The Devil Princess's Protector ..ภรรยาของผมเป็นปีศาจ

ตอนที่ 59 : V.2 Chapter [57] เหตุผลที่ยังรัก-100%-

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 832
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    6 ส.ค. 60

[57]

 

 

เช้าถัดมา ข้ารู้สึกเหมือนกับได้ตื่นขึ้นมาในบ้านหลังเดิม ทั้งที่สถานที่แห่งใหม่นี้ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับเรือนหอของข้าและอันเซียร์เลยสักนิด ความรู้สึกเมื่อลืมตา แล้วเจอใบหน้าใครบางคนที่กำลังหลับสนิท  ใบหน้าคมคายเรียบเฉย นั้นดูคลายกังวลลงมาก ดวงตาดุดันทรงพลังซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกตาคู่นั้น ตรึงสายตาให้ไม่อยากละออกไปไหน

 

ข้ากลั้นหายใจ ค่อย ๆ ลากสายตาผ่านสันจมูกโด่งเชิดได้รูป หยุดมองที่ริมฝีปากเรียว

พลันรู้สึกร้อนวูบวาบเมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันระหว่างข้ากับเขาในไม่กี่วันที่ผ่านมา 

 

ภายในข้ามคืนเดียว ข้าก็เชื่อมั่นว่าเขาคือสามีของข้าจริง นั่นล่ะ

 

"ยัยเตี้ย" ริมฝีปากของเขาขยับเล็กน้อย ข้าเบิกตากว้างเพราะคำเรียกนั้น

"...!" 

"ฉัน...เรียกเธอแบบนั้นใช่ไหม...ยัยเตี้ย"

 

อันเซียร์...

เขาเป็นใครไม่รู้ คนที่นอนอยู่ข้าง ทำให้ข้าได้แต่นอนตัวแข็งทื่อ เพราะน้ำเสียง ท่าทาง และสายตานั้นมันแทบไม่ต่างกับเขาคนเดิมเลยแม้แต่น้อย

 

"อือ อันเซียร์เรียกข้าแบบนั้น"

"งั้นแปลว่าเธอโกหกฉันหรือ" ข้าขมวดคิ้ว นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ข้าบอกเขาว่าอันเซียร์ใช้คำเรียกว่าที่รัก แต่ก็แอบสังเกตุว่าเมื่อกี้ เขาใช้สรรพนามเรียกตัวเองเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน "เจ้าเป็นอะไรไปกันแน่เนี่ย...ทำไมถึง..."

 

หมับ 

วงแขนแข็งแกร่งตวัดมาดึงรั้งร่างของข้า ตรงเข้าสู่อ้อมกอดของเขา 

"ส่วนของมนุษย์ของฉัน กำลังจะค่อย ๆกลับคืนมา" เขาเกริ่นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เจือความหวั่นไหวประหลาด สัมผัสได้ถึงความสับสน และหวาดกลัวในน้ำเสียงนั้น ย้ำด้วยการที่เขากอดแนบกับร่างของข้าแน่นขึ้นไปอีก

"นั่นทำให้เจ้าจำเรื่องราวก่อนหน้านี้ได้มากขึ้นน่ะหรอข้าพูดเสียงอู้อี้เมื่อริมฝีปากถูกกดไว้บนอกเสื้อตัวบางของเขา 

ชายคนข้าง นิ่งเงียบไปสักพัก เอ่ยปากรับคำว่า "...อืม" เบาๆ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาช้า

 

ข้านิ่งคิด ไม่ขยับ ยอมให้เขากอดข้าอย่างแนบแน่นกว่าเดิม การที่อิกดราซิลเลียนจะกลับไปเป็นอันเซียร์ที่ข้าเคยรู้จัก ฟังดูเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริง แต่ทำไมลึก ข้าถึงรู้สึกแปลก เหมือนกับว่าต้องสูญเสียบางอย่างไปแทนที่ 

 

บางสิ่งบางอย่าง กำลังจะเกิดขึ้น สัญชาติญาณของข้าบอกไว้อย่างนั้น 

 

"ถึงเวลานั้นเธออาจจะเปลี่ยนไป" เขาพึมพำเบา คล้ายกำลังบ่นกับตัวเอง แต่ข้าได้ยินชัดเจน

"อิกดราซิลเลียน" ข้ารักท่านนะ...ข้าไม่เปลี่ยนไปหรอก 

 

แต่ทว่าคำพูดนั้นจุกอยู่ในลำคอ ทำไมกันนะ ถึงจะแน่ใจในตัวตนของเขามากแค่ไหน แต่ข้ากลับยังไม่อาจพูดได้เต็มปาก ว่าเขาคือคนที่ข้ารักอย่างแท้จริง และรู้สึกผิดยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเห็นแววตาของเขา ซึ่งดูหม่นลงวูบนึง...เขารู้สึกถึงความว้าวุ่นและสับสนนั้น 

 

"ฉันหิวแล้ว" อิกดราซิลเลียนผละออกไป มือหนาอันอบอุ่นเปลี่ยนมาวางบนไหล่ของข้าไว้เพียงแผ่วเบาเท่านั้น

"?"ข้าอดเลิกคิ้วอย่างสงสัยไม่ได้ จู่ อารมณ์ของบทสนทนากลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และสีหน้าของเขาก็ดูอ่อนโยนขึ้น

"แคปริคอร์นัสบอกว่าเธอจะรู้วิธีหาอาหารในแบบของมนุษย์" นี่เขาตั้งใจเปลี่ยนเรื่องหรือเปล่านะ

 

ข้าถอนหายใจ ก่อนพยักหน้าเบา

"อืม ข้ารู้...แต่ข้าต้องให้เจ้าช่วย"

 

...

 

 

ตลาดใจกลางเมืองชนบท ตั้งห่างไม่ไกลจากบ้านไม้อันล้อมรอบด้วยทุ่งข้าวโพด ปรากฎเป็นผู้คนมากหน้าหลายตา นุ่งห่มผ้าสีพื้นปราศจากลวดลาย ผู้ชายวัยกำยำบางคนอาศัยเพียงผ้าผ่อนปกปิดส่วนล่าง เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อซึ่งได้จากการทำงานลงแรง ส่วนฝ่ายหญิงนั้นนุ่งผ้าถุงยาวกรอมเท้า ส่วนบนเป็นอาภรณ์บางคลุมปิดผ้าเกาะอกไว้เท่านั้น

 

เสียงความวุ่นวายเอิกเกริก ทำให้เทพแห่งต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นิ่วหน้าไม่ชอบใจ ทว่าไม่ได้เอ่ยคำบ่นอะไร นัยน์ตาสีแดงดุดันกำลังชำเลืองมองไปยังสตรีคนข้าง ๆ ที่แม้เจ้าหล่อนจะแต่งกายคล้ายชาวบ้านธรรมดาไม่ผิด แต่กลับเป็นภาพที่งดงามที่สุดในสถานที่แห่งนี้

เรือนผมสีเงินถูกมัดรวบไว้ด้วยเชือกหลวม ๆ ทิ้งปรอยผมเล็ก ๆ ลงมาปรกข้างแก้ม นัยน์ตากลมโตสีแดงสดกำลังลุกวาว ขณะที่ปากอวบอิ่มกำลังพ่นสารพัดคำ แข่งกับเสียงอันอึกทึกใกล้เคียง

 

“ข้าวโพดจ้าาา ข้าวโพดสด ๆ ใหม่ ๆ หวาน มัน อร่อย แบบที่กินแล้วจะต้องกินอีก ซื้อ 1 เข่งแถมให้อีก 1 เข่ง ซื้อ 2 เข่ง แถมให้ 2 เข่งไปเลยจ้าาาา”

 

มือเล็กคอยกวักเรียกให้ผู้คนที่สนใจทยอยเข้ามาดูใกล้ ๆ ในที่สุดก็เริ่มมีชาวบ้านมามุงดูฝักข้าวโพดในเข่ง บ้างก็หยิบขึ้นมาดูใกล้ ๆ

 

“โอโห เม็ดโต๊โต นี่เรียกพันธุ์อะไรจ๊ะ ?” หญิงสาววัยกลางคนเอ่ยอย่างสนใจ ขณะที่หยิบพิจารณาข้าวโพดฝักขนาดใหญ่เท่ามือ

 

“เอ่อ”ซินเธียสะอึกเล็กน้อย ขณะปรายตาเร็ว ๆ ไปยังชายหนุ่มที่ยืนกอดอกนิ่ง อยู่ข้าง ๆ “พันธุ์อิกดราซิลจ้ะ”

 

ชื่อพันธุ์ข้าวโพดที่ไม่เคยปรากฏในโลกมนุษย์มาก่อนได้ถูกเอ่ยออกไป สร้างความฮือฮาในหมู่ชาวบ้านที่เริ่มสนใจ ก็เรียกคนอื่น ๆ ให้เข้ามามุงดูมากขึ้น

คนตั้งชื่อพันธ์ุข้าวโพดแบบสด ๆ ร้อน ๆ กำลังยิ้มแป้นอย่างพึงพอใจ ขณะที่คนถูกนำชื่อไปตั้งเป็นพันธุ์ข้าวโพดแบบสด ๆ ร้อน ๆ ก็นิ่งอึ้งไปสักพัก

 

“ข้าเอาเข่งนึงนะ”

“ข้าเอา สองเข่ง”

 

“ข้าขอเมล็ดพันธุ์ไปปลูกได้ไหม” เสียงหญิงสาวดังขึ้นจากกลางวงชาวบ้าน กับบทสนทนาที่สร้างความสนใจแก่ทุกคน

 

เป็นเหตุให้ทั้งซินเธียและอิกดราซิลเลียนตวัดสายตาไปมองยังร่างในชุดคลุมยาวสีดำสนิท กับหมวกฟางใบโตที่ปิดบังเสี้ยวหน้าครึ่งบนของนางเอาไว้

จากการแต่งตัวและของที่แบกพะรุงพะรังบนหลัง พออนุมานคร่าว ๆ ว่านางเป็นนักเดินทาง ไม่ใช่ชาวบ้านท้องถิ่นอย่างแน่นอน

 

“ฉันให้เมล็ดพันธุ์ได้” อิกดราซิลเลียนเกริ่นช้า ๆ พร้อมกับขมวดคิ้ว “แต่ลำต้นของมันจะตายทันทีถ้าเธอเก็บผลของมัน”

 

ยกเว้น ว่าหากเทพแห่งต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้เก็บกับมือ ลำต้นนั้นจะออกผลใหม่ทันที ซินเธียเม้มปากแน่นเพราะตื่นเต้นกับสิ่งที่เพิ่งรู้ ขณะเดียวกันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าหญิงแปลกหน้าคนนี้เดินทางมาจากไหนกัน เพราะเท่าที่เธอเคยคุยกับแคปริคอร์นัส ที่แห่งนี้แทบไม่มีใครรู้จัก เป็นเมืองที่ห่างไกลจากเมืองอื่น ๆ มาก และไม่เป็นที่น่าสนใจกับเหล่านักเดินทาง

 

“แสดงว่าข้าทำได้เพียงแค่มองอย่างนัั้นสินะ” นางกล่าวด้วยเสียงคล้ายถอนหายใจ “ถ้าเช่นนั้น ท่านคิดว่าข้าควรเก็บมันเอาไว้ หรือทำลายมันดีล่ะ”

 

…!” ซินเธียอ้าปากค้าง พร้อมถอยหลังกรูดไปชนกับต้นไม้ด้านหลัง ตากลมโตสีแดงฉายรอยหวาดหวั่น เพราะเสียงนั้นมันฟังคุ้นหู และหล่อนก็แน่ใจชัดแจ้งว่าจะต้องคิดไม่ผิดอย่างแน่นอน !

 

“เป็นอะไรหรือ” อิกดราซิลเลียนเบี่ยงกาย หันกลับไปมองท่าที่แปลก ๆ นั้น โดยไม่ได้สังเกตว่าหญิงสาวนักเดินทางได้ก้าวเข้ามาชิด และเอื้อมจับกุมมือข้างนึงของเขาเอาไว้

 

นัยน์ตาสีแดงดุดัันจึงตวัดกลับไปมองอย่างสงสัย ในที่สุด ก็สบประสานสายตากับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ที่จ้องมองมาด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ภายใต้เสื้อคลุมสีดำลึกลับ

 

“เป็นเวลาเนิ่นนานเหลือเกินที่ข้ารอแต่ท่านอิกดราซิลเลียน” เสียงหวานเอื้อนเอ่ยช้า ๆ พร้อมหยาดน้ำตาที่รินไหลผ่านข้างแก้มใบหน้าขาวซีด

“โมริน” ซินเธียเอ่ยเรียกเมื่อตั้งสติได้ เห็นอิกดราซิลเลียนยืนนิ่ง และจ้องพิจารณาใบหน้าของโมรินด้วยความสงบ ไม่ได้ดูแปลกใจเลยสักนิด

 

“อิกดรา..

 

“หรือว่าเจ้าคือโมริริน

 

น้ำเสียงของอิกดราซิลเลียนไม่ได้ฟังดูลังเลเลยแม้แต่น้อย ท่าทีแสดงออกก็เช่นกัน

 

.

.

.

 

[Moririn]

 

            “โมริริน คืนวันพรุ่งนี้เป็นวันเฉลิมฉลองเนื่องจากต้นอิกดราซิลมีอายุครบ 1 พันปี เจ้าจงนำความไปบอกแก่เทพทุกองค์แทนข้าทีนะ”

 

            สาส์นจากเทพแห่งพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ถูกส่งมายังเธอ

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันยาวนานและน่าเศร้านั้น เกิดจากวันก่อนคืนเฉลิมฉลองสำคัญ

 

“เจ้าค่ะ” โมริรินเป็นเพียงเทพรับใช้ เธออาศัยอยู่ทางตำหนักฝั่งตะวันออกของวิหารเทพไครัส

 

ร่างสง่างามอันมีวงแสงเทพฉาบอยู่รอบ ๆ นั้นเดินจากไป โมริรินค่อยเหยียดกายที่ก้มต่ำ เปลือกตาที่มักปิดลงเพื่อรับคำสั่งจากเหล่าเทพจึงค่อย ๆ เปิดขึ้นมองสิ่งต่าง ๆ รอบกาย เธอเห็นว่าไกลออกไป วิหารเทพไครัสตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ไม่ไกล ที่นั่นจะทำให้เธอสำเร็จลุล่วงเป้าหมายอย่างง่ายดาย เนื่องจากเหล่าเทพถูกเรียกมาประชุมหารือเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายในโลกมนุษย์เป็นประจำ

 

            ขาดก็แต่เทพบางองค์ ที่มักจะหลีกเลี่ยงภาระงานอันน่าเบื่อหน่ายเช่นนี้อยู่เสมอ

 

            คิดเพียงเท่านี้ หัวใจน้อย ๆ ก็เต้นรัวเร็ว แก้มขาวซีดสองข้างเริ่มมีสีชมพูระเรื่อเปล่งปลั่งออกมา

 

            นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนค่อย ๆ ละสายตาจากวิหารเทพไครัส แล้วออกวิ่งไปยังทิศทางตรงข้ามทันที

           

            แดดอ่อน ๆ ปกคลุมสถานที่แห่งนี้ เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าอมม่วง ที่มีเมฆปกปุยลอยเคว้งคว้างอยู่บนนั้น แต่สิ่งที่สะดุดสายตามากที่สุด เห็นจะเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน ชี้กิ่งก้านใบขึ้นจนความสูงเทียบเท่ากับก้อนเมฆที่อยู่ต่ำที่สุด

           

            นี่คือส่วนยอด ของต้นไม้สวรรค์อิกดราซิล ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่พยุงแกนโลกเอาไว้

 

            “ท่านเทพท่านเทพท่านอยู่ที่นี่หรือไม่ ?” เสียงหวานเอ่ยเรียกด้วยถ้อยคำที่ไพเราะน่าฟัง โมริรินหันซ้ายแลขวาเพื่อหาเจ้าของสถานที่งดงามแห่งนี้ ทำให้เปียยาวที่มัดผูกไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อยนั้นขยับไปมา

 

            ทว่าเธอกลับไม่ได้รับการตอบรับ ใบหน้าซีดเซียวจึงฉายความสงสัยชัดเจน ร่างสตรีในชุดคลุมบาง ๆ ก็ค่อย ๆ พาตัวเองเข้าไปใกล้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น

 

            “อิกดราซิลเลียน” โมริรินเอ่ยเรียกอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ในตอนแรก ทว่าเมื่อเปล่งเสียงออกไปแล้ว คำนั้นกลับเป็นคำเรียกที่ทำให้ใจเธอมีสุขยิ่งนัก “อิกดรา

 

            เสียงหวานเงียบหายเข้าไปในลำคอ เมื่อเห็นร่างสูงสง่ากำลังนอนเอนกายพิงแผ่นหลังไว้กับลำต้น เปลือกตาทั้งสองปิดสนิท ท่าทีผ่อนคลายอิริยาบถนั้นดูน่ามองยิ่งนัก หากเหล่าเทพมาเห็น พวกเขาจะต้องไม่อยากเชื่อสายตาเป็นแน่ ว่าเทพแห่งต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อไม่เอ่ยคำพูดจะดูสงบ น่าเกรงขามเช่นนี้

 

            โมริรินค่อย ๆ วางเท้าบนพื้น ทีละก้าว ๆ เพื่อเข้าใกล้ร่างนั้น นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนไหววูบ แอบลอบมองตั้งแต่ใบหน้าคมคาย เรือนผมสีเงินยาวสลวยราวกับเส้นไหม กิ่งไม้ที่ยื่นจากข้างศีรษะทั้งสองข้าง อันเป็นสัญลักษ์ของเทพแห่งต้นไม้

           

            “เอ่อ ข้ามาที่นี่เพื่อบอกท่านว่าคืนพรุ่งนี้ จะมีงานเลี้ยงเฉลิมฉลองเนื่องจากต้นไม้สวรรค์อิกดราซิลมีอายุครบ 1 พันปีเจ้าค่ะ”

           

 

            เมื่อไร้เสียงตอบรับ เทพรับใช้เลือกที่จะนั่งทรุดกายในท่าพับเพียบ อยู่ทางฝั่งซ้ายห่างจากร่างกำยำเปลือยท่อนอก ความเขินอายผุดขึ้นชั่ววูบหนึ่ง ก่อนที่จะสลายหายไปเมื่อตระหนักว่า เธอคงไม่มีโอกาสที่จะอยู่ใกล้ชิดกับบุรุษเทพผู้นี้อีก

             

            คิดเช่นนั้น ร่างบางจึงค่อย ๆ ถดกายเข้าหา จนไหล่บางชนติดกับอีกฝ่าย

 

            “อิกดราซิลเลียน ข้าเฝ้ามองท่านมาเนิ่นนานเหลือเกิน ข้าเพียงแต่หวังว่าท่านจะมองเห็นข้าในสายตาสักครั้ง” โมริรินเอ่ยเรียบเรื่อย  พลันความคิดอัดอั้นเต็มอกนั้นก็คล้ายจะหลั่งทะลักออกมา

 

            นางชอบเดินผ่านสถานที่นี้อยู่เป็นประจำ ทุกครั้งจะได้ยินเสียงผิวปากเป็นเสียงดนตรีอันไพเราะ อิกดราซิลเลียนใช้บทเพลงขับกล่อมให้ต้นไม้สวรรค์อิกดราซิลสงบ ว่ากันว่าสิ่งนั้นเปรียบเสมือนอาหารหล่อเลี้ยงที่สำคัญของลำต้นและใบ

 

            และทุกครั้ง ก็มักมีเหล่าเทพธิดาคอยรายล้อมเขาอยู่เสมอ

 

            ไม่เคยเข้าถึงได้ใกล้ เช่นวันนี้เลย

 

            โมริรินหลุบตาลงต่ำ ก่อนเอนศีรษะพิงไหล่ซ้ายอันแข็งแกร่งของเทพหนุ่มที่เธอเฝ้ามองมาเสมอ

            เธอไม่คู่ควรกับเขา

            เสียงหัวเราะเยาะในใจ ดังเย้ยหยันทุกครั้งไป

            เขาคือเทพแห่งต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ทว่าเธอเป็นเพียงเทพรับใช้เท่านั้น

           

            ข้าไม่อาจเอื้อมถึงท่านได้เลย

 

            “คิคิคิ ตลกจัง เจ้าได้เห็นหน้ายัยนั่นตอนที่ข้าจัดการนางรึเปล่า...”

            แย่แล้ว

            เสียงหัวเราะคิกคักดังมาจากอีกทาง บริเวณอีกฟากฝั่งของลำต้นนี่เอง โมริรินเพิ่งตระหนักได้ว่านางไม่ควรมาอยู่ที่นี่ ใกล้ชิดกับอิกดราซิลเลียนเช่นนี้

 

            “เจ้า” เสียงหวานใสฟังดูประหลาดใจในคราวแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราดทันที “กล้าดียังไง ถึงเข้ามาในอาณาเขตของท่านอิกดราซิลเลียน !

            เทพธิดาองค์หนึ่งทำทีท่าจะปราดเข้ามาหา

 

            “ลิลลี่ ใจเย็นลงก่อน เราควรฟังคำอธิบายจากนาง” อีกเสียงดังขึ้นท่ามกลางเหล่าเทพธิดาที่รายล้อม นางเปรียบเสมือนนางพญา ท่ามกลางเหล่าเทพธิดาทั้งห้า นางคือดอกไม้ที่งดงามที่สุดในบรรดากุหลาบงามทั้งหลาย “เจ้ามีนามว่าอันใด”

 

            “ข้า”โมริรินรู้สึกจุกแน่น ไม่อาจเปล่งเสียงได้ นางอึดอัดเหลือเกิน ถ้าหากบอกไปว่าเป็นเพียงเทพรับใช้ นางจะต้องถูกลงโทษอย่างร้ายแรง ที่บังอาจมารุกรานอาณาเขตเทพเช่นนี้

 

            “เสียงดังอะไรกัน…ข้าหนวกหูไปหมด…”เสียงคำรามต่ำ ๆ ดังจากบุรุษเทพคนข้าง ๆ นั่นยิ่งสร้างความอึดอัดยิ่งกว่า โมริรินเริ่มใจเต้นเป็นระส่ำ เมื่อเห็นนัยน์ตาสีฟ้าสุกสว่าง ค่อย ๆ ปรือขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองมายังหล่อน

 

            ในที่สุด ข้าก็ได้อยู่ในสายตาของท่านเสียที อิกดราซิลเลียน !

 

            “ท่านรู้จักนางหรือไม่” ลิลลี่ยังคงไม่ปล่อยนางไปง่าย ๆ ทั้งยังใช้สายตาจับผิดมองสำรวจกายตั้งแต่หัวจรดเท้า “เจ้าเป็นเทพธิดาของเทพองค์ไหนกัน ทำไมไม่รีบ ๆ พูดเสียทีเล่า !

 

            “เสียงของเจ้าทำให้ข้าประสาทเสียได้เรื่อยเลยนะ”อิกดราซิลเลียนหาววอด มีแววตาอันคุกรุ่นในนั้น เขาคงไม่พอใจที่มีคนมาปลุกยามนี้ “ส่วนเจ้าน่ะ ออกไปได้แล้ว”

 

            โมริรินรู้สึกเห็นถึงหนทางรอด นางรีบโค้งกายคำนับเร็ว ๆ ก่อนจะผุดลุกยืนเพื่อเตรียมเดินออกจากที่นี่ทันที

 

            “นางมาทำอะไรที่นี่หรือ” กุหลาบที่งดงามที่สุดผู้นั้นยังคงสงสัยในตัวนาง แต่คำตอบของอิกดราซิลเลียนทำให้โมริรินไม่มีวันลืม

 

            “นางมาบอกข้าว่าพรุ่งนี้ จะมีงานเฉลิมฉลอง ต้นไม้อิกดราซิลเลียนครบ 1 พันปี”

 

            ใจดวงน้อยยิ่งเต้นถี่รัว และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เกิดรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก

 

            เสียงของพวกเขาดังห่างออกไป ผืนหญ้ากว้างใหญ่ กับท้องฟ้าสีสันสวยงามได้หายไป

 

 

            เพราะเช่นนี้ไงเล่า

            ข้าถึงได้เฝ้ารักท่าน

            รักมาตลอด

 

            จนกระทั่งเวลานี้

 

 

           

 

           

            Writer: มาค่ะ เรามาเริ่มซีรี่ย์ปั่นนิยายกัน เพราะว่าใกล้เต็มทีแล้ววว เย้ๆๆ ขออภัยจริงๆนะคะ ไรท์เป็นคนไม่มีเวลาฮึกๆๆ ที่สำคัญ ตอนช่วงหลังๆนี่มันก็มีเรื่องต้องคิดเยอะเหมือนกันนะ (จบแบบไหนดีน้า) สารภาพเลยว่า วินาทีนี้ยังตัดสินใจไม่ได้เลย 555 เอาเป็นว่า จะเลือกแบบที่ดีสุดไว้นะคะ >.<

            รอติดตามชมนะคะ รักคนอ่านมากๆๆ ซึ้งใจที่ยังอุตส่าห์รอ

 

            บาบิQ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

779 ความคิดเห็น

  1. #647 joesbeer (@joesbeer) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 4 กันยายน 2560 / 15:29
    รู้สึกว่าตัวเอกจะเป็นอิกดราซิลเลียนซะงั้นดรานึกว่าอันเซียจะเป็นตัวเอกซะอีกนางเอกเอกก็ดูท่าว่าจะชอบอิกดราซิลเลียนมากว่าอันเซียซะอีกนะ
    #647
    1
  2. วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 15:38
    รอค้าาาาา
    #627
    0
  3. #626 Winzex (@pleum254) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2560 / 21:59
    พลาซ่าาาา หิว..
    #626
    1
  4. #625 dcasertuymnb34 (@dcasertuymnb34) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 06:01
    วันละตอนก็ดี
    #625
    0
  5. #624 Ubonrat899 (@Ubonrat899) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 11:05
    โห้..รักหลายเศร้า????????รอคะไรท์..มาเถอะนะๆๆ..รอๆๆๆๆ
    #624
    0
  6. #623 Larwan (@Larwan) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 10:52
    อึ้งค่ะอึ้ง คาดไม่ถึงว่าจะเกี่ยวพันยุ่งเหยิงกันมาตั้งแต่อดีต รอตอนต่อไปนะคะ มาไวๆ น้าาาา พลีส 
    #623
    1
    • #623-1 บาบิQ (@babeqlove123) (จากตอนที่ 59)
      14 สิงหาคม 2560 / 10:01
      ยุ่งเหยิงมากจริงๆค่ะ
      #623-1
  7. #622 เรโกะ จิทาคุ (@modsensei) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 09:46
    ว้ากกกกกกกกกกกกก อิกดราซิลเลียน จะไปหวั่นไหวกับยัยโมรินนั่นไม่ได้เด็ดขาด ไปคู่กับซินเธียซะเถอะ
    #622
    0
  8. #621 เรโกะ จิทาคุ (@modsensei) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 08:23
    ว้ากกกกกกกกกกกกกกกกก มาขัดความสุขอีกแล้วยัยนางร้าย
    #621
    0
  9. #620 หมูแคระ (@dorastitch) (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 23:55
    ไรท์ขาาา รีบมาต่ออ
    #620
    0