ยามลมวสันต์หวนคืนสู่ใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,152 Views

  • 126 Comments

  • 286 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    184

    Overall
    14,152

ตอนที่ 22 : บทที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 966
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 67 ครั้ง
    26 ธ.ค. 61



ภาพจาก pinterest.com


บทที่ 6

ทะเลหมอกสีขาวเทตัวลงปกคลุมทั่วทั้งหมู่บ้าน ซ่อนภูมิทัศน์ในหุบเขาไว้ใต้ม่านหมอกหนาทึบ มองเห็นเพียงเส้นทางราง ๆ กับเสียงย่ำเท้าของเหล่าพยัคฆ์ขาว ออกท่าร่ายรำกระบี่อยู่ริมป่าไผ่

บริเวณทิวเขาสูงทอดยาวประดุจกำแพงกั้นฟ้าดิน ปรากฏเงาร่างเคลื่อนไหวมุ่งสู่จุดหมายไม่ย่นย่อ ร่างบางบนหลังผู้กล้าพาดแขนคล้องคอ หัวเราะกระซิกขบขัน คอยส่งเสียงเป็นแรงใจช่วยให้เขาก้าวขึ้นบันไดหินผ่านไปทีละขั้น ว่ากันว่าหลังคืนร่วมภิรมย์อันยาวนาน ถ้าหากฝ่ายชายแบกสาวเจ้าถึงยอดเขาก่อนตะวันโผล่พ้นปลายฟ้า ไม่ว่าจะขอสิ่งใดล้วนสัมฤทธิ์ผล นัยหนึ่งนั้นเป็นความเชื่อของทุกคนที่นี่ ฝ่ายชายต้องพิสูจน์ให้อีกฝ่ายประจักษ์แก่สายตาถึงความแข่งแกร่งครบด้าน

สี่ร้อยเก้าสิบแปด

สี่ร้อยเก้าสิบเก้า

ห้าร้อย

เผิงอวี้ท่านทำได้แล้วซานอินคลี่ยิ้มพราวหยั่งเท้าแตะลงพื้น หยิบผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาสุกใสพิศมองคนตัวโต พลันค่อย ๆ ยื่นจมูกน้อย ๆ จู่โจมแก้มทั้งสองข้างเสียงดังฟอดใหญ่ติดกัน

เพราะมัวแต่สนใจเขา จึงมิทันได้สังเกตสิ่งรอบข้างที่อีกฝ่ายขึ้นมาเตรียมไว้ตั้งแต่นางยังไม่ตื่น

เผิงอวี้ตวัดแขนอุ้มร่างบางเข้าสู่ลานศิลาด้วยฝีเท้าหนักแน่น เสื้อกระโปรงสีขาวพิสุทธิ์ลากลู่ไปกับพื้นหญ้าโล่งเตียน เกิดเสียงสวบสวบในยามก้าวแต่ละครั้ง เรือนผมยาวถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ปัดปลิวสยายไปกับลม บนศีรษะสวมมงกุฎเถาวัลย์ป่าที่เจ้าตัวเป็นผู้ทำเองกับมือ ทางด้านซานอินสวมมงกุฎดอกหญ้ารูปทรงเดียวกัน เพียงเพิ่มดอกรุ่ยเซียง[1] และดอกหลันฮวา[2] เติมแต่งให้สวยงามยิ่งขึ้น ซึ่งดอกไม้ทั้งสามมีความหมายเกี่ยวกับความรัก เช่นดั่งคำที่ชายหนุ่มกำลังเอื้อนเอ่ยต่อหน้าป้ายศิลาหิน และนั่นเป็นจุดประสงค์หลักของการพิชิตยอดเขาห้าร้อยขั้นในครานี้

อันตัวข้าเผิงอวี้ด้อยเพียงดินริอ่านกินหงส์ฟ้า จึงใคร่ขอขมาต่อบรรพบุรุษสกุลหลาน ขอให้องค์เทพไป๋หู[3]ผู้ปกป้องขุนเขาม่านเมฆาร่วมเป็นพยาน แม้ในยามนี้มิอาจมอบความสุขสบายให้แก่บุตรหลานของท่าน ข้าขอสาบานต่อฟ้าและดิน หากวันใดข้าสิ้นไร้กระทั่งไม้ตอกตำข้าว แต่นางต้องได้กินอิ่มทุกมื้อ หากนางบ่นข้า ข้าจะปล่อยให้นางบ่นจนผมขาว หากนางทุบตีข้า ข้าจะนิ่งเฉยเหมือนงูตายตัวหนึ่ง

ชายหนุ่มสบถคำสาบานดังลั่นขุนเขาต่อหน้าป้ายศิลาตระกูลเผิง และตระกูลหลัน นัยน์ตาคมแดงก่ำอาบด้วยเงาน้ำ สองมือกุมผสานชูขึ้นเทียมกัน ก่อนก้มโขกศีรษะแนบพื้นสามครา

จากนั้นเผิงอวี้ได้นำสายสร้อยสีเงินยวงร้อยแหวนหยกหนึ่งขาวหนึ่งแดงออกจากกล่องไม้หอม ช่วยสวมลงบนคอระหงเสมือนดั่งด้ายแดงคล้องรัก ร่วมกันในทุกชาติภพ  

ซานอินพลันเข้าใจทุกอย่าง คงเป็นนางที่ไร้ถ้อยคำเอื้อนเอ่ย ได้แต่มอง มองแล้วมองอยู่เช่นนั้น มองจนกระทั่งปลายเส้นผมปอยหนึ่ง ถูกตัดไปไว้แทนที่แหวนหยกคู่ พร้อมกับถ้อยคำจากปากของบุรุษผู้ไม่ถนัดลั่นวาจา      

ฟ้าก็ดี ขุนเขาก็ดี ผืนหินลานดินรอบตัวข้าก็ดี แม้นกาลเวลาเปลี่ยนผัน ย่อมไม่ใช่ข้าที่เปลี่ยนตาม เผิงอวี้รั้งฝ่ามือบางทาบลงข้างแก้ม เผยรอยยิ้มปนน้ำตาสองสาย ถ้าหากวันใดเจ้าไม่รักข้า ข้าจะคงรักเจ้า และจะทำให้เจ้ากลับมารักข้าอีกครั้ง และถ้าหากตัวข้าสิ้น...

อย่าพูดนะ พอแล้วไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเชื่อ

ซานอินอุดปากคนช่างพูด โถมตัวกอดเขาไว้แน่น ปล่อยเสียงสะอื้นไห้อยู่นานครู่ใหญ่ ความอิ่มเอมใจเช่นนี้นางมิอาจตั้งตัวรับไว้ได้ทั้งหมดในคราวเดียว หากนับคืนค่ำที่ผ่านมาด้วยแล้ว เผิงอวี้ฝากฝังรักในกายนางจวนรุ่งสาง เทียวสอนให้นางรู้ถึงการคงอยู่ของเขาตลอดเวลา ความรู้สึกหวงแหนเป็นเช่นไร ความอ่อนโยนเป็นเช่นใด พาให้บุปผางามลืมสิ้นทุกความเจ็บ ทั้งรู้จักเรียกร้องตอบรับ เปลี่ยนบทบาทเป็นผู้คุมบนเรือนกายแกร่ง เมื่อกายและใจถูกเติมจนสุขล้น นางจึงรู้สึกกลัวมากกว่าที่จะยินดี

หลานหลัน...ซานอิน เจ้าจะรับยินดีรับข้าเผิงอวี้เป็นสามีหรือไม่น้ำเสียงทุ้มต่ำแกมเว้าวอนกระซิบอยู่ข้างหู วงแขนกระชับกอดนางแน่นขึ้น ใช้แรงเต้นหัวใจเร่งเร้าให้นางตอบตกลงต่อหน้าป้ายศิลาบรรพบุรุษทั้งสองตระกูล

ซานอินช้อนตาขึ้นมอง นางนึกว่าเขาจะไม่พูดถึงหลานหลันเสียแล้ว หากท่านไม่กลัวข้าจะบ่นมากไป จู้จี้มากไป ห่วงมากไป...ข้ายินดียิ่ง

ข้าเผิงอวี้ ยินดีให้เจ้าบ่นจนผมหงอกขาว

บนลานหินสูงเทียมยอดเขาห้าร้อยขั้น เต็มไปด้วยป้ายศิลาสลักนามของสองตระกูล หนึ่งในนั้นมีศิลาหยกหลานหลัน ตั้งเคียงกันกับ เผิงอวี้ฝังอยู่ข้างใต้ต้นเหมยแดง แม้การสร้างป้ายชื่อก่อนตัวตายคล้ายดั่งการสาปแช่งตนล่วงหน้า แต่ชายผู้นี้หาได้สนใจความเชื่อนั้นไม่  

ย้อนไปเมื่อสิบปีก่อน เผิงอวี้ออกเดินทางตามขบวนสินค้าไปทั่วสารทิศ เฝ้าหาสถานที่ตั้งถิ่นฐานให้แก่ตน ตราบจนได้พบเจอสถานที่เงียบสงบ จึงลงแรงแผ้วถางดินแดนรกร้างแห่งนี้ให้เป็นบ้านหลังใหม่ จากนั้นจึงหมั่นสร้างผลงานควบคุมการค้า เปลี่ยนสถานะเดิมเป็นท่านฮานเก่อ(เจ้าหุบเขา)มีผู้อยู่ใต้อาณัติเรือนร้อย

ทว่าสงครามสองแคว้นได้พรากสิ่งสำคัญไปจากเขาจนสิ้น เมื่อไร้นางเคียงข้าง ใจจึงจมอยู่กับอดีตที่มิอาจเรียกคืน มีเพียงป้ายชื่อบนหลุมศพของคนที่จากไปพึงให้ระลึกถึง ทั้งบิดามารดา พ้องเพื่อนร่วมดื่มร่วมทุกข์ ท่านลุงหลานถง หลานหลัน และคนสกุลหลานหลายสิบชีวิต ที่มิเคยนึกรังเกียจพ่อค้าพเนจร เผิงอวี้จึงสร้างสถานที่นี้ขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย ให้สมกับที่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลหลานและบุตรชายตระกูลเผิง

สำคัญคือตอนนี้...สวรรค์ทรงโปรดมอบนางกลับคืนมาอีกครั้ง ชีวิตเขาไม่ได้เดียวดายอีกต่อไปแล้ว    

อยู่กับข้าอย่าจากไปไหนอีกเผิงอวี้กดเสียงต่ำ ประทับตราแห่งรักตรึงไว้บนกลีบปากนุ่มบางเบา

ข้าจะอยู่ให้ท่านเลี้ยงจนเบื่อเลยเชียว ซานอินยิ้มปนสะอื้น ค่อยหันมองสุสานบรรพบุรุษที่อีกฝ่ายสร้างขึ้น ในอกอัดแน่นด้วยความรู้สึกมากมาย โดยเฉพาะบริเวณผาหินขนาดใหญ่ สลักตัวอักษรปลายกระบี่ไว้สิบหกพยางค์

วันพราก เดือนจาก ปีชาติพันภพ ขอตามคล้องเกี่ยวเคียงเจ้าคู่ใจ

สุดท้าย...ซานอินก็กลั้นเสียงร้องไห้ไว้ไม่อยู่ หยาดน้ำตาต่างสายพากันหลั่งลงอาบแก้ม ริมฝีปากบางว่าสั่นแล้วใจนางยิ่งสั่นกว่านั้นมากนัก ความรักของบุรุษตรงหน้ามิได้น้อยตามจำนวนคำที่โพล่งออกจากปากเลยสักนิด   

ไม่เอา ไม่ร้องแล้ว ประเดี๋ยวท่านลุงหลานถงจะกล่าวโทษข้า

เผิงอวี้ยิ้มมุมปาก เช็ดน้ำตาให้หายไปจากแก้มนวล ก่อนชักนำให้นางเดินเข้ามาอยู่หน้าแท่นไม้ หยิบสุราเหลืองกลิ่นหอมรินเต็มทั้งหกจอก ท่านพ่อตา ข้าไม่ได้เป็นฝ่ายรังแกนางให้ร้องไห้ สุราจอกนี้บุตรเขยขอดื่มให้แก่ท่าน ขอจงร่วมอวยพรให้เราด้วย

เชิญดื่ม

เผิงอวี้กระดกลงคอรวดเดียวหมดจอก ใบหน้าคร้ามครั่นแดงก่ำทันตา อีกส่วนเทรดลงหน้าป้ายศิลาสลักชื่อ หลานถงพลางหมุนตัวยื่นจอกที่สองไปยังด้านขวา รวบมือซานอินไว้แน่น ถ่ายเทความอบอุ่นให้นางหายจากความเศร้า  

ท่านพ่อ ท่านแม่ นี่คือซานอินภรรยาข้าเผิงอวี้ เมื่อคืน...บุตรของท่านอ่อนวิชานัก มิอาจทนแรงยั่วเย้าของคนงาม จึงกระทำผิดต่อคำสอนของท่านพ่อท่านแม่ ทว่าข้ากล้าสาบานลูกสะใภ้ท่านล้มทับข้าก่อน แม้แต่ขี้ผึ้งก็ไม่ได้เตรียมมานางจึงเจ็บอยู่บ้าง แต่เดิมข้าตั้งใจจะมานอนมองนางให้หายคิดถึง สะใภ้ของท่านกลับเริ่มก่อน มีเจ้านิลน้อยเป็นพยาน

ซานอินเบิกตากว้าง เหลียวมองคนหน้าตายหัวคิ้วกระตุกตึบตับ ท่านต้องพูดเช่นนี้ต่อหน้าข้าด้วยหรือ...คะ...คนบ้า

เผิงอวี้ยืนนิ่งให้ภรรยาตัวน้อยทุบตีจนนางสาแก่ใจ ก่อนเอ่ยในสิ่งที่อีกฝ่ายรีบหดมือคืน เปลี่ยนเป็นความรู้สึกอื่น   

ข้าเป็นคนขลาด ไม่ถนัดพูด ซ้ำยังมีความกล้าเพียงครั้งเดียว จึงอยากบอกให้พวกเขารู้ว่าข้าดีใจเพียงไร ซานอินข้ามีความสุขมาก

เผิงอวี้ ซานอินขานชื่อเขาดั่งคนเลื่อนลอย นางลืมข้อนี้ไปถนัด  

ท่านลุงหลานถง ไม่ใช่สิ...ท่านพ่อตา ท่านเคยบอกข้าว่า เจ้าน่ะทึ่มทื่อเกินไป ช้าจนไม่ทันใช้ ต่างกันกับตาเฒ่าเผิงเซิน ถ้าท่านอยู่ข้าคงถูกใช้ให้ขนมูลม้าเป็นแน่ ท่านแม่เองก็ไม่แคล้วบ่นข้าหูดับ สั่งคัดหลักคำสอนขงจื๊อไม่ต่ำกว่าสิบจบ

เชิญดื่ม เผิงอวี้ชูจอกขึ้นเทลงคออย่างรวดเร็ว ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีเข้มลามถึงหูทั้งสองข้าง เขานำสุราเหลืองฝังไว้ใต้ต้นท้อมานานสิบปี ฤทธิ์จึงแรงกว่าสุราหมักทั่วไปอยู่หลายส่วน มิอาจพูดว่าเมามายเพียงสองจอก แต่สามารถเปลี่ยนนิสัยจากคนพูดน้อยกลายเป็นคนช่างพูดไม่รู้เหนื่อย   

ซานอินยืนฟังคนตัวโตบ่นอีกหลายประโยค เผิงอวี้สำหรับนางเพลานี้ไม่ต่างจากต้นสนที่หยั่งรากสู่แก่นหิน ลมพัดไม่ไหวเอน ฝนตกมิหวั่นโค่น ยามแล้งกลับผลิใบสีเขียวสด และต่อให้ใจกายหนาวเหน็บเพียงใด ทว่ายังสามารถกล่าวเรื่องเศร้าด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม    

ท่านอาชุน เหลียนฮัว ฮวานเกอ พ่อบ้านตู้ ป้าหนิง สุ่ยเชียน หลิงหนี่ว์ ฮัวพั่ว อานกั๋ว ข้า...เผิงอวี้ทำตามสัญญาเรียบร้อยแล้ว

โดยเฉพาะท่าน...พ่อบ้านตู้ ท่านเสียพนันให้แก่ข้า เพราะข้า...กินคุณหนูของท่านเรียบร้อยแล้ว ถ้าเจอกันในภายหน้าอย่าลืมเสียเล่า เดิมพันนี้ยังอยู่รอให้ท่านเลี้ยงคืน

เอาล่ะ...เชิญพวกท่านดื่มร่วมอวยพรให้เราสองคนด้วย

ครั้งนี้เผิงอวี้หยิบไหสุราเทรดลงเนินดินจนทั่ว ก่อนรับผิดชอบในส่วนของตัวเองจนหมดไห ซานอินตาแดงเรื่อ ชื่อนามที่ได้ยินล้วนแต่เป็นคนในครอบครัวของนางทั้งสิ้น แม้กระทั่งคนสวนฮัวพั่วเจ้าแห่งการเล่าเรื่องให้คนในตลาดฟัง สุ่ยเซียนหลานท่านอาชุนคนเลี้ยงม้า ฮวานเกอสาวใช้จอมซื่อแต่นางมักทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างมีความสุขเสมอ

เผิงอวี้ ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่า สิ่งที่ท่านมอบให้ข้า มีมากเกินไปแล้วจริง ๆ 

            ท่านอยากให้ข้าซึ้งใจจนตายหรือ

ชายหนุ่มไม่ตอบในทันที นัยน์ตาแฝงอารมณ์ลึกล้ำจับอยู่ที่ดวงหน้าหวาน แล้วมาหยุดยังจุดที่ทำให้เขาเสียความเป็นตัวเอง ก่อนตัดสินใจอุ้มคนงามเดินหลบหายไปหลังผาหินราวยี่สิบจั้ง ด้านในเป็นโพรงผาลักษณะคล้ายถ้ำ พื้นหินถูกขัดเป็นเงามันวาว ไม่ได้รกล้างอย่างที่นางคิดไว้ ซานอินหน้าแดงก่ำเมื่อเห็นแท่นหินขนาดใหญ่ปูทับด้วยฟูกหนาสีขาวสะอาด เขาไม่ปล่อยให้นางสงสัยนาน จัดแจงวางร่างบางลงใช้ภาษากายตอบทุกคำถาม

ซานอิน ข้าบอกว่ารักเจ้าอยู่นะ

ซานอินแกล้งผลักหน้าเขาออกห่าง คอยตีมือพ่อหมีไม่ให้ยุ่มย่ามกับชุดของนาง  

ท่านพ่อตาอยากได้หลานชาย แต่ท่านแม่ยายอยากได้หลานสาว ข้าในฐานะลูกเขย ควรตอบพวกท่านเช่นไรดี เพิ่งพ้นไปคืนเดียวถูกทวงเสียแล้ว ศักดิ์ศรีบุรุษมันอยู่ตรงนี้เผิงอวี้ทุบอกสองสามครั้ง สะบัดศีรษะไล่ความมึนเมา

ซานอินยกมือปรามจมูกตัวร้ายที่ทำให้นางขาดลมหายใจบ่อยครั้ง ชายหนุ่มออกอาการไม่พอใจที่ถูกขัดทุกทางจึงจัดการตรึงแขนนางไว้เหนือศีรษะ

ซานอิน ข้ารักเจ้า ข้าเคยบอกไปหรือยัง

บอกแล้วเจ้าค่ะ

ข้าดีใจที่ได้เป็นของเจ้า

นางหัวเราะพรืดให้กับคำดังกล่าว เพลานี้พ่อหมีถูกฤทธิ์สุราครอบงำ ถ้อยคำต่าง ๆ ดูหวานเป็นพิเศษ หมั่นกระซิบออดอ้อนขอบางอย่างอยู่ข้างหู รบเร้าให้นางรีบตอบรับ

ซานอินส่ายหน้า แต่คนตัวโตกว่าส่งสารต่อรองต่อไป จากนั้นเขาจึงเริ่มปลดพันธนาการรึงรัดรอบกายออกจนหมดแล้วลองถามใหม่อีกหน ครานี้เสียงท้วงติงถูกริมฝีปากหนาสั่งหยุด อาการทัดทานในตอนต้นเปลี่ยนเป็นการให้ความร่วมมือแต่โดยดี  แสงอาทิตย์ย่ามรุ่งอรุณอาบไล้สองเงาร่างเคลื่อนไหวเนิบช้าผ่านช่องผาหิน แผงอกสีน้ำตาลเข้มกระเพื่อมขึ้นลง เอวหนากดวนว่ายในธารธาราลึกล้ำ กระทั่งหลุดแว่วเสียงบางอย่างสะท้อนก้องหุบเขาสูง ลำนำรักขับขานอยู่สามช่วงบทเพลง ทว่าศึกนั้นยังดำเนินต่อไปเนิ่นนาน ตราบจนแสงสีทองแปรสีเป็นแดงฉาน ณ ขอบฟ้าไกล



[1] ดอกรุ่ยเซียง เสมือนดอกไม้ที่แทนตัวความหมายในรัก เป็นตัวแทนของความอ่อนหวาน ความซื่อสัตย์ ความปรารถนา มิอาจอยู่ได้ถ้าหากขาดกันและกัน

[2] ดอกหลันฮวา หรือ ดอกกล้วยไม้ สำหรับชาวจีนเรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่าเป็นพืชแห่งกลิ่นกษัตริย์ เป็นดอกไม้ในภาษารักที่สื่อถึงคำ มิอาจห้ามให้คิดถึง

[3] ไป๋หู หรือพยัคฆ์ขาว หนึ่งในตำนานเทพอสูรทั้งสี่ของจีน ซึ่งพยัคฆ์ขาวเป็นเทพอสูรแห่งการปกป้อง การคุ้มครอง และเป็นราชาแห่งสรรพสัตว์ทั้งปวง รวมถึงเป็นราชันย์แห่งขุนเขาด้วย

.

ทิ้งท้ายหลังบท

บทนี้เป็นบทหลังคืนซัมติง ยังคงให้เนื้อหาน่ารัก แต่....ไม่ใช่จุดจบปิดเรื่องของตัวละครเพราะจะดึงยาวจนทั้งคู่ทำลูกครบ 8 คน 55555555+ ม่ายยยช่ายยยยล่ะ 
เดี๋ยวพักเรื่องรัก เข้าสู่ภารกิจหลักของทั้งสองฝ่าย การทำหมู่บ้านท้ายเชิงเขา + ความรักของตัวประกอบอย่างอันหยง และคู่ของถิงซูฝากติดตามเช่นเคย ติชม คอมเม้นต์แนะนำได้เสมอ ช่วงนี้เขียนตลอดแต่อับช้าหน่อยเพราะแก้ให้มันดีงามที่สุดถึงได้ลง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 67 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #122 jeed_porn (@wannapos) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:52
    ทำทุกอย่างเพื่อนางจริง ๆ
    #122
    0
  2. #109 munongmu (@munongmu) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 16:04
    ไม่ต้องใช้คำโจ่งแจ้ง แต่ทำให้คนอ่านคิดตามและเห็นภาพ ฟินนนนนนน
    #109
    1
    • #109-1 สายลมกลางเมฆา (@azooii) (จากตอนที่ 22)
      15 มกราคม 2562 / 13:22
      ขอบคุณนะครับ ที่เข้าใจเจตนารมณ์ของคนเขียน ปลื้มมาก 555
      #109-1
  3. #99 Jaao (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 6 มกราคม 2562 / 18:57

    น่ารักมากๆเจินแทนนางเอก ^ _ ^

    #99
    1
  4. #75 mummummi (@narm_tip) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 17:38
    เขินนนนนนนน พี่เผิงเมาแล้วพูดมากเหรอคะ ตอนนี้หวานมาก คิดภาพว่ามีผู้ชายคนนึงทำเพื่อผู้หญิงคนนึงขนาดนี้ ซานอินจะตื้นตันขนาดนี้ก็ไม่แปลก ดีงามม
    #75
    1
    • #75-1 (@azooii) (จากตอนที่ 22)
      29 ธันวาคม 2561 / 21:48
      เอาให้หวานกันตายไปข้าง
      #75-1
  5. #74 moomin12342 (@Moomin1234) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2561 / 16:33
    สู้ๆนะไรท์
    #74
    1
    • #74-1 (@azooii) (จากตอนที่ 22)
      29 ธันวาคม 2561 / 21:48
      ขอบคุณครับผม เดี๋ยวจะค่อย ๆ ทยอยอับน้าาา
      #74-1