ตอนที่ 3 : ความหลังเก่าๆ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 146
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    8 มิ.ย. 62

        ค่ำคืนที่ยาวนานทำให้นิลรณีรำลึกถึงเรื่องราวเก่าๆ เวลาที่ผ่านมาไม่สามารถลบเลือนเรื่องราวบางอย่างในใจของเธอได้ มันยังคงติดตรึงอยู่ภายในใจเธอตลอดมา

        "นอนไม่หลับหรือนิล" พิมตื่นขึ้นมากลางดึก เธอเห็นเพื่อนยังคงลืมตาอยู่ 

        "จ้ะ" เธอตอบสั้นๆ

        พิมมองดูเวลาจากโทรศัพท์มือถือแล้วพูดกับเพื่อนด้วยความเป็นห่วง "นอนเถอะ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้าแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายไป"

        "จ้ะ" แล้วนิลรณีก็หลับตาลงก่อนที่จะนอนหลับไป...

        นิลรณีและเพื่อนๆเริ่มออกเดินทางหลังจากที่รับประทานอาหารเช้ากันเสร็จเรียบร้อย เกดแวะเติมน้ำมันเต็มถัง เธอขับรถด้วยความชำนาญผ่านโค้งที่ทั้งสูงและลาดชันนับพันโค้ง รถโคลงไปซ้ายและโคลงไปทางขวาจนเพื่อนๆรู้สึกเวียนศีรษะ แล้วตาลก็พูดขึ้นมาว่า "โอย... เวียนหัวจัง"

        "ใกล้จะถึงแล้ว อย่าเพิ่งรีบตายตามเดชาไปล่ะ" เกดพูดติดตลกแต่เพื่อนๆไม่รู้สึกขำด้วยโดยเฉพาะนิลรณี เกดสัมผัสได้ถึงความเงียบจึงรีบพูด "ฉันขอโทษ ฉันแค่อยากจะพูดให้กำลังใจพวกเธอแต่ปากไม่ดีไปหน่อย" เธอเอามือตบปากตัวเองสองสามครั้ง 

         เพื่อนๆไม่ได้โกรธเคืองเธอเพราะเข้าใจนิสัยของเพื่อนดีว่าเกดเป็นคนประเภทคิดปุ๊บพูดปั๊บ นิลรณีที่กำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างกำลังนึกไปถึงวันที่เธอแต่งงาน 

         แปดปีก่อนตอนเช้าของวันแต่งงาน งานแต่งของเธอกับประวิทย์ถูกจัดอย่างเรียบง่ายที่บ้านหลังที่เธออาศัยอยู่ในปัจจุบัน  

         "สวยจังเลยเพื่อนเรา" สี่สาวพูดเหมือนกัน 
         "หาที่นั่งกันตามสบายเลยนะ" นิลรณีที่แต่งหน้าใกล้จะเสร็จแล้วบอกกับเพื่อนๆ
          
         ในวันแต่งงานเจ้าบ่าวและเจ้าสาวควรจะมีความสุขใช่ไหม เธอถามใจตัวเองระหว่างที่กำลังนั่งแต่งหน้าอยู่ที่หน้ากระจก วันนี้ประวิทย์มีความสุขจริงไหมเธอไม่อาจรู้ได้เพราะว่าใบหน้าของคนเรานั้นสามารถซ่อนความรู้สึกที่อยู่ภายในได้ หากว่าเจ้าตัวไม่คิดจะแสดงความรู้สึกที่แท้จริงที่ถูกซ่อนไว้ภายในออกมาก็ยากที่ใครจะรู้ได้ เช่นเดียวกันกับเธอในเวลานี้ที่แม้ว่าสีหน้าของเธอจะดูยิ้มแย้ม แต่ภายในจิตใจของเธอกลับเต็มไปด้วยความกังวล

          ประวิทย์เดินเข้ามาหาเธอด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แขกที่มาในงานก็มีสีหน้าที่มีความสุข บ้านหลังนี้ก็คือบ้านของเขา งานแต่งของเธอไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง จริงๆแล้วเขาไม่ต้องจัดงานพิธีเลยก็ยังได้แต่เขาก็จัดมันขึ้นมาเพื่อเธอ "พร้อมหรือยังจ้ะ" เขาหยุดยืนตรงหน้าเธอ
          "ค่ะ" เธอยิ้มตอบ

          ประวิทย์จูงมือเธอเดินออกมาจากห้องนอนให้แขกเหรื่อได้เห็น แล้วเสียงปรบมือก็ดังก้องไปทั่วงาน ประวิทย์ยืนอยู่ที่หน้าไมโครโฟน เขาพูดทักทายแขกที่มาในงานด้วยความสนิทสนม เสียงหัวเราะของแขกเหรื่อดังขึ้นเป็นระยะๆ เธอชำเลืองมองชายผู้ที่กำลังจะเป็นสามีของเธอในเวลาอีกไม่ช้าด้วยความตื่นเต้น ประวิทย์เป็นผู้ชายหน้าตาดี    

          "มองอะไรครับที่รัก" เขาพูดหยอกล้อเธอผ่านไมโครโฟน นิลรณียังจำช่วงเวลานี้ได้ว่าเธอทำตัวไม่ถูก เธอได้แต่ยืนหน้าแดงอยู่บนเวทีด้วยความเขินอาย แล้วจู่ๆภาพของเดชาก็ผุดขึ้นมาในสมอง เดชาผู้ซึ่งเป็นคนดูแลเธอตลอดมา ประวิทย์หอมแก้มเธอฟอดใหญ่โดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว นิลรณีรู้สึกตกใจจึงเอามือผลักอกของเขาจนเซถลาไป แขกเหรื่อในงานหัวเราะกันอย่างสนุกสนานเมื่อเห็นคู่รักเล่นหยอกล้อกัน เธอยังจำสายตาของเขาที่มองกลับมาได้ เธอไม่อาจรู้ว่าเขาโกรธเธอมากน้อยแค่ไหนหรือว่ารู้สึกเสียหน้าเพียงใดแต่เขาก็ยิ้มออกมา

           งานพิธีเสร็จสิ้นเมื่อเวลาประมาณบ่ายโมง ประวิทย์ชวนเธอไปไหว้ขอบคุณแขกที่กำลังทยอยกันกลับบ้าน เกด ตาล ขวัญ พิม และเพื่อนคนอื่นๆของเธออวยพรให้ความรักของเธออยู่ยาวนานตลอดไปก่อนที่ทุกคนจะลากลับ 
เมื่อแขกที่มาในงานกลับบ้านกันไปจนหมดแล้วก็เหลือเพียงแค่เธอกับประวิทย์ที่ยังยืนอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้านกับโต๊ะกลม เก้าอี้และขวดน้ำมากมาย ประวิทย์ชวนภรรยาเข้าบ้าน เธอได้แต่เดินตามหลังเขาไปโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่กล้าบอกเดชาว่าเธอจะแต่งงานในวันนี้ แต่เธอก็ยังหวังให้เขารู้ข่าวนี้จากเพื่อนๆของเธอ 

            "คุณไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนนะ ผมจะไปดูความเรียบร้อยที่หน้าบ้านเอง" เขาพูดจบก็เดินออกจากบ้านไป เธอยังไม่อยากจะอาบน้ำ เธอเดินและมาหยุดยืนตรงระเบียงชั้นสอง เถ้าแก่โต๊ะจีนกำลังสั่งให้ลูกน้องช่วยกันเก็บกวาดโต๊ะเก้าอี้ที่อยู่ในงานกลับขึ้นไปบนรถสิบล้อคันใหญ่ที่จอดอยู่ตรงหน้าบ้าน

             "ปัดโธ่ พวกลื้อนี่ทำอะไรให้มันเร็วๆกันหน่อยสิ ชักช้าอืดอาดกันจัง" เถ้าแก่ดุลูกน้องเสียงดัง เธอได้ยินชัดเจน เหงื่อของพวกเขาและพวกเธอไหลออกมาเป็นสายเนื่องจากความร้อนของแสงแดดในช่วงยามบ่าย 

             ประวิทย์จ่ายเงินสดก้อนใหญ่ให้กับเจ้าของโต๊ะจีน เขาผงกศีรษะและรับเงินมาก่อนที่จะกล่าวขอบคุณเสียงดัง ประวิทย์ยังใจดีควักธนบัตรใบสีแดงออกมาเป็นปึกเพื่อแจกให้กับคนงานทุกๆคนที่กำลังรีบเร่งเก็บโต๊ะและเก้าอี้ตามคำสั่งของเถ้าแก่ เสียงขอบคุณและเสียงอวยพรให้เขาและเธอรักกันยาวนานดังไปทั่วทั้งสนามหญ้าหน้าบ้าน นิลรณียิ้มออกมาอย่างมีความสุข

             ประวิทย์อายุมากกว่าเธอแปดปี เพื่อนบางคนที่รู้ว่าเธอคบหาดูใจกับเขาอยู่ได้ถามเธอว่าคนละวัยจะไปด้วยกันได้หรือ เขาแก่กว่าเธอหลายปีนะ  นิลรณีได้แต่เถียงในใจว่ามีใครบ้างล่ะที่ไม่แก่ลง เพื่อนบางคนไม่ชอบประวิทย์โดยให้เหตุผลว่าเขาดูหยิ่ง เธอก็เถียงในใจว่าเขาเป็นคนพูดน้อยต่างหาก เกดก็เป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ชอบประวิทย์เท่าไรนัก

            เรื่องของความรัก หากใครไม่เจอกับตัวเองไม่มีทางรู้หรอกว่ามันเป็นอย่างไร ความรู้สึกตื่นเต้น ความรู้สึกคิดถึง ความรู้สึกโหยหาและความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย ความรู้สึกดีๆเหล่านี้ที่เราไม่สามารถจะบรรยายออกมาเป็นตัวอักษร หากว่าคนสองคนยังเหลือความรักให้แก่กันอยู่ แค่เพียงได้จับมือกันก็ทำให้ความรู้สึกที่กำลังย่ำแย่กลับดีขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ แล้วทำไมนะประวิทย์ถึงไม่อยากแม้แต่จะจับมือของเธอ 


            "ตื่นกันได้แล้ว" เกดจอดรถยนต์เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง เธอปลุกเพื่อนๆที่กำลังนอนหลับกันอยู่ นิลรณีไม่รู้ตัวว่าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อใด เธอลืมตาขึ้นมาและขยี้ตาเบาๆ "ถึงแล้วหรือ" เธอถามเกด 
            "ใช่"

            สาวๆ
ทยอยกันลงจากรถ เกดเดินนำเข้าไปในบ้านของยายเดชา นิลรณีมองไปรอบๆ นี่คือบ้านของเขาหรือ เธอคิดในใจ  

            "สวัสดีค่ะ" นิลรณีและเพื่อนๆยกมือไหว้หญิงชราผมสีขาวรูปร่างเล็กคนหนึ่งที่ยังมีน้ำตาคลออยู่ในดวงตา
            "นิลรณีใช่ไหม" คำถามแรกที่ทำให้นิลยืนอึ้งเพราะว่าเธอไม่เคยมาที่นี่มาก่อนเลย
            "ใช่ค่ะ" เธอตอบสั้นๆ ในใจของเธอเต็มไปด้วยความสงสัยว่าหญิงชรารู้จักเธอได้อย่างไร

            งานพิธีถูกจัดอย่างเรียบง่ายในบ้านไม้ชั้นเดียวขนาดเล็ก พื้นที่ที่เหลือถูกปล่อยให้เป็นลานโล่ง ภายในบ้านมีลมพัดเข้าออกตามประตูและหน้าต่างตลอดเวลา บ้านหลังนี้ไม่มีเฟอร์นิเจอร์โมเดิร์นหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทันสมัยเลยซักชิ้น

            หญิงชราผู้เป็นยายของเดชาพาพวกเธอไปดูหน้าหลานชายที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ นิลรณีร้องไห้ออกมาจนเพื่อนๆต้องรีบเข้าไปปลอบโยนเธอจนเหลือเพียงเสียงสะอื้นไห้ ร่างกายของเดชายังเป็นปกติเหมือนกับคนนอนหลับแม้ว่าเขาจะหยุดหายใจมากว่าสามวันแล้วก็ตาม  

            ผู้เป็นยายบอกกับพวกเธอว่า ในวันที่หลานชายหยุดหายใจที่โรงพยาบาลจนหมอลงความเห็นว่าเขาเสียชีวิตแล้ว ก่อนหน้าที่เขาจะหยุดหายใจเพียงไม่กี่นาที เขาได้จับมือของยายไว้แน่นและได้บอกกับยายด้วยประโยคสุดท้ายที่ว่า "เขาคิดถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่านิลรณี หากเธอมางานให้ยายช่วยบอกกับเธอด้วยว่า เขาคิดถึงเธอมาก" 

             น้ำตาของนิลรณีพรั่งพรูออกมาอีกครั้งหลังจากยายพูดจบ เธอก้มลงไปกอดร่างของเดชาไว้แน่น ใบหน้าของเธอแนบไว้ที่แผ่นอก ผู้เป็นยายได้แต่ลูบหลังของเธอเบาๆ ส่วนเพื่อนๆที่มาด้วยกันต่างยืนนิ่งไม่มีใครพูดอะไรออกมา ในช่วงเวลานี้ ความเงียบอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่นิลรณีต้องการ คำปลอบโยนใดๆก็คงจะไม่มีค่าไม่มีความหมาย เพราะว่าเดชาไม่อาจฟื้นคืนมาอีกแล้ว

              นานหลายนาทีที่นิลรณียังคงร้องไห้อยู่ตรงที่เดิม ยายของเดชาพาเพื่อนๆของเธอไปนั่งตามเก้าอี้ที่ว่างอยู่ "ตามสบายกันนะหลานๆ" แล้วยายก็เดินไปพูดคุยกับแขกคนอื่นๆที่มีอยู่เพียงไม่กี่คน

              "สงสารนิลนะ ดูสิร้องไห้ไม่หยุดเลย" พิมพูด ส่วนตาลกับขวัญได้แต่ถอนหายใจออกมา
              "นี่ถ้ามันเป็นแฟนกับเดชาแต่แรกก็คงไม่ต้องมานั่งเสียใจแบบตอนนี้หรอก" เกดพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยใจ
              "แต่ฉันว่านิลมันคงจะเสียใจมากกว่าวันนี้อีก ลองคิดดูสิ ถ้านิลกับเดชาแต่งงานกันแล้วเดชามาด่วนจากไปแบบนี้" ตาลพูดแย้งขึ้นมา เพื่อนๆได้แต่พยักหน้าเม้มริมฝีปากแล้วนิ่งเงียบ พวกเธอมองนิลรณีที่นั่งอยู่ตรงเตียงไม้นั้น

              "ทานน้ำกันก่อนนะ" ยายส่งถาดที่มีแก้วเปล่าห้าใบกับน้ำหนึ่งขวด
              "ขอบคุณค่ะ" พวกเธอรีบรับถาดมาไว้ในมือ "มีอะไรให้ช่วยไหมคะ" พิมรีบถามคุณยาย
              "ไม่มีหรอกจ้ะ ว่าแต่พวกหนูมาจากที่ไหนกันล่ะ" ยายนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างๆพวกเธอ
              "กรุงเทพฯค่ะ" เกดตอบ อีกสามคนพยักหน้า
              "ขับรถกันมาตั้งไกลคงเหนื่อยแย่เลยสิ" 
              "ก็นิดหน่อยค่ะ อาศัยว่าหนูชำนาญทาง" เกดอธิบาย
              "พวกหนูเคยมาที่นี่ด้วยหรือ" ยายทำหน้าสงสัย
              "เคยแต่มาเที่ยวค่ะ แต่มาที่นี่หนูอาศัยจีพีเอสช่วยนำทางค่ะ" เกดอธิบาย ยายทำหน้างงแล้ว
พยักหน้าและพูดคุยกับสี่สาวอีกสองประโยคก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อไปพูดคุยกับชายชราที่เพิ่งจะเดินเข้ามาในงาน

               "เดี๋ยวฉันไปปลอบนิลก่อนนะ มันนั่งร้องไห้นานแล้วเดี๋ยวตาก็ได้ปูดบวมกันพอดี" พิมพูดขึ้นมา แล้วทุกคนก็ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปหานิลรณี
               "ไปนั่งตรงนั้นกันไหม" พิมแตะแขนของเพื่อนสาว
               "ฉันยังอยากอยู่ตรงนี้" ที่บริเวณรอบดวงตาของนิลรณีบวมช้ำอย่างเห็นได้ชัดและที่ตาขาวเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงที่แตกออกมา
               "ฉันรู้ว่าเธอเสียใจ แต่..." พิมพูดยังไม่ทันจบก็หยุดพูด เธออ้าปากค้างแล้วเอามือทั้งสองข้างมาปิดปากตัวเองไว้ เพื่อนๆรวมทั้งนิลรณีมองหน้าเธอ สายตาของพิมตอนนี้ไม่ได้มองที่เพื่อนสาวทั้งสี่คนแต่เธอมองไปที่นิ้วมือของเดชา "ฉันเห็นนิ้วมือของเดชาขยับได้" คำพูดของเธอทำให้เพื่อนๆรู้สึกตกใจ
               "แกเล่นมุขนี้ไม่เหมาะนะ" เกดรีบพูดปราม
               "ไม่... ฉันเห็นจริงๆ" สีหน้าของพิมช่วยยืนยันว่าเธอพูดเรื่องจริงแต่เมื่อทุกคนหันหน้าไปมองเดชา เขาก็ยังนอนนิ่งอยู่เช่นเดิม
               "มานี่เลย" เกดลากแขนพิมออกห่างมาจากนิลรณี ตาลกับขวัญรีบลุกขึ้นไปห้ามเกด "ใจเย็นๆเกด" ทั้งสองคนจับมือเกดไว้คนละข้าง
               "ฉันไม่ได้โกหก ฉันเห็นเต็มสองตาเลย" พิมตะโกนใส่เกดแล้วเดินออกจากงานไปทันที คนในงานต่างหันหน้ามาดูพวกเธอ
                "เดี๋ยว... พิม" ตาลกับขวัญรีบวิ่งตามเพื่อนสาวไป เกดถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิดก่อนที่จะนั่งลงข้างตัวนิลรณี "ฉันขอโทษแทนพิมด้วยนะ" 

                นิลรณีพยายามหยุดร้องไห้ "ถ้าฉันไม่มัวแต่ร้องไห้ พวกเธอก็คงจะไม่ต้องมาทะเลาะกัน" เธอจับมือเกดไว้แน่น เกดได้แต่นั่งเงียบไม่พูดอะไร

                จบตอน

 



 

 

   
 
 


  

 

        

 

     

 

 

  


 

 




7 ความคิดเห็น

  1. #6 Within' my heart (@metodream) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2554 / 17:16
    มาต่อไวๆนะไรท์เตอร์
    #6
    0