[Liverpool VS Man U] ♥ ลุ้นรักศึกแดงเดือด

ตอนที่ 31 : [ Match XXV ] : ฉันแค้นนายกลางชล แต่เขาเป็นคนที่ฉันรัก...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 333
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    18 มิ.ย. 53


            ะหว่างที่เดินลงมาจากอาคาร ทั้งเคน โอ๊ก และมินต่างก็ทนเก็บความอยากรู้ไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งสามกระซิบกระซาบถามกัน โบ้ยกันไปมาว่าใครจะเป็นคนเอ่ยปากพูดเรื่องนี้กับกลางชล แม้เขาจะรู้ตัวว่าเพื่อนกำลังเถียงกันอยู่ เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าคิดถึงคนที่อยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์นั่น

            ไอ้ชล ข้าอยากถามอะไรเอ็งสักหน่อย ถ้าเอ็งยังเห็นพวกข้าเป็นเพื่อน เอ็งคงจะตอบมาตรงๆ ไม่โกหก ไม่ลังเลนะเว้ย จู่ๆ เคนก็หันมาพูดกับเขา หลังจากที่แอบเถียงกับโอ๊กและมินอยู่นาน

            เรื่องของน้ำสินะ... เจ้าตัวคาดเดาอีกฝ่ายจึงพยักหน้า

            ถ้าเอ็งไม่ได้รู้สึกอะไรกับกอหญ้าเค้า แล้วทำไมเอ็งต้องทำอย่างนี้ด้วยวะ พอเอ็งเห็นไอ้น้ำมันเสียใจ เอ็งก็มานั่งเสียใจอยู่แบบเนี้ย พวกข้าอ่ะ...แค่อยากรู้เหตุผลของเอ็งเท่านั้นแหละ ไม่ได้นึกจะตำหนิหรือด่าว่าอะไรเอ็งหรอกนะเว้ย ยังไงๆ พวกข้าก็เป็นห่วงเอ็งกับไอ้น้ำเหมือนเดิม

            เคนเอ่ยถามด้วยท่าทีจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาแอบเห็นสีหน้าวิตกกังวลของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะเผยอปากตอบคำถามของเขา

            ข้าก็แค่อยากรู้... คนพูดหลุบตาลงต่ำ คำตอบของเขาทิ้งไว้ให้เป็นปริศนา พร้อมทั้งสร้างความอยากรู้ให้แก่เพื่อนๆ เพิ่มขึ้นอีก

            อะไรของเอ็ง โอ๊กพูดขึ้นด้วยความเบื่อหน่ายที่จะต้องรอลุ้นฟังความจริง

            ข้าอยากรู้ว่าถ้าชีวิตของข้าไม่มีน้ำหนึ่งอยู่ ข้าจะอยู่ได้ไหม แล้วถ้าข้ามีกอหญ้า...ชีวิตข้าจะเป็นยังไงก็แค่นั้น

            แล้วนายก็เอาความรู้สึกของคนอื่นมาล้อเล่น เพียงแค่เพราะนายอยากรู้เนี่ยนะ วีวี่สบถขึ้นเสียงสูงหลังจากที่เงียบอยู่นาน เพราะแอบโมโหแทนเพื่อนสาวของตน

            ตอนนี้เอ็งก็ได้รู้แล้วไม่ใช่เหรอวะ เล่นเอาทุกคนเค้าเดือดร้อนกันไปหมดนะเว้ย ถ้าเอ็งรู้แล้ว...ข้าว่าเอ็งรีบหยุดการกระทำแบบนี้เหอะ มินพูดบ้าง

            หลังจากนั้นบรรยากาศภายในกลุ่มกลับเงียบ มีเพียงเสียงอื้ออึงของผู้คนที่โรงอาหารเท่านั้น กลางชลขอตัวจากเพื่อนๆ เพื่อไปหากอหญ้าที่นั่งกระวนกระวายอยู่กับแองจี้ หล่อนร้องไห้ฟูมฟาย...

            ชล! ชลหายไปไหนมา หญ้าใจไม่ดีเลยนะคะรู้ไหม เมื่อได้เห็นหน้าเขา หญิงสาวก็แทบจะโผกอดทันทีโดนไม่สนใจสายตาของคนอื่นแม้แต่น้อย แต่กลางชลพยายามเลี่ยงจากการเกาะกุมของเธออย่างนุ่มนวล

            ผมไปทำธุระมาน่ะครับ ขอโทษที่ทำให้รอนาน

 

            น้ำหนึ่งนั่งเท้าคางอยู่ที่โต๊ะทำการบ้านภายในห้องส่วนตัวของตนท่ามกลางความเงียบสงัดของเวลากลางคืน กอปรกับไฟสลัวๆ จากโคมข้างเตียงทำให้บรรยากาศชวนเหงายิ่งนัก บนเตียงของเธอเต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่ถูกกองไว้อย่างไม่เป็นระเบียบ พร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางใบใหญ่

            พรุ่งนี้เป็นวันที่เธอและเพื่อนๆ ต้องไปเข้าค่ายจริยธรรมที่ทางโรงเรียนจัดเพื่อเป็นการอบรมให้กับนักเรียน แถมเป็นวันที่มีฟุตบอลทีมโปรดของเธอแข่งกับทีมศัตรูตัวฉกาจเสียด้วย เป็นครั้งแรกที่เธอต้องพลาดศึกแดงเดือดเพื่อไปทำหน้าที่ของตนเอง

            ความเบื่อหน่ายต่อเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทำให้น้ำหนึ่งได้แต่นั่งถอนหายใจทิ้งไปเฉยๆ แทนที่เธอจะรีบกุลีกุจอเก็บของแล้วรีบนอนแต่หัวค่ำเพื่อเตรียมตื่นแต่เช้า

            ในขณะที่กลางชลก็กำลังง่วนอยู่กับการจัดเตรียมของใช้ส่วนตัวอยู่เช่นเดียวกัน ในสมองของเขานึกถึงแต่เรื่องราวเมื่อกลางวันจนเผลอลืมนั่นลืมนี่ แม้เขาจะรู้ตัวดีว่ายังไม่พร้อมที่จะเตรียมของอะไรในตอนนี้ก็ตาม แต่ถ้าการรีบจัดให้เสร็จ รีบนอน แล้วตื่นแต่เช้าเพื่อไปพบกับน้ำหนึ่งในวันใหม่ เขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ความกระตือรือร้นที่จะจัดของให้เสร็จจึงมีมากเกินกว่าที่เขาจะทำทันตามที่สมองสั่งงาน

            และแล้ว...พอเช้าวันรุ่งขึ้น เป็นเช้าที่กลางชลรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากที่สุด เขารีบกินข้าวที่แม่เตรียมไว้ให้แล้วหันไปพูดเร่งน้องสาวที่นั่งข้างๆ ใบบัวเริ่มอารมณ์ไม่ดี เพราะเธอยังไม่ทันได้ตรวจดูของจำเป็นว่าลืมอะไรหรือเปล่า

            พี่ชล...นี่พี่จะรีบอะไรนักหนาเนี่ย บัวกินข้าวจะติดคอตายอยู่แล้วนะ

            เออน่า! รีบๆ เข้าเถอะ วันนี้เข้าค่ายนะ...อย่าลืมสิ คนเป็นพี่ชายยังคงเร่งต่อไป

            ไม่รู้ว่าพี่ชายเธอไปโดนน้ำร้อนลวกที่ไหนถึงได้รีบเหมือนมีหางจุกก้นเช่นนี้ ใบบัวรีบใส่รองเท้าเพื่อเดินตามกลางชลที่เดินจ้ำอ้าวออกไปก่อน

            เมื่อเดินทางมาถึงโรงเรียน คำล่ำลาก็ไม่มีเหมือนอย่างเคย ชายหนุ่มรีบเดินมุ่งตรงไปที่ห้องเรียนของตนเองทันที ปล่อยให้ใบบัวได้แต่ส่ายศีรษะด้วยความระอาใจในการกระทำของเขา

            จะไปไหนคร้าบ...น้องสาว ประโยคนั้นมาพร้อมข้อมือของใครบางคนที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ มาคว้าหูกระเป๋าที่เธอหิ้วมาหนักๆ แล้วส่งรอยยิ้มที่เธอคุ้นเคยมาให้

            พี่เคน...

            ไอ้ชลล่ะ ไม่ได้มาพร้อมกันหรอกเหรอ ชายหนุ่มถามถึงเพื่อนสนิท

            พอก้าวเข้าเขตโรงเรียนก็เดินหายเข้ากลีบเมฆไปไหนก็ไม่รู้ค่ะ เมื่อเช้าก็มายืนเร่งบัวกินข้าวจนเกือบติดคอ สาวน้อยเล่าให้อีกฝ่ายฟังเป็นฉากๆ เป็นเชิงบ่นให้ฟังไปด้วย

            อ่า...ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวพี่พาไปทานข้าวต้มฟรีที่โรงอาหารละกันนะ วันเข้าค่ายก็ดีอย่างนี้แหละ ชายหนุ่มบอกยิ้มๆ แล้วก็จูงมือคนข้างกายให้เดินไปด้วยกัน วันนี้มีแดงเดือดนี่นา ทำยังไงถึงจะได้ดูนะ

            อย่าคิดมากเลยพี่เคน ยังไงที่บ้านพี่เคนก็ต้องดูอยู่แล้ว ไว้ค่อยถามผลเอาก็ได้ เด็กสาวพูดปลอบใจ

            มันไม่เหมือนกันนี่นา พี่ก็อยากเชียร์หงส์ด้วยตัวเองมากกว่า

            กลางชลเดินเข้ามาในห้องเรียนด้วยความรีบร้อน แต่เขาไม่เห็นวี่แววของคนที่ตนอยากเจอเลยแม้แต่น้อย บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นของเพื่อน พร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางที่วางระเกะระกะโดยที่เจ้าของของแต่ละใบไม่ได้สนใจอะไรไปกว่าการพูดคุยกันถึงประเด็นการเข้าค่าย

            ใกล้เวลาเข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว นักเรียนแต่ละชั้นปีต่างก็รีบกุลีกุจอกรูกันออกไปตั้งแถว เว้นแต่นักเรียนชั้นม.๕ ที่ต้องเปลี่ยนสถานที่ตั้งแถวไปเป็นในหอประชุมเอนกประสงค์แทน

            น้ำหนึ่งเพิ่งมาก่อนเพลงชาติดังขึ้นเพียงไม่กี่นาที เธอวิ่งมายืนแทรกข้างๆ วีวี่อันเป็นที่ประจำของตนเอง กลางชลมองตามขณะที่กำลังยืนนิ่งเพื่อร้องเพลงชาติร่วมกับคนอื่นๆ

            หลังจากที่กิจกรรมการเข้าแถวตอนเช้าเสร็จสิ้นลงไปแล้ว อาจารย์ทิพย์ฤดี ซึ่งเป็นหัวหน้าอาจารย์ภาควิชาสังคมก็เรียกตัวนักเรียนชั้นม.๕ ทุกคนเข้าไปในหอประชุมด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย รถบัสคันใหญ่แล่นผ่านไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจ เพราะนักเรียนชั้นม.๓ ได้ไปเข้าค่ายบำเพ็ญประโยชน์นอกสถานที่

            ใบบัวโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถแล้วโบกมือให้พี่ๆ น้ำหนึ่งเห็นเธอจึงโบกมือตอบ และกลางชลก็เช่นกัน เมื่อเธอเห็นว่าเขาโบกมือให้ใบบัวตามเธอ หญิงสาวจึงรีบชักมือกลับและพยายามไม่มองไปทางสาวน้อยบนรถบัสอีก

            นักเรียนทุกคนที่มานั่งพร้อมเพรียงตรงนี้ขอให้มาด้วยความเต็มใจ ถ้าใครไม่เต็มใจให้ก้าวออกมาเลย อย่าได้กลัวความผิด เพราะถ้าโดนบังคับให้มา จากได้บุญจะกลายเป็นบาปไปเสียเปล่าๆ เสียงราบเรียบของพระอาจารย์ดังขึ้น ขณะที่ทุกคนนั่งเรียงรายกันจนเต็มหอประชุมอย่างระเบียบเรียบร้อยแล้ว

            ไม่มีใครกล้าเดินออกไปสักคน เพราะรู้ดีว่าเป็นคะแนนความประพฤติ รวมถึงประจำวิชาพระพุทธศาสนาด้วย

            ถ้าไม่มีใครกล้าออกมาก็ขอให้ทำตัวสงบเสงี่ยม อยู่ในศีลในธรรม คิดดี พูดดี ทำดีด้วย พระอาจารย์พูดพลางจัดจีวร อย่าให้พระอาจารย์ต้องใช้คำว่าขอร้องกันเลยนะ เด็กวัยนี้เป็นวัยคึกคะนอง อยากรู้อยากลอง...

            ไอ้ชล...คืนนี้มีแดงเดือดนัดที่สองนะเว้ย พวกเราจะทำไงดีวะ เคนกระซิบถามเพื่อนหนุ่ม

            เอ็งจะยอมสละคะแนนวิชาพระพุทธศาสนาไปดูที่บ้านไหมล่ะ คำพูดของเขาทำให้คนถามต้องเงียบไป

            ขณะที่พระอาจารย์เริ่มเปิดปฐมบทเทศนาธรรมให้แก่นักเรียน ไม่มีใครกล้าคุยกันเลย เพราะรู้ซึ้งดีว่ากำลังอยู่ในกิจกรรมที่ต้องสำรวม

            พระอาจารย์พาทุกคนดูสื่อวิดีทัศน์เรื่องของบุญ - บาป ก่อนที่จะถึงเวลารับประทานอาหารกลางวันก็ต้องรับศีลกันก่อนว่าตลอด ๓ วัน ๒ คืนในการร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ทุกคนต้องถือศีลแปด

            หลังจากที่ผ่านมื้อกลางวันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเข้ากิจกรรมในช่วงบ่าย กลางชล เคน มิน และโอ๊กต่างก็มานั่งจับกลุ่มคุยกัน ขณะที่น้ำหนึ่งกับวีวี่พากันไปเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว ส่วนกอหญ้าและแองจี้เดินบ่นกระปอดกระแปดเรื่องไม่อยากมาเข้าค่ายไม่จบไม่สิ้น

            ไอ้ชล...เอ็งต้องรีบเคลียร์เรื่องของเอ็งให้เรียบร้อยนะเว้ย การลองใจของเอ็งน่ะควรจะจบลงไปได้แล้ว มินเอ่ยขึ้น เขานั่งเหยียดขาออกไปด้วยท่าที่สบายที่สุด

            การพักผ่อนตามอิริยาบถของนักเรียนทุกคนทำเอาพระอาจารย์ที่กำลังเตรียมกิจกรรมในช่วงบ่ายเริ่มเวียนหัวด้วยความชราภาพ อาจารย์ทิพย์ฤดีจึงนิมนต์ไปพักผ่อนที่ห้องพักชั้นล่าง และกลับมาพูดใส่ไมโครโฟนว่าให้ทุกคนพักผ่อนด้วยความสงบ

            ข้าไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงดีว่ะ น้ำเค้าก็มึนตึงใส่ข้าจนข้าไม่กล้าเข้าไปคุยกับเค้า ชายหนุ่มพูดน้ำเสียงหวาดหวั่น

            เฮ้ย...แมนๆ หน่อยดิวะไอ้XX” โอ๊กท้าทาย เขาสบถเรียกเพื่อนด้วยคำหยาบคาย ถ้าเอ็งตั้งใจจะปรับความเข้าใจกับน้ำจริงๆ เอ็งก็ต้องรวบรวมความกล้ามาได้ดิวะ ในเมื่อน้ำเค้ามีใจให้เอ็งแล้วเอ็งยังจะกลัวอะไรอีก

            อย่าบอกนะว่าเอ็งไม่กล้าเพราะเสียดายกอหญ้าน่ะ... เคนพูดขึ้นเป็นการสันนิษฐาน

            เจ้าตัวส่ายหน้าดิก แต่ก็ไม่ยอมตอบว่าเป็นเพราะอะไร เคนเริ่มทนไม่ได้ เหลือบเห็นน้ำหนึ่งที่กลับมาจากห้องน้ำเดินเข้ามาพร้อมกับวีวี่ เขาจึงรีบผลักหลังกลางชลให้เดินตรงเข้าไปยังสองสาวทันที

            กลางชลขัดขืนไม่ยอมเดินไปตามแรงผลักของเพื่อน แต่ด้วยความที่เขาเพียงคนเดียวไม่มีทางสู้แรงอีกสามคนที่ช่วยกันยื้อยุดฉุดกระชากเขาให้เดินเข้าไปหาน้ำหนึ่งได้

            เอ่อ...คือ...น้ำ... ชายหนุ่มพูดตะกุกตะกักเพราะต้องรวบรวมความกล้าและปะติดปะต่อเรียบเรียงคำพูดเสียก่อน โดยมีบรรดาเพื่อนๆ ช่วยลุ้นอยู่เบื้องหลัง

            หญิงสาวยืนนิ่งหน้าหงิกบอกบุญไม่รับ เธอแทบอยากตะโกนให้คนทั้งหอประชุมได้ล่วงรู้ว่าเธอเกลียดน้ำหน้าเขามากแค่ไหน ยิ่งได้นึกถึงสิ่งที่เขาเหยียดหยามความรู้สึกของตัวเองด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เธอเคียดแค้นเขามากขึ้น

            เราขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เรารู้ตัวว่าเป็นคนผิด และเราก็รู้สึกเสียใจมากกับการกระทำของตัวเอง เขาเอ่ยพร้อมกับสบตาอีกฝ่ายเพื่อเป็นการแสดงความจริงใจ

            ก่อนที่นายจะเดินมาเอ่ยคำว่าขอโทษเนี่ย มาด้วยความเต็มใจ ไม่มีใครเค้าบังคับให้มาก่อนดีไหม น้ำหนึ่งพูดประชดแดกดัน ทำให้คนฟังนิ่งอึ้งไปไม่กล้าพูดอะไรต่ออีก

            ไอ้น้ำ...แต่ว่าไอ้ชลมันก็รู้สึกผิดจริงๆ นะ เพียงแต่มันไม่กล้าพูดกับแกเท่านั้นเอง พวกข้าเลยช่วยมัน ยกโทษให้มันเหอะว่ะ สงสาร... เคนพูดขึ้นเป็นเชิงเข้าข้างเพื่อนสาวเล็กน้อยว่าเขาแค่สงสารชายหนุ่มเท่านั้น ไม่ได้ต้องการเข้าข้างเลย

            แกน่ะตัวดีเลยไอ้เคน เจ้าแผนการดีนัก...การยกโทษให้ใครมันง่ายนักรึไงวะ คนผิดมันก็ต้องมีการไถ่โทษดิวะ มันไม่ง่ายไปหน่อยรึไง กะอีแค่ถูกเพื่อนถีบส่งมาพูดว่าขอโทษเนี่ย ท้ายประโยคเจ้าหล่อนเหลือบมองคนผิด ที่กำลังก้มหน้างุดทำอะไรไม่ถูกอยู่ตรงหน้า

            ยังไม่ทันที่อะไรๆ จะคลี่คลายลง พระอาจารย์ก็กลับเข้ามานั่งที่เวทีด้านหน้า แล้วประกาศให้ทุกคนนั่งที่เดิมของตนเองอย่างเป็นระเบียบ การพักผ่อนตามอัธยาศัยในช่วงสั้นจึงได้ยุติลง

            ในช่วงบ่ายนี้พระอาจารย์ได้กล่าวถึงการกตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดและผู้มีพระคุณ พร้อมทั้งเปิดวิดีทัศน์การคลอดให้ทุกคนดู เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกคนมีจิตสำนึกและรักพ่อแม่มากขึ้น เกือบทุกคนร้องไห้ออกมาด้วยความซาบซึ้ง

            นอกจากเราจะชอบเถียงพ่อแม่กันแล้ว เราก็นำไปเป็นอารมณ์ถือโทษโกรธท่าน นักเรียนรู้หรือไม่ว่า...ท่านไม่เคยโกรธเราเลย ลูกจะดีหรือเลวยังไงท่านก็ยังรัก อยากได้อะไรก็เต็มใจหาเงินที่ได้จากหยาดเหงื่อซื้อให้

            เสียงของพระอาจารย์ยังคงก้องกังวานไปทั่วทั้งหอประชุม แข่งกับเสียงฟืดฟาดๆ ของนักเรียนที่นั่งฟังไปก็ร้องไห้ไป ไม่เว้นแม้แต่ผู้ชายก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ หลายคนที่พ่อแม่ตายจากหรือหย่าร้างกันก็ยิ่งสะเทือนใจ

            การให้อภัยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่พ่อแม่ทุกคนมีให้ลูก แล้ววันนี้ลูกทุกคนให้อภัยพ่อแม่กันหรือยัง ใครที่กำลังทะเลาะกับพ่อแม่ ทะเลาะกับเพื่อน หรือทะเลาะกับใคร เราก็ต้องปรับความเข้าใจซะ อย่ามัวแต่ทิฐิ ถือแต่ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ในขณะที่เคยมองแต่ตัวเองก็ลองเงยหน้าขึ้นมองคนอื่นบ้าง แล้วเราจะเห็นความรักความห่วงใยที่เค้ามีให้เราเสมอ รู้สึกดีๆ ให้กันก็ยังดีกว่ามองหน้ากันไม่ติดจริงไหม...

            คำสอนของพระอาจารย์สะกิดใจน้ำหนึ่งให้เธอหันไปมองหน้ากลางชลที่นั่งอยู่ทางด้านหลัง เยื้องเพื่อนในห้องไปสามคนทันที เธอเห็นเขามองมาที่ตนเช่นกัน หญิงสาวจึงรีบหลบตาหันหน้ากลับไป

            ต่อไปพระอาจารย์จะแจกกระดาษให้ทุกคนได้เขียนระบายออกมา ว่าโกรธใคร ไม่ชอบใคร หรืออยากจะบอกความลับอะไรก็ให้เขียนลงไป แล้วพระอาจารย์จะเข้าไปบิณฑบาตความขุ่นมัวที่เก็บไว้ในใจนั้นมา

            พระภิกษุผู้เป็นผู้ช่วยกับลูกศิษย์วัดอีกสองคนก็ช่วยกันเดินแจกกระดาษแผ่นเล็กๆ ให้กับทุกคน แถวที่เรียงรายเริ่มไม่เป็นระเบียบ เพราะทุกคนต่างก็ก้มลงเขียนสิ่งที่อยู่ในใจของตนเอง คนที่เขียนเสร็จแล้วก็นั่งกุมไว้ รอให้พระอาจารย์มาเก็บบิณฑบาตไป

            จากนั้นพักใหญ่พระอาจารย์ก็เริ่มเดินเก็บ โดยการนำบาตรมาเดินเก็บตามแถว เพื่อเป็นการบิณฑบาตความทุกข์หรือสิ่งที่ทำให้ใจขุ่นมัวของทุกคนไป กิจกรรมนี้เป็นการสร้างทัศนคติที่ดีในการใช้ชีวิตให้แก่นักเรียน

            ฉันแค้นนายกลางชลที่ทำให้ฉันเสียใจ แต่เขาเป็นคนที่ฉันรัก... เป็นสิ่งที่น้ำหนึ่งเขียนไว้ในกระดาษ เธอพยายามเขียนโดยไม่ให้ใครได้แอบมาอ่านความรู้สึกของตนเอง เธอเขียนเสร็จก็พับแล้วถือไว้ เมื่อพระอาจารย์เดินผ่านมาก็หย่อนกระดาษนั้นใส่บาตรไป

            กลางชลแอบเอากระดาษไว้สองแผ่นตอนที่คนข้างหน้าส่งต่อมาให้เขา โดยที่ไม่มีใครรู้...

            ผมรู้สึกผิดที่ผมต้องทำให้น้ำหนึ่งต้องเสียใจ เธอเป็นคนที่ผมรัก ส่วนกอหญ้า...ผมคิดกับเธอแค่เพื่อนเท่านั้น กลางชลเขียนข้อความนั้นยุกยิกๆ อยู่คนเดียวแล้วพับถือไว้ ส่วนอีกแผ่นหนึ่งยังคงว่างเปล่า จนกระทั่งพระอาจารย์เดินมาถึงเขา เขาจึงหย่อนมันใส่ลงไปในบาตร

            ไอ้ชล...เอ็งเขียนว่าอะไรวะ มินที่นั่งข้างหลังสะกิดถาม ข้าเขียนว่า ข้ารำคาญยัยแองจี้ว่ะ แล้วก็อยากให้ยัยนั่นเลิกยุ่งกับข้าซะที แต่ไม่รู้จะทำยังไง

            ข้าก็เขียนความในใจที่แท้จริงของข้านี่แหละ...

            เรื่องยัยน้ำใช่ม้า... เพื่อนหนุ่มถามเสียงสูงเป็นเชิงล้อเลียน แต่คนฟังไม่สนุกด้วยเขาจึงเลิกล้อ อย่าได้แต่เขียนให้พระบิณฑบาต เอ็งควรบอกให้เจ้าตัวเค้ารู้ด้วยเว้ย

            เมื่อฟังมินพูดกลางชลจึงได้แต่นั่งมองกระดาษเปล่าอีกแผ่นหนึ่งที่เขาแอบยักเอาไว้ นั่นสิ...เราควรทำอะไรสักอย่าง



สวัสดีนักอ่านทุกท่าน ,, หลังจากที่ทุกคนแทบตายกับโครงการไร้สาระของฉันกันไปแล้ว
วันนี้ผู้เขียนอารมณ์ดี เลยนำมาลงให้แบบไม่ต้องมีโครงการแล้วค่ะ

จริงๆ ก็ไม่ได้อยากทำร้ายผู้อ่านด้วยการบังคับเม้นท์หรอกค่ะ
ก็แค่อยากลองหากิจกรรมมาให้ผู้อ่านครื้นเครงกันบ้าง
แต่รู้สึกว่าผู้อ่านจะไม่ค่อยครื้นเครงอย่างที่คิดไว้เนี่ยสิ = ='


เอามาลงให้จบตอนนี้แล้วนะ
ไม่มีโครงการไร้สาระนั่นแล้วนะจ๊ะ ..

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

347 ความคิดเห็น