ยามลมวสันต์หวนคืนสู่ใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 11,253 Views

  • 124 Comments

  • 285 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    392

    Overall
    11,253

ตอนที่ 31 : 8.2 (8 หน้า)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 566
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    15 ม.ค. 62



ภาพจาก : Pinterest.com

ใต้ต้นอู๋ถง ณ ลานผาหิน หุบเขาม่านเมฆา

เสียงลมพัดกระทบผาหินหวีดหวิว กิ่งอู๋ถงแพใหญ่ขยับซู่ดัง ประดั่งเพลงขลุ่ยเหิงชุย[1] บรรเลงตัดเสียงเอื้อนสั่น ใบอู๋ถงเรียวเล็กสีแดงแกมเหลืองอ่อนหลุดจากก้านไม้ร่วงกราว ดวงตาคมเจือเศร้า รำพันถ้อยคำหนึ่งแผ่วเบาคืนสู่ฟ้า

รังคว่ำไซร้ ไข่ย่อมแตก[2]

ผ้าคลุมต้วนขลิบด้ายเงินขาวขาดเป็นแนวยาว เรือนร่างสูงสง่าเซซัด แต่มิอาจปล่อยตัวให้ล้มได้ ชายหนุ่มปิดเปลือกตาลบความแสบร้อนด้านใน ฝ่ามือทั้งสองข้างรวบกันไว้ข้างตัว ก่อนจะหันร่างเดินออกจากลานผา    

ให้คนของเราลอบติดตามนายหญิงน้อยเลยหรือไม่ขอรับ

ต้าหนิงเสนอความคิดต่อท่านฮานเก่อ ถิงซูกลับไม่เห็นด้วย

อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เช่นนั้นเลย นิสัยของซานอินหากถูกบังคับจับตามอง ย่อมไม่อยู่เฉยแน่ เวลานี้ยิ่งมิควร

ถิงซูพูดพลางหันไปทางเผิงอวี้ สูดลมหายใจเข้าก่อนเสนอมุมคิดของตน ท่านฮานเก่อเชื่อข้าสักครั้ง นางไปไหนไม่ไกลหรอกเจ้าค่ะ สตรีเช่นเราถ้าตัดห่วงออกจากใจไม่ขาด ตัวก็คงรั้งอยู่ อีกอย่างประเดี๋ยวค่อยรอถามจากอี้จิงอีกที

อันหยงเตรียมอ้าปากจะพูดเสริม ทว่ากลับต้องหันมาข่มใจให้สงบลง ไม่เผลอหยิบถังน้ำราดทางสาดใส่ผู้ที่ย่างเท้าเดินกรุยกรายเข้ามา เทียนซือฉางกอบกุมมือภรรยาไว้เชิงห้าม เพราะต่างรู้ดีสองสตรีบรรณาการหาได้มีความสำคัญให้ลงมือไม่

สตรีนางแรกมีเรือนผมเงาวาวถักเป็นเปียยาวไม่ได้เกล้าสูง ผมเปียพลิ้วไหวยามเยื้องก้าวคล้ายโฉมสะคราญร่ายรำ รูปหน้านับว่าพอดูได้ แต่ที่ขัดใจคือความผยองในตน มีมากเสียจนอันหยงอยากประเคนฝ่ามือมอบให้สักสามฉาดใหญ่ นางไม่เคยพบเห็นสตรีใดที่เหมาะสมกับตำแหน่งเมียอนุไร้ยางแนบหน้าได้ดีกว่าสตรีผู้นี้ กลิ่นน้ำอบหอมนั่นต่างอะไรกับน้ำราดศพกัน ผิวกายขาวผ่องดุจปุยนุ่น ถูกแดดเผาเพียงนิดแทบทนไม่ไหว   

สตรีอีกนางหนึ่งสวมชุดสีขาวสะอาดสว่างตา น่าจะเป็นบุตรีแม่ทัพอะไรสักอย่างที่มิควรจำชื่อมาให้เปลืองสมอง ปักลายผ้าเป็นริ้วไผ่เห็นลาง ๆ ด้านหน้าและช่วงแขนเสื้อไร้ลวดลายปัก รูปโฉมรึก็พอดูได้ เพียงแต่ริมฝีปากคล้ายกระจับของนาง ยิ้มเหยียดไม่เคยว่าง ดวงหน้าผยองหมั่นเชิดคอตั้ง

หึ!! สตรีเช่นนี้ช่างเหมาะกับการล่ามไว้ที่ก้นม้าเสียจริง ได้รับมูลม้ายาหน้าบ้างสักสามสี่ครา อาจจะได้ช่วยลดความโอหังของนางลง

ขัดใจนัก คันใจยิ่ง แต่คันมือยิ่งกว่า!!   

สองตาเรียวเล็กเต็มไปด้วยแววเสียดสี มุมปากเย้ยหยัน ก่อนสะบัดชายผ้าในมือเดินหนีเข้าเรือนไผ่เขียว เทียนซือฉางถอนหายใจสั้น ๆ เดินแยกไปอีกทาง เตรียมดำเนินตามแผนการที่นายท่านวางไว้

ข้าน้อยต้าหนิงขอเชิญพวกท่านทั้งสองไปรอด้านหน้าหุบเขาก่อนเถิด นอกเหนือจากสามบุปผาของเรา สตรีใดไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา

ต้าหนิงเอ่ยแทนท่านฮานเก่อ น้ำเสียงเรียบเย็นไร้แววข่มขู่แต่เด็ดขาด พวกเขาไม่ได้จนตรอกถึงขั้นต้องรับสตรีสองนางมาค้ำยันฐานรากให้มั่นคง เพราะที่นี่เป็นหุบเขาม่านเมฆา มิใช่ราชสำนัก คิดแล้วมุมปากแสยะยิ้มขณะก้มหน้า

รอก่อนเถิด ประเดี๋ยวเหล่าท่านจะได้รู้ความพิโรธของท่านฮานเก่ออยู่ในระดับใด ต่อให้สองแคว้นยกมาก็ยากจะต่อกร เพราะเพื่อพวกเขาเหล่านั้นแล้วถึงกับยอมผิดใจกับนายหญิงน้อย ยอมหักหาญใจตนเพื่อกลืนมากทั้งกระดาน

ข้าอยากได้สาวใช้ สตรีสองนางนี้เหมาะนักหลิ่วอิงธิดาคนโตของแคว้นฉู่[3]เอียงหน้าเอ่ย หางคิ้วเรียวโค้งขึ้นอย่างคนถือดี นิ้วชี้มายังถิงซูกับอันหยงที่เดินออกไป

ฟ่านเซียนบุตรีแม่ทัพแคว้นหมิง[4]ปัดฝุ่นบนอาภรณ์ตัดเย็บเนื้อดีฝุ่นฟุ้งกระจาย ปากอุบเงียบไม่แสดงทีท่าใด ๆ สืบเนื่องนิสัยนางถนัดหยิบตัวหมากเดินรับหน้าแทนปากพูด และหมากที่ดีย่อมเป็นหลิ่วอิง หากอีกคนได้สาวใช้ นางต้องได้เช่นกัน     

ถิงซูยิ้มทั่วใบหน้า ทว่ายังไม่ทันเอ่ยคำใด เสียงตวัดทุ้มต่ำดังขึ้น

เอาชุดนี้ไปเผา เผิงอวี้ถอดเสื้อคลุมพร้อมชุดที่สวมอยู่จนหมดทุกชิ้น ไม่สนใจว่าตนจะอยู่ในภาพชวนผู้อื่นหน้าแดงเพียงไร เพราะเขาเองก็ทนไม่ไหวกับกลิ่นฉุนจมูก เดิมทีคิดใส่ให้เป็นพอพิธีเดินตามแผนเก่า แต่ในเมื่อแผนเปลี่ยน ภรรยาตัวน้อยตีจาก เห็นนางเจ็บช้ำเสียน้ำตาปางนั้น ตัวเขากลับเจ็บยิ่งกว่า ไม่มีกระจิตกระใจสวมบทเดิมที่วางไว้   

ต้าหนิงไม่เคยได้ยินคำไหนน่าฟังเท่านี้อีกแล้ว รีบถอดเสื้อคลุมของตนยื่นให้นายท่านใช้คลุมรอบเอว กันมิให้สตรีสองนางได้ยลความสมส่วนของชายชาตรี

เฮอะ!! เมินเสียเถิดส่วนนั้นเป็นของนายหญิงน้อยของพวกข้ามาแต่ต้น 

ถิงซูกลั้นหัวเราะดวงตาพราวแสงเห็นปลายทางของสตรีบรรณาการรำไร มือเอื้อมหยิบชุดผ้าต้วนตัดเย็บประณีต พร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง เหล่าพยัคฆ์ขาวราวสี่ร้อยชีวิตในโรงครัวลุกขึ้นฮือ ยืนเบียดแน่นข้างระเบียงไม้นอกชานเรือน บางส่วนยกกำปั้นชนกันตามวิถีบุรุษแสดงถึงความดีใจ น้ำเสียงคำรบต่อมายิ่งพาให้พวกเขาแทบอยากกู่ร้องก้องคอแตก ท่านฮานเก่อผู้ไม่เคยพูดเกินหนึ่งประโยค ยามนี้สามารถพูดชัดถ้อยชัดคำยาวเกินหน้ากระดาษ   

ในเมื่อส่งมาให้อยู่ข้าก็ขอรับ เผิงอวี้พูดพลางยกมือขวาโบกไปข้างหน้า

ต้าหนิงพาพวกนางลงเขาไปอยู่ในกระท่อมเดิม มอบภารกิจหลักเหมือนที่ภรรยาข้าเคยทำ ตื่นก่อนยามเหม่า[5]ซักผ้าให้เหล่าพยัคฆ์ขาวและบุรุษที่ทำงาน ย่ำเช้าให้อาหารไก่ สายตักมูลวัวม้า กลางวันพักครึ่งก้านธูปเฉกเช่นทุกคน บ่ายถางหญ้าร่วมกับชาวบ้าน ตกเย็นหาบน้ำให้เต็มตุ่ม ค่ำมาให้เข้าห้องสวดมนตร์สองชั่วยาม สำนึกบุญคุณต่อทวยเทพเบื้องบนที่ให้ข้าวน้ำอากาศหายใจ

ต้าหนิงสำลักน้ำลายค่อกแค่ก รวมทั้งกลุ่มคนโดยรอบที่ได้ยินอยู่เช่นกัน สำนึกบุญคุณต่อทวยเทพต้องวางท่าทำเช่นใด เข้าห้องสวดมนตร์สองชั่วยามนั่นช่างคล้ายคลึงอารามหลังเขา ถ้าไม่ติดว่านายท่านเป็นผู้พูดก็ยากจะเชื่อ

หลิ่วอิง ฟ่านเซียน หลุดกิริยามิควร ต่างฝ่ายต่างแสดงความเกรี้ยวกราด ปิ่นหยกร้อยพลอยสีน้ำตาเทียนส่ายไหว กำไรคล้องแขนหลุดจากข้อมื้อบาง ดวงหน้างามซีดเผือด

ข้ามาเพื่อเป็นภรรยาท่านหนึ่งในนั้นเอ่ยปากเตือนความจำบุรุษตรงหน้า

เผิงอวี้ยิ้มเย็น สายตาลุ่มลึกพึงระลึกบางอย่างขึ้นได้

อยากเป็นภรรยาข้า เจ้าก็ต้องทำ แม้ฟังแล้วไม่อยากเป็นก็ยังต้องทำ คิดจะกลับแคว้นย่อมไม่ง่ายเช่นนั้น เผิงอวี้แค่นเสียงสั้น ๆ เหลือบมองสองนางเผิน ๆ หันหน้าให้กับลมพัดซู่สดับใจให้เย็นลง ไม่ให้ทำตามความเดือดระอุใต้อก เขายังเชื่อว่าซานอินไม่ทิ้งเขา ใจหนึ่งครั่นคร้ามทุกอย่างระหว่างกันอาจไม่เหมือนเดิม ความกลัวนี้หนักหนายิ่งนัก

พันธะสัญญาอยู่ในมือข้า เจ้านับเป็นตัวอะไรได้นอกจากหมากของบิดาที่เจ้าเทิดทูน อีกทั้งมีบิดาคนใดบ้างเล่าหมายส่งบุตรีข้ามแคว้นมาอยู่ในดินแดนป่าเถื่อน เพื่อแลกกับสินแร่ไปหนุนกำลังศึก ก่อร่างสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ ชายหนุ่มเว้นช่วงคำ ทอดมองพื้นที่เชิงหุบเขา กระท่อมเรือนเกินสามร้อยหลังคา ปลูกสับหว่างเนินเขาเรียงรายเป็นระเบียบไม่แพ้หัวเมืองใหญ่ เส้นทางสายเล็ก ๆ ตัดผ่านตรอกซอยยิบย่อย ทว่ากลับเชื่อมให้อยู่ในแผนภูมิเดียวกัน ปุยควันสีดำขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า เกิดจากการสุมไฟเผาไหม้เศษหญ้าไม้แห้ง แปลงพื้นที่รกร้างเป็นพื้นที่ทำกิน

เผิงอวี้พลันรู้สึกแสบกระบอกตา ราวกับได้เห็นนางวิ่งจ้าละหวั่นอยู่ตรงมุมใดมุมหนึ่งปนอยู่กับกลุ่มชาวบ้าน โบกมือไหว ๆ เรียกเขาทั้งที่ใบหน้าเปื้อนคราบเถ้าแลเห็นแต่ฟันขาว ๆ สองมือแบบบางเปรอะฝุ่นดิน สำมะหาอะไรกับชุดหลวมโพรก แต่ทว่านางกลับชื่นชอบนัก และเขาก็รักที่นางเป็นเช่นนี้

นางไม่ได้อยู่ไกลสุดแขนเอื้อมเหมือนกิ่งหลิวก้านหนึ่ง อาศัยลมพัดครั้งคราวถึงจะโน้มกิ่งมาถึงมือผู้รอเหมือนดั่งอดีต บัดนี้นางเป็นภรรยาเขา เผิงอวี้คงเป็นเจ้าที่ทำให้นางเสียใจ   

หลิ่วอิง ฟ่านเซียน ตวัดสายตาข่มขู่ต้าหนิงไม่ให้เขาเข้าใกล้ แล้วหันมาต่อรองกับเผิงอวี้ ย้ำถึงใจความสำคัญของนางสองคนด้วยประโยคเดิม ทว่าถูกบุรุษตัวโตที่เหล่านางหมายมั่นปั้นมือจะครองใจเขา ปิดประตูใส่หน้าอย่างไม่ไยดี

ซาน...ฟ่านเซียนขยับปากได้เพียงครึ่งคำ ถูกตวาดเสียงดังลั่นลานผาหิน หลิ่วอิงตกใจสั่นทั้งตัว

หุบปาก!! พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์เรียกชื่อของนางได้ตรง ๆเผิงอวี้คำรามลอดไรฟัน ยกแขนชี้นิ้วไปนอกหุบเขา จุดที่ภรรยาตัวน้อยเดินจากไป  

ภรรยาข้าสามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่เคยบ่นว่างานเยอะไป มีแต่จะวิ่งช่วยผู้อื่นจนลืมดูเวลา ไม่เคยนึกรังเกียจฝุ่นดินโคลน ไม่เคยสนใจว่ามือจะถูกสิ่งใดบาดทิ้งรอยแผลไว้กี่มากน้อย กระทั่งตอนนอนยังต้องคอยมองว่าข้าหลับสนิทดีหรือไม่ ทางกลับกัน...นางไม่เคยขออะไรนอกจากความสุขที่ได้ทำ

เผิงอวี้กระแทกหมัดใส่ต้นอู๋ถงล้มครืน สรรพสิ่งตกอยู่ในใต้ความเงียบสงัด นอกเสียจากเสียงลมหวีดเบาพัดเอาใบอู๋ถงไปสิ้นกิ่ง ดวงตาวาวโรจน์ออกสีเข้มแดงฉาน เส้นชีพจรสิบสาย[6]เต้นตึกสนั่นกาย แสดงถึงความอดกลั้นสุดพนา เสี้ยวเวลานั้นต้าหนิงรีบพาสองสตรีเจ้าปัญหาออกจากลานหินผา ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกินจะรับไหว

กลุ่มพยัคฆ์ขาวก้มหน้าสลด แยกย้ายสลายตัวออกปฏิบัติภารกิจ ถิงซูพยักหน้าให้สามีบอกเขาผ่านสายตา ทางนี้นางจะช่วยดูแลให้ อีกฝ่ายจึงเร่งรุดสาวเท้าจากไปโดยเร็ว ท่ามกลางความหวาดกลัวของสองสตรีบรรณาการ

นกมิกลัวฟ้าร้อง แต่ไยคนถึงกลัว ก็เพราะว่าใจติดห่วงไม่สิ้น ฟ้านั้นจะผ่าแสงลง ณ ที่ใด เช่นเดียวกับลูกธนูเมื่อขึ้นสายเต็มเหนี่ยวจำต้องยิงออกไป[7]ถิงซูเอ่ยเสียงเรียบ ทั่วลานผาเหลือเพียงนางกับท่านฮานเก่อสองคน นางยังติดค้างคำขอโทษซานอิน ทั้งไม่อยากเห็นสามีของสหายกระทำการใหญ่ล้มเหลว จึงได้แต่เอ่ยคำแฝงความหมายแทนคำปลอบ

แต่จะว่าไปบุรุษผู้นี้แปลกนัก นางไม่เคยคาดคิดมาก่อน ผู้ที่ถนัดซ่อนคำเป็นนิจจะสามารถพูดจาประหัตประหารคนด้วยกันปางตาย เสียดายซานอินไม่ได้ยิน   

ข้าไล่พวกนางไปไม่ได้ถิงซูเผิงอวี้ยืนสงบนิ่งนัยน์ตาแดงก่ำ เขารู้สึกผิดต่อสหายภรรยาที่ตนเคยลั่นวาจาต่อหน้า ข้าจะไม่ทำให้นางเสียใจ นางต้องได้กินข้าวสองคำ เขากินข้าวหนึ่งคำ

ถิงซูยิ้มบาง ๆ ท่านฮานเก่อ ท่านทำดีแล้ว ต่อให้คนที่ยืนต่อหน้าท่านยามนี้เป็นซานอิน เห็นและรู้เหมือนที่ข้ารู้ นางจะไม่กล่าวโทษท่านสักนิด

เผิงอวี้ส่ายหน้า หันกายไปทางต้นสาลี่ ค่อย ๆ เดินทาบบนรอยเท้าของภรรยาตัวน้อยที่มีเค้ารอยให้เห็นจาง ๆ ก่อนคลื่นลมพัดกลืนหายไปในพริบตา

แม้กระทั่งลมยังไม่อยากให้เขาเดินตามนาง เผิงอวี้ทุบฝ่ามือลงพื้นสนั่นภาพดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจอย่างสุดซึ้งให้กับผู้เห็น ลดความแคลงใจต่อกลุ่มพยัคฆ์ขาวที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราว เพิ่มความตั้งมั่นสักวันพวกเขาต้องทำให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของท่านฮานเก่อ

นานครู่ใหญ่เผิงอวี้เอ่ยเสียงแหบพร่า ยื่นของบางสิ่งส่งให้ถิงซู นำป้ายคำสั่งนี้มอบให้ต้าหนิง บอกให้เขาเรียกตัวแม่ทัพทั้งห้าให้มาพบข้า ถึงคราได้ปัดฝุ่นล้างสนิมจากคมดาบกันเสียที

ถิงซูลังเลที่จะรับ เพราะรู้ถึงใจความสำคัญนั้นดี เผิงอวี้จึงกล่าวเพิ่มเติม หยัดกายลุกขึ้นเดินตามเงาร่างบอบบางที่เขาจินตนาการขึ้นมา

ข้าจะให้ผู้นำสองแคว้นจ่ายค่าตอบแทนเบื้องต้น ว่าที่ข้ารับข้อเสนอมิใช่หวั่นเกรง เพียงอยากตั้งตนอยู่เหนืออำนาจคงความอิสระไว้ แต่ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ดวงใจของข้าถูกทำร้ายอย่างหนัก หากยังหมอบตัวอยู่ใต้โพรงไม้ใครจะรู้เล่าข้างใต้นั้นมีอะไรซ่อนอยู่ วันนี้ถูกกดลงบันไดหนึ่งขั้น วันหน้าอาจเป็นศีรษะที่หลุดลอยพร้อมกับชีวิตผู้คนในหุบเขา

เผิงอวี้ประกาศเจตนารมณ์เสียงเข้ม ถิงซูรับป้ายมือสั่น นางรู้มาจากต้าหนิงเมื่อไม่นาน ชาวบ้านบางกลุ่มที่แฝงตัวอยู่ในหุบเขาทั้งนอกหุบเขา รวมถึงกลุ่มพยัคฆ์ขาว ต่างล้วนมีความเป็นมาไม่ธรรมดา กอปรกับเหมืองแร่ในหุบเขามากมาย สามารถเนรมิตยอดอาวุธชุดเกราะด้วยเหล็กกล้า หาใช่หนูในโพรงอย่างที่สองแคว้นคิด ต้าหนิงเคยเปรยบ่อยครั้ง ท่านฮานเก่อมีความสามารถไม่แพ้แม่ทัพใหญ่แคว้นใด แต่นางไม่เคยประจักษ์ต่อสายตา เพราะอยู่กันอย่างเรียบง่ายมาโดยตลอด

เห็นทีหนนี้คลื่นฟ้าจะถูกกวนด้วยพายุลูกใหญ่อย่างแน่แท้ อย่าย้อนเกล็ดมังกร อย่านอนแหย่หนวดเสือ ตรงกับคำโบราณว่าไว้ นางได้แต่หวังว่าพายุลูกนี้จะหมุนถูกทิศไปถูกทาง หลบเลี่ยงการล้มตาย นำแสงสว่างและความสุขคืนสู่ทุกคน

ซานอิน...เจ้าได้สามีดีนัก ขออย่าได้ไปอื่นไกล เพราะหากเจ้าไปข้าก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าจะเกิดสงครามขึ้นอีกหรือไม่

ถิงซูกล่าวไล่หลังท่านฮานเก่อ มองเงาร่างสูงใหญ่แผ่นกายเปลือยเปล่า หยัดเดินตามเส้นทางสีฝุ่น รอยยิ้มผุดขึ้นมุมปาก นางแน่ใจว่าหลังกลุ่มเมฆพายัพจางหาย จะเกิดลมเหนือกับฟ้าครามเข้ามาแทนที่ บอกลาลมวสันต์เข้าสู่คิมหันต์ฤดู


จากผู้เขียน

ลงให้จบบทที่ 8 ครั้งนี้มายาวหน่อย เป็นบทรักระหว่างสองตัวละครท่ามกลางอุปสรรค ตามที่เกริ่นไว้ บทนี้ชูจุดยืนของพระเอก แต่ยังไม่จบง่าย ๆ เพราะสองสาวจากสองแคว้นยังอยู่ให้คนอ่านคันใจต่อไป ตอนนี้เร่งเขียนให้จบเรื่องก่อนปิดรีไรต์

สิ่งที่อยากบอกเหมือนทุกครั้งคือ....คนอ่าน คนที่แสดงตัว ไม่แสดงตัว คนที่กดให้กำลังใจ ขอบคุณมากจริง ๆ ที่ทำให้คนเขียนเชื่อมั่นว่านิยายแนวนี้ยังมีคนชอบ 

ฝากติดตามรูปเล่ม + อีบุคด้วยนะครับ ทางเพจ : คุณชายรีวิวหนังสือ + กลุ่มคุณชายน้อยเหนือกำแพงวังหลวง  



[1] ขลุ่ยไม้ไผ่ที่ใช้แทนกระดูก สมัยฮั่นอู่ตี้เมื่อปลายศตวรรษที่หนึ่งก่อนคริสตกาล ชื่อเหิงชุย(แปลว่าเป่าตามขวาง)

[2] อุปมา เมื่อส่วนรวมประสบความพินาศ ส่วนเฉพาะยิ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงให้พ้นภัยได้

[3] แคว้นเหนือติดชนเผ่า

[4] แคว้นใต้ติดทุ่งกว้างมีทางเชื่อมต่อไปยังดินแดนอื่น

[5] ยาม เบ้า (เหม่า) เท่ากับ เวลา ๐๕.๐๐ น. จนถึง ๐๖.๕๙ น.

[6] กล่าวถึงตำแหน่งของหลอดเลือดที่ใช้ในการคลำชีพจร บริเวณขมับ ข้างคอ หน้าติ่งหู มุมขากรรไกรล่าง ข้อพับด้านใน ข้อมือด้านนิ้วหัวแม่มือ ขาหนีบตรงกลาง ข้อพับใต้หัวเข่า กลางข้อพับเข่า หลังเท้าระหว่างนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้

[7] อุปมา เหตุการณ์ไปไกลถึงขั้นจำต้องทำในสิ่งที่ดำเนินการไปแล้ว เป็นช่วงประกาศอ้วนเสี้ยวปราบอิจิ๋วโดยตันหลิว ในหนังสือสามก๊ก


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #111 แอน (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 00:53

    เราจะบ้าตายแล้ว มันอึดอัด อ่านไปร้องไป อยากตบจะได้จบๆ สุดท้ายก็ยังเคืองๆ พระเอกอยู่ดี คงจะอารมน้อยใจอ่ะ ช่วงนี้นางเอกเราก็ปั่นสถานการ์ไปพลาง ท่องเที่ยวให้เต็มที่เลยนะ

    #111
    1
  2. #110 munongmu (@munongmu) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 15:49
    กำลังเข้มข้น
    #110
    1