[Liverpool VS Man U] ♥ ลุ้นรักศึกแดงเดือด

ตอนที่ 18 : [ Match XII ] : ให้มันรู้กันไปเลย ว่าแมนยูขี้โกง!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,232
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    30 พ.ค. 52



                ลังจากที่ออกแรงผลักร่างกำยำของกลางชลให้พ้นไปจากห้องเรียบร้อยแล้ว น้ำหนึ่งก็ต้องอยู่ตามลำพังท่ามกลางความเงียบ เธอนึกถึงเรื่องราวที่เพิ่งผ่านไปเมื่อครู่ สีหน้าก็เริ่มแดงระเรื่อขึ้นมา บวกกับทุนเดิมที่เกิดจากความเมา ทำให้ตอนนี้หน้าของหญิงสาวแดงราวกับมะเขือเทศสดปลั่ง

                เธอยกนิ้วแตะริมฝีปากของตนเอง นึกถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ก็เกิดอาการเขินอาย นึกแล้วก็เจ็บใจ นายบ้านั่นขโมยจูบแรกของเธอ ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยมีใครกล้าทำกับเธอขนาดนี้ จอมแสบประจำห้องต้องมาสิ้นท่าให้กับนายบื้ออย่างนั้น เธอรู้สึกเสียศักดิ์ศรีเป็นที่สุด

                น้ำ...น้ำ...เธอเปิดประตูให้ฉันหน่อยสิน้ำ ฉันรู้ว่าเธอยังไม่หลับนะ มาเปิดประตูให้ฉันหน่อยสิ เสียงของวีวี่ดังขึ้นทำลายภวังค์ ทำให้เธอต้องเดินโซซัดโซเซมาเปิดประตูให้กับเพื่อนสาว

                มีอะไร? ฉันไปดูบอลได้แล้วใช่ไหม เล่นสนุกกันพอแล้วสินะ น้ำเสียงอันจริงจังของเธอไม่หลงเหลือความเมาเลยสักนิด อาจเป็นเพราะได้อาเจียนออกก็รู้สึกดีขึ้น

                ฉันเป็นห่วงแกเลยขอปลีกตัวจากข้างนอกมาดูแก นายชลทำอะไรแกรึเปล่าเนี่ย ฉันเห็นนายนั่นไม่ใส่เสื้อออกไปก็กลัวว่าจะเกิดเรื่องอะไรไม่ดี

                คนอย่างนายนั่นจะทำอะไรฉันได้ ก็ฉันนี่แหละที่ถีบนายนั่นกระเด็นออกไปอ่ะ น้ำหนึ่งตอบ แต่เธอก็หลบตาอีกฝ่ายอย่างมีพิรุธ

                แล้วนี่เธอสร่างเมาแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง ไหวไหม

                ฝ่ายคนเพิ่งสร่างเมาพยักหน้าด้วยความมั่นใจ แม้จะหนักหัวอึ้งแต่เธอก็ไม่อยากพลาดดูทีมรักแข่ง ยิ่งนัดใหญ่ด้วยแล้วเธอยิ่งไม่อยากพลาด

                สองสาวเดินออกมาจากห้องพร้อมกัน โอ๊คเห็นดังนั้นจึงรีบเดินมาประกบและคอยดูแลเอาใจน้ำหนึ่งสารพัด กลางชลได้แต่มองตาม แล้วเขาก็ทำทีเป็นให้ความสนใจกับฟุตบอลมากกว่า

                กอหญ้าเดินเข้ามานั่งใกล้ๆ เขาพร้อมกับยื่นแก้วเครื่องดื่มแก้วใหม่ให้ เจ้าหล่อนเริ่มจับไต๋ถูกแล้วว่างานนี้เขาต้องเมาอย่างแน่นอน บางทีอาจจะเป็นตนเองที่ได้ดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ได้เวลาแสดงความเป็นกุลสตรีอย่างเต็มที่แล้ว

                เอาล่ะครับ! ตอนนี้เจอร์ราร์ดส่งบอลต่อให้ตอร์เรสสำเร็จ ตอร์เรสจะอาศัยความว่องไวฝ่าปราการหลังของฝ่ายตรงข้ามได้หรือไม่ เริ่มจากริโอ เฟอร์ดินานด์ที่ออกมารับหน้าก่อน ตามด้วยเนมานย่า วิดิช*...

                ศึกแดงเดือดดำเนินมาจนกระทั่งถึงนาทีระทึก ทำให้ทุกคน ณ ที่นั้นจ้องหน้าจอตาไม่กะพริบราวกับว่าตนเองกำลังนั่งอยู่ในสนามโอลด์แทรฟฟอร์ดเสียเอง ฝ่ายของหงส์แดงเริ่มพากันกลั้นหายใจเพราะลุ้นอย่างหนัก

                เข้าไปแล้วเรียบร้อยครับ! ตอร์เรสทำประตูที่สองให้ฝ่ายลิเวอร์พูลขึ้นนำแล้ว! ในขณะที่เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ซาร์ยังไม่สามารถหยุดเขาไว้ได้ สกอร์ของทีมเยือนตามมาติดๆ ๑ ต่อ ๒

                เปรียบดั่งเสียงสวรรค์ของฝ่ายทีมเยือนอย่างลิเวอร์พูล ทำให้กองเชียร์นอกจอลุกขึ้นกระโดดโลดเต้น เมื่อยอดกองหน้าประจำทีมเหวี่ยงแข้งของตนเข้าเต็มเหนี่ยวไปที่ลูกฟุตบอล ส่งผลให้มันกระทุ้งเข้ามุมบนของประตูไปอย่างแรง

                น้ำหนึ่งยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นชนกับเคนและวีวี่ด้วยความดีอกดีใจอย่างถึงที่สุด แม้ว่าเธอจะเริ่มสร่างเมา แต่ก็ยังมีแอลกอฮอล์อยู่ในเส้นเลือด เมื่อดื่มเข้าไปเพิ่มจึงทำให้ไม่นานที่จะเมาต่อ

                กลางชลใส่เสื้อลายขวางสีน้ำเงินสลับขาวที่มินนำของตัวเองมาให้ใส่ ในขณะที่เสื้อของเขาเองก็ถูกจัดการซักและตากไว้เรียบร้อยแล้ว

                ศึกแดงเดือดดำเนินไปเรื่อยจนกระทั่งมาถึงช่วงท้ายเกม พละกำลังของทั้งสองทีมเริ่มแผ่วลงไปตามเวลา ที่ต้องวิ่งตลอดระยะเวลาเก้าสิบนาที ฝ่ายที่ตามหลังอยู่ใช้โอกาสนี้เองส่งบอลให้กับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ เพื่อที่เขาจะได้ส่งต่อให้กับเพื่อนร่วมทีม แต่ส่งบอลข้ามฟากไปมามันก็กลับมาอยู่ที่เท้าของเขาอีกครั้ง

                ดาวซัลโวประจำทีมปีศาจแดงวิ่งฝ่าเจมี่ คาร์ราเกอร์*กับมาร์ติน สเคอร์เทลเข้าไป สองปราการหลังของฝั่งตรงข้ามตามประกบแต่ก็ต้องเสียหลักล้มลง ทำให้โรนัลโด้ซัดฝีเท้าเข้าอย่างเต็มที่ ลูกฟุตบอลเข้ากรอบประตูเฉียดมือนายทวารอย่างเรน่า*ไปแค่นิดเดียว

                โอ้โห...ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่าตอนนี้แมนยูฯ ตีเสมอได้จากฝีเท้าของคริสเตียโน่ โรนัลโด้! ศึกแดงเดือดในค่ำคืนนี้สกอร์อยู่ที่ ๒ ต่อ ๒ ในตอนนี้เหลือเวลาเพียง ๑๕ นาทีเท่านั้น...

                ผู้บรรยายได้บรรยายอย่างออกรสชาติ ประตูที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้เองที่ส่งผลให้สาวกของทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ส่งเสียงเฮลั่นอีกครั้ง

                กลางชลเหลือบตามองน้ำหนึ่ง เขาส่งสายตาเป็นเชิงเยาะเย้ยมาทำให้เธอต้องทำตาเขียวด้วยความไม่พอใจ สายตาของเขาเหมือนจะบอกเธอว่า ดีใจได้ไม่กี่วินาทีหรอกยัยจอมแสบเอ๋ย... และเธอเชื่อว่าไม่ได้คิดไปเองเสียด้วยสิ

                วีวี่ดีใจจนกระโดดโลดเต้น ทั้งๆ ที่เชียร์ฝ่ายเดียวกับเพื่อนมาตั้งแต่แรก แต่เธอก็อดกรี๊ดกร๊าดไม่ได้ ในเมื่อนักเตะคนโปรดของตนเองเป็นคนทำประตูให้กับทีม ก็โรนัลโด้หล่อกระชากใจเสียขนาดนี้ ไม่ให้เธอกรี๊ดอย่างไรไหว

                น้ำหนึ่งกับเคนนั่งนิ่ง ทั้งสองทั้งพูดไม่ออกและบอกไม่ถูกเลยทีเดียว แล้วก็เหล่สายตามองเพื่อนสาวที่กำลังกรี๊ดนักเตะฝั่งตรงข้ามอยู่ด้วยความหมั่นไส้

                ยัยวี่ นี่แกจะกรี๊ดอีกนานไหม ฉันล่ะหมั่นไส้แกเกินทนแล้วนะ ไปอยู่ข้างโน้นเลยถ้าดีใจขนาดนั้น น้ำหนึ่งเอ่ยเหน็บแนมเพื่อนสาว แต่อีกฝ่ายก็ยังคงดีใจเนื้อเต้นต่อไป

                ก็คริสตี้ดันหล่อลากดินนี่นา จะไม่ให้ฉันดีใจได้ยังไงล่ะ ทั้งเก่ง ทั้งหล่อแบบนี้ฉันรักตายเลย

                หล่อ...แต่กินไม่ได้ เคนพูดเสียงเรียบๆ แต่ฟังดูก็รู้ว่าเป็นคำพูดประชด

                ฝ่ายสาวกของทีมปีศาจแดงส่งเสียงเอะอะ ฉลองประตูตีเสมอด้วยความสนุกสนาน น้ำหนึ่งได้แต่นั่งมองค้อนด้วยความหมั่นไส้ หมั่นไส้ทั้งพวกผีแดงทั้งเพื่อนตัวเอง!

                มินจี้จ๋า ดื่มฉลองให้แมนยูหน่อยดีกว่านะคะ เดี๋ยวแองจี้จะรินให้นะ ฮุฮุฮุ แองจี้ยังคงประจบประแจงผู้เป็นเจ้าของบ้านต่อไป

                น้ำหนึ่งลุกไปเติมขนมที่ถูกจัดไว้มุมหนึ่งคล้ายๆ กับบุฟเฟ่ต์ กลางชลเห็นดังนั้นก็ได้โอกาสลุกตามไปทำเป็นจะเติมขนมบ้าง แต่เขาเข้าไปยืนประกบเธอแล้วพูดกระซิบบางอย่าง

                ขึ้นนำได้ไม่เท่าไหร่ หงส์ฟ้าก็ร่วงลงมาเพราะปีกหักซะแล้ว ฮะฮะฮะ...

                น้ำหนึ่งเหลือบมองหน้าคนพูดก็ต้องเห็นท่าทีกวนบาทาของเขา เกมมันยังไม่จบ ไม่ต้องรีบมาถากถางเหน็บแนมฉันหรอกย่ะ คอยดูต่อไปเถอะ ตบมือทีหลังดังกว่าแน่นอน ผีเน่าๆ ก็ต้องคู่กับโลงผุๆ

                พูดจบหญิงสาวก็เดินออกไปจากตรงนั้นเพื่อให้ห่างไกลเขาให้มากที่สุด เธอรู้ดีว่าถ้าอยู่ในกลุ่มเพื่อน เขาจะไม่กล้าเข้ามาคุยเพราะเกรงใจโอ๊ค ยิ่งไม่อยากตอแยเขามากเท่าไร เหมือนฝ่ายนั้นจะยิ่งแกล้งเข้ามายั่วโทสะของเธอ และเหมือนเขาจะรู้ว่าเธอเองก็เป็นคนที่ทนอะไรได้ไม่ค่อยนาน

                กลางชลมองตามพร้อมกับยิ้มกริ่ม เพียงแค่ได้ยั่วโมโหเจ้าหล่อนนิดหน่อย เขาก็พอใจแล้วที่ทำให้หล่อนโมโหได้สำเร็จ

                เกมนัดสำคัญยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น สายตาของแฟนบอลทั้งสองทีมก็จดจ้องเพียงหน้าจอโทรทัศน์เท่านั้น แม้ว่าจะมีทั้งเครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยวเพื่อความเพลิดเพลินด้วย แต่บางเวลาก็สนใจแต่ภาพตรงหน้าจนลืมอาหาร ลืมเพื่อนไปบ้างก็มี

                เหลือเวลาเพียง ๕ นาทีเท่านั้น ตอนนี้ลิเวอร์พูลก็กำลังบุกแบบไม่ยั้ง ในขณะที่แมนยูเองก็ตั้งเกมรับอย่างเดียวเลยครับ เอาล่ะครับ! ไมเคิล คาร์ริค*ได้บอลจากโอเชีย* ไม่มีเวลาจัดแต่งแล้วครับ มองเห็นช่องได้ก็ซัด! เข้าไปแล้วครับ! แมนยูนำลิเวอร์พูลแล้ว ๓  ต่อ ๒!’

                ผู้บรรยายยังคงบรรยายด้วยความลุ้นระทึกเข้าถึงอารมณ์ไปกับความดุเดือดเลือดพล่านของการแข่งขัน บรรดาแฟนบอลที่ปักหลักดูอย่างตั้งใจส่งเสียงเฮลั่นอีกครั้งเมื่อทีมรักทำแต้มได้ จากความเงียบสงัดกลับกลายมาคึกคักอีกครั้ง

                เฮ้ย...ไอ้โอ๊ค เอ็งดูภาพช้าดิ แม่งเหมือนโอเชียล้ำหน้าเลยว่ะ กลางชลชี้ไปที่หน้าจอ

                อย่าพูดดิวะไอ้ชล จะล้ำหรือไม่ล้ำก็ช่างแล้วตอนนี้ แค่กรรมการไม่เป่าก็พอเว้ย

                ดูเหมือนว่าโอเชียจะล้ำหน้าไปนิดหนึ่งนะครับ แต่ไม่ได้รับสัญญาณนกหวีดจากกรรมการ อาจเป็นเพราะว่าตอนนี้ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับคาร์ริค ผู้ทำประตูชัยให้ทีม ในนาทีที่ ๘๗ เหลือเวลาเพียง ๓ นาทีเท่านั้น...

                เสียงของผู้บรรยายทำให้น้ำหนึ่งจ้องดูภาพช้าอีกที่ฉายให้เห็นอีกมุมหนึ่ง เป็นการย้ำอย่างชัดเจนว่าที่ผู้บรรยายมองนั้นคือความจริง ทำให้ฝ่ายตรงข้ามอย่างเธอยอมไม่ได้

                อะไรกันน่ะ! กรรมการขี้โกงนี่ อย่างนี้ให้ได้ไงอ่ะ ไม่ยุติธรรมเลย!” น้ำหนึ่งทุบโต๊ะดังลั่นแล้วลุกขึ้นยืนอย่างหาเรื่อง ด้วยความที่เป็นแฟนหงส์กับเคนแค่สองคน จึงทำให้เพื่อนหนุ่มต้องกระตุกมือเธอยิกๆ ให้นั่งสงบปากสงบคำ

                ไอ้น้ำ...ใจเย็นๆ ดิวะ มันก็เป็นไปตามรูปเกม

                เย็นไม่ไหวแล้วเว้ยไอ้เคน ฉันเหลืออดเต็มทีแล้ว ไอ้พวกผีแม่-งขี้โกงนี่หว่า บวกกับความเมาด้วยทำให้หญิงสาวเริ่มพาล

                ยัยแสบบบบ... เคนร้องเรียกเสียงลากยาวอย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ถึงจะล้ำหน้าจริงแล้วแกจะทำอะไรได้วะ จะหายตัวแวบไปที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดแล้วไปเอาเรื่องกรรมการรึไง นั่งลงเหอะ...

                ให้ฉันมีเวทมนตร์เดี๋ยวนี้เลย ฉันจะไปอังกรี๊ดดดดดด... คนเมาโวยวายเป็นบ้าเป็นหลัง เริ่มตีโพยตีพายด้วยความไม่พอใจอย่างหนัก

                กลางชลลุกขึ้นเดินลิ่วๆ เข้ามาฉุดร่างเธอให้ลุกออกมาจากตรงนั้นท่ามกลางความประหลาดใจของเพื่อน และสร้างความไม่พอใจให้กับกอหญ้าและโอ๊คอย่างมาก

                ไอ้ชลมันจะพาน้ำไปไหนวะนั่น... โอ๊คกระซิบถามมินแสดงความกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด

                เอาน่า...อย่าไปคิดมากเลย ไอ้ชลมันก็ไปจัดการคนเมาไงวะ ไม่ต้องคิดมากหรอก เดี๋ยววันนี้เราอยู่ฉลองกันต่อนะเว้ย อย่าเพิ่งกลับ

                เนื่องจากความเกรงใจเจ้าภาพที่มีมากกว่าทำให้โอ๊คไม่กล้าต่อความยาวสาวความยืดอะไรอีก นอกจากนั่งดูบอลต่อ

 

                ชัยชนะในค่ำคืนนี้เป็นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างแน่นอนอยู่แล้ว ๓ แต้มตกเป็นของเจ้าบ้าน แม้ว่าจะถกเถียงกันเรื่องประตูชัยจากไมเคิล คาร์ริค ว่าจอห์น โอเชีย ผู้เล่นที่เป็นฝ่ายส่งบอลให้ทำประตูเป็นคนล้ำหน้าอยู่ก่อนแล้ว ส่งผลให้แฟนๆ ของลิเวอร์พูลไม่พอใจกับผลที่ออกมานัก

                ฝนเพิ่งจะหยุดตกหลังจากที่ซาเม็ดอยู่นานหลายชั่วโมง กลางชลพาน้ำหนึ่งออกมาจากระเบียงและมานั่งที่โซฟาในห้องนั่งเล่น

                เลิกอาละวาดซะทีนะยัยจอมแสบ คนอื่นเค้ามองเธอว่าเป็นตัวก่อกวนกันหมดแล้ว นั่งเฉยๆ ตรงนี้แหละ ไม่ต้องกลับเข้าไปแล้ว

                น้ำหนึ่งได้ฟังคำบ่นของชายหนุ่มแล้วเธอก็นั่งหน้ามุ่ย ก็มันจริงอ่ะ ลูกนั้นมันไม่สมควรเป็นประตูเพราะกรรมการควรจะเป่าตั้งนานแล้ว กรรมการขี้โกง! แมนยูขี้โกง! ไอ้ผีเน่าขี้โกง!”

                หญิงสาวตะเบ็งเสียงใส่หน้าของอีกฝ่ายเป็นการอาละวาดหนักกว่าเก่า จนกลางชลมีสีหน้าอ่อนใจ เขารู้ดีว่าอาการนี้เกิดจากความเมาด้วยส่วนหนึ่ง และเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เธอแสดงนิสัยของตนเองออกมาอย่างเต็มที่

                ในที่สุดลิเวอร์พูลที่รักของฉันก็ต้องแพ้ราบคาบให้กับทีมขี้โกงอย่างแมนยู ฮือๆๆ... เจ้าหล่อนยังไม่วายโวยวายต่อ หญิงสาวร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา เป็นเพราะด้วยความเจ็บใจมากกว่าเสียใจ

                น้ำ...เธออย่าร้องไห้สิ ยังไงเกมมันก็คือเกมนะ กลางชลเองก็อ่อนใจอย่างที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้ว เธอควรจะดีใจมากกว่านะ ที่วันนี้เป็นวันแสนพิเศษของเธอ

                อีกฝ่ายได้ยินดังนั้นก็หยุดโวยวาย พิเศษยังไงยะ?”

                ก็เพราะว่าคืนนี้เธอได้ดูลิเวอร์พูลแข่งฟุตบอลไง นั่นคือสิ่งที่เธอต้องการที่แท้จริงไม่ใช่เหรอ เอ๊ะ...หรือว่าเธอเล่นพนันบอลด้วยเนี่ย

                จะบ้าหรือไง ฉันดูบอลมาเกือบสิบปีไม่เคยเล่นการพนันเลยสักครั้ง อย่ามากล่าวหาฉันนะ เธอเอ่ยอย่างตื่นๆ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะยัดเยียดข้อหาที่ตนไม่เคยทำให้

                เราก็ไม่ได้ว่าเธอ... เขาแก้ เราเพียงแค่ยกตัวอย่างเฉยๆ เพราะถ้าความต้องการที่แท้จริงของเธอคือการได้ดูทีมรักของเธอแข่ง เธอก็จะต้องดีใจสิ ไม่ใช่มานั่งร้องไห้แบบนี้

                อืม...จริงด้วยสินะ แค่ฉันได้ดูลิเวอร์พูล นั่นมันก็คือความสุขของฉันแล้วนี่นา ผลจะแพ้หรือชนะมันก็เป็นแค่ส่วนประกอบ หญิงสาวคิดตามข้อคิดที่เขาพูด

                ตั้งแต่เธอได้รู้จักกับเขา เธอก็เพิ่งเคยเห็นแง่มุมดีๆ ของเขาก็วันนี้ ทั้งดูแลตอนที่เธอเมา และยังปลอบใจยามที่เธอกำลังทดท้อใจอีกด้วย นายนี่ไม่ธรรมดา...

                ใช่เลย ดังนั้นไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง จะโดนโกงรึเปล่ามันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ... กลางชลพูดแล้วส่งยิ้มให้เธออย่างจริงใจ แต่อีกฝ่ายกลับตีหน้ายักษ์กลับคืนเหมือนเดิม

                หนอย...ที่พูดมาทั้งหมดก็เพราะจะเอาดีเข้าทีมตัวเองล่ะสิ พูดมาได้ จะโดนโกงรึเปล่าก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ... เชอะ!” หญิงสาวประชดด้วยการเยาะเย้ยคำพูดของเขา ถ้าจะเก่ง ก็อย่าเก่งแต่ปาก แล้วก็อย่าเก่งแต่โกง แบบเนี้ยนะ...อยู่บนโลกนี้ไม่ได้นานหรอก เดี๋ยวสักวันก็จะโดนเขารุมกระทืบตาย

                เธอตอกกลับเข้าให้ด้วยท่าทีประชดประชันเหมือนอย่างเคย อย่างที่นางสาวน้ำหนึ่งคนเดิมชอบใช้พูดกับนายกลางชล!

                ฝ่าย คนเก่งแต่ปาก ได้แต่นิ่งเงียบอย่างสงบปากสงบคำ เขาไม่มีอะไรจะพูดต่อจากนั้น นอกจากจะใช้ความนิ่งหยุดคนพูด

                ไอ้พวกขี้โกงแบบนี้อ่ะนะ จะทำอะไรก็ไม่เจริญหรอก แม้ว่าทีมจะโกง แต่คนที่เข้าข้างโดยไม่ลืมหูลืมตานั่นแหละตัวดี สันดานก็คงจะขี้โกงเหมือนๆ กันนั่นแหละ

                เธอว่าเราได้แต่เธอไม่มีสิทธิ์มาว่าทีมเราอย่างนี้นะ!” ชายหนุ่มนั่งเงียบอยู่นานโพล่งขึ้นอย่างเหลืออด

                ก็มันจริงไหมล่ะ ถ้ามันไม่จริง...ฉันยอมให้ฆ่าปาดคอฉันตรงนี้เลย ฉันเอาชีวิตฉันนี่แหละเป็นประกัน ถ้านายแน่จริง นายก็เอาภาพนั้นมาดูอีกทีหนึ่งเซ่! ให้มันรู้กันไปเลย ว่าแมนยูขี้โกง!” เธอสบถลั่นห้อง ตอกย้ำคำเดิมแสกเข้าที่หน้าของอีกฝ่ายเต็มๆ

                เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าก็คงจะมีภาพจากข่าว แล้วเราจะได้รู้กันว่าแมนยูโกงรึเปล่า ถ้าแมนยูไม่ได้ขี้โกงจริง เธอเองก็เป็นได้แค่คนที่กล่าวหาเอาความผิดมาป้ายคนอื่นเขาล่ะนะ ชายหนุ่มพูดน้ำเสียงเรียบเฉย แต่มีกึ่งๆ ประชดเล็กๆ

 

                ฝ่ายสาวกปีศาจแดงอยู่ฉลองชัยชนะกันต่อ เคนกับวีวี่จึงกำลังจะกลับ แต่มินก็เข้ามาขอร้องให้อยู่ต่อด้วยกัน แม้ว่าจะอยู่คนละฝั่ง แต่เขาก็ถือว่าอีกฝ่ายก็คือเพื่อนของเขาเช่นกัน

                อย่าคิดว่าเป็นการฉลองชัยชนะอะไรเลยนะเคน ถือว่าเราเลี้ยงเพื่อนๆ กันเองนี่แหละ อย่าเพิ่งกลับเลย เจ้าภาพพูดเป็นเชิงขอร้อง

                เอาไว้คราวหน้าเราค่อยฉลองกันอีกดีกว่า ยังไงเราก็มีโอกาสหน้านะ วันนี้ไอ้น้ำมันไม่ไหวแล้วแหละ จะไปส่งมันด้วย วีวี่เองก็ไม่ไหว

                โอ๊ย...เรื่องน้ำหนึ่งน่ะนายไม่ต้องห่วงหรอกนะ เพราะเดี๋ยวเราจัดการดูแลเอง นายไปต่อให้สนุกเถอะ เดี๋ยวเราขอตัวออกไปดูน้ำก่อนนะ โอ๊คพูดแทรกขึ้น แล้วเขาก็เดินออกไป

                ส่วนกลางชลและน้ำหนึ่งที่กำลังเปิดศึกนอกจอก็ส่งตาเขียวใส่กันเขม็ง กลางชลไม่ได้คิดอะไรมากมายนอกจากอยากจะยั่วโมโหคนปากเก่งที่อยู่ตรงหน้าตนมากกว่า

                แล้วโทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันตึงเครียด ทำให้ทั้งสองต้องยุติสงครามน้ำลายกันก่อนชั่วคราว เขาเดินออกไปรับสายในอีกมุมหนึ่งเพื่อความเป็นส่วนตัว

                ฮัลโหล...ครับแม่...

                [ชล...จะกลับบ้านได้รึยังล่ะลูก นี่มันก็ดึกมากแล้วนะ บอลก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ นี่แม่เห็นยัยบัวดูอยู่ ตอนนี้น้องก็เข้าห้องไปแล้วนะ]

                เดี๋ยวอีกสักพักก็จะกลับแล้วครับแม่ ถ้าแม่ง่วงก็นอนก่อนผมได้เลยนะครับ เพราะผมเอากุญแจสำรองมาด้วย

                [อย่าให้ดึกมากกว่านี้นะ งั้นแค่นี้แหละ กลับมาก็ล็อกประตูให้เรียบร้อยด้วยละกัน] ...ตรู๊ดๆๆๆ

                เขากดวางสายแล้วกลับเข้ามาหาอีกฝ่ายที่จ้องเขาเขม็งอยู่ก่อนแล้วราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะพูดอะไรกันต่อ โอ๊คก็เข้ามาขัดจังหวะสงครามครั้งนี้

                น้ำ...ไหวไหม ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวเราไปส่งที่บ้านนะ โอ๊คนั่งลงข้างๆ หญิงสาว เขาถามเธอด้วยความห่วงใย

                ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้เป็นอะไรนี่นา นายกลับไปสนุกกับเพื่อนๆ ต่อเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วงฉัน ฉันดูแลตัวเองได้น่า กลางชลได้ยินดังนั้น ก็คิดว่าน้ำเสียงที่คุยกับโอ๊คช่างแตกต่างกับตอนที่คุยกับเขาไม่มีผิด

                งั้นเรากลับเข้าไปด้วยกันนะ เราไม่อยากให้เธอคลาดสายตาเราไปเลย โอ๊คพูดจาออดอ้อนเธอราวกับเด็กๆ น้ำหนึ่งพยักหน้าอย่างเสียมิได้ นายล่ะชล...ยังไหวไหม

                ท้ายประโยคเขากันมาถามเพื่อนหนุ่ม น้ำเสียงก็...ช่างแตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง

                ก่อนที่จะเดินเข้าไปในบริเวณงานพร้อมกับโอ๊ค น้ำหนึ่งก็หันมาแลบลิ้นใส่คู่ปรับเป็นการส่งท้าย

                หืม...ยัยเดอะ ค็อปจอมแสบ ฝากไว้ก่อนเถอะ ครั้งนี้เธอรอดตัวไปได้นะ ครั้งหน้าจะจับแน่นไม่ยอมปล่อยให้ลอยนวลไปได้เลยคอยดู คนอยู่ข้างหลังคิดในใจ




อ๊ากกกกก...หายไปนานเลยเรา มัวแต่วุ่นอยู่กับการสอบปิดซัมเมอร์

ตอนนี้ผู้เขียนกลับมาสู่ถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอนแล้วค่า เดี๋ยวต้นเดือนหน้าก็ต้องกลับไปอีกละ

ก็...อ่านะ ทำหน้าที่ของเราให้สำเร็จลุล่วงไปให้ดีเสียก่อน (ลิเกมาเชียว...)

ช่วงเดือนนี้คนเม้นท์น้อยเนอะ เลยไม่ค่อยอยากเอามาลงเท่าไร ทั้งๆ ที่เพิ่งเขียนเสร็จ

กว่าจะคิด กว่าจะกลั่นกรองออกมาจากสมองน้อยๆ ได้ก็ยากพอควรนะ

ก็มันดันไปตีกับวิชาที่เรียน ขนาดตอนนอนยังเก็บเอากลางชลไปฝันเลย ฮ่า ๆๆ

เม้นท์สักนิดหน่อยเถอะ โหวตให้ก็ได้

เห็นใจผู้เขียนตาดำๆ ที่ใช้งานสมองหนักจน error ไปแล้วสามตลบหน่อยนะ

เอ...หรือว่านิยายเรามันไม่สนุกหว่า ?

ถึงได้ไม่มีคนกล้าเม้นท์เนี่ย

ถ้าไม่สนุกก็เม้นท์บอกมาได้นะคะ ตรงๆ เลย ผู้เขียนรับได้ทุกคำติชม

ถ้าไม่สนุกจริงๆ หรือว่ามีอะไรตรงไหนที่คุณผู้อ่านไม่ชอบก็บอกเลยค่ะ อย่าอมพะนำ

เรายินดีรับฟังทุกๆ ความคิดเห็นอยู่แล้ว (ถึงวันไหนช้านจะไม่มาอัพที่นี่ แต่ช้านก็จะเขียนต่อไป...)


เนมานย่า วีดิช

         เนมานย่า วิดิช เริ่มอาชีพค้าแข้งอย่างเป็นจริงเป็นจังกับ เร้ด สตาร์ เบลเกรด ยอดทีมเซิร์บ ในช่วงซัมเมอร์ของปี 2001 ขณะที่อายุได้ 19 ปี และลงเล่นให้ทีม "ดาวแดง" ทั้งหมด 22 นัดในฤดูกาลแรก

           นอกเหนือจากฝีเท้าอันยอดเยี่ยมแล้ว ทาง เร้ด สตาร์ เบลเกรด เล็งเห็นความเป็นผู้นำของ วิดิช จึงมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้รับผิดชอบในซีซั่นต่อมา

          ตลอดระยะเวลาสามปีในฐานะกัปตันทีมถือว่า วิดิช สอบผ่าน เพราะดาวเตะเซิร์บลงเล่น 67 แมตช์ ยิง 12 ประตู พาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในปี 2004 ทั้ง เซอร์เบียน ซูเปอร์ลีกา แชมเปี้ยนชิพ (ดิวิชั่น 1 เซอร์เบียและ แชมป์บอลถ้วย "ยูโกสลาฟ คัพ" ก่อนย้ายไปเล่นกับ สปาร์ตัก มอสโก ทีมชั้นนำลีก รัสเซีย ด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 420 ล้านบาท) ในช่วงเดือน สิงหาคม ปีเดียวกัน

          หลังจากค้าแข้งกับ สปาร์ตัก มอสโก ได้ราวปีกว่า วิดิช ขอขึ้นบัญชีย้ายทีมและตัดสินใจจรดปากกาเซ็นสัญญากับ แมนฯยูไนเต็ด ในวันที่ 5 มกราคม 2006 ด้วยค่าตัว 7.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 504 ล้านบาท) พร้อมยึดเสื้อเบอร์ 15 แทนที่ เคลแบร์สัน มิดฟิลด์บราซิเลี่ยน ซึ่งถูกโละออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์ ปี 2005 เพราะโชว์ฟอร์มได้น่าผิดหวัง

          วิดิช ประเดิมลงเล่นภายใต้สีเสื้อ "ปีศาจแดง" นัดพบ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ในศึกคาร์ลิ่ง คัพ รอบรองชนะเลิศ โดย เฟอร์กี้ ส่งแข้งเซิร์บลงเล่นแทน รุด ฟาน นิสเตลรอย เพชฌฆาตชาวดัตช์ ในช่วงท้ายเกมก่อนที่ แมนฯยูไนเต็ด จะเป็นฝ่ายเฉือนชนะ 2-1

          วิดิช แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในฤดูกาล 2006/2007 ภายหลังถูกส่งลงสนามแทน เวส บราวน์ ที่มีปัญหาบาดเจ็บ ปราการหลังทีมชาติเซอร์เบียทำหน้าที่เซนเตอร์ฮาล์ฟคู่กับ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ได้อย่างลงตัว ก่อนที่จะเบิกสกอร์แรกของตนเองให้กับสโมสรในแมตช์ที่ ยูไนเต็ด ชนะ วีแกน 3-1

          ประตูแรกที่ วิดิช ทำได้ใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เกิดขึ้นนัดที่ แมนฯยูไนเต็ด ต้อน ปอร์ทสมัธ 3-0 ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2006 ด้วยสไตล์การเล่นอันดุดันไม่กลัวเจ็บ แถมยังมีจุดเด่นในเรื่องของการเล่นลูกกลางอากาศ ทำให้ วิดิช กลายเป็นขวัญใจของกองเชียร์ "เร้ด อารมี่" อย่างรวดเร็วและถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดของเกาะอังกฤษเป็นที่เรียบร้อย

เจมี่ คาร์ราเกอร์

เจมี่ คาร์ราเกอร์ ดาวเตะจอมทุ่มเท ลูกหม้อแท้ๆ ของลิเวอร์พูล ผู้ผันตัวเองจาก ตำแหน่งกองกลาง มาเป็นสุดยอดเซนเตอร์ฮาล์ฟที่ทีมขาดไม่ได้

คาร์ร่า ก้าวมาจากอะคาเดมี่ ของหงส์แดง ชุดที่คว้าแชมป์ เอฟ เอ ยูธ คัพได้ในปี 1996 ก่อนจะก้าวขึ้นทีมชุดใหญ่ในยุคของ รอย อีแวนส์ โดยเริมแรกนั้น คาร์ร่า ลงสนามในตำแหน่ง กองกลางตัวรับ ทำหน้าที่ตัดเกม แต่เมื่อบรรดาแนวรับ บาดเจ็บ คาร์ราเกอร์ ก็ถูกถอยลงไปเล่นเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟ จำเป็น

ในช่วงนั้นฝีเท้าของคาร์ราเกอร์ยังถือว่าธรรมดามาก มักจะเล่นผิดพลาดบ่อย จนกลายเป็นตัวตลกที่แฟน ๆ คู่แข่งมักจะร้องเพลงเยาะเย้ย แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อ เมื่อทีมขาดตำแหน่งแบ็ค คาร์ราเกอร์ ก็เป็นผู้เสียสละถูกจับโยกไปเล่น เพราะไม่ใช่ตำแหน่งถนัดทำให้ เขาจึงไม่โดดเด่น มีแต่ความใจสู้ที่แสดงออกมา ให้แฟน ๆ เห็น

คาร์ร่า เริ่มพัฒนาฝีเท้ามากขึ้นในยุคของ เชราร์ อุลลิเย่ร์ เขาถูกจับไปเล่นแบ็คทั้ง ซ้ายและขวา จากประสบการ์ที่มากขึ้นทำให้เขารู้ว่าจะต้องเอาตัวรอดอย่างไร คาร์ร่าทำผลงานได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่โดดเด่นเหมือนทุกวันนี้ และเหมือนโชคชะตา ลิขิตมาให้เขาเป็น ยอดเซนเตอร์ฮาล์ฟ เมื่อ สเตฟาน อองโชซ์ เจ็บ คาร์ร่า ถูกถอยลงมาเล่นเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟอีกครั้ง คู่กับ ซามี่ ฮูเปีย

ครั้งนี้ คาร์ราเกอร์ กลับทำผลงานได้อย่างเหลือเชื่อ เขาประสานงานในแนวรับกับ ฮูเปียได้เป็นอย่างดี แนวรับของหงส์แดงกลายเป็นแนวรับที่เหนียวแน่นที่สุดในลีก และ คาร์ร่าก็ได้รับมอบหมายให้ยืนในตำแหน่งนั้นมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

คาร์ราเกอร์เป็นนักเตะที่ทุ่มเทมาก เขาขอให้ได้ลงสนามไม่เคยเกี่ยง ว่าจะเป็นตรงไหน ด้วยความทุ่มเทนี่เอง ทำให้ เอล ราฟา ตัดสินใจมอบตำแหน่ง รองกัปตันทีมให้กับ คาร์ร่า

โฆเซ่ เรน่า

- ราฟาเอล เบนิเตซคว้าตัวโฆเซ่ เรน่าจากบียาร์รีลมาร่วมทีมเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2005 โดยเขายกย่องนายทวาร รายนี้ว่าเป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในสเปน

- เรน่า ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ เปเป้ มีฤดูกาลที่ดีในปี 2004/05 กับการเล่นให้บียาร์รีล หลังจากที่พวกเขาคว้าอันดับ ที่สามในลาลีกาและเรน่าก็ช่วยให้พวกเขาทำสถิติมีเกมรับยอดเยี่ยมที่สุดเป็นอันดับสี่ในลาลีกา

- เขายังมีจุดเด่นในการเซฟลูกจุดโทษให้กับบียาร์รีลเมื่อฤดูกาลที่แล้วอีกด้วย โดยเขาเซฟไปได้เจ็ดครั้งจากทั้งหมด เก้าครั้ง

- ถึงแม้ว่าเขาจะเกิดที่มาดริด แต่เรน่าก็เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับบาร์เซโลน่า เขาลงเล่นในแอนฟิลด์ในรอบรอง ชนะเลิศยูฟ่า คัพปี 2001 โดยเขาเสียประตูจากการยิงจุดโทษของแกรี่ แม็คคัลลิสเตอร์

- โฆเซ่ เรน่าเป็นที่รู้จักดีของโฆเซ่ โอโคโตเรน่า โค้ชผู้รักษาประตูของลิเวอร์พูลและทีมชาติสเปน และเรน่า ถูกเรียกตัวติดทีมชาติเป็นครั้งแรกในปี 2005

ไมเคิล คาร์ริค

ไมเคิล คาร์ริค เป็นกองกลางชั้นเชิงสูงที่ครบเครื่องคนหนึ่ง ครองบอลในแดนตัวเองได้ดีพอๆ กับการแย่งบอลกลับคืนมาหรือเปิดเกมรุกขึ้นหน้า

คาร์ริค เริ่มต้นเล่นฟุตบอลให้กับสโมสรวอลล์เซนด์ บอยส์ คลับ ซึ่งเป็นสโมสรที่เคยสร้างนักเตะอย่างอลัน เชียเรอร์ และปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ ก่อนที่จะเริ่มต้นการเล่นฟุตบอลอาชีพกับอคาเดมี่เยาวชนอันเลื่องชื่อของเวสต์ แฮม ในปี 1998 คาร์ริค ลงเล่นร่วมกับโจ โคล ได้อย่างโดดเด่นในเกมที่เอาชนะโคเวนทรี ซิตี้ ไปอย่างถล่มทลาย 9-0 ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ ยูธ คัพ ในปี 1999 โดยคาร์ริค ทำได้ 2 ประตูในนัดนี้

ในฤดูกาล 1999/2000 คาร์ริค ถูกยืมตัวไปอยู่กับสวินดอน ทาวน์ ฤดูกาลต่อมาเขาถูกยืมตัวอีกครั้งคราวนี้ไปอยู่กับเบอร์มิงแฮม ซิตี้ ผลงานอันยอดเยี่ยมของเขาในการเล่นให้กับเบอร์มิงแฮม ในฤดูกาล 2000/01 ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ท้าชิงรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ แม้ว่าสุดท้ายแล้วเขาต้องพ่ายแพ้ให้กับสตีเว่น เจอร์ราร์ด ของลิเวอร์พูล

คาร์ริค ใช้เวลาส่วนมากในฤดูกาล 2002/03 พักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บก่อนที่เวสต์ แฮม จะต้องตกชั้นไปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล แทนที่จะย้ายออกจากทีมตามเพื่อนร่วมทีมอย่างโจ โคล, เฟรดี้ คานูเต้ และเจอร์เมน เดโฟ แต่คาร์ริค ยังคงอยู่กับเวสต์ แฮม ในฤดูกาลแรกที่ลงไปเล่นในดิวิชั่น 1 ซึ่งพวกเขาพลาดการได้เลื่อนชั้นกลับคืนสู่พรีเมียร์ชิพไป้เพียงนิดเดียวในนัดชิงชนะเลิศของการเพลย์ออฟ แต่คาร์ริค ต้องการกลับไปเล่นในพรีเมียร์ชิพจึงย้ายไปร่วมทีมสเปอร์ส ในปี 2004 ด้วยค่าตัว 2.75 ล้านปอนด์

นับตั้งแต่นั้น คาร์ริค ก็ฉายแววโดดเด่นอย่างชัดเจน ทักษะการจ่ายบอลและไหวพริบในการเล่นของเขาทำให้เขาเป็นกองกลางที่มีคุณค่ายิ่ง ภายใต้การฝึกสอนของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และสต๊าฟโค้ชทีมชุดใหญ่ของแมนฯ ยูไนเต็ด พรสวรรค์ของเขาสามารถพัฒนาต่อไปได้อีก

หลังจากได้ลงเล่นในทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 21 ปีไปแล้ว 14 ครั้ง คาร์ริค ก็ได้รับโอกาสในทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในปี 2001 กองกลางวัย 19 ปีเป็นตัวสำรองในช่วงพักครึ่งในเกมที่ชนะทีมชาติเม็กซิโก 4-0 ที่สนามไพรด์ พาร์ค ของดาร์บี้ เคาน์ตี้ เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติอังกฤษชุดฟุตบอลโลก 2006 และแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถลงเล่นในระดับสูงสุดได้ด้วยการเล่นอย่างใจเย็นในเกมที่ชนะทีมชาติเอกวาดอร์ ซึ่งเขาได้รับหน้าที่เป็นตัวคุมจังหวะเกม

ที่แมนฯ ยูไนเต็ด เขาได้สืบทอดเสื้อหมายเลข 16 ต่อจากรอย คีน เขามีรูปแบบการเล่นที่แตกต่างไปจากอดีตกัปตันทีมปิศาจแดง แต่ความคล่องตัว การจ่ายบอล และความสามารถในการครองบอลของเขาจะทำให้เขาเป็นนักเตะคนสำคัญคนหนึ่งในแผงกองกลางของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้อย่างแน่นอน

จอห์น โอเชีย

จอห์น โอเชีย เป็นนักเตะอีกคนหนึ่งที่ร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่เด็ก เขาเริ่มเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับทีมเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1998 และลงเล่นนัดแรกให้กับทีมอีก 1 ปีต่อมาในนัดที่ทีมพบกับ แอสตัน วิลล่า ในศึก เวอร์ธิงตัน คัพ ในเดือนตุลาคม ปี 1999 แต่ทีมก็ต้องแพ้ไป 3 – 0

หลังจากลงเล่นให้กับทีมสำรอง 20 นัด และยิงได้ 2 ประตูในช่วงฤดูกาล 1998/99 และ 1999/2000 โอเชีย ก็ไปเล่นให้กับสโมสรบอร์นมัธ ในดิวิชั่น 2 อังกฤษ ด้วยสัญญายืมตัวในเดือนมกราคม ปี 2000 และลงเล่นให้กับทีมครั้งแรกในนัดที่พบกับ โคลเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และบอร์นมัธ พ่ายไป 3 – 1 หลังจากนั้นเขายิงประตูแรกให้กับทีมได้ในนัดที่แพ้ต่อ มิลล์วอลล์ 3 – 1 โดย เมล มาคิน ผู้จัดการทีม บอร์นมัธ ในขณะนั้นกล่าวถึง โอเชีย ว่า “ผมคิดว่า จอห์น โอเชีย เล่นได้ดีมากกับเราเมื่อลองคิดดูว่าเขาอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น เขามีอนาคตที่ดีรออยู่ข้างหน้าและเขาก็สามารถ เล่นได้ทั้งแบ็คซ้ายและขวา”

หลังจากเล่นให้กับทีมได้ 10 นัดและยิงได้ 1 ประตู โอเชีย ก็เดินทางกลับมายัง โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเดือนมีนาคม ปี 2000 โดยหวังว่าจะได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ แต่เขาก็ได้ลงเล่นเพียง 2 นัดในศึก เวอร์ธิงตัน คัพ ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับ วัตฟอร์ด และ ซันเดอร์แลนด์ หลังจากนั้นก็ถึงเวลาที่เขาจะเดินตามรอยเพื่อนๆ อย่าง ลุค แชดวิค, แดนนี่ ฮิคกิ้นบ็อทธัม และ รอนนี่ วอลล์เวิร์ค โดยการถูกยืมตัวไปเล่นให้กับ รอยัล อันท์เวิร์ป ในเบลเยี่ยม

อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้น โอเชีย ก็ยังมีชื่อติดทีมชาติไอร์แลนด์ รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี และเขาติดทีมชาติชุดใหญ่โดยลงเล่นนัดแรกในวันที่ 15 สิงหาคม ปี 2001 เขาลงเล่นเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 84 ในนัดที่ทีมพบกับ โครเอเชีย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่นัดแรกกลับเป็นสิ่งที่ไม่น่าจดจำสำหรับเขา เมื่อเขาทำให้ทีมเสียจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ และส่งผลให้โครเอเชีย ตีเสมอได้เป็น 2 – 2 แต่ มิค แม็คคาร์ธี่ย์ ก็ไม่โทษนักเตะของเขา แต่กล่าวว่าเป็นเพราะส่งนักเตะลงเล่นในนัดแรกกับสถานการณ์ที่กดดัน

โอเชีย ได้ลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกครั้งในฤดูกาล 2002/03 และพิสูจน์ว่าเขามีความสามารถรอบด้าน ทั้งการเป็นกองหลังฝั่งซ้าย ฝั่งขวาหรือตรงกลาง หรือแม้แต่การเป็น มิดฟิลด์ การเล่นของเขาสามารถสร้างความประทับใจให้แฟนๆ จนทำให้มีเพลงที่แต่งออกมาใหม่ให้เขาว่า “When Johnny goes running down the wing, O'Shea, O'Shea”

ในตอนนี้ โอเชีย ถือเป็นผู้เล่นคนหนึ่งในทีมชุดใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว เขาได้ส่องแสงเจิดจรัสในฤดูกาล 2002/03 จนมีชื่อเข้าชิงตำแหน่ง PFA Young Player of the Year award แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อ เจอร์เมน จีนาส ผู้เล่นของ นิวคาสเซิล แต่อย่างไรก็ดีท้ายฤดูกาลเขาก็คว้าแชมป์ พรีเมียร์ชิพ กับทีมได้ และนั่นก็เป็นเหรียญแรกของเขา

ในฤดูกาล 2003/04 เขาก็ลงเล่นให้กับทีมจนถึง 100 นัด และในขณะนี้เขาก็ลงเล่นไปแล้ว 131 นัด และทำได้ 2 ประตูให้กับทีม แม้เขาจะดูไม่โดดเด่นนัก แต่เขาก็ยังเป็นนักเตะคนหนึ่งที่มีความสำคัญต่อทีม

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

347 ความคิดเห็น

  1. #346 xวๅuจัe (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 เมษายน 2555 / 18:16
    อย่ามาว่าแมนยูชั้นนะยะ!!!!!~ ---**

    #346
    0
  2. #157 CREAM zZ~ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2552 / 09:03
    พี่ปิงงงง
    อัพแล้วๆ เย้! ^O^
    ครีมจะเปิดเทอมพรุ่งนี้แล้ว จากนี้ไปคงไม่ได้มาเม้นบ่อยๆ แบบนี้อีก
    ยังไงก็ตาม สัญญาว่าจะหาเวลามาเยี่ยมนิยายสนุกๆ เรื่องนี้ต่อไปค่ะ!
    ชอบกลางชลแฮะ ทำไมกลางชลถึงน่ารักเยี่ยงเน้!
    #157
    0