มีนากับมานี(จบแล้ว)

  • 96% Rating

  • 5 Vote(s)

  • 5,396 Views

  • 72 Comments

  • 46 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    6

    Overall
    5,396

ตอนที่ 4 : หนังสือรุ่น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 660
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    3 เม.ย. 62


มีนาล้มตัวลงไปนอนบนที่นอนแสนนุ่มหลังจากอาบน้ำเสร็จ เขาประสบความสำเร็จในอาชีพการงานตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสามสิบปี แต่เรื่องของความรัก เขากลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

มีนาพยายามข่มตาเพื่อการนอนหลับ เขาพลิกตัวไปมาบนที่นอนอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังนอนไม่หลับ จนเขาต้องลุกขึ้นจากที่นอน แล้วเดินไปที่โต๊ะทำงานที่อยู่ภายในห้องนอน เขานั่งลงบนเก้าอี้หนังสีดำและเปิดลิ้นชัก 

มีนาหยิบหนังสือปกสีน้ำเงินออกมาเล่มหนึ่ง หนังสือรุ่นที่ยังมีสภาพเหมือนใหม่ แม้ว่าอายุของมันจะผ่านมากว่ายี่สิบปีแล้วก็ตาม เขาเปิดไปที่หน้าสิบสาม หน้าเดียวที่เขาเปิดดูเป็นประจำ

ภาพถ่ายของหญิงสาวหน้าตาสดใสคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างตัวเขาเมื่อครั้งถ่ายภาพหมู่ด้วยกัน หญิงสาวที่ชื่อว่า พิมมาดา เธอเป็นรักแรกพบของมีนา

แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่ผ้าม่านสีฟ้าลายดอกถูกเปิดทิ้งไว้ มีนารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาที่โต๊ะตัวเดิมที่เขาฟุบหลับไปตลอดทั้งคืน คราบน้ำตายังติดอยู่ตามใบหน้าของเขา มีนาหยิบหนังสือรุ่นที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วเก็บมันกลับไปในลิ้นชัก ก่อนที่จะลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังสีดำ แล้วเดินตรงไปที่ห้องน้ำ

           ...

มีนาขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีวงเวียนใหญ่ วันนี้รถยนต์ของเขาก็ยังซ่อมไม่เสร็จอีกเช่นเคย ช่างที่ศูนย์บริการบอกกับเขาว่า อะไหล่ของรถยนต์รุ่นนี้ยังมาไม่ถึงประเทศไทย 

รถไฟฟ้าจอดที่สถานีตากสิน ผู้โดยสารต่างทยอยกันเดินเข้ามาในรถไฟฟ้า มานีเดินถือของพะรุงพะรังเข้ามาด้วย

"ขอโทษค่ะ" มานีเดินเฉี่ยวถูกร่างของชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอ

"ไม่เป็นไรครับ" ชายหนุ่มคนนั้นรีบตอบ

มานีรู้สึกคุ้นหน้าชายหนุ่ม เหมือนว่าเธอจะเคยเห็นหน้าเขามาแล้ว

มีนาที่กำลังนั่งอยู่ รีบลุกขึ้นจากที่นั่ง เมื่อเห็นมานีถือของพะรุงพะรังอยู่เต็มสองมือ เขาพยักหน้าบอกให้เธอรู้ว่านั่งตรงที่เขาเถอะ

"ขอบคุณค่ะ" มานียิ้มออกมาอย่างมีความสุข เธอคิดในใจว่าชีวิตในเมืองที่แสนจะวุ่นวาย นานๆครั้งจึงจะมีคนใจดีลุกให้เธอนั่ง

มีนายิ้มตอบเธอไปด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร เขาคิดในใจว่าเธอเหมาะที่จะแต่งชุดนักศึกษามากกว่าชุดบาร์บี้

มานีแอบชำเลืองมองมีนา แล้วคิดในใจว่า หล่อๆอย่างนี้จะเป็นเหมือนกันกับผู้ชายวัยทำงานคนนั้นหรือเปล่านะ แล้วเธอก็เตือนสติตัวเองว่า จะมัวฟุ้งซ่านอยู่ทำไม อ่านหนังสือสิ แล้วมานีก็รีบหยิบหนังสือเล่มที่จะใช้ในการสอบขึ้นมาอ่าน

รถไฟฟ้าแล่นมาจอดที่สถานีศาลาแดง มีนาเดินออกจากรถไฟฟ้าไป มานียังแอบชำเลืองมองเขาอีกครั้ง แล้วเธอก็ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อไป

...

"สถานีต่อไป อโศก..."

มานีรีบเก็บหนังสือลงไปในกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลเข้ม แล้วเดินออกจากรถไฟฟ้าเมื่อถึงสถานี เธอเดินลงจากสถานีรถไฟฟ้าอโศกทางบันไดเลื่อนที่อยู่ด้านข้างของสถานี ก่อนที่เธอจะเดินไปยืนรอข้ามถนนตรงทางม้าลาย ในมือทั้งสองข้างของเธอคืองานที่จะต้องส่งอาจารย์ในวันนี้

"ผมช่วยถือครับ" ชายหนุ่มรูปหล่อคนที่เธอเดินเฉี่ยวบนรถไฟฟ้านั่นเอง เขาดึงของในมือของเธอไปถือไว้เองระหว่างที่เธอกำลังยืนรอสัญญาณไฟคนข้ามตรงทางม้าลาย

"ไม่เป็นไรค่ะ"

มานีรู้สึกไม่ชอบใจนักที่เขาดึงของไปจากมือของเธอโดยไม่ขออนุญาตก่อน แม้ว่าเขาจะมีน้ำใจกับเธอก็ตาม มานีพยายามที่จะดึงของในมือที่เขาถืออยู่กลับคืนมา แต่ชายหนุ่มกลับชูแขนทั้งสองข้างขึ้นไปเหนือศีรษะ แล้วทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ออกมา ความสูงของเขาทำให้เธอเอื้อมไปหยิบของไม่ถึง

"เอาคืนมานะ"

มานีทำเสียงดุใส่เขา แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะชายหนุ่มยังทำนิ่ง แม้ว่าสายตาหลายๆคู่ของผู้คนที่กำลังยืนรอข้ามถนนจะจ้องมองมาที่ตัวเขาอยู่ก็ตาม ชายหนุ่มหันหน้าไปมองพวกคนเหล่านั้น ก่อนที่เขาจะทำหน้ายักษ์ใส่ แล้วสายตาเหล่านั้นก็หายไปในทันที ชายหนุ่มหันหน้ากลับมาหามานี แล้วส่งยิ้มหวานให้เธอ มานีได้แต่ทำหน้ามุ่ย เพราะไม่รู้ว่าจะจัดการกับเขาอย่างไรดี  

“ข้ามถนนสิครับ รออะไร” ชายหนุ่มรีบบอกมานี เมื่อสัญญาณไฟคนข้ามปรากฏขึ้นมา

ผู้คนที่กำลังยืนรอข้ามถนนอยู่ต่างรีบเดินข้ามถนนไป ชายหนุ่มก็ข้ามถนนไปด้วยเช่นกัน มานีไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกเสียจากเดินข้ามถนนตามเขาไปแต่โดยดี เพราะของที่จะต้องส่งอาจารย์ยังอยู่ในมือของเขา เมื่อเขาและเธอข้ามมายังอีกฝั่งของถนนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มคนนั้นก็คืนของในมือให้เธอ แต่เขาก็ยังเดินตามหลังเธอมาอยู่ดี

“ไม่ต้องเดินตามฉันมา” มานีรู้สึกไม่ชอบใจ แม้ว่าหน้าตาของเขาจะดูดีมากก็ตาม

“ก็ผมอยากรู้จักกับคุณนี่” เขายังเดินตามหลังเธอไปอย่างติดๆ

มานีตัดสินใจหยุดเดิน ก่อนที่จะหันหน้าไปพูดกับเขาด้วยสีหน้าที่จริงจัง ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาต่างหันหน้ามามองคนทั้งสอง

“นายตั้งใจฟังฉันพูดให้ดีนะ ฉัน ไม่ อยาก รู้ จัก กับ นาย”

ทุกคำที่ชัดถ้อยชัดคำจากปากของเธอ ทำให้สีหน้าของเขาในตอนนี้ดูแย่มาก แล้วน้ำตาของเขาก็คลอออกมาจากสองดวงตา

"ผมก็หยุดคิดถึงคุณไม่ได้เหมือนกัน..."

ชายหนุ่มหน้าตาดีพูดโต้งๆออกมาต่อหน้าเธอ ทำให้มานีรู้สึกเขินอายบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัย ทำให้เธอตัดสินใจที่จะเดินหนีมากกว่าที่จะหยุดฟังเขาพูดต่อ แต่เขาก็ยังเดินตามหลังเธอมาอยู่ดี

"ถ้าตามมาอีก ฉันจะร้องเรียกให้คนช่วยนะ" มานีพูดเพียงแค่ต้องการจะขู่เขาเท่านั้น แต่เขากลับทำหน้าดุใส่เธอ

มานีรู้สึกตกใจ จึงรีบหันไปมองที่รอบตัว แต่ตอนนี้ไม่มีใครเดินอยู่ใกล้ตัวเธอเลยซักคน

"นายกำลังทำให้ฉันกลัวนะ" เธอรีบเดินจ้ำไปข้างหน้า

"แล้วคุณมากลัวผมเรื่องอะไร"

"ก็จู่ๆนายก็มาพูดอะไรแปลกๆ"

"ผมคิดถึงคุณ นี่นะแปลก"

“ใช่ ก็เราไม่ได้รู้จักกันนี่” มานียังเดินจ้ำไปข้างหน้าต่อไป

"แต่ตอนนี้ เราก็เริ่มรู้จักกันแล้วนะ"

"เออน่า...ไม่ต้องเดินตามฉันมาอีก"

“แต่ผมอยากรู้จักกับคุณ...”

“ก็ฉันบอกนายไปแล้วนี่ ว่าฉันไม่อยากจะรู้จักกับนาย”

          มานีไม่เดินอีกแล้ว เธอรีบวิ่งไปข้างหน้า แต่ส้นรองเท้าเจ้ากรรมดันตกลงไปที่ตรงร่องของท่อระบายน้ำพอดี ทำให้เธอเสียหลัก 

          มานีพุ่งถลาไปข้างหน้าทันที ชายหนุ่มคนที่เธอเพิ่งจะขับไล่ รีบพุ่งตัวเข้าไปรับร่างของเธอทันที เขาช้อนร่างเล็กของเธอไว้ได้ทัน ก่อนที่มานีจะสัมผัสกับพื้นปูน เขาเอาตัวลากไปกับพื้นฟุตบาทเพื่อให้เธอปลอดภัย ของในมือของมานีหล่นกระจายไปบนพื้นทางเดิน

"หมดกัน... งานที่ฉันจะต้องส่งอาจารย์พังหมดเลย" มานีตะโกนเสียงดังออกมาด้วยความโมโห

"ผมขอโทษ" เขาทำสีหน้าเศร้าสร้อย

ชายหนุ่มรีบย่อตัวลงไปช่วยเธอเก็บของที่ตกอยู่ตามพื้น แล้วยื่นให้เธอ ที่ตามแขนและข้อศอกทั้งสองข้างของเขามีรอยถลอกและรอยแผลจนเลือดไหลซิบๆออกมาอยู่หลายแห่ง มานีเอาแต่ทำหน้ามุ่ยด้วยความไม่พอใจระหว่างที่ก้มเก็บของ 

แล้วเธอก็ได้เห็นรอยถลอกและรอยแผลเหล่านั้น

"ตายแล้ว... ที่แขนของนาย" มานีร้องออกมาด้วยความตกใจ

"ไม่เป็นไร แค่แผลเล็กๆ ว่าแต่คุณเถอะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า"

"ไม่ๆ ฉันไม่เป็นไร”

มานีรู้สึกผิด เพราะว่าเธอเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ

“ฉันต้องขอโทษนายด้วยนะ ที่ฉันพูดไม่ดีกับนาย"

"ไม่เป็นไร แต่ครั้งหน้าถ้าเราได้เจอกันอีก ถือว่าเรารู้จักกันแล้วนะ"

แล้วชายหนุ่มก็ยิ้มให้เธอ มานีเผลอใจไปหลงใหลในรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของเขาอยู่ครู่หนึ่ง เธอยิ้มให้เขาเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะกล่าวลา

"ฉันต้องไปก่อนนะ เดี๋ยวจะเข้าห้องสอบไม่ทัน"

ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าสร้อย เมื่อต้องจากลา

มานีหันหลังให้เขา แล้วรีบเดินเข้าไปในมหาวิทยาลัย ส่วนเขาได้แต่ยืนมองเธอเดินห่างไปจนลับสายตา

 ...

ข้อสอบไม่ได้ยากเกินไป แต่มานีก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง เธอไม่ค่อยจะมีเวลาอ่านหนังสือเรียนมากนักในช่วงนี้ เพราะว่างานพิเศษของเธอที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง 

เสียงกริ่งเวลาดังขึ้น อาจารย์คุมสอบบอกให้นักศึกษาทุกคนวางปากกาลงบนโต๊ะและลุกขึ้นจากที่นั่งพร้อมกับหยิบกระดาษคำตอบ แล้วเดินมาส่งที่โต๊ะของอาจารย์

ส่วนงานที่อาจารย์สั่งให้นักศึกษาต้องส่งภายในวันนี้ ยังมีนักศึกษาอีกเกินครึ่งห้องที่ทำไม่เสร็จ อาจารย์จึงเลื่อนกำหนดส่งงานให้กับนักศึกษาทุกๆคน มานียิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ

...

"มานี" เพื่อนสาวผิวขาว รูปร่างอวบอ้วน ตะโกนเรียก

"ว่าไงสมศรี" มานีกำลังเก็บปากกาใส่กระเป๋าสะพายสีน้ำตาลเข้ม

"ยังจะมาทำไก๋อีก" สมศรียิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย แต่มานีทำหน้างง

          "ไก๋อะไร ฉันไม่เข้าใจ"

"ก็ผู้ชายคนที่เดินตามหลังเธอตรงหน้ามหาวิทยาลัยไงล่ะ" สมศรีเริ่มลงรายละเอียด

"อ๋อ... นึกว่าใคร" มานีนึกออกแล้ว

"ยังจะมาอ๋ออีก"

"อ้าว... แล้วเธอจะให้ฉันพูดอะไรล่ะ"

"เธอรู้จักกับเขาด้วยหรือ" น้ำเสียงของสมศรีดูตื่นเต้น

"ไม่รู้..." มานีลากเสียงยาว

“จริงอะ” เธอจ้องเขม็งไปที่ดวงตาคู่สวยของมานี

“จริง... ทำไมหรือ” มานีลากเสียงสูง

"ก็ฉันเห็นเธอเดินคุยกันมา"

"ก็แค่คนไม่เต็มเต็งคนหนึ่ง" มานีพูดเพื่อตัดบทสนทนาเพื่อนสาว

"เธอนะสิคนไม่เต็มเต็ง เธอรู้ไหมว่าเขาคือใคร" สมศรีอยากพูดใจจะขาดแล้ว

มานีส่ายหน้าแทนคำตอบ แล้วจู่ๆเพื่อนสาวรูปร่างอวบอ้วนก็ร้องเพลงฮิตติดชาร์ทในอินเตอร์เน็ตออกมา

"รัก รัก รัก เธอได้ยินไหม... เขานี่แหละคนที่ร้องเพลงนี้ ฉันหลงรักเขาแบบหัวปักหัวปำเชียวล่ะ" สมศรีพูดด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น แต่มานีกลับรู้สึกเฉยๆ เพราะเธอไม่ชอบฟังเพลงนี้เลย

“แล้วตอนที่เธอเห็นเขา เธออยู่ตรงไหนล่ะ” มานีไม่ยักจะเห็นสมศรี ทั้งๆที่ขนาดของรูปร่างเธอน่าจะเห็นได้อย่างชัดเจน

“แถวหน้าประตูมหาวิทยาลัย”  

"แล้วทำไมเธอไม่รีบเดินเข้าไปทักทายเขาล่ะ" มานีเก็บของใส่กระเป๋าสะพายเสร็จเรียบร้อยแล้ว

"ก็..." สมศรีหน้าแดง ก่อนที่จะเอานิ้วชี้อันอวบอ้วนทั้งสองข้างมาชนกัน แล้วยืนบิดเอวที่ไม่ค่อยจะมีนักไปมา

          "ไม่กล้าหรือ" มานีนึกสงสัยว่าสมศรีมีช่วงเวลาอายกับเขาด้วยหรือ

สมศรีมัวแต่ยืนบิดไปบิดมา ไม่ยอมพูดต่อ

"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันต้องขอตัวก่อนนะ เพราะว่าฉันต้องไปทำงานต่อ" มานีหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมา

"เดี๋ยวสิ" เพื่อนสาวรูปร่างอวบอ้วนจับไปที่ต้นแขนข้างหนึ่งของเธอ

"มีอะไรอีกหรือ..."

สมศรีกระซิบข้างหูของมานีเบาๆ

"ไม่มี" มานีพูดปฏิเสธทันควัน ทำเอาสมศรีหน้าเสีย

"เอาอย่างนี้ ถ้าฉันได้เจอกับเขาอีก ฉันจะบอกกับเขาให้ว่า เธอรักเขามากเพียงใด" มานีบอกกับเพื่อนสาว

เพื่อนสาวรูปร่างอวบอ้วนไม่พูดอะไรอีก เธอกระโดดกอดคอของมานีด้วยความดีใจ

                            
           จบตอนสี่
   




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #28 cut3w1n9* (@cut3w1n9) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2554 / 07:56
    เนื่องจากตัวละครชื่อใกล้เคียงกัน อยากให้ไรเตอร์แบ่งเป็นย่อหน้าของใครของมันจะได้อ่านสะดวกค่ะ อย่างตอนที่มีนาบอกจะซื้อรถยี่ปุ่น บรรทัดถัดมาเป็นมาีหิ้วของพะรุงพะรัง มันสับสนมากๆ ค่ะ

    แล้วชายคนที่มานีเจอบนรถไฟฟ้า มานีเจอแค่คนเดียวใช่ไหมคะ คนอ่านไม่เจอเลยไม่รู้ ตอนแรกคิดว่าเป็นมีนาซะอีกคำอธิบายยังกำกวมอยู่ค่ะ คือถ้าจะพูดถึงผู้ชายสองคนต้องอธิบายให้เห็นความแตกต่างของตัวละครอย่างชัดเจนเช่น สีผม รูปร่างหน้าตา บุคลิกฯ

    ส่วนเรื่องของคำพูด "ผมคิดถึงคุณ" ถ้ามีคนไม่รู้จักมาพูดด้วย คงไม่อายแน่นอนค่ะ เป็นเราวิ่งโกยแนบไปแล้ว แต่ถ้าหล่อมากกอีกเรื่อง ไรเตอร์ก็ต้องอธิบายว่าเพราะเขาหน้าตาดีมากมานีเลยอายแต่ก็ยังกลัวอะไรทำนองนี้

    ปล. มานีลงที่สถานีอโศก แปลว่าเรียนที่มศว แล้วแถวนั้นคนเยอะมากๆ ไม่ว่าวันอะไรก็ตาม อีกทั้งตัวมหาลัยยังไกลจากรถไฟฟ้ามาก ถ้าผู้ชายเดินตามน่าจะมีบอกว่าเดินผ่านอะไรมาเช่น ทะลุใต้ดิน เดินบนสะพานลอย ข้ามถนน ฯลฯ  อีกอย่างสมศรีเพื่อนมานีเห็นมานีกับผู้ชายตรงไหน เห็นตรงสถานีรถไฟฟ้าหรือว่าเห็นหน้ามอ แต่เดาว่าตรงหน้ามอ เพราะตึกแกรมมี่อยู่ตรงนั้น

    จุดผิดเยอะเลย แต่ไม่เป็นไรค่ะเอาใจช่วย การดำเนินเรื่องน่ารักดีจนอยากอ่านตอนต่อไป แต่คำอธิบายค่อนข้างกำกวม ถ้าใช้คำดีๆจะเข้าใจง่ายและเห็นภาพชัดขึ้น สู้ๆ
    #28
    0
  2. #18 omelet-omelet (@omelet-omelet) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2554 / 21:54
    แปลว่ามานีต้องสวยใช่ไหม...

    หรือว่าประหลาด ?
    #18
    0