ยามลมวสันต์หวนคืนสู่ใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 11,253 Views

  • 124 Comments

  • 285 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    392

    Overall
    11,253

ตอนที่ 32 : บทที่ 9 ร่วมสับพายในมือ หมายส่งเรือถึงฝั่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 468
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    21 ม.ค. 62

บทที่ ๙ ปล่อยพายในมือหักเพื่อส่งเรือให้ถึงฝั่ง

คิมหันต์[1]ทิวาฟ้าผ่องสาย รุ่งรังสิมาระรายเหมห้วง

เมฆแหลกแตกกระจายละเอียด เสมือนหมอกละลอกล้วงล่วงล้ำนภาลัย[2]

ย่างเข้าสู่คิมหันต์ฤดู มนุษย์เราไหนเลยจะชอบแสงแดดจ้า โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่า แสงแดดช่วยกระตุ้นอารมณ์ให้เราสดใสร่าเริงขึ้นได้ แม้หมู่บ้านท้ายเชิงเขาม่านเมฆา เกิดข่าวลือหนาหูในกลุ่มคนแพร่หลาย

นายท่านฮานเก่อจะแต่งสตรีสองนางคราวเดียวกัน

ทว่ากลับไม่มีใครพูดถึงผู้อาศัยอยู่ในกระท่อมเนินพยัคฆ์ ต่างให้ความเคารพนายหญิงน้อยสุดใจ

ในทุก ๆ เช้าของวัน จะเห็นนายหญิงน้อยนำชาวบ้านลงเสียมสับจอบปลูกหัวมันและข้าวโพดเป็นทิวแถว ราวกับไม่มีสิ่งใดกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของนางได้  

ถ้าเห็นสาวงามสวมหมวกสาน สะพายย่ามผ้าออกนาไร่ ย่อมต้องพบเจ้านิลน้อยสองตัวคอยอารักขาอยู่ไม่ห่าง มันฟังภาษาคนออกทุกอย่างยกเว้นบอกให้เพลา ๆ การกินเสียบ้าง พอถกเถียงเรื่องกินมากกินน้อยนี้ทีไรเป็นได้ปวดหัวทุกครั้งไป โชคดีที่พออาศัยใช้งานได้อย่างตอนนี้  

นิลน้อย ช่วยดมตรงนี้หน่อยมีหนูอีกหรือเปล่า ข้าล่ะเหนื่อยเหลือเกิน ดูสิ... เพิ่งหยอดเมล็ดข้าวโพดไปสองวันรากยังไม่ออกด้วยซ้ำ ถูกขโมยตัวฉกาจฉกไปกินจนหมด

ซานอินยกหลังมือปาดเหงื่อ อีกมือยันด้ามจอบประคองตัว หมู่นี้นางเหนื่อยเร็ว หงุดหงิดง่าย อากาศร้อนใจยิ่งร้อนกว่า นางเป็นผู้ค้นพบผืนดินผืนนี้เมื่อคราตอนออกเดินสำรวจริมน้ำ ทั้งบริเวณมีอยู่ราว ๆ สามสิบหมู่ ดินร่วนดำปะปนลูกหินไม่มาก เหมาะกับการลงแปลงปลูกพืชพรรณ จัดสรรทำคันนาข้าวผนวกกับทางทิศตะวันออกติดริมธารน้ำไหลเชี่ยวทั้งปี ไม่ต้องพึ่งพาฝนฟ้าเพียงอย่างเดียว

เจ้านิลน้อยคำรามรับ วิ่งสี่ขาแปลงท่าเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง ต่างกันเพียงถุงท้องกลม ๆ ดูใหญ่เป็นพิเศษกว่าส่วนอื่น ชาวบ้านละงานในมือยืนดู หมีกลิ้งแถไถลไปตามร่องดิน ภารกิจหมีจับหนูมีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ งานนี้มันถนัดนัก

เบา ๆ นะนิลน้อยนิลใหญ่พูดไม่ทันขาดคำ สองหมีจอมซนจัดการตะกุยดินคันนาพัง นั่นไง...บอกแล้วว่าให้เบา ๆ แปลงมันหวาน ร่องข้าวโพด ทั้งคันนา เฮ้อ!! พังหมดแล้วสิน่า

เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ เจ้านิลน้อยโก่งคอคำรามสั้น ๆ พร้อมกับหนูชะตาขาดในอุ้งมือ เจ้านิลใหญ่เดินส่ายอาด ๆ เอาหัวดุนขานายหญิงของมัน หวังได้ฟังคำชมสักเปลาะ

ชาวบ้านหัวเราะครืน ความแสนรู้ของเจ้าสองหมีมิมีใครทัดเทียม ซานอินคลอนศีรษะช้า ๆ เตือนให้ชาวบ้านระวังหัวมันหวานจะหายไปจากตะกร้า

นายหญิงน้อย หยุดพักก่อนเถิด คนของเรามีมากช่วยกันสักประเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว มาเจ้าค่ะมานั่ง ท่านน่ะหน้าซีดนัก เหลียงซินหญิงวัยห้าสิบเศษ ภรรยาผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อไม่นาน ออกหน้าเป็นตัวแทนชาวบ้านเอ่ยขอร้องให้นางหยุด

ซานอินยิ้มตาหยี ป้องมือหลบแสงอันเจิดจ้ายามเที่ยงวัน ทอดมองทุกคนด้วยความรู้สึกหน่ายใจ ฟังจากเสียงสนับสนุนรอบข้าง เห็นทีนางคงต้องหยุดมือนั่งพัก ครั้นขยับตัวเดินเพียงก้าวเดียวใจดันสั่นหวิว ๆ จวนเจียนเสียหลักล้มทั้งยืน ทว่านางยังเก็บอาการมิให้ผิดสังเกต  

ข้านึกว่าท่านป้าจะชมว่าข้างามเสียอีก ผู้อื่นยืนวางท่าตั้งนานพลาดแล้วจริง ๆ

เหลียงซินค้อนน้อย ๆ เจ้าค่ะ งามก็งาม ขนาดหน้าเปื้อนดินจนมองไม่เห็นหัวคิ้ว แต่ดื้อรั้นมากไปกลัวจะไม่งามนะเจ้าคะ เหลียงซินรินน้ำใส่แก้วกระบอกไม้ไผ่ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของยอดชาสดใหม่ผสมดอกไม้บางชนิด ช่วยล้างความอ่อนเพลียจนซานอินต้องขอเพิ่ม

มิควรเจ้าค่ะ ดื่มให้พอดับกระหาย พักสักเดี๋ยวค่อยเติมใหม่เหลียงซินปรามด้วยความห่วง แม้จะต่างด้วยวัยและสถานะ ทว่านางกลับมองอีกฝ่ายเสมือนบุตรสาวที่เพิ่งออกเรือน เมื่อถูกผู้อื่นทอดทิ้งมารดายิ่งใคร่ถนอม มิใช่เฉพาะแค่นาง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ท้ายเชิงเขาต่างคิดตรงกัน

วัน ๆ ทำแต่งาน ทว่ารอยยิ้มสดใสไม่เคยจางหายไปจากใบหน้า จนมิรู้เจ้าความทุกข์นั้นถูกซ่อนไว้ขุมใด เหลียงซินส่ายหน้ายิ้ม สายตาเต็มไปด้วยประสบการณ์โชกโชนพิศดูแก้มนวลปลั่ง ร่างกลมกลึงแลมีน้ำมีนวล ความโศกเศร้าตามเรื่องเล่าที่ว่ากันแทบไม่มีให้เห็น กระนั้นนางไม่ได้เอ่ยทักอะไรเพิ่ม ขอแค่นายหญิงน้อยมีความสุขก็ดีแล้ว

จะต่อหน้าหรือลับหลัง ไม่มีใครกล่าวถึงสตรีบรรณาการสองนางนั้นเลยสักครา ระยะห่างเพียงเนินดินแม้มองไม่เห็นหน้า แต่เสียงหวีดร้องพร้อมคำสบถด่าถึงบรรพบุรุษยังดังแว่วมาไม่เคยขาด ทุกคนคร้านจะสนใจ  

เอาล่ะ สาวงามของท่านป้าหายเหนื่อยแล้ว ขืนนั่งอีกหน่อยพระอาทิตย์คงต้องกล่าวหาว่าผู้อื่นอู้งาน

ซานอินฉวยหยิบหมวกสานขึ้นสวมเดินนำไปก่อน นางรู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งเฝ้ามองอยู่ไม่ไกล แต่ตราบใดที่นางยื่นคำขาด ระยะเกินสองร้อยจั้งห้ามเข้าใกล้ เขาย่อมไม่มีสิทธิ์

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านทุกคนต่างเลือกย้ายข้างมาอยู่ฝ่ายนางเสียหมด ต่อให้ถูกไหว้วานจากคนผู้นั้น หาได้มีใครคนใดยินยอมช่วยเหลือเลยสักคน ป้าเหลียงเป็นปราการด่านแรกที่กางแขนปกป้องนางเสมอ รู้ดังนี้แล้วซานอินจึงไม่เคยระวังว่าใครคนใดจะนำข่าวไปแจ้งกับเผิงอวี้

เช้าจรดบ่ายทุกคนต่างลงมือขยันขันแข็ง หัวมันหวานเป็นสิ่งล้ำค่ามากที่สุดต่อจากข้าว ตามด้วยข้าวโพดอีกสองกระสอบปลูกไว้ตามริมเถียงนา หญิงสาวกวาดสายตาดูความสำเร็จเบื้องต้น คล้ายได้เติมเต็มฝันของบิดาเมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ การได้เห็นผู้อื่นมีความสุข ใจเรายิ่งสุขกว่า

 ครึ่งชั่วยามให้หลัง ซานอินกับกลุ่มชาวบ้านร่วมกันหารือเพิ่มเติม ราวขุนนางหญิงยืนเด่นในท้องพระโรง ถือสมุดคอยจดขานเสียงกังวานถึงใจความสำคัญที่นางศึกษาหาข้อมูลมาร่วมเดือน ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งการดูแลพืชพรรณหลังลงแปลง ระยะแรกอาจต้องช่วยกันเฝ้าระวังภัยจากสัตว์ ศัตรูอันดับหนึ่งของไร่นา

เดือนสองเดือนนี้ อาจเหนื่อยกันหน่อยนะเจ้าคะซานอินพูดปิดท้าย จู่ ๆ รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง ดินฟ้าสลับด้าน เหงื่อกาฬไหลซึมแผ่นหลัง นางผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ ก่อนพูดขึ้นว่า

ป้าเหลียงรบกวนท่านขยับเข้ามาข้าง ๆ ข้าหน่อยเจ้าค่ะ เหลียงซินลุกขึ้นเดินได้เพียงสามก้าว นายหญิงน้อยเซซัดจวนจะล้มแหล่มิล้มแหล่ โชคดีมือบางเกาะต้นแขนนางเป็นหลักยึดไว้ได้ทัน

ซานอินยกมือห้ามมิให้ทุกคนส่งเสียงตกใจ ทรุดนั่งบนขอนไม้เหงื่ออาบทั่วดวงหน้า โพล่งคำให้ได้ยินกันเพียงในกลุ่ม

ท่านป้าทั้งสาม ข้ารบกวนมายืนอยู่ข้างหลังข้าสักครู่

คำถามมากมายเผยออกมาทางสีหน้า เสี้ยวอึดใจลูกหินบนเนินเขาด้านหลังตกลงธารน้ำตูมดัง ชายร่างสูงใหญ่ชุดสีดำเป็นผู้เฉลยคำตอบให้ทุกคนได้ทราบสาเหตุ ท่านฮานเก่อเทียวชะเง้อมองคอยาวด้วยความเป็นห่วง พลั้งเผลอเตะหินหล่นไปหลายก้อน

ซานอินส่ายหน้าไม่ให้ฝ่ายใดส่งเสียง ทุกคนย่อมรู้ดีว่าควรวางตัวเช่นไร

ป้าเหลียง ข้าขอน้ำ...น้ำ

อย่า...อย่าให้เขาเห็นข้าตอนนี้

เหลียงซินไม่รอช้า คว้ากระบอกไม้ไผ่รินน้ำขึ้นป้อน พลางบอกให้คนในกลุ่มช่วยไปตักน้ำมาหนึ่งถัง ชาวบ้านร้อยกว่าคนอยากลุกขึ้นไปดูใกล้ ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เมื่อครู่ยังดูปกติดีอยู่แท้ ๆ เชียว

เหม็น...ลูกสาลี่นัก อ๊อก!!” ซานอินโก่งคอขย้อนความคลื่นเหียนวิงเวียน ราวกับมีลมลูกใหญ่ตีพัดระลอกแล้วระลอกเล่าแล่นอยู่ในกาย เหลียงซินนึกสงสัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเห็นอาการชัดเจนครานี้ยิ่งแน่ใจ ชาวบ้านในกลุ่มฟังเสียงก็พอเดาได้ไม่ยาก ต่างคนต่างรอดูอยู่ห่าง ๆ  

ดีขึ้นบ้างหรือยังเจ้าคะ

ซานอินหายใจสะท้าน ได้แต่นั่งนิ่งราวนางสวรรค์บำเพ็ญมรรคผล ปล่อยให้เหล่าท่านป้าผลัดกันเช็ดตัว โบกพัดเย็น ๆ ถ่ายเทอากาศ กลิ่นถุงหอมสมุนไพรบางชนิดจ่ออยู่ที่จมูก ช่วยลดอาการพะอืดพะอมไปหลายส่วน ตาเริ่มมองต้นไม้เห็นเป็นต้นไม้ ปราศจากภาพซ้อนอย่างคราวแรก

อมสิ่งนี้เอาไว้อาจช่วยได้เหลียงซินกล่าวยิ้ม ๆ ซานอินอ้าปากรับอย่างว่าง่าย ความรู้สึกยากบรรยายมลายหายสิ้น เห็นผลดีเสียยิ่งกว่ายาหม้อต้มรสชาติขมขื่น นางลองเคี้ยวช้า ๆ สักพักก็ส่งเสียงซูดปากยาว

อืม...อร่อยนัก

จวี๋จึ[3]ขนาดใหญ่กว่านิ้วโป้งไม่มาก ถูกแกะเปลือกเหลือแต่เนื้อในสีส้มใส ๆ ส่งกลิ่นเปรี้ยวชวนน้ำลายแตก มิว่าใครก็เบี่ยงหน้าหนีเป็นแถบ ๆ ซานอินกลับกินได้คล่องปากราวขนมหวานมิปาน

ชั่วพริบตาเดียวจวี๋จึในตะกร้าใบเล็กไม่เหลือเลยสักลูก ซึ่งตามจริงแล้วเหลียงซินตั้งใจเก็บไว้ตากสักสองแดด ให้รสเปรี้ยวเบาลงเสียหน่อย จากนั้นค่อยนำไปเชื่อมเก็บไว้ในโถ แต่พอเห็นอีกฝ่ายกินเอากินเอา นางไม่มีแก่ใจจะห้าม พยายามยั้งปากไม่ให้พูดในสิ่งที่ตนรู้

ขอบคุณท่านป้าเหลียง ขอบคุณท่านป้าทุกท่านซานอินส่งรอยยิ้มสดใส กวาดตามองทุกคนใต้เงาสน หมู่นี้จู่ ๆ ก็เบื่ออาหารทานอะไรไม่ค่อยลง เจ้าลูกจิ๋วช่วยได้มาก ทำเอาคนงามเริ่มหิวข้าวขึ้นมาดื้อ ๆ

เจ้าลูกจิ๋วจึป่าไม่เปรี้ยวเลยรึนายหญิงเสียงคนในกลุ่มแกล้งเอ่ยถาม ขณะที่บางคนหัวเราะนำไปก่อน

ไม่เลยเจ้าค่ะ รสชาติกำลังดีเชียว

ทุกคนดูไม่แปลกใจกับคำตอบที่ได้ยิน เสียงหัวเราะระลอกหลังผสานดังเป็นเสียงเดียวกัน เพราะถ้าหากเป็นลูกจิ๋วจึตามท้องตลาด มักมีรสหวานคั้นได้น้ำเป็นโถ ทว่าที่นายหญิงกินไปหนึ่งตะกร้านั่นมันจิ๋วจึดง พบได้ตามแถบชายเขาลุ่มน้ำ รสเปรี้ยวไม่มาก แค่อาจทำให้คนลืมตาไม่ขึ้นไปครึ่งชั่วยาม

ซานอินหยิบเปลือกเจ้าลูกจิ๋วโยนทิ้งข้างหลังแก้เก้อ เดาว่านั่นอาจเป็นสาเหตุของเสียงหัวเราะ ตั้งท่าดันตัวลุกขึ้นเตรียมออกหน้างานต่อ แต่กลับถูกรั้งให้นั่งลงในทันที นางเห็นทุกคนระบายยิ้มค้าง แต่กลับไม่มีใครเอ่ยปากพูดสักคำ

หรือว่า...ตัวนางใส่เสื้อผิดด้าน? แต่เอ...สภาพก็ยังดีอยู่

หรือว่า...มีอะไรติดที่ใบหน้า? เมื่อครู่เพิ่งใช้ผ้าเช็ดไปเองนี่นา

เผิงอวี้เดินมาข้างหลัง? ไม่น่าจะใช่เพราะเขายังยืนอยู่ที่เดิม

จวบกระทั่งอี้จิงเดินพ้นเงาสนเข้ามาสมทบ ซานอินยังคิดไม่ตก สายตาเหล่าท่านป้าดูเหมือนล้อเลียนแกมขัน ซ้ำยังต้องพบเจอรอยยิ้มที่มากกว่าเก่าสองเท่า  

นายหญิงน้อย...อี้จิงยืนรอจังหวะอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเริ่มกล่าวรายงานภารกิจที่ตนได้รับช่วงเช้า เกี่ยวกับการสำรวจช่องทาง ขุดร่องน้ำเข้าคันนา นางอุตส่าห์เตรียดสมุดดินสอมาวาดคร่าว ๆ กันพลาด รอให้ตะวันเคลื่อนลับยอดไม้ค่อยไป   

ติดปัญหาคือ... ตอนนี้นางขยับตัวไปไหนไม่ได้

นายหญิงน้อยอย่ามองเช่นนั้นนะเจ้าคะ ป้า ๆ ไม่สงสารหรอก ท่านควรหยุดพักผ่อนให้มาก ช่วงเย็นอาจต้องตามหมอในหมู่บ้านมาตรวจดูให้ถ้วนถี่เหลียงซินเอ่ยขัด ชาวบ้านส่งเสียงเห็นพ้อง คนอยากทำงานถึงกับกระพริบตามองปริบ ๆ ด้วยความสับสน

เหลียงซินยังคงส่ายหน้าซ้ำ ๆ เหมือนดั่งมารดาปรามบุตร แม้ไม่ได้ขอตรวจดูชีพจรให้แน่ชัด แต่สิ่งที่คาดไว้ย่อมไม่ผิดแน่ จึงจำเป็นต้องป้องกันไว้ก่อน มิอาจปล่อยให้เจ้าตัววิ่งร่าทำงานสมบุกสมบั่นดังเดิม อีกใจหนึ่งนางก็กลัวว่านายหญิงจะตั้งตัวไม่ทัน

นิสัยของยอดอาชาควบเท้าฝ่าทุ่งกว้าง ไหนเลยจะอยู่เฉยให้คนล่ามเชือกเพียงชั่ววัน อีกทั้งเป็นยอดอาชาในร่างวีรสตรีที่มีแผลใจ

กระนั้นก็เถอะ หากท่านฮานเก่อรู้ความจริงเข้า...

ถ้าปิดไว้เล่าผลจะเป็นอย่างไร?

หนำซ้ำสตรีสองนางในคอกม้าอีกฟากเนินนั่น ตราบจนป่านนี้ยังไม่เงียบเสียงเกี่ยงกันตักมูลม้าใส่ถัง มีเสี้ยนแทงตาให้นายหญิงน้อยเห็นอยู่ทุกวัน ต่อให้เป็นคนตาบอดประสบกับตัวย่อมต้องรู้สึกเจ็บไม่ต่าง

ข้าแข็งแรงดี เมื่อครู่เพียงหิวมากไปหน่อย ป้าเหลียงก็เห็นแล้วว่าข้ากินจวี๋จึได้ตั้งหนึ่งตะกร้าเชียวนะซานอินเกลือกหน้าข้างหัวไหล่ ใช้ลูกอ้อนเข้าช่วย วิชานี้พิชิตคนมานักต่อนัก อี้จิงเหลียวมองนายหญิงน้อยคล้ายไม่เชื่อ ก่อนเคลื่อนสายตาดูหลักฐานในตะกร้าตาแทบถลนจากเบ้า ลำพังได้ยินแค่ชื่อจวี๋จึความเปรี้ยวของมันพุ่งปราดไปถึงลำไส้

แต่นั่น....หนึ่งตะกร้าเล็ก ๆ เชียวนะ!!

นายหญิงถึงเวลาหยุดแล้วเจ้าค่ะ ท่านจะปล่อยให้ตัวเองเหนื่อยไม่ได้แล้ว

ข้าไม่เหนื่อยจริง ๆ ป้าเหลียง ข้า...

เหลียงซินส่ายหน้าห้าม ตัดสินใจเลิกเล่นคำวกไปวนมา เฉลยสาเหตุที่ทุกคนยิ้มอยู่มิคลาย

นางจับมือคนเก่งมาวางไว้บนหน้าท้อง พยักหน้ายิ้ม ๆ ให้เจ้าตัวรู้ถึงอีกหนึ่งชีวิตถือกำเนิดอยู่ ซานอินขยับปากช้า ๆ คล้ายไม่เชื่อ ทว่าถูกถ้อยคำประโยคถัดมาปราบพยศจนไร้วาจาไปชั่วขณะ

ไม่เหนื่อยจริงรึ แต่มีบางคนกำลังอ่อนแอนัก ถ้าเขาพูดได้คงอยากให้ท่านพักผ่อนมากกว่าใครอื่น

เหลียงซินกับกลุ่มสตรีชาวบ้านหัวเราะรื่น หวนคำนึงถึงประสบการณ์ครั้งเก่าหยาดน้ำใสซึมหางตา เล่าไปพลาง ๆ ให้อีกฝ่ายหายตกใจ คงมีแต่อี้จิงบุรุษหนึ่งเดียวในกลุ่มยืนตัวแข็งทื่อ ทำตัวไม่ถูกราวกับตั้งท้องเสียเอง

รอให้ผ่านไปสักสี่เดือนก่อนเถิด ท่านตัวน้อยในท้องจะสำแดงฤทธิ์ เทียวถีบเท้ากล่าวท้วงแทนเหล่าป้า ๆ อีกแรง

เหลียงซินยิ้มในหน้า หยิบผ้าขึ้นซับน้ำตาประหนึ่งสายธารารินไหล ปากขยับเล่าต่อถึงความสำคัญในการดูแลตัวเอง

ตอนก้มดูท้อง เรามักคิดว่าใหญ่เกินกลัว โดยเฉพาะท้องสาว[4] แต่ต่อให้ขยายใหญ่สักเพียงไร ไม่เคยมีพื้นที่พอสำหรับนายท่านตัวน้อยหรอกเจ้าค่ะ ท่านชอบขยับเส้นสายอวดตนเป็นนิจ สังเกตดูตอนท่านเขาบ่นเราจะถีบเท้ารัว ๆ เชียว ท่านแม่ทำไมท้องท่านเล็กนัก ท่านแม่ข้าแข็งแรงยิ่ง ท่านแม่ข้าหิว

ซานอินพูดไม่ออก นางลืมเรื่องนี้อย่างมิน่าให้อภัย ปลายนิ้วเรียวเกิดสั่นไม่หยุด โผเข้ากอดเหลียงซินสะอื้นตัวโยน กลายเป็นภาพที่ทำร้ายคนไกลที่มองอยู่อย่างเจ็บสาหัส แม้จะไม่รู้ว่านางร้องไห้เพราะเหตุใด

เอาล่ะ เวลาอื่นป้าเหลียงจะไม่ห้าม แต่ตอนนี้มิควรร้องไห้ เหลียงซินเล่าเรื่องที่ตนเคยประสบพบ นางให้กำเนิดบุตรชายสามคน บุตรหญิงสามคน หวังปลอบให้นายหญิงน้อยคลายกังวลลง

พอมีเขาแล้ว...เราอยากกินอะไร มิใช่เราเป็นผู้เลือกนะเจ้าคะ บางคราใบไม้แห้งที่เห็นร่วงอยู่นั่นก็กินได้อร่อยเหลือแสน แม้แต่ของที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตา ต้องดั้นด้นสืบค้นจนเจอ เคยมีครั้งหนึ่งตอนตั้งท้องจาเหิง ป้าเคยกินหนอนจมูกวัวที่จัดว่าเหม็นที่สุดในใต้หล้า แต่ไม่หนักเท่าเหม็นหน้าสามีตัวเอง  พอเขาเข้าใกล้ทีไรเป็นได้อยากเอาไม้จามหน้า มือสั่นตัวสั่นทุกคราไป มารู้สาเหตุภายหลังว่าเขามีหญิงม่ายมาติดพัน

พูดพลางดันตัวออกห่าง ดวงตาทอแสงอ่อนโยน กล่าวถ้อยคำที่กลั่นจากหัวอกสตรีด้วยกัน ฉะนั้นแล้ว นายหญิงอย่าหมิ่นนายท่านตัวน้อยนะเจ้าคะ เขารู้เหมือนที่เรารู้ แต่บางคราเขากลับรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้

เหลียงซินผินหน้าไปบนเนินเขา ก่อนเลื่อนสายตามองไปทางคอกม้า

หากเป็นตัวข้าในอดีต ยากจะบอกได้เช่นกันว่าควรหันหน้าไปทางใด ซ้ายอาจเป็นหุบเหว ขวาอาจเป็นบ่อน้ำสีดำมืดมิด ตรงกลางมีกรวดหนามดินทรายตำเท้า แต่คำว่าลูกจะทำให้ตัวเรามีพลังเสมอ จงทุกข์ให้น้อยลง ปิดตาข้าง ปิดหูข้าง ก้าวพ้นมันไปให้ได้นะเจ้าคะ

คำว่าลูก... หยุดเสียงร้องไห้เปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ ทุกคนเคารพการตัดสินใจของนางมาโดยตลอด เหลียงซินมิอาจกล่าวได้มากเกินกว่าที่ควร แต่นางเชื่อในตัวสตรีร่างเล็กเบื้องหน้า หากวันใดนายท่านฮานเก่อทอดทิ้ง เหล่านางพร้อมอ้าแขนออกรับเสมอ



[1] ฤดูร้อน

[2] บทกลอน แสง สี สัน ท้องฟ้า - อวิชฺชาภิกฺขุ

[3] ผลส้ม

[4] ท้องลูกคนแรก มักเรียกกันว่าท้องสาว เป็นช่วงที่หลายคนกลัว วิตกกังวลกับการเป็นแม่มือใหม่ ถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า 


จากใจผู้เขียน

เป็นบทที่รีไรท์อยู่นาน ถึงกับต้องไปนั่งสัมภาษณ์แม่ตัวเอง เพื่อให้ได้บรรยากาศสมจริง หวังว่าทุกคนจะชอบ + รอลุ้นต่อในตอนหน้า เพราะเฮียเผิงยังอยู่ในบทให้คนอ่านรู้สึกคันใจ แต่รับรองในอนาคตอันใกล้จะมีความน่ารักมาทดแทนหลังจากตัวร้าย ๆ หายไปจากเรื่อง 

ฝากติดตามให้กำลังใจกันเช่นเคย ติติงได้เสมอ อันไหนไม่เข้าใจ อันไหนไม่ชัดเจน เดี๋ยวจะค่อยๆ  ปรับตอนรีไรท์ก่อนทำเล่ม 

ขอบคุณนะครับทุกคนที่อ่าน 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #115 queendevil0410 (@queendevil0410) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 00:32
    เล่าเรื่องได้ดีมากค่ะ น้ำตาซึมเลย
    #115
    1
    • #115-1 (@azooii) (จากตอนที่ 32)
      21 มกราคม 2562 / 12:52
      ขอบคุณนะครับผม ฝากติดตามด้วยน้าา
      #115-1
  2. #114 ยาย (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 09:22

    น้ำตาร่วงกราวแทนนายหญิงน้อย

    ซึ้งมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

    #114
    1
    • #114-1 (@azooii) (จากตอนที่ 32)
      21 มกราคม 2562 / 12:52
      ขอบคุณครับบบบน้ำตาจะอยู่กับเราเพียงเล็กน้อย อิอิ
      #114-1
  3. #113 kotyotathiwa (@kotyotathiwa) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 11:52

    ชอบอะ มาอัพบ่อยๆนะค่ะ ติดตามอยู่ค่ะ แอบมาส่องทุกวัน

    #113
    1
    • #113-1 (@azooii) (จากตอนที่ 32)
      19 มกราคม 2562 / 15:52
      ขอบคุณคร้าบที่ชอบ ;) ดีใจมากเช่นกัน
      #113-1
  4. #112 แอน (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 11:41

    แง อ่านไปร้องไห้ไป จะรอดูสิว่าท่านฮานเกอจะทำตามแผนที่วางไว้อยู่มั้ยถ้ารู้ว่าเมียท้อง แล้วน้องจะมีอาการแพ้ท้องยังไงน้า

    #112
    1
    • #112-1 (@azooii) (จากตอนที่ 32)
      19 มกราคม 2562 / 15:53
      เดี๋ยวมีบทล้างน้ำตามาทดแทนให้คร้าบ 5555
      #112-1