้องสาวคนเดียว ฮิเดโอะยิ้มกว้างภูมิใจ ชิเงรุดูเส้นที่ม้วนเรียงกันในกล่อง

          “ทำได้ดี” เขากล่าว “ครั้งต่อไปเราจะทำโซบะซากุระ ดอกบานเมื่อไหร่ก็เตรียมไว้ด้วย”

          “ค่ะ” สาวๆ กล่าวแทบจะพร้อมกัน ความตื่นเต้นยินดีเกลื่อนกล่นต้อนรับฤดูกาลดอกไม้บาน

ถ้าวันนี้คือโซบะสำหรับลูกค่าเก่าแก่กับรสชาติเรียบง่าย หนหน้าก็จะเป็นโซบะสำหรับลูกค้ารุ่นใหม่ที่มีสีสันกับกลิ่นหอมของเส้นเป็นตัวชูโรง

          จินมองดูการชื่นชมต่อเส้นโซบะแรกของปี มองเห็นสีหน้าแห่งความภาคภูมิของฮิเดโอะ เห็นดวงตาที่เชื่อมั่นในตัวลูกชายจากชิเงรุแล้วก้มมองมือตัวเองที่ใช้งานไปกับการล้างจาน ล้างผัก ผ่าฟืน และถูพื้นนับครั้งไม่ถ้วน ยังไม่เคยได้จับมีดทำครัวสักครั้ง

          จู่ๆ เขาก็คิดถึงคำถามของฮานะขึ้นมา

 

          วันที่คุเรียวมาเยือน คุโรซากิเลือกนั่งอยู่โถงต้อนรับด้านหน้า ยังยืนยันเจตนารมย์เดิมนั่นคือการไม่นั่งบนเสื่อทาทามิ วันนี้มาในฐานะผู้ติดตามของโคโทริ เขาเลือกเดินชมสวน

          ลูกสาวยากุซ่ายังหาเหตุผลมาพบกับลูกชายพ่อครัวร้านอาหารได้อย่างสมเหตุ เนื่องจากมิโอโมเตะเป็นร้านอาหารเก่าแก่ โคโทริจึงเลือกของฝากเป็นผลไม้หรือของหวานที่ร้านไม่มี วันนี้เป็นกีวีญี่ปุ่นกับสตรอเบอรี่จากโทจิงิ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่อร่อยขึ้นชื่อและมีเกือบทั้งปี

          จินเดินออกมาจากครัว บทสนทนาที่ได้ยินจากชินโงคือการพูดถึงคุณหนูคนสวยว่าแสดงออกต่อฮิเดโอะชัดเจน

          จะเป็นไปได้ยังไงกัน ก็คุณฮิเดโอะเป็นคู่หมั้นกับคุณฮานะนี่

          แต่ผมได้ยินว่ายังไม่ได้หมั้นกันนี่ครับ มาโมรุเถียงเสียงอ่อย

          ไม่ได้หมั้นก็เหมือนหมั้น คุณฮานะน่ะถูกกำหนดให้เป็นนายหญิงคนต่อไปของมิโอโมเตะแล้ว เชื่อฉันสิ

          เด็กหนุ่มจากโอซาก้ารีบสาวเท้าออกมาก่อนที่จะรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว แล้วมาดับความรู้สึกวุ่นวายใจด้วยการเหวี่ยงขวานลงไปกับท่อนไม้ต่อเนื่องกันจนหายใจถี่

          รอดูซากุระบานด้วยกันนะ

          ทำไมคำชวนของเธอจะต้องมีคำว่ารอ ราวกับจะรู้ว่าเขาสามารถหายตัวไปได้ทุกเมื่อ ดวงตาคู่นั้นไม่เพียงแค่ใส่บริสุทธิ์ แต่มีความเข้มแข็งและเข้าใจกับสิ่งรอบตัว ในอกของจินวูบหวิวเหมือนมีใครลูบไล้ต้นขาด้านในจนต้องหยิบท่อนไม้ขึ้นมาวางแล้วจามขวานลงไปอีกครั้ง คมมีดปักค้างอยู่บนตอไม้ที่ใช้เป็นฐาน เขาหอบจนไหล่โยก

          ในความเงียบงัน กลิ่นบุหรี่ลอยแตะจมูก จินหันไป

          ชายที่มีใบหูซ้ายขาดครึ่งยืนอยู่ เผยรอยยิ้มแสยะเป็นการทักทาย

          “ไง”

          จินดึงสติของตนเองกลับมา อยากจะตอบกลับว่า ก็แล้วไงแต่เลือกนิ่ง

          “จำฉันได้ใช่ไหม เจ้าหนู”

          เจ้าหนู กระตุกมุมปาก หันกลับไปหยิบไม้ท่อนใหม่ คุโบตะเบ้หน้า

          “เฮ้ย ฉันคุยด้วย อย่ามาหันหลังให้นะเว้ย! เขากระชากหัวไหล่จิน คำราม “ฉันรู้นะว่าแกมาทำอะไรที่นี่”

          “แต่ฉันรู้ว่าแกไม่ควรอยู่ตรงนี้คุโบตะ”

          เสียงเย็นเรียบดังขึ้นเบื้องหลัง คนถูกเอ่ยชื่อหันไป สีหน้าแตกตื่น “คุณคุโรซากิ”

          ยากุซ่าหนุ่มมาดศิลปินวันนี้ไม่ได้รวบผมยาว แต่หวีเสยไปข้างหลัง เปิดดวงหน้ายะเยือกและดวงตาหรี่เรียวขณะที่ควันบุหรี่ลอยผ่านหน้าไป

          “ขอโทษครับ” คุโบตะโค้งจนลำตัวขนานกับพื้น น้ำเสียงหอบสั่นอย่างที่ไม่ใช่เพราะเหนื่อย

          “ฉันจะไม่จำเรื่องวันนี้ แต่อย่าให้เห็นมาเพ่นพ่านตรงที่ไม่มีคุณหนูอีก”

          “ครับ ขอโทษอีกครั้งครับ” ชายผู้มีใบหูขาดครึ่งโค้งอีกครั้งแล้วก้าวยาวๆ ออกไปทันที คุโรซากิไม่ละสายตาจากจินที่ยืนมองสถานการณ์ตรงหน้านิ่งๆ แต่ท่วงท่าระแวดระวัง

          “ขอโทษแทนลูกน้องด้วยนะ” ผู้มาเยือนกล่าว คีบบุหรี่สูดควันเข้าปอดอีกครั้งก่อนจะยื่นมือมาข้างหน้า “คุโรซากิ มาโกโตะ”

          จินมองมือผู้ต้องการผูกมิตร ขณะที่มือตนเองถือขวานฝ่าฟืนหยาบกระด้าง แล้วนิ่งแทนคำตอบ อีกฝ่ายกระตุกริมฝีปากแล้วยอมเอ่ยเจตนารมย์ก่อน

          “ถึงจะไม่ได้พบกันครั้งแรกแต่การแนะนำตนเองถือเป็นมารยาทที่ดีนะ”

          คนอายุน้อยกว่าเบนหน้าไปมองกองฟืน “เราควรต้องรู้จักกันเหรอ”

          “ทำไมล่ะ ไม่อยากเจออาซาโน่แล้วหรือไง”

          จินหันขวับ ตาเบิกกว้างอย่างตกใจ ก่อนจะรู้สึกตัวเมื่อเห็นแววตาพราวระยับ

          “คุณพูดเรื่องอะไร”

          คุโรซากิหัวเราะแผ่ว ดูดนิโคตินเข้าปอดด้วยกิริยาดื่มด่ำในทุกเสี้ยววินาที “นั่นสินะ เรื่องอะไรกันที่อุตส่าห์ไปถึงนิชิเคียว”

          หัวใจจินเต้นกระหน่ำ ในห้วงเวลาที่เหลือเพียงเสียงลมหายใจ เขารู้ว่าชายคนนี้คือรองหัวหน้าอันดับสองของแก๊งฮิโนโทริ ตามคำบอกเล่าของชายเร่ร่อน คนผู้นี้ถือได้ว่า โหด ที่สุดในบรรดาสมาชิกระดับสูง คมมีดของเขาเปรียบได้กับรอยตัดของโอโทโร่ซึ่งมองไม่เห็นรอยต่อ

          จินนึกถึงศพที่พบในคลองทากาเซะ ทุกนิ้วถูกตัดออกไป

          “โอ๊ะ ฉันก็ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้เหมือนกันนี่นา” จู่ๆ เขาก็กล่าวขึ้น ยกคิ้วสูงอย่างไม่เป็นธรรชาติ หมุนกายจะเดินออกไป แต่ก็หันมา “แล้วเจอกันนะ คาวาวะ จิน”

          ลับร่างของคุโรซากิไปแล้ว แต่เด็กหนุ่มยังยืนนิ่ง แม้แต่น้ำลายยังกลืนลงคอได้ยากลำบาก

 

          หลังพุ่มไม้ ฮานะยืนอยู่ เธอได้ยินบทสนทนนั้นขัดเจนทุกคำ

         

 

1.     แป้งที่ทำจากเมล็ดของต้นโซบะ (Buckwheat) โดยเฉพาะ ตากแห้ง บดเพื่อเอาเปลือกสีดำออกให้เหลือแต่เมล็ดอ่อนสีเขียว จากแล้วนั้นนำไปบดจนกลายเป็นแป้งเนื้อละเอียด




อุธิยา

3.1.18

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น