กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 11 : บทที่ 10 ซากุระ สึเกะโมโนะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 58
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 ธ.ค. 60

10. ซากุระ สึเกะโมโนะ

 

          จินมาตัดผมที่ร้านคุซาบุโร่ และมีไมด์เซเว่นมาเป็นของฝากอย่างเคย แต่วันนี้เพิ่มเติมเป็นเบียร์กระป๋องเพิ่มความอบอุ่นในร่างกาย หลังจากตัดผมจินก็จะนั่งพูดคุยสักพัก ซึ่งชายชราก็ยินดีที่ได้เพื่อน แม้จะต่างวัยกัน

          เด็กหนุ่มยกเบียร์กระป๋อง เหลือบมองคุซาบุโร่พ่นควันบุหรี่

          “สูบเหมือนกันใช่ไหมล่ะ” เขายกคิ้ว เลื่อนไลท์เตอร์ให้ “รับรองไม่ฟ้องซายามะหรอก”

          คนอายุน้อยกว่าหลุบตา จุดแท่งนิโคติน ยอมรับเหมือนกันว่าอึดอัดอยู่บ้างที่ต้องระวังไม่ให้สมาชิกในร้านเห็น ถึงจะมีเพื่อนร่วมวงเป็นชิมะซึ่งมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าหญิงสูงวัยจะไม่แพร่งพราย แต่เขาก็ไม่ยินดีกับการให้คนรู้ได้รู้อยู่ดี จึงเลือกมาใช้วันหยุดนอกร้านดีกว่า

          นึกขำอยู่ในใจ รู้สึกว่าเขาจะถูกชะตากับลุงป้าสูงอายุมากกว่าคนระดับเดียวกัน ตอนอยู่โอซาก้า เพื่อนสนิทคือคุณยายร้านขายของขำ กับลุงป้าร้านผักที่เขามักจะไปซื้อข้าวสาร กับคนวัยใกล้กันมักจะคุยกันด้วยกำปั้นมากกว่า

          “ลุงเคยกินอาหารที่ร้านมิโอโมเตะไหม”

          “ก็เคยนะ สมัยที่ยังมีเบนโตะขาย”

          เรื่องนี้จินเคยได้ยินมาจากชิมะแล้วว่าสมัยก่อนที่ภรรยาของชิเงรุยังอยู่ ขายเบนโตะจนแทบทำไม่ทัน

          “เคยกินผักดองสีชมพูไหมครับ”

          ช่างตัดผมหันมา “ผักดองสีชมพู ขิงดองน่ะเหรอ”

          จินตอบว่าไม่ใช่ เป็นหัวไชเท้าผสมแตงกวา แซมด้วยเชอรี่ รสชาติหวานอมเปรี้ยว อีกฝ่ายขมวดคิ้ว “ไม่เคยนะ ของที่ร้านไม่มีหัวไชเท้าสีชมพู มีแต่สีเหลืองที่ดองเกลือกับรำข้าวน่ะ”

          เด็กหนุ่มอธิบายว่า ที่ร้านทำเป็นอาหารสำหรับพนักงาน

          “อ้าว แล้วข้าจะไปเคยกินได้ยังไงกันล่ะ ไอ้นี่ถามแปลก” คุซาบุโร่ย้อนเสียงดังแล้วถามต่อ “คุณหนูคนนั้นเป็นคนทำใช่ไหม ชื่ออะไรนะ ฮานะ?

          จินเลิกคิ้วว่าคุซาบุโร่รู้จัก “คุณหนูคนนั้นทำผักดองอร่อยจะตาย ไม่มีใครไม่ชอบหรอก ว่าแล้วก็อยากกินอีก เดี๋ยวพรุ่งนี้แวะไปบ้างดีกว่า ไม่ได้ไปกินที่ร้านนานแล้ว” เขาพูดแล้วพ่นควันบุหรี่รื่นรมย์

          คนฟังนิ่ง คิดถึงผักดองที่เหลือในเบนโตะกล่องนั้น

          ในเมื่อเป็นผักดองสูตรพิเศษที่ทำให้เฉพาะ ทำไมคนๆ นั้นถึงกินเหลือ เพราะกินไม่ทัน หรือแท้จริงแล้วไม่ใช่ผักดองสีชมพูของฮานะ แต่หญิงสาวก็พูดเองว่าลูกค้าคนนั้นชอบมาก หรือไม่ใช่ของที่ร้านมิโอโมเตะ แต่ว่าซองตะเกียบแบบเดียวกัน กล่องเบนโตะก็แบบเดียวกันกับที่ทำให้โคโทริเมื่อไม่นานมานี้

          มีทางเดียว ต้องถามกับฮานะอีกครั้ง

 

          ฮานะเดินเข้าครัว สิ่งที่เห็นคือร่างสูงที่ย่อตัวติดเตา แผ่นหลังโค้งในชุดทำครัวสีขาวแผ่กลิ่นไอความเป็นชายและความเหงาที่รู้ว่าเขาแบกไว้ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน วันก่อนที่เขาพุ่งเข้ามากึ่งถามกึ่งตะคอกนั้น เธอควรจะกลัวในรังความกราดเกรี้ยว ตรงกันข้าม หญิงสาวกลับตื่นเต้นกับสัมผัส ยังรู้สึกถึงไอร้อนที่ต้นแขนได้แม่จะสวมกิโมโนหนาก็ตาม

          หลักฐานแห่งความติดตรึงนั้นก็คือวันนี้ เธอเองก็รู้ว่าเขาต้องตื่นมาติดเตาก็รีบตื่นแต่เช้าและตรงมาที่ครัวอันดับแรกเลยนี่ไง

          จินชะงักเมื่อยืดกายหันมาเจอว่าใครยืนจับจ้องตัวเองอยู่ เขาเกือบจะเดินหลบเลี่ยงไปแล้วด้วยความรู้สึกอัดอัดที่เคยถึงเนื้อต้องตัวนายจ้าง แต่เสี้ยววินาทีนั้นก็คิดได้ทันว่ายังไม่มีใครอื่น จึงปรับใจตั้งสติ

          “คุณฮานะมีอะไรเหรอครับ”

          ฮานะก็เพิ่งรู้สึกตัว เดินเข้ามาในครัวด้วยท่าทางปกติ เธอเห็นหม้อทุกใบล้างคว่ำอยู่บนเคาทเตอร์เรียบร้อย ผักที่ใช้ประกอบอาหารประเภทหัวเช่น มันฝรั่ง เผือก ไชเท้า หรือแครอทก็ถูกล้างและปอกใส่ตระกร้าเตรียมไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ถ้ามาโมรุมาถึงก็จัดการหั่นได้เลย

          “เปล่าหรอก ทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว จินคุงตื่นเช้าจัง”

          เพราะเธอรู้ว่ากว่าจะทำทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่น้อย จินไม่ตอบอะไร เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน สีหน้าเรียบเฉยตอนที่บอกว่าไฟติดแล้ว

          “จินคุงเป็นยังไงบ้าง” ในดวงตาแจ่มใสของเขางงเล็กน้อย “หมายถึงการอยู่ที่นี่น่ะ เราไม่ค่อยได้คุยกันเลย ในฐานะนายจ้างก็อยากรู้ว่าเธอรู้สึกยังไงบ้าง งานหนักไปไหม มีอะไรไม่สบายใจบอกได้นะ”

          ฮานะพูดยืดยาว น้ำเสียงใส แต่คนฟังเงียบ จนเธอเป็นฝ่ายเก้อ คิดได้ว่าใช้คำฟุ่มเฟือยไป จึงหันไปเปิดถังใส่มิโซะแก้เขิน

          “ผมอยู่ได้ครับ งานหนักไม่เป็นไร”

          เขาตอบจนได้ หญิงสาวหันไปสบตา “ขอบคุณคุณฮานะกับนายท่านที่กรุณา”

          ฮานะบอกตัวเองว่าชอบท่าทางเคอะเขินจากผู้ชายตัวโตเช่นเขา เธอพยักหน้าพูดกับตัวเองว่ามิโซะหมดแล้ว จินอาสาจะไปพักให้จากในห้องเก็บวัตดุดิบ เพราะเขากำลังจะไปเอาฟืนพอดี

          ทั้งสองจึงมาอยู่ด้วยกันในห้องเก็บวัตถุดิบ มิโซะถังใหญ่ จินย่อตัวตักมาใส่ถังใบเล็ก ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ประจำในครัว เป็นอีกครั้งที่ลูกสาวเจ้าของร้านได้มองแผ่นหลังโค้งของลูกจ้างผู้เงียบขรึม

          มิโซะเต็มถังใบเล็กแล้ว

          “เรียบร้อย” เธอทำท่าจะยก แต่ช้ากว่าจิน เด็กหนุ่มหอบไว้ในอ้อมแขนแล้ว

          “คุณฮานะครับ เรื่องลูกค้าที่กินผักดอง”

          ถึงไม่ใช่คำถาม แต่ฮานะก็นึกขึ้นได้ว่าการสนทนาเมื่อวันก่อนถูกคั่นด้วยฮิเดโอะ พอคิดถึงก็อดใจเต้นไม่ได้กับการสัมผัสของเขา

          “ทำไมเหรอ”

          “คุณฮานะบอกว่ามีลูกค้าที่ชอบกินผักดองสีชมพู”

          “อ๋อ คุณอาซาโน่” ทั้งสองคนเดินกลับเข้ามาในครัว ฮานะซึ่งเป็นคนถือฟืนมาแทนย่อครัววางไว้ตรงซอกข้างเตา

          “อย่างที่เล่านั่นแหละ เขาเห็นตอนที่ฉันกำลังตากใบชิโสะแดง เลยคุยกันเรื่องการดองผักให้เป็นสีชมพู ท่าทางเขาสนใจ พอดองเสร็จเขาก็มาชิม แล้วก็ชอบมาก พอครั้งต่อๆ มาเขาสั่งเบนโตะฉันก็เลยเอาใส่ให้เขา”

          จินวางถังมิโซะไว้ตรงที่เดิม พยักหน้าเล็กน้อยๆ เพื่อแสดงว่าฟังอยู่

          “แบบที่ทำกินนี่เลยเหรอครับ”

          “ใช่ มีหัวไชเท้า แตงกวา แล้วก็เชอรี่แบบนี้แหละ” เธอตอบ “ว่าแต่ จินคุงอย่าพูดไปนะ ถ้าคุณพ่อรู้ฉันโดนดุแน่” เธอยกนิ้วชี้แตะริมฝีปาก เอียงคอหลับตาลงข้างหนึ่ง เด็กหนุ่มหัวใจพองวูบ พยักหน้าหนักแน่น

“เพราะนั่นไม่ใช่เมนูของที่ร้าน ที่ฉันแอบใส่เพราะเห็นว่าเขาชอบมาก ตอนที่เราคุยกันเขาก็สุภาพมาก ผิดกับคนอื่นๆ ในแก๊งเลย”

“ผิดกับคนอื่นๆ” จินเพิ่งจะเปลี่ยนสีหน้า

“อ้อ ฉันยังไม่ได้บอกเธอนี่นะ คุณอาซาโน่เป็นสมาชิกของฮิโนโทริน่ะ”

 

ที่ทำการพรรคฮิโนโทริอยู่ในแขวงที่เรียกว่านิชิเคียวซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเมืองเกียวโต ลักษณะเป็นอาคารญี่ปุ่นโบราณที่ใหญ่โตอยู่ในอาณาเขตที่กว้างขวาง ด้านหลังคือโรงฝึก

ในห้องประชุมซึ่งจัดแบบตะวันตกมี คุโรซากิ อิอิดะ และริวโซ สามผู้นำระดับสูงที่มารวมกันในเย็นย่ำโพล้เพล้

“อาซาโน่ยอมรับว่าเลี้ยงดูผู้หญิงคนนั้น แต่ไม่รู้ว่าเธอทำงานให้คุเรียว” คุโรซากิเป็นคนเริ่มเรื่อง

“มันบังเอิญไหมที่เด็กคนนั้นมาอยู่ที่ร้านมิโอโมเตะ”

“ไม่”

อิอิดะถาม คนเล่าก็ตอบทันที

“แล้วอะไรทำให้มันมุ่งตรงมาตามหาคนฆ่าแม่ที่ร้านนี้ได้”

“เด็กนั่นไม่รู้จักอาซาโน่เพราะเจ้าตัวไม่เคยปรากฏให้เห็น และเมื่ออาซาโน่ปฏิเสธการฆ่าผู้หญิงคนนั้น แปลว่ามีใคร ส่ง ลายแทงให้เด็กนั่น” รองหัวหน้าดับสองตอบ

“นายจะเชื่ออาซาโน่เพราะเป็นลูกน้องนาย แล้วนายแน่ใจได้ยังไงว่าอาซาโน่ไม่ได้ฆ่าผู้หญิงคนนั้นเพราะรู้ว่าเธอทำงานให้แก๊งคุเรียว” อิอิดะตั้งข้อสงสัยต่อไป

ชายผมยาวจุดบุหรี่ ปรายตาไปยังหัวหน้า ริวโซส่งแท่งซิการ์เข้าปาก อิอิดะขยับจะไปจุดไฟ แต่คราวนี้คุโรซากิทำหน้าที่แทน

“เพราะมีคนที่รู้ว่าอาซาโน่เลี้ยงดูผู้หญิงคนนั้นมากกว่าหนึ่งคน” หัวหน้าแก๊งฮิโนโทริกล่าวเอ่ยๆ พร้อมพ่นควันพรู “ถ้ารู้ความสัมพันนี้ ก็ไม่ยากจะรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นมาจากไหน”

“แต่ไม่มีเหตุผลที่จะต้องฆ่าทันที สายลับที่ถูกจับได้มีประโยชน์มากกว่านั้น” รองหัวหน้าวัยห้าสิบแสดงความเห็น

“นั่นก็เพราะผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นแค่สายลับ แต่เป็นคนรู้ความลับ”

“ความลับอะไร”

คุโรซากิเขี่ยขี้บุหรี่ “ผมจะให้หัวหน้าไปถามอาซาโน่เอง”

ริวโซเคาะขี้เถ้าซิการ์แล้วส่งเข้าปากพ่นควันอีกรอบ

 

จินซื้อเบนโตะมานั่งกินในสวนสาธารณะ ผ่านมาสองชั่วโมงแล้ว กิจวัตรในวันอาทิตย์ของชาวเมืองเริ่มขยับขยายเป็นวงกว้าง คนชราออกมาเดินเรียกกำลัง พ่อกับแม่พาลูกอ่อนมารับอากาศยามเช้า หนุ่มสาววิ่งจ้อกกิ้งเคียงคู่กันไป ร้านรวงต่างๆ เปิดให้บริการต้อนรับวันหยุดพักผ่อน

อุณหภูมิสูงขึ้นสององศา ทว่าก็ยังหนาวอยู่ จินขยับผ้าพันคอที่ได้มาจากชิมะอย่างถาวรให้กระชับขึ้น เขาเอาไปคืนแล้วแต่หญิงกลางคนกล่าวยกให้ง่ายๆ

เก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้ เบื่อจะเห็นแล้ว

จินเกือบจะตอบว่าถ้าเขาใช้ก็ยังเห็นอยู่ดีมิใช่หรือ แต่คิดว่าอีกฝ่ายคงยินดีที่มันได้เป็นประโยชน์กว่าการถูกวางไว้เฉยๆ แล้วคอยย้ำความทรงจำที่ไม่สวยงามมากกว่า

เบนโตะหมดแล้ว เขาเดินไปกดชากระป๋องที่ตู้ขายอัตโนมัติ ปรายตาไปซ้ายขวาอย่างไม่ตั้งใจ เห็นชายสองคน.ยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงมุมตึก แต่งกายเหมือนๆ กันคือสวมสูทสีดำ หวีผมเรียบ สวมสร้อยคอเส้นใหญ่และเลสข้อมือส่องประกายวิบวับ อีกด้านเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อที่กำลังติดป้ายสินค้าโปรโมชั่นประจำวัน

เด็กหนุ่มเดินมาหาที่นั่งเพื่อดื่มชาที่กดมาจากตู้ขายอัตโนมัติ ความร้อนที่ไหลผ่านทำให้เลือดลมไหลเวียน สลับกับการมองวิถีผู้คนต่อไป

คุณอาซาโน่เป็นสมาชิกของฮิโนโทริน่ะ

ฮิโนโทริเป็นแก๊งยากุซ่าอันดับสองในเกียวโต ผู้นำคนปัจจุบันคือคาจิวาระ ริวโซ พื้นเพเดิมเป็นผู้มีอันจะกินจากคาเมโอกะ มีลูกสาวหนึ่งคนชื่อโคโทริ ภรรยาไม่ปรากฏ ที่ทำการพรรคปัจจุบันตั้งอยู่ที่นิชิเคียว แน่นอนว่าเป็นที่รู้จักในย่านนี้และเขตใกล้เคียงนั่นคือ มิคุ และนางาโอกะเคียว

อาซาโน่เป็นสมาชิกยากุซ่า เป็นคนเดียวที่ได้กินผักดองสีชมพูของฮานะ และข้าวกล่องนั้นมาจากร้านมิโอโมตะ จึงมีความเป็นไปได้มากว่าเจ้าของและคนที่เข้ามาในบ้านของเขาในวันที่แม่ถูกฆ่าก็คืออาซาโน่

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นใบหน้าผู้ชายที่มาชอบแม่ก็ตาม

ยังมีสิ่งที่ติดใจจินเนื่องจากคำว่า ชอบ ที่หญิงสาวกล่าวถึง เมื่อชายคนนั้นได้สิทธิ์พิเศษในผักดองสีชมพู ทำไมถึงเหลือมันทิ้งไว้พร้อมซองตะเกียบ

ฮิโนโทริที่ใกล้ที่สุดคือโคโทริ แต่ก็ไม่อาจเดินโท่งๆ ไปถามเธอ ทางเดียวคือต้องหาคำตอบเอาเอง

จินกระดกชาจนหมดจึงเดินเอาไปทิ้ง มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นที่หางตา ตรงมุมที่ชายสองคนยืนสูบบุหรี่อยู่มีชายอีกคนกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาสมทบ พูดอะไรสองสามคำแล้วทั้งหมดก็ดับบุหรี่แล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

เด็กหนุ่มกระตุกมุมปาก ล้วงมือเข้าในกระเป๋าแจ็คเกต เงยหน้ามองท้องฟ้าที่วันนี้อากาศแจ่มใส

 

หน้าอพาร์ตเม้นท์ที่หัวถนนมีบอร์ดสำหรับติดประกาศ หนึ่งในนั้นเป็นกระดาษแผนหนึ่งที่ใช้ตัวอักษรจากนิตยสารและหนังสือพิมพ์มาตัดแปะรวมกันเป็นประโยคซึ่งมีเนื้อหาประกาศหาคน

ต้องการจะพบ อาซาโน่ แห่งฮิโนโทริ อยู่ที่ไหน ปรากฏตัวออกมาด้วย

ถ้อยคำกึ่งสั่งเรียกความสนใจของคนแถวนั้นได้พอสมควร วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งคุยกัน แม่บ้านสองคนก็ชี้ให้มองด้วยท่าทีอยากรู้ปนหวาดหวั่น กระทั่งชายสามคนในชุดสูทดำเดินมาถึง หนึ่งในหนึ่งกระชากกระดาษที่ติดออกด้วยอาการฉุนเฉียว

“ใครทำแบบนี้วะ!

เขาตะคอก ยื่นให้อีกคนซึ่งดูเหมือนรุ่นพี่ได้ดู ฝ่ายนั้นยกมือลูบคางขมวดคิ้ว ดูคร่าวๆ กระดาษแบบที่ใช้พิมพ์งานทั่วไป ตัวหนังสือก็ตัดมาจากที่ต่างๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าไม่มีลายนิ้วมือ การถามหาสมาชิกในแก๊งยากุซ่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา

“มองอะไรกัน ไม่ใช่เรื่อง!

เขาตวาด คนที่มุงอยู่สะดุ้ง หลบสายตากราดเกรี้ยววูบ บางคนก็รีบเดินหนีไป ขึ้นชื่อว่ายากุซ่า ไม่น่าเกียวข้องด้วยไม่ว่าทางใด เพื่อนเข้ามาแตะไหล่เชิงปรามว่าไม่ควรวางอำนาจกับคนทั่วไป

“ป้ายมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มีใครเห็นบ้างไหม” คนที่อารมณ์เย็นกว่าถามไปยังคนที่มอง คนมุงมองหน้ากันไปมาอย่างหวั่นๆ ปนไม่แน่ใจ จนในที่สุดแม่บ้านคนหนึ่งก็พูดขึ้น

“ฉันพาหมาออกมาเดินเล่นตั้งแต่หกโมง ก็เห็นมีอยู่แล้วนะ”

“หกโมง?” คนฟังทวนคำ เขาหันไปมองเพื่อนอีกสองคน มองกระดาษด้วยสายตาครุ่นคิด จะว่าเป็นจดหมายแบลคเมล์ก็ไม่เชิง เพราะติดป้ายกันโต้งๆ และไม่มีขู่แลกผลประโยชน์ จะว่าประกาศก็ไม่ใช่ เพราะบอกความต้องการขอเจอบุคคลตามชื่อเท่านั้น

“มีใครเห็นอะไรอีกไหมครับ”

คำลงท้ายสุภาพจากคนใจเย็น แต่คราวนี้ไม่มีคำตอบ คนเริ่มทยอยกันออกไป ชายทั้งสามรู้สึกตัวว่าตกเป็นเป้าสายตา จึงพากันเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

คนที่เหลือยังยืนคุยกันอยู่บ้างประปราย เช่นเดียวกับจิน ที่เข้ามามุงเหมือนคนอื่นๆ กระเป๋าสะพายข้างทำให้เขาเหมือนเด็กมัธยมที่กำลังจะออกไปบ้านเพื่อนหรืออะไรทำนองนั้น หมวกทีมเบสบอสที่ได้มาจากตลาดมือสองพรางหน้าตาเล็กน้อย ยากุซ่าสามคนเดินออกไป แต่จินยังยืนอยู่ เล็งไปที่ป้าคนที่เห็นป้ายนี้เป็นคนแรก

เขาส่งสายตา “น่ากลัวจังนะครับ พวกนั้น”

          อีกฝ่ายทำท่าอยากจะพูดอยู่แล้ว เมื่อจินเอ่ยก็เข้าทาง มองซ้ายขวาแล้วกระซิบกระซาบ

          “ปกติแล้วพวกนั้นไม่ค่อยปรากฏตัวง่ายๆ นะ แปลกใจเหมือนกันที่เข้ามาแถวสวนสาธารณะแต่เช้าเลย”

          คนฟังทำทีเป็นเห็นด้วย “ทำไมไม่มีใครแกะออก”

          “ก็ไม่มีใครอยากยุ่งนี่นา คนธรรรมดาซะที่ไหน เล่นประกาศว่าเป็นฮิโนโทริ เธอก็รู้นี่ พวกนั้นน่ากลัวจะตาย”

          จินพยักหน้า มองไปยังบอร์ดนั้นและทางที่กลุ่มคนนอกกฎหมายนั้นเดินไป

          “แล้วเขาจะตามหาคนชื่ออาซาโน่ไปทำไม”

          “เรื่องผลประโยชน์ของแก๊งนั่นแหละ แถวนี้แก๊งนี้คุม แต่ก็ไม่แน่เหมือนกันนะ ได้ยินว่าแถวโอซาก้าก็มีแก๊งใหญ่อยู่ สงสัยว่าขัดแย้งข้ามแก๊งกันหรือเปล่า” เธอเล่าอย่างออกรส แล้วจู่ๆ ก็ทำท่าเหมือนคิดขึ้นได้

          “เอ๊ะ ฉันไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อนเลย อยู่แถวนี้เหรอ” แต่เมื่อแม่บ้านคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา เด็กหนุ่มที่เธอคุยด้วยก็ไม่อยู่แล้ว “อ้าว ไปไหนแล้วล่ะ”

          หญิงวัยสี่สิบกะพริบตาถี่ๆ หันซ้ายขวาจนผมที่ดัดเป็นลอนกระเพื่อม ทำหน้างงกับการหายตัวไปอย่างรวดเร็วของคู่สนทนา ครั้นแล้วก็เป่าปากส่ายหน้ากับตัวเองก่อนจะเดินออกไป

 

จินกลับมาถึงมิโอโมเตะเวลาห้าโมงเย็นพอดี เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ที่อากาศยังหนาว สมาชิกทุกคนจึงรวมตัวกันในห้องโถงของเรือนที่พักและมีไพ่นกกระจอกเป็นงานฆ่าเวลา เมื่อเด็กหนุ่มที่พูดน้อยมาถึงในช่วงเวลานี้จึงไม่อาจปฏิเสธเป็นครั้งที่สอง

          สมาชิกที่เล่นตอนนี้มีซาโอริ ชิมะ ชินโง และ จิน มิชิโกะ มาริ และมาโมรุ ถอยไปเป็นกองเชียร์อย่างเดียว มาริไม่ชอบเล่นไพ่นกกระจอก แต่เธอก็นอนอ่านหนังสือฟังเสียงเพื่อนร่วมงานและเสียงกรอกแกรกของไพ่อยู่ด้วยเสมอ

สองทุ่มแล้ว ฮานะได้ยินเสียงเฮฮาแว่วๆ จึงชะโงกหน้าออกมามอง ที่เรือนพักคนงานเปิดไฟสว่าง จังหวะนั้นมาโมรุก็ก้าวยาวๆ มา

“คุณฮานะ”

“ได้ยินเสียงเลยออกมาดู ยังไม่เลิกกันเหรอ” เธอหมายถึงไพ่นกกระจอก

“พอดีคางาวะเข้ามาก็เลยเล่นกันต่อ นี่ผมจะมาเอาเบียร์ไปเพิ่ม” เขาบอกแล้วก็ก้าวไปที่ครัว ลูกจ้างสามารถกินเบียร์กระป๋องในร้านได้ แต่ต้องลงชื่อไว้ และจะต้องซื้อมาเติมได้เต็มจำนวนก่อนจะเปิดร้าน เรื่องนี้ฮิเดโอะเป็นคนตรวจดูบัญชี ฮานะมองตาม ยังไม่ทันถามอะไรต่อ ลูกจ้างหนุ่มก็ยกลังเบียร์มาถึงพอดี

“จินคุงเล่นด้วยเหรอ”

“ครับ หมอนั่นเล่นเก่งมาก ไม่สิ ต้องบอกว่ามือขึ้นมาก ชนะติดกันสองสามหน แถมยังกินสองเท่าอีกต่างหาก ผมไปก่อนนะครับ”

เขาตอบอย่างรวดเร็วแล้วก็ก้าวออกไป หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไร เพราะน้ำหนักของที่อีกฝ่ายถืออยู่ทำให้ต้องรีบ

ใจหนึ่งอยากเห็น แต่อีกใจก็รู้สึกไม่เหมาะสมกับการจะไปปรากฏตัวในเรือนพักคนงานในยามค่ำเช่นนี้

ในที่สุดก็ตัดสินใจหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้าน

 

“ไหนว่าเล่นไม่เก่ง นี่มันโคตรเซียนชัดๆ นับเลยนะป้าชิมะชนะสองครั้ง แล้วฉันชนะได้สามครั้ง ซาโอริอีกครั้ง หมอนั่นชนะไปแปดครั้ง แปดครั้งเลยนะ มาโมรุ มากกว่าสามคนรวมกันซะอีก บ้าที่สุด!

ชินโงบ่นยืดยาวขณะสวมสเวตเตอร์เตรียมตัวจะนอน มาโมรุก็ได้แต่พยักหน้าไม่กล้าขวางอารมณ์รุ่นพี่ที่กำลังฉุนเฉียว อยากจะพูดว่าอีกฝ่ายชวนเขาเอง

“เงินเดือนเกือบทั้งเดือนของฉัน รู้งี้ไม่น่าชวนมันเล่นเลย”

มาโมรุยิ้มแหย สะบัดผ้าปูที่นอน เห็นด้วยกับคนพูดว่า รุ่นน้องคนนั้นเล่นไพ่นกกระจอกได้เก่งจริงๆ นอกจากจะดวงขึ้น เหมือนว่าเลือกจังหวะในการทิ้งไพ่ และอ่านหน้าไพ่ได้ล่วงหน้า เรื่องนี้ซาโอริผู้ซึ่งเล่นไพ่นกกระจอกได้ชำนาญบอกกับเขา แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือเธอพูดอย่างอารมณ์ดี

“หมอนั่นแปลกๆ นะ มาโมรุ เหมือนไม่ใช่เด็กมอปลายธรรมดา”

มาโมรุกำลังจะเคลิ้มได้ยินเสียงชินโงพูดโพล่งก็สะดุ้ง ถอนใจ “ไม่ธรรมดายังไงครับ” คิดว่าถ้าไม่ตอบอะไรเดี๋ยวก็ทำให้อีกฝ่ายอารมณ์เสียไม่หยุดเสียที

“อายุแค่สิบหก แต่คอแข็ง ตอนปีใหม่กินเบียร์ไปตั้งเยอะไม่เห็นเมา นี่ยังจะมาเล่นไพ่นกกระจอกเก่งอีก มันมาจากไหนนะ โอซาก้าใช่ไหม”

มาโมรุเพิ่งจำได้ว่า เห็นรุ่นน้องคนนี้กระดกเบียร์อึกๆ เหมือนคนกินแอลกอฮฮล์จนเคยชิน ไม่นับท่าทางเงียบขรึมและไออวลเคร่งเครียดค่อนไปทางน่ากลัวนั่นอีก

“ก็อย่างนั้นแหละครับ” เขาตอบ พลิกตัวหันหลังให้ ไม่อยากคุยต่อเพราะง่วงเต็มที “รุ่นพี่ลองถามเองแล้วกันครับ ผมขอนอนก่อน ราตรีสวัสดิ์ครับ”

เมื่อรุ่นน้องตัดบท ชินโงก็ไม่กล้าถามต่อเพราะตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ก็ได้แต่สงสัยอยู่คนเดียวจนหลับไป

 

ในห้องนอนที่เล็กที่สุดในเรือนที่พัก จินนั่งบนฟูก ไม่คิดเหมือนกันว่าไพ่นกกระจอกจะทำให้เพลิดเพลินจนเผลอตัวเล่นไปนาน เงินที่ได้มาตั้งใจว่าจะเลี้ยงคืนให้ทั้งสี่คนคืนในวันพรุ่งนี้ โดยเฉพาะชินโงที่ดูหัวเสียกว่าใคร และเพื่อไม่ให้สายตาสงสัยนั้นมองมาอีก

เด็กหนุ่มทิ้งตัวนอน ข้างที่นอนมีที่ว่างพอจะวางของได้เล็กน้อย จึงมีกระดาษวางอยู่ เป็นหนังสือพิมพ์กับนิตยสาร ที่เขาซื้อและเก็บมา บางคำถูกตัดออกไป

หนึ่งในนั้นคือคำว่า อาซาโน่ และ ฮิโนโทริ

 

วันนี้ชิเงรุต้อนรับแขกแต่เช้า ในห้องดื่มชา นายใหญ่ของร้านมิโอโมเตะโค้งศีรษะอย่างนอบน้อมให้ผู้มาเยือน

          “ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ครับ ทางเราได้วางตัวเจ้าสาวไว้ให้ฮิเดโอะแล้ว”

          หญิงชราวัยหกสิบทำตาปะหลับปะเหลือกพร้อมยิ้มปูเลี่ยน ในที่สุดก็หัวเราะเสียงแหลมเล็กๆ

          “ไม่เป็นไรค่ะ คุณโอคาซากิไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้”

          “ทางคุณโอกุฮาระ ให้เกียรติเรามากขนาดนี้ ผมละลายใจที่ต้องปฏิเสธความหวังดี”

          “ก็...แค่เสียดายนิดหน่อย ชานี่อร่อยจริงๆ ค่ะ” เธอกล่าวเปลี่ยนเรื่องไปเพื่อกลบเกลื่อนความผิดหวัง

          ชิเงรุยกกาไปเติมให้อย่างรู้ใจ โอกุฮาระเป็นนักจับคู่ดูตัวที่มีชื่อเสียงมากในอุเคียว เธอจับคู่สำเร็จมาเก้าสิบเก้าคู่แล้ว จึงอยากทำสถิติเป็นคู่ที่หนึ่งร้อยโดยเลือกคนที่มีชื่อเสียงในเมือง อุตส่าห์ลงมาถึงฮิงาชิยาม่าหลังได้ยินว่า โอคาซากิ ฮิเดโอะ ลูกชายของร้านอาหารญี่ปุ่นเก่าแก่ยังป็นหนุ่มโสดรูปหล่อซึ่งมีสาวๆ ทั้งเมืองหมายปอง ถ้าทำสำเร็จเธอจะมีชื่อเสียงขึ้นอีกมากเพราะมีคุณหนูลูกสาวพ่อค้า นักธุรกิจ และข้าราชการระดับสูงมากมายอยู่ในบัญชีรายชื่อ

เมื่อถูกบอกปัดอย่างตรงไปตรงมาจึงทำเอาหน้าม้าน แต่ก็เก็บอาการและยิ้มได้ตามประสาแม่สื่อชั่วโมงบินสูง ทั้งที่ยังเสียดายไม่เลิก

          “ถ้างั้นดิฉันขอลาเลยนะคะ ชาอร่อยมากค่ะ”

          โอกุฮาระโค้งขอบคุณพร้อมรอยยิ้มเรี่ยราด ก่อนจะเดินออกไปอย่างรวดเร็วโดยมีชิมะไปส่ง

          ส่วนชิเงรุยังนั่งจิบชาคนเดียวต่อไปเรื่อยๆ

 

          ในครัว มื้อแรกของวันมีเครื่องเคียงเป็นผักดองสีชมพู ทุกคนชื่นชมกับรสชาติจากฝีมือลูกสาวเจ้าของร้านซึ่งลูกค้าบางคนได้ชื่นชมว่าว่าดองผักได้อร่อยที่สุดในฮิงาชิยาม่า

“กับข้าวญี่ปุ่นก็ต้องผักดองนี่แหละ” มาโมรุพูดไปเคี้ยวไป “เพิ่งนึกได้ กินมาก็หลายครั้ง ยังไม่รู้จักชื่อผักดองสูตรนี้เลย มันชื่ออะไรครับคุณฮานะ”

“ไม่รู้สิ ไม่เคยมีชื่อมาก่อน” เจ้าตัวตอบ

          “ฮานะ สึเกะโมโนะไง ผักดองของฮานะ” ฮิเดโอะพูด เจ้าของสูตรยิ้ม ส่ายหน้าเขินๆ

          “อย่าดีกว่าค่ะพี่ฮิเดโอะ ฉันอาย ฉันก็แค่ทำไปตามที่อยากทำ แค่ทุกคนชอบก็ดีใจแล้ว”

          “ถ้างั้น เรามาช่วยกันตั้งชื่อดีไหมครับ” ชินโงเสนอ

          “ชินโงคุง ไม่ต้องหรอก” ฮานะยังออกตัว

          จินคีบไชเท้าสีชมพูเข้าปาก ตามด้วยแตงกวาและเชอรี่ รสเปรี้ยวที่ตามด้วยหวานทำให้รู้สึกสดชื่นคล้ายอากาศในฤดูใบไม้ผลิ

          “ซากุระ สึเกะโมโนะ”

เขาพึมพำอย่างเผลอไผล รู้สึกถึงความเงียบจึงเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนร่วมโต๊ะ

“นายว่าอะไรนะ คางาวะ” มาโมรุที่นั่งข้างๆ ถาม

จินหลุบตา หลบดวงหน้าหวานที่กำลังจับจ้องเขา “ผมพูดว่า...ผักดองคุณฮานะน่าจะเรียกว่า ซากุระ สึเกะโมโนะ เพราะสีเหมือนซากุระเลย”

          ความเงียบเกิดขึ้นอีกครั้ง ทุกคนมองผักดองแสนอร่อยในจานตัวเอง

          “จริงด้วยนะ สีเหมือนซากุระจริงๆ” ชิมะพูด

          “แต่ว่า ซากุระมีในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้นนี่นา” มาริเอ่ยตามมา

          “ถ้าเป็นชื่อนี้ ก็เหมือนกับว่ามีซากุระทั้งปียังไงล่ะ” คราวนี้เป็นซาโอริบ้าง คนอื่นๆ ก็พากันออกความเห็นเพิ่มเติมกันใหญ่ แล้วก็เสนอชื่ออื่นๆ มาอีก

          “แล้วตกลงคุณฮานะจะใช่ชื่อไหน ซากุระ สึเกะโมโนะ1หรือเปล่า”

          หญิงสาวผู้ดองผักยกคิ้ว เอียงศีรษะเล็กน้อย ทำท่าเหมือนคิด สายตายังมองที่จินซึ่งไม่ได้ตั้งใจจะเสนอความเห็นแต่กลายเป็นชื่อที่ทุกคนสนใจ

          “อืม ซากุระสึเกะโมโนก็เพราะดีนะ ถึงจะไม่ใช่ซากุระจริงๆ ก็ตาม” ฮานะตอบมิชิโกะ จินเห็นสายตาของเธอ และเห็นสายตาของพี่ชายคนละสายเลือดของเธอด้วย มีเปลวไฟวาบๆ ลุกอยู่ในนั้น

“แต่ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องมีชื่อก็ได้ แต่ถ้าจะเรียก ก็เป็น...ผักดองสีชมพูไปเลยก็แล้วกันนะ”

ไม่ว่าจะเป็นชื่อไหน ก็เป็นอันรู้ว่าเป็นผักดองสีชมพูนี้มาจากฝีมือของฮานะ และเป็นเบาะแสสำคัญที่จะนำไปสู่คนร้ายที่พรากชีวิตแม่ของเขาไป เด็กหนุ่มบันทึกมันในความทรงจำ

1.     ซากุระดอง (สึเกะโมโนะ แปลว่าของดอง)



อุธิยา

5.12.17



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น