ยามลมวสันต์หวนคืนสู่ใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 11,301 Views

  • 124 Comments

  • 285 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    440

    Overall
    11,301

ตอนที่ 27 : บทที่ 7.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 717
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    6 ม.ค. 62

ข้าไม่คิดมาก่อน ตกกลางคืนในป่าดงจะสวยงามไม่แพ้บรรยากาศในเมืองใหญ่อันหยังอิงแอบซือฉาง พิศมองพระจันทร์ดวงกลมทอดแสงสีเหลืองนวลสว่างไสว เกิดเป็นเงาเหลื่อมพรายเหนือผิวน้ำ เทือกเขาสูงสลับต่ำเปรียบดั่งภาพวาดปลายพู่กันในกรอบผ้าใบ ครั้งที่นางอาศัยอยู่ในหอสังคีตเคยมีบทเพลงท่อนหนึ่งขับลำนำไว้ว่า

หรีดหริ่งร้องร่ำต่อฟ้า แมงปอปีกใสหาญท้าต้านลม ฉางเอ๋อ[1]สะบัดปุยเมฆพัดพลิ้ว หวนคิดถึงโฮ่วอี้[2]ก่อนคืนสู่จันทร์

เพราะใจเราเป็นสุข จึงมองเห็นแต่ความสวยงามของโลกแม้ยามใบไม้แห้งเหี่ยวเฉาถิงซูกล่าวเสริม ปรายตามองต้าหนิงนอนหลับตานิ่ง แต่ปากเจ้ากรรมยังอ้ารอรับชิ้นปลาที่นางแกะ นาน ๆ ทีเทียนซือฉางจะชวนชนจอกสุราสักครั้ง ถึงท่านฮานเก่อไม่ได้ห้ามปราม ทว่าพวกเขาต่างรู้กฎ ดื่มพอเป็นกษัยยาสงวนกำลังไว้ใช้ในวันพรุ่ง     

ข้าถึงบอกว่าที่นี่เป็นสถานที่พิเศษอย่างไรเล่า เพราะมันสามารถทำให้เราใช้เวลาร่วมกันได้อย่างเช่นกาลก่อนซานอินพูดตาไม่กระพริบ เอาแต่จับจ้องพุงปลาที่เผิงอวี้ใช้ใบไผ่พันรอบไว้หลายชั้น เสียบไม้อังไฟอ่อน ๆ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายมาพักใหญ่ ขอเพียงสุกเมื่อไหร่เสร็จนางเมื่อนั้น

ซานอินพูดถูก คิดถึงตอนอันหยงพาเราสองคนแอบดูเหล่าบุรุษอาบน้ำ ไม่คิดไม่ฝันมาก่อนชีวิตนี้จะได้ออกนอกข้อห้ามห้าประการ ข้ามีใจหาญกล้ากระทำเช่นนั้นได้อย่างไรนะถิงซูยิ้มละไม หารู้ไม่ตนนั้นจุดชนวนระเบิดกองใหญ่เอาไว้ เพราะนางคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้นมากจริง ๆ

แค่ก ๆๆ

ซานอินสำลักพุงปลาที่เพิ่งเข้าปากไม่ทันกลืน  

เผิงอวี้หันขวับมองภรรยาตน มือกำไม้ย่างปลาค้างเติ่ง ทางต้าหนิงดีดตัวลุกขึ้นนั่งตัวตรงคล้ายไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน เทียนซือฉางไม่วายยกมือปิดหน้าถอนหายใจเฮือกใหญ่   

อันหยงเห็นท่าทางพิลึกพิลั่นของสามหนุ่ม อยากจะเกาหัวใส่ก็กลัวเสียกิริยาที่สั่งสมมา พูดมากไปก็กลัวคนของตัวเองจะตกใจจนขอหย่า เกิดเป็นสตรีผู้รอบรู้วางตัวลำบากอยู่เหมือนกัน

โธ่... พวกท่าน คิดว่าโลกนี้มีแต่บุรุษรึที่ริอ่านอยากกินสาวงาม

“…..” เพียงประโยคแรกสามหนุ่มต่างหันมองภรรยาตัวเองเป็นตาเดียว

เอ่อ... ข้าพูดผิดอันหยงรีบแก้ต่างแทนสหาย ลุกขึ้นเดินไปเล่าไป ล้วงผ้าเช็ดหน้าใต้แขนเสื้อขึ้นมาหนึ่งผืน สะบัดผ้าเช็ดหน้าประกอบท่วงท่า

มิใช่บุรุษฝ่ายเดียวที่ชื่นชมสาวงาม แน่นอนอิสตรีส่วนใหญ่มักสงวนท่าที ยามคุยกระมิดกระเมี่ยน กรีดนิ้วยกผ้าเช็ดหน้าป้องปาก แต่ใครจะรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงว่ามีบางสิ่งติดฟัน

เผิงอวี้ขมวดคิ้ว ต้าหนิงเอียงหน้ามอง ขณะที่เทียนซือฉางยกมือลูบต้นคอ อันหยงจึงตีความหมายได้ว่า... พวกเขาไม่เชื่อ

หึ!! ฟันคนเราก็ใช่ว่าจะขาวเสียทุกคน แล้วเจ้าผ้าเช็ดหน้าผืนเดียวที่ว่านี้ สามารถซุกซ่อนวรยุทธ์ไว้มากกว่าสิบกระบวนท่า ท่าไม้ตายต้องยกให้การแสร้งโยนให้ผู้อื่นเก็บ แต่ขอโทษนะเจ้าคะ เพราะกว่าจะโยนได้แม่นเหมือนจับวางต้องผ่านการเคี่ยวกรำไม่แพ้บุรุษหัดยิงธนูให้ตรงจุดแดง

.....สามบุรุษสำลักสุราทั้งที่ยังไม่ตกถึงท้อง

หึ... แต่อย่าหันหลังให้พวกนางเชียวล่ะ เรื่องที่ถูกหยิบยกมาคุยอันดับหนึ่งคือ...

อันหยงยิ้มเย็น ทิ้งช่วงแขนข้างลำตัว ปลายนิ้วจีบชายผ้าเช็ดหน้า เดินแช่มช้อยยักเอวคอดหยุดอยู่ตรงต้าหนิงนั่งอยู่ หลุบตามองต่ำ คิ้วงามโค้งขึ้นทิ้งเป็นปริศนาไว้

ต้าหนิงรีบยกถิงซูนั่งตักปิดบังบางส่วนให้รอดพ้นจากสายตาคู่นั้น ถิงซูกลับไม่ได้รู้สึกตกใจแต่อย่างใดเพราะนางฟังเรื่องพรรค์นี้มามากกว่าสิบครั้ง ประสบการณ์ของอันหยงให้เล่าสามปียังไม่จบ ส่วนเรื่องที่หวาบหวามกว่านี้นางกับซานอินก็ฟังมาแล้วเช่นกัน

อันดับสอง... ปากอ่าว หรือฟ้าเหลือง

เสียงไอดังยิ่งกว่าก้างปลาติดคอ สภาพของสามหนุ่มไม่สู้ดีนัก ต่างหันไปซ้ายเหลียวไปทางขวา หาจุดพักตาไม่ให้หันมามองกันเอง   

ส่วนเรื่องหน้าตา... เฮอะ!!... อันหยงแค่นเสียงสั้น ๆ อยู่อันดับสุดท้ายเสมอ บุรุษรูปงามสำคัญไฉนกัน ก็เหมือนกับพวกท่านชอบดอกบัวคู่งามตูมเต่งมากกว่าเนินเรี่ยต่ำเรียบดินนั่นแหละเจ้าค่ะ

.....

เผิงอวี้มุมปากกระตุก รวบมือซานอินยกขึ้นอุดหูไม่ให้ภรรยาตนฟังเรื่องบ้า ๆ พรรค์นี้ ซานอินกลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว อยากบอกเขาเหลือเกินหนึ่งในนั้นคือท่านที่ข้าเคยมอง

หลังอันหยงกล่าวจบ ต้าหนิงสวมบทผู้กล้า เอ่ยถามออกมาเป็นคนแรก ซึ่งเป็นคำถามที่เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนได้ดังกว่าเดิม

ถิงซู... เพราะเหตุนี้เจ้าถึงเลือกข้าใช่หรือไม่ แล้วถูกใจเจ้าหรือเปล่าเจ้าก็รู้มันไม่เคยเกเรหรือเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว แม้ต้าหนิงน้อยจะไร้ประสบการณ์อยู่มาก ทว่ายังรู้จักผ่อนเบาผ่อนหนัก ยอมให้เจ้าควบคุม แล้ว...อุบ

ถิงซูกดปากพ่อตัวร้ายไว้ก่อนเขาจะโพล่งคำหยาบโล้นไปมากกว่านี้ อันหยงยิ้มชั่วร้ายเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ชิชะทำเป็นว่านางสุดท้ายก็จำไปใช้ทุกขั้นตอน มัวแต่ดูเพลินไปหน่อยจนลืมไปว่านางมีโจทย์ที่ต้องแก้เช่นกัน เพราะเทียนซือฉางคนดีกระซิบถามนางทีละข้อ ถึงคราวแม่เสือสาวถูกต้อน ไม่เหลือทางให้หนี

อันหยง เจ้ายังรักท่านฮานเก่ออยู่หรือเทียนซือฉางโพล่งถามทั้ง ๆ ที่ใจกลัวคำตอบ อันหยงได้ยินกลับไม่ได้รู้สึกโกรธ เพียงมองแก้มขาว ๆ ออกสีแดงเรื่อชวนรังแกของสามีรูปงาม ส่วนในเรื่องคำตอบนั้น มีคนช่วยนางพูดอยู่แล้วจะกลัวอะไร

ซือฉาง... แค่ใจคิดก็ผิดแล้ว ถามยิ่งมิควร เพราะเป็นเพียงแค่การหลงใหลได้ปลื้ม ดั่งเช่นพวกท่านร่ำสุรากับหมู่สหาย หลุดปากกล่าวชมสาวงามประจำหัวเมืองต่าง ๆ ทั่วไป ซานอินพูดขึ้น ยื่นไม้เสียบพุงปลาให้เผิงอวี้ย่างต่อ ส่งยิ้มบาง ๆ ให้เขารอฟัง  

ท่านไม่ได้อยู่ในหุบเขาจึงไม่รู้กิตติศัพท์อันหยงของเรา ให้เล่าสามวันยังไม่จบ นางเป็นสาวงามที่บุรุษหมายปองมากกว่าหนึ่ง ทว่าทุกคนเห็นนางเป็นเหมือนพี่สาวผู้สร้างรอยยิ้ม มอบความสุข คืนความสดใสให้กับพวกเขา จงอย่าลืมในหุบเขาม่านเมฆามีสตรีอยู่สามคน นอกจากแมกไม้ผาหินดินแดงสีสันของชีวิตคือการได้มองเหล่าพยัคฆ์น้อยคร่ำฝึกเหมือนทหาร  

ต้าหนิงเองก็เคยถูกนางกล่าวชมอยู่บ่อย ๆ  ฝ่ายท่านฮานเก่อของข้าถูกนำมาเป็นประเด็นในภายหลังนี่เอง มิใช่ความคิดในเชิงชู้สาว แต่เพราะเขาเข้าถึงยาก ทำตัวเหมือนมนุษย์หลงถ้ำ อยากพบก็ใช่ว่าจะพบโดยง่าย กอปรกับเมื่อหลายเดือนก่อน อันหยงจัดสำรับอาหารไปส่งถึงเรือนผาหิน ถูกไล่ตะเพิดตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวขึ้นบันไดเสียด้วยซ้ำ หากกล่าวว่านางกลัวท่านฮานเก่อยังน่าฟังเสียกว่า เรื่องนี้เล่ากี่ครั้งก็ยังจำได้ไม่ลืม

ซานอินเล่าในคราวเดียวจบทุกข้อกังขา อันหยงฉีกยิ้มหราพิศดูคนที่กินน้ำส้มฝ่ายเดียว ไม่ยักรู้มาก่อนซือฉางของนางจะมีความหึงหวงกับเขาอยู่เหมือนกัน เรื่องราวทุกอย่างเกือบจบสมบูรณ์ตามในหนังสือที่ซานอินชอบอ่าน ถ้าหากคนผู้หนึ่งไม่ชิงถามย้ำซ้ำคำเดียวกับที่ต้าหนิงถามถิงซู  

เพราะเหตุนี้เจ้าถึงเลือกข้าใช่หรือไม่ เผิงอวี้ขมวดคิ้วมุ่น

ซานอินอุบปากหัวเราะเบา ๆ เอียงหน้ามองคนพูดน้อย แต่ขยันสงสัยนางไม่ว่างเว้น จึงแกล้งถามกลับไปบ้าง แล้วไม่เลือกได้หรือเจ้าคะ... หืม?”

ไม่ได้

อันหยง ถิงซู ต้าหนิง เทียนซือฉาง ยักคิ้วลิ่วตาให้กัน ท่านฮานเก่อยังคงเป็นท่านฮานเก่ออยู่วันอย่างค่ำ วางท่าดุร้ายดุจพ่อหมีหวงถิ่น แต่ไอ้ที่กำลังทำ ๆ อยู่ให้ภรรยาอยู่นั่น ใครเห็นก็อดอมยิ้มไม่ได้ สักพักก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำกล่าวลอย ๆ เจือความรู้สึกบางอย่าง

ได้-ข้า-แล้ว...

ห้าม-ทิ้ง

ซานอินสะอึกลมหายใจ หันขวับมองสามีตัวใหญ่นิ่งขึง ค่อยซุกหน้ากับแผงอกอุ่นหัวเราะจนจุกท้อง ลองเขาได้พูดต่อหน้าผู้อื่นเช่นนี้นางจะแย้งอย่างไรได้ ไม่สมกับเป็นซานอินหนึ่งในสามบุปผาแห่งหุบเขาม่านเมฆาเอาเสียเลย 

สมญานามนี้ไม่ได้มีไว้ให้ผู้อื่นกล่าวขานผ่านลม แต่วีรกรรมของทั้งสามคน แปลกพิสดารไม่ซ้ำกัน ถิงซูเล่าถึงตอนคิดค้นยาทาแก้ฟกช้ำ เพราะซานอินเป็นคนผิวบางไม่เคยทำงานหนัก จับไม้หาบน้ำมือแตก ช่วงเข้ามาอยู่ในหุบเขาใหม่ ๆ นับเป็นช่วงที่ลำบากที่สุด อันหยงเกลียดการซักผ้าเป็นชีวิตจิตใจ เพราะข้อมือนางเคยถูกแม่เล้าตีจนกระดูกแตก ข้อนี้ใครฟังก็ต่างนิ่งงันไปพักใหญ่ ซานอินเป็นเหมือนน้องสาวคนสุดท้องของสองสาว ถิงซูกับอันหยงผลัดกันเล่าอย่างออกสีสัน ใจความสำคัญไม่พ้นเรื่องนินทาในระยะเผาขน ล้วนเกี่ยวกับบุคคลปริศนา

เริ่มจากเรื่องคานหาบน้ำปริศนาถนอมบ่า ไม้ทุบผ้าอันใหม่มีด้ามจับถนัดมือ ขี้ผึ้งทาแผลแก้คัน ปิ่นไม้หน้าตาประหลาด ตุ่มใส่น้ำหนึ่งเดียวที่เต็มอยู่เสมอ ทว่าสืบหาหาคนทำไม่ได้ จวบกระทั่งความลับมาถูกเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ ถึงรู้ว่าใครเป็นผู้ทุ่มเทใจให้ซานอินของเหล่านาง

มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าเคยห้ามต้าหนิง อย่ายืนใกล้ซานอินระยะสองจั้ง ผลปรากฏว่าเขาไม่เชื่อจึงถูกยิงหัวเหม่งปูดโปน ถิงซูพูดกลั้วเสียงหัวเราะ ต้าหนิงขยี้หัวลำลึกถึงลูกกลม ๆ กลางกระหม่อม เจ็บน่ะไม่นานหรอก กว่าจะยุบนี่สิกินเวลาครึ่งค่อนเดือน

ไม่มีใครเห็น ตามตัวไม่พบ แต่สิ่งนั้นมักจะลอยมาโดยไม่รู้ตัว จากทิศใดทิศหนึ่งเสมอ

ฟังถึงตรงนี้ซานอินทั้งขำทั้งสงสารคนที่เข้าใกล้นาง ต่างเจ็บตัวไปตามกัน กอปรกับช่วงเวลานั้นเป็นช่วงสาละวนกับหน้าที่รับผิดชอบหลายสิ่งอย่าง นางจึงไม่ทันสังเกตเห็นเงาที่ติดตามตัวอยู่ห่าง ๆ มิใช่ไม่อยากเห็น ทว่าทำอย่างไรก็หาตัวการไม่ได้เหมือนดั่งที่ถิงซูเล่า

เผิงอวี้รับนางเข้ามานั่งบนต้นขา เขาคงไม่ยอมรับว่าคนในเรื่องเป็นผู้ใด เอนหลังพิงแท่นหินนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ ยกจอกสุราจิบเพลินใจ ทั่วทั้งตัวเคล้าไปด้วยกลิ่นสุราหมักผสมกลิ่นกายบุรุษ ล่อลวงให้ซานอินเขยิบก้นน้อย ๆ เบียดเข้าหาตักกว้างทีละนิดอย่างที่เคยทำ ใครใช้ให้เขาตัวใหญ่กว่านางเล่า ฉะนั้นคนตัวโตย่อมไม่มีสิทธิ์บ่นคนตัวเล็ก  

อะแฮ่ม... ข้าบ้าง อันหยงปรับเสียงให้สมกับความงาม หยัดยืนงามระหงจัดปอยผมอยู่หน้ากองไฟ วางท่าประหนึ่งนักเล่านิทานในโรงน้ำชาขึ้นชื่อ

จากนั้นสาวงามผู้ที่ไม่เคยสงสัยสิ่งใดมาก่อน เกิดอยากรู้ขึ้นมา แล้วด้วยความเป็นห่วงสหายยิ่งกว่าชีวาวาย ข้าเลยวางแผนให้อันหยงตกน้ำซะ

ตูม!! พั่บ ๆ!!”

ข้าโบกมืออ้อนช้อยบอกซานอินให้รอก่อน เจ้าอย่าเพิ่งรีบขึ้นมานะเจ้าคะ ขณะที่กล่าวอยู่ หัวใจข้าสั่นระริกระริกระรี้ดุจม้าวิ่งมาไกลถึงสิบลี้ มองซ้ายก็แล้วมองขวาก็แล้ว ยังหาตัวคนผู้นั้นไม่พบ จู่ ๆ ลมพัดวูบ ใบไม้ปลายกิ่งปลิวไปตามสายรุ้งที่ไกลออกไป พัดพวยรวยรินหลั่งประหนึ่ง...

โอ้ย... ถิงซูข้าเจ็บนะอันหยงถูกขัดทั้งที่ยังเล่าไม่ถึงไหน โฉมงามเอียงหน้าคว่ำปากใส่ถิงซูชุดใหญ่ ซานอินหัวเราะคิกรอฟังเรื่องนี้จะจบอย่างไร   

ถ้าไม่เจ็บแล้วจะรู้ตัวหรือไม่ เอาล่ะเมื่อรู้แล้วก็ช่วยลดจินตนาการส่วนตัวลงบ้าง เจ้าเล่าเรื่องเดียวเดินเสียขี้เถ้าปลิวหมดกอง ปลายเท้าเจ้าเหยียบบนขาขานี่ ถ้าปล่อยให้เล่าต่อศีรษะคนใดคนหนึ่งในกลุ่ม คงต้องยอบถวายต่อฝ่าเท้าเจ้าเป็นแน่ แล้วนั่นน่ะนิยายปรัมปราชัด ๆ ข้าจำได้ว่า ซานอินสะดุดล้มมิใช่ตกน้ำ ลมบ้าอะไรพัดวูบริน ๆ หลั่ง ๆ ใจคนมันระริกระรี้ได้ด้วยหรือ?”

ถิงซูค่อนแคะ บีบนวดขาที่ถูกเหยียบ

อันหยงค้อนคืนคนช่างจำ หมดอารมณ์เปิดฉากแสดง พลางทรุดตัวซบหน้าเข้าหาซือฉางจนแทบจะนอนเกยทับแล้วจึงเล่าต่อจากที่ค้างไว้ พอซานอินล้ม คนผู้นั้นถึงเข้ามาช่วย จบแค่นี้แหละข้าไม่เล่าแล้ว

ดูนั่นปะไรซานอินถิงซูโบ้ยปากให้สหายดูคนงามหน้าบางอ้อนสามีต่อหน้าผู้อื่น เทียนซือฉางก็ช่างตามใจนางนักเฝ้าโอ๋เหมือนเด็ก ทำอย่างกับพื้นที่ตรงนี้มีกันและกันอยู่สองคน

ซานอินยิ้มพริ้มเพรา หยีตาเล็กเป็นเส้นโค้ง ความรักมักทำให้สาวงามดูเด็กลง เห็นท่าจะจริง

ว่าแต่ถิงซูเจ้าจะกลับก่อนก็ได้นะ ต้าหนิงนั่งคอพับคองอแล้วซานอินเงยหน้าดูท้องฟ้า ถึงเวลาอันควรที่ต้องแยกย้ายไปพักผ่อน อันหยงจูงมือเทียนซือฉางขอตัวกลับใครเพื่อน ฝ่ายถิงซูกับต้าหนิงไม่รั้งอยู่ต่อ เพราะอาจต้องแวะรับถิงเหอกลับบ้านด้วยกัน ความครื้นเครงเมื่อครู่เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัด

ง่วงหรือยังเจ้าคะซานอินเบี่ยงหน้าถาม นางอยากนั่งอยู่แบบนี้สักพัก แม้จะสัมผัสได้ถึงความร้อนบางอย่างบนกายแกร่ง ตื่นตัวเตือนนางให้ใส่ใจนับตั้งแต่หัวค่ำบัดนี้ยังไม่ลดลง เผิงอวี้ส่ายหน้าพลางขยับช่วงแขนรั้งให้คนตัวบางร่างเล็กเข้ามาชิดอีกหน่อย เขาคงไม่พูดไม่เรียกร้องอะไร ยินดีที่จะอยู่แบบนี้ ใช้เวลาร่วมกันให้มากขึ้น ยิ่งเท่ากับทำให้ภรรยาตัวน้อยจิตใจไม่สงบ

ซานอินเปลี่ยนท่านั่งหันข้าง ชวนเขาคุยเรื่อยเปื่อยแทบจับสาระไม่ได้ ขณะที่มือบางลูบผ่านเสื้อเว้าคอต่ำ เข้าสัมผัสแผงอกสีทองแดงมีบางสิ่งเต้นอยู่ด้านใน

รู้สึกหิวบ้างหรือเปล่า อินเอ๋อร์เอาแต่กินปลาอยู่คนเดียวน้ำเสียงราบเรียบแต่ติดสั่นจนผิดปกติ

ไม่หิวชายหนุ่มผสานสายตาคู่งาม ยืนยันในคำเดิม

เผิงอวี้ของข้า ช่างเป็นคนที่มีความอดทนสูงจนผู้อื่นคาดไม่ถึง

ไม่...หิว...จริง ๆ หรือเจ้าคะสิ่งใดที่เรียกว่าการหยั่งเชิง ซานอินยากจะตอบ แล้วนางต้องการได้ยินคำแบบไหนจากปากของเขา นางเองก็กลัวคำตอบนั้น ดวงเนตรงามไหวระริกละสายตาจากใบหน้าคมคาย ลดมือลงหยิบปิ่นไม้ที่เหมือนจงใจหล่นอยู่กลางตักอุ่น ครั้นพอหยิบได้มันกลับเลื่อนหนีลงต่ำกว่าเดิม กายแกร่งเกิดปฏิกิริยาตอบรับหนักหน่วง ผนวกเสียงสูดลมหายใจเข้า ทั่วลำตัวเกร็งขึง

ใจนางเต้นระส่ำไม่ต่างกัน ทว่าในเมื่อเลือกเริ่มแล้ว ย่อมต้องทำถึงที่สุด

เข็มขัดหนังเส้นนี้ ข้าจำได้ว่าตะขอมันหักไปแล้วไยจึงใส่อยู่ ซานอินพูดพลางโอบรอบเอวหนาจัดแจงถอดเข็มขัดเจ้าปัญหาวางไว้ มือบางกระชับขอบกางเกงที่นางเป็นคนเย็บให้ พลิกดูตะเข็บใต้สะดือยังอยู่ดีหรือเปล่า ขณะที่อีกคนตกอยู่ในอาการสั่นเทาทั่งร่าง ทนรับนิ้วเรียวแตะสัมผัสไปตามช่วงท้องน้อย ร่องเอวเว้าเรี่ยต่ำใต้ขอบผ้า

พรุ่งนี้ข้าจะเย็บให้ใหม่ แบบที่ใช้สายรูดน่าจะสะดวกกว่าเข็มขัด เอาไว้ใส่ตอนท่านทำงาน ดูอย่างตอนนี้สิพอท่านนั่งลง เนื้อผ้ามันรั้งเป้าเกินไป หากเดินมาก ๆ จะบาดขาเอาได้ ข้าจะช่วยขยับให้ใหม่... ต้องการหรือไม่?”

อินเอ๋อร์ เผิงอวี้ถูกทำลายความอดทนจนสิ้น ซานอินแตะนิ้วทาบปากเขาไว้ ช่วยปลดออกแล้วใส่ให้ใหม่จนเสร็จเรียบร้อย     

ข้าอยากอาบน้ำ ท่านไปกับข้าได้หรือไม่ กว่าจะกลับถึงหุบเขาคงดึกกลัวอากาศจะเย็นกว่านี้ คร้านจะไม่อาบขึ้นมากลัวว่าผู้อื่นจะไม่ให้นอนด้วย

ซานอินช้อนตาขึ้นมองสามีตัวโต หนวดเครารกรุงรังป่านนี้ยังไม่ได้ตัด พลอยให้นางรู้สึกผิดต่อเขาอยู่ลึก ๆ แต่งงานหม้อข้าวไม่ทันดำ ภรรยากลับเป็นฝ่ายลืมกฎของบ้านเสียหมด เพิกเฉยต่อสามีอย่างที่ไม่ควรจะเป็น

เผิงอวี้รับคำเส้นเสียงสั่น หยิบมีดเหน็บข้างเอว ก่อนจะเดินตามไปติด ๆ เบื้องหน้าเป็นแอ่งน้ำใสติดลานหินกว้าง ชายหนุ่มเลือกนั่งรออยู่ตรงนั้นทั้งที่กายอยากลงน้ำดับความร้อนเต็มทน       

ชั่วอึดใจสั้น ๆ พลันรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องมองจากคนในน้ำ หรืออาจเป็นเพราะพิษสุรากันแน่ พาทำให้ดวงตาทั้งสองข้างมองเห็นรอยยิ้มเยือนเย้าอยู่ทุกชั่วขณะ กลิ่นหอมของเรือนกายสาวเจ้าตีประชิดหัวใจเผิงอวี้จากเต้นผ่าวเป็นกองชักรบ บางส่วนของร่างกายออกแรงดึงดันดื้อรั้นไม่ยอมสงบอีกต่อไป เผิงอวี้บดกรามดังกรอด พลันหลับตาลงคลึงขมับช้า ๆ ไม่ยอมรับว่าสิ่งที่เห็นคือความจริง สิ่งที่เรียกร้องอาจเป็นแค่ลมลวง จวบจนได้ลืมตาขึ้นถึงพบกับร่างกลมกลึงยืนเปลือยเปล่าอาบไล้แสงจันทร์นวลอยู่เบื้องหน้า หยาดน้ำเกาะพราวทั่วผิวกาย ลมหายใจหอบกระชั้น สรรพสิ่งรอบข้างไร้ซึ่งเสียง

เขาไม่รู้ตัวแม้กระทั่งถูกความนุ่มนวลจากเรียวปากครอบครอง ถูกมือน้อยตรึงท้ายทอยให้เปิดรับความวาบหวาน

ไม่รู้ตัวแม้กระทั่งตะขอกางเกงถูกปลดออกอีกครา เปิดพื้นที่ว่างให้นวลนางเบียดความอัดแน่นลงมาครอบครองแก่นแท้ของหัวใจ

สิ่งนี้ไม่ใช่ความฝันแน่ เมื่อเสียงหวีดเบาร้องร่ำเจ็บปวด ก่อนสองเงาร่างหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน อีกฝ่ายกดเสียงสะอื้นเจียนขาดใจ อีกฝ่ายกลับไม่ยอมขยับรับในสิ่งที่บดเบียดเนิบช้า

อินเอ๋อร์เผิงอวี้ไม่ยอมสยบโดยง่าย แม้จะถูกครอบครองทั้งหมดยากจะฝืน คิดจะขยับหนียิ่งยากกว่า ถูกภรรยาคนงามกดให้นั่งพิงติดโขดหิน เกิดเสียงค้านกระท่อนกระแท่นขาดหายอยู่เป็นระยะ

อย่าดื้อ ซานอินกล่าวย้อนน้ำตาคลอ ฝืนกายให้กล้าข่มใจมิให้กลัว ฝ่ามือประคองใบหน้าคมเข้มมองให้ชัดว่าเป็นเขา สุดท้ายเผิงอวี้พลันพ่ายแพ้ต่อใจตน ยอมเปิดที่ให้ภรรยาตัวน้อยรุกรานย่ามศึก คอยโอบอุ้มให้ทุกอย่างดำเนินตามอีกคนต้องการจนสุดทางฝัน ตราบผืนฟ้าเปลี่ยนสีสันพร่ามัว

 



[1] ฉางเอ๋อ เป็นเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ตามความเชื่อปรัมปราของจีน ทรงประทับอยู่ในดวงจันทร์เท่านั้น

[2] โฮ่วอี้ชายคนรักของฉางเอ๋อ ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อครั้งสมัยก่อนโบราณกาลนั้น โลกของเรามีดวงอาทิตย์อยู่ถึงสิบดวง ทำให้โลกมนุษย์เกิดภัยพิบัติไปทั่ว ต่อมาได้ปรากฏวีรบุรุษนามว่าโฮ่วอี้ เป็นผู้ที่มีฝีมือในการยิงธนูได้แม่นยำอย่างมาก โดยสามารถยิงธนูขึ้นสู่ฟ้าเพียงดอกเดียว ถูกดวงอาทิตย์ถึงเก้าดวง ทำให้เหลือดวงอาทิตย์อยู่เพียงดวงเดียว


ตอนนี้เป็นตอนที่เขียนยากตอนหนึ่ง เพราะติดฟีลชั่นวาบหวิวของพระนาง ทำยังไงไม่ให้ออกมาดูเรท แต่อ่านแล้วรู้สึกว่าเรื่องซัมติงระหว่างกันนั้นเป็นเรื่องสวยงาม

ซึ่งในบริบทของเผิงอวี้ แกจะเป็นคนไม่อยากเริ่มก่อน เพราะสงสารเมียรัก บทตรงนี้จะส่งผลในอนาคตด้วย คือ...ถ้าเมียไม่ให้ฮีก็จะไม่ยอมทำ 

หวังว่าบทนี้จะไม่แรงจนเกินไป เพราะตอนท้าย ๆ จะเป็นบทครอบครัว บทกิ๊กกั๊กวาบหวามจะน้อยลง  

เจอกันตอนหน้านะครับ :)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #103 srisupanuch (@srisupanuch) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 01:38
    อะฮึอะฮึ เป็นกำลังใจค่า😍😍😍😍😍😍
    #103
    1
    • #103-1 (@azooii) (จากตอนที่ 27)
      10 มกราคม 2562 / 12:28
      ขอบคุณครับ
      #103-1
  2. #101 mummummi (@narm_tip) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 8 มกราคม 2562 / 07:24
    โอ้ มันก็จะอีโรติกระดับ 10 ขอเลือดค่ะ
    #101
    2