ยามลมวสันต์หวนคืนสู่ใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,189 Views

  • 126 Comments

  • 288 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    221

    Overall
    14,189

ตอนที่ 9 : บทที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1171
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 100 ครั้ง
    28 พ.ย. 61

ต้าหนิงจำต้องทำตัวเหมือนอากาศธาตุ แฝงตัวอยู่ใต้ร่มเงาสน สูดกลิ่นไอดินมวลหมู่ไม้ ตามองหูฟังได้ดังเดิม มีปากแต่ยากจะพูด ใครเล่าจะกล้าถาม อารมณ์ของท่านฮานเก่อในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาขึ้นตรงอยู่กับคนผู้หนึ่งเสมอ

เช้านี้ท่านฮานเก่อยกระดับขึ้นมาอีกขั้น เลิกปลอมตัวเป็นคนช่วยหาบน้ำ แต่สภาพดูแย่กว่าเมื่อวานนัก ร่างสูงใหญ่สวมชุดคนตัดฟืนโพกผ้าคาดศีรษะสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าซีกหนึ่งถูกทาจนดำเห็นเพียงลูกตาขาว ๆ ทว่าหน้าที่หลักคือการหลบอยู่ในที่ลับ ๆ ราวกับพ่อเสือหนุ่มคะนึงหา แอบมองแม่กระต่ายน้อยในหุบเขาอยู่เงียบ ๆ มิให้ตื่นตกใจกลัว

เฮ้อ...พูดก็พูดเถอะ เสือตัวนี้นิสัยแปลกนัก ออกอาการเป็นเดือดเป็นร้อนแทนแทบยืนไม่ติด เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำงานอย่างยากลำบาก และถ้าหากบวกเข้ากับความห่วงใยจากสายตาคู่นั้น ยิ่งทำให้ขัดต่อนิสัยเดิม ก็เพราะความอ่อนโยนมีมากจนเกินไป ยากจะตีความหมายเป็นอื่นได้ เสียนอกจาก...หัวใจดวงโตถูกเจ้ากระต่ายน้อยครอบครองไม่เหลือที่สำรองให้กับผู้ใด ขอแค่ได้ว่างเมื่อไหร่ พ่อเสือตัวใหญ่ก็เทียวมาเฝ้าดูหัวใจของตนทุกเช้าจรดเย็น

ต้าหนิงเผยสีหน้ากังวล ชักเริ่มยิ้มไม่ออก ไม่รู้ วันต่อ ๆ ไปท่านฮานเก่อจะปลอมตัวเป็นคนงานฝ่ายใดอีก เพราะงานลำบากคือเขาต้องเป็นผู้คิด    

นายท่าน ให้คนของเราสืบดูประวัติแม่นางน้อยต่อหรือไม่ขอรับ

เผิงอวี้ซ่อนรอยยิ้มไว้ใต้กรอบหน้าเรียบเฉย ผ่านไปสักพักค่อยหันมามองลูกน้องคนสนิท เขาเลิกคิ้วสูงข้างหนึ่ง ไม่ตอบรับคำหรือต่อความเพิ่มเติม เพียงยื่นเจ้านิลน้อยให้ต้าหนิงรับไว้ แล้วเดินหันหลังออกจากเงาสนมุ่งหน้าไปทางเรือนไผ่เขียว ต้าหนิงกระพริบตาปริบ ๆ ขมวดคิ้วแทบชนกัน เหลียวมองผู้เป็นนายกับเจ้าหมีน้อยที่ถูกเลี้ยงจนเชื่องในมือ คล้ายกับมันรู้ว่าถูกทิ้ง สองตัวช่วยกันกางสี่เท้าถีบดิ้นเปล่งเสียงร้องโฮกฮากให้เขาวางมันลง

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ เขาไม่รู้ว่านายท่านใช้วิธีใดปราบพยศมันเสียจนอยู่หมัด ซ้ำยังถูกขุนจนกลายพันธุ์จากหมีป่าเป็นสุกรหางจุกก้น

พรุ่งนี้ออกเดินทางเผิงอวี้เอ่ยเสียงเรียบ ก้าวเท้าสวบ ๆ ข้ามสะพานไม้ด้วยท่าทีเช่นเดิม ทว่าหัวใจนั้นอุ่นวาบทั่วอกแกร่ง เอาแต่คิดถึงคำพูดเหล่านั้นของคนช่างจำ กล่าวทวนความหลังในสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะได้ยินมาก่อน นั่นกับเท่าย้ำชัดให้เขาแน่ใจ ควรทำสิ่งใดต่อจากนี้

เผิงอวี้มองเห็นร่างแบบบางเดินเข้าเดินออกอยู่ท้ายครัว มือของนางหยิบจับไม่เคยเว้นว่าง ไม่ว่าจะวันนี้ เมื่อวาน หรือวันก่อน ๆ นางยังคงสวมชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลอ่อนแบบเดียวกับบุรุษในหุบเขา ซ่อนร่างกลมกลึงเอาไว้ใต้เนื้อผ้าหยาบกร้าน พานให้เขารู้สึกโล่งใจอย่างน่าประหลาด เสียงเต้นเร้าข้างในอกประดุงกลองย่ำศึก สั่งให้เขาก้าวถอยหลังหามุมพรางกาย ใช้เวลามองนางให้นานขึ้นอีกสักครึ่งเค่อ

ขึ้นต้นด้วยความสุข มักเปรียบเสมือนลมพัดผ่านยอดหญ้า รอยยิ้มสมอารมณ์จางหายไปกับสิ่งที่ได้เห็น ชายหนุ่มหมุนร่างกลับไปทางเดิม ใบหน้าเครียดขึง ครั้นเจอต้าหนิงกำลังป้อนหน่อไม้หวานให้เจ้านิลน้อยอยู่ที่ระเบียงหิน ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว มือหนาคว้ามับจับหนังคอเจ้าสองแสบไว้ข้างละตัว ดวงตาคมปลาบเพ่งมองเขม็ง แลซ้ายทีขวาทีพลันตัดสินใจแน่วแน่ ในสนามรบแพ้ชนะวัดกันที่กลศึก ความรักก็เช่นกัน

 

โรงครัว เรือนไผ่เขียว

พี่ซานอินคนงาม มีอะไรให้อู่ต้าช่วยบ้างขอรับ

พี่ซานอิน วันนี้พวกเราตกปลาเสือมาได้หลายสิบตัว คงต้องรบกวนพี่ซานอินทำน้ำแกงหม้อใหญ่ แต่พี่ซานอินอย่าลืมตักแบ่งไว้ทานบ้างนะขอรับ

พี่ซานอิน เอาไว้หานเพ่ยออกเวรเมื่อไร ฟืนกองใหญ่ข้าขอเป็นผู้รับผิดชอบช่วยเอง

เสียงห้าวทุ้มของชายหนุ่มวัยเริงร่า เดินเข้ามาทักทายซานอินไม่ขาด แต่ละคนนำของต่าง ๆ มาฝากนางมากมายเฉกเช่นทุกครั้งที่ออกไปฝึกลาดตระเวนนอกหุบเขา นางรับไมตรีจากพวกเขาด้วยรอยยิ้ม พร้อมทั้งตั้งใจปรุงอาหารมื้อเย็นออกมาสุดฝีมือ เสียดายก็เพียงแต่อันหยงกับถิงซูไปทำสะอาดโรงเรือนหลังใหม่ยังท้ายเชิงเขา แว่ว ๆ มาว่าเตรียมไว้สำหรับผู้อพยพภัยสงครามมีจำนวนมากขึ้นแทบทุกเดือน งานครัวในวันนี้วุ่นวายพอดู โชคดีที่มีพวกเขาอาสาเป็นลูกมืออยู่ช่วยจนเสร็จทันเวลา

นางจัดแจงตักอาหารแจกจ่ายให้กับทุกกลุ่ม อีกทั้งยังเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้เติมรอบสองอีกหนึ่งส่วน อาหารมื้อนี้จบลงด้วยเสียงโอดครวญถึงความอร่อย ยามมาเดินตัวปลิว ยามกลับไม่อยากขยับออกจากที่

อู่ต้า หานเพ่ย อี้จิง กลับไปพักเถิด ทางนี้ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ซานอินเอ่ยปากขอบคุณเสียงนุ่ม คลี่ยิ้มมุมปาก ร่างบางยืนหันข้างสาละวนกับการเก็บของเข้าที่ จึงไม่เห็นช่วงแขนยาวที่ยื่นค้างไว้ รอให้นางละสายตาจากกองงานมาสนใจเขา

เพียงชั่วอึดใจ ซานอินสัมผัสได้ถึงความเงียบรายล้อมรอบกาย สำคัญคือกลิ่นคาวเลือด นางวางมือจากถ้วยชามในอ่างไม้ เหลียวหลังกลับมามองโดยสัญชาติญาณ

ทะ...ท่านฮานเก่อ มาตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ ทำเอาข้าตกใจหมดซานอินทาบมือบนอก เคาะเบา ๆ เรียกสติกลับคืน วันนี้ต้าหนิงแจ้งนางว่าไม่ต้องเตรียมสำรับอาหารไว้ให้นี่นา หรือว่า...เขาจะหิว

แล้วนั่นแขนท่าน...ซานอินกระวีกระวาดเดินอ้อมโต๊ะไม้ตัวยาว รีบดึงให้เขานั่งลง คิ้วเรียวเผยความกังวลผ่านทางสีหน้า ริมฝีปากจิ้มลิ้มเม้มแล้วคลายออก เอาแต่วนถามเขาด้วยประโยคเดิม เผิงอี้เพ่งมองคนตัวเล็กหลุดคำบ่นชุดใหญ่ ซ้ำยังปล่อยให้นางจับซ้ายหมุนไปขวา พับชายแขนเสื้อขึ้นเพื่อตรวจดูบาดแผล ท่ามกลางสายตาของทุกคนในโรงอาหาร นั่นก็เท่ากับการประกาศให้ผู้อื่นรู้กลาย ๆ ขวัญใจของบรรดาชายหนุ่มในหุบเขา มีเจ้าของเสียแล้ว  

ลูกทำ เผิงอวี้พูดตาไม่กระพริบ ชี้ให้อีกฝ่ายดูรอยเล็บบนต้นแขนเป็นแนวยาวถึงหัวไหล่ ต้าหนิงมุมปากกระตุก แสร้งหลับตาข้างหูหนวกข้าง ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองคงยากที่จะไม่เชื่อ สงสารก็แต่เจ้านิลน้อยทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับผู้ใด กลับถูกดึงเข้ามาอยู่ในเหตุการณ์ กายเจ็บเพื่อแลกรอยยิ้มจากสาวงามการแหย่หมีให้ข่วนเพิ่มรอยแผลซ้ำรอยเก่า แม้แต่ในตำราสยบรักก็มิได้ระบุไว้

ซานอินเหลียวมองเจ้านิลน้อยที่ถูกมัดเป็นข้าวห่อใบบัว พลอยทำให้นางรู้สึกผิดต่อเขาที่ปล่อยให้เจ้าตัวแสบก่อเรื่องอีกจนได้ แต่ลึก ๆ แล้วไม่รู้เพราะเหตุอันใด นางอดรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ข้างแก้มไปกับน้ำเสียงทุ้มต่ำ แกมฟ้องกลาย ๆ ให้นางสนใจเขาบ้าง

เจ็บ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 100 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #52 Pun Arun (@A-Arungomes) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2561 / 15:28

    น่าร๊ากกกกกกกก อ่ะ

    #52
    0
  2. #32 mummummi (@narm_tip) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 20:38
    ว้ายยยย พี่เผิงมีความอ้อนค่าาา
    #32
    0