ยามลมวสันต์หวนคืนสู่ใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,212 Views

  • 126 Comments

  • 287 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    244

    Overall
    14,212

ตอนที่ 10 : บทที่ 3.1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1211
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 85 ครั้ง
    28 พ.ย. 61

ซานอินเหลียวมองเจ้านิลน้อยที่ถูกมัดเป็นข้าวห่อใบบัว พลอยทำให้นางรู้สึกผิดต่อเขาที่ปล่อยให้เจ้าตัวแสบก่อเรื่องอีกจนได้ แต่ลึก ๆ แล้วไม่รู้เพราะเหตุอันใด นางอดรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ข้างแก้มไปกับน้ำเสียงทุ้มต่ำ แกมฟ้องกลาย ๆ ให้นางสนใจเขาบ้าง

เจ็บ

ซานอินคลี่ยิ้มอ่อน ช้อนตามองคนตัวโตที่ครอบครองความคิดของนางในช่วงหลายวัน ข้าขอโทษด้วย ปกติแล้วเจ้านิลน้อยว่าง่ายกว่าคนเรานัก ดื้อรั้นบ้างก็ตอนหิวจัด ท่านคงไม่รู้แม่นิลดำเริ่มปล่อยให้จอมแสบเรียนรู้ชีวิตในป่า แต่มันยังเล็กเกินไปที่จะอยู่แบบนั้นได้นางลุกขึ้นไปหยิบยายังห้องด้านข้าง แล้วขอรับสองนิลน้อยจากต้าหนิงมาอุ้มไว้เสียเอง จากนั้นค่อยคลายเศษผ้าที่ผูกขาหน้าหลังออกปล่อยให้มันเป็นอิสระ ก่อนทำการตั้งศาลเตี้ยไต่สวนทีละตัว

ไหนใครทำซานอินตวัดเสียงเข้ม หยิบหน่อไม้ที่ปอกไว้ในตะกร้า ขนาดสั้นยาวราวหนึ่งฝ่ามือนำมาใช้แทนไม้เรียว

เจ้านิลน้อยหน้าสลด หูที่สั้นอยู่แล้วดูยิ่งสั้นกว่าเดิม มันหันหน้าออกด้านข้างมองเผิงอวี้ พลางยกขาหน้าตะกุยตะกายใส่ตัวชายหนุ่ม เปล่งเสียงร้องโฮกยาวแล้วตะกุยต่อ ซานอินยิ้มน้อย ๆ มุมปาก เลือกไม่พูดอะไรต่อ เพียงหยิบหน่อไม้หวานสดใหม่ มอบให้เป็นของรางวัล พวกมันจึงเงียบลงได้

ระหว่างนั้นซานอินทำแผลให้เขาใหม่ ชวนคุยไปพลาง ๆ ล้วนแต่เป็นเรื่องการเดินทางออกแลกไปแลกเสบียงย่ามรุ่ง ก่อนจะตักข้าวส่งให้เขาชามโต ต้าหนิงเองติดใจรสชาติอาหารตั้งแต่ได้กลิ่นจากหม้อนึ่งบนเตาถ่าน ยกถ้วยซดน้ำแกงหัวปลาหมดไปแล้วสองรอบ ทว่าเผิงอวี้ยังไม่ได้ขยับตะเกียบเลยสักนิด คิ้วเข้มขมวดเป็นปมสีหน้าไม่สู้ดีเท่าใดนัก ชายหนุ่มผู้น่าสงสารเค้นสมองหาคำท้วงอยู่นาน แต่เจ้าของร่างบางยังชวนคุยต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่มือจับต้นหอมหั่นเป็นฝอยละเอียดโรยลงบนชามข้าวเพิ่มให้เขาอีกสามหยิบมือ มิลืมใส่ลูกผักกาดแคระหมักเกลืออีกสองสามหัว ตบท้ายด้วยถั่วนางหงส์[1]นึ่งอีกหนึ่งถ้วยเล็ก ๆ   

ต้าหนิงไม่ทันได้จับสังเกตเพราะมัวแต่หลงใหลความหอมหวานในโพรงปาก ครั้นมารู้ตัวสงครามเย็นได้เริ่มไปกว่าครึ่งทาง ก็ตอนกินจนอิ่มแปล้

ท่านฮานเก่อ ฝีมือข้าไม่ถูกปากเลยหรือเจ้าคะซานอินกล่าวยิ้ม ๆ เตรียมหั่นต้นหอมเติมให้อีกต้น ฝ่ายถูกทักไหวตัวทันรีบคว้าช้อนตักเข้าปากแล้วอมค้างไว้ไม่ยอมกลืน ต้าหนิงอยากหัวร่อแต่ก็มิกล้า แม้นอยากช่วยก็คงยาก ถ้าคนอย่างท่านฮานเก่อได้ลองยอมอมไว้แบบนั้น ก็เท่ากับยอมให้ผู้อื่นรังแก หาใช่เรื่องที่เขาจะเข้าไปยุ่งได้ มีเพียงสามคนในหุบเขาที่รู้ว่าผักสีเขียวทุกชนิดเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของนายตน หนึ่งในนั้นคือแม่นางซานอิน แม้อีกฝ่ายจะรู้แต่เลือกไม่พูดก็เถิด

ผักและพืชพรรณทุกชนิดในช่วงกลียุคเช่นนี้ ราคาแพงเสียยิ่งกว่ากว่าทองคำพันชั่ง ต้นหอม ลูกผักกาดเขียว ถั่วนางหงส์ อยู่ในอันดับต้น ๆ ที่มิอาจหาแลกเปลี่ยนมาไว้ปรุงอาหารในครัวได้

แว่วเสียงใสเอ่ยนำเนิบช้า พลางจับจ้องมองร่างสูงใหญ่ดีดตัวนั่งยืดตรง ฝืนบดกรามขยับเคี้ยวใบหน้าเหยเก หยดน้ำสายหนึ่งไหลออกหางตาราวกับซึ้งใจในรสชาติของธัญหาร ทว่าใจร่ำไห้อย่างหนักฝืนกินสิ่งที่ตัวเองรังเกียจมากที่สุดลงท้อง ความรู้สึกนี้อาจเป็นตั้งแต่ตอนเขาอายุสี่ขวบ อาหารทุกมื้อมีเพียงผักนึ่งสามหม้อใหญ่กับข้าวหนึ่งชาม กว่าจะได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์แสนหวาน เขาต้องรอจนกว่าเหมันต์ฤดูอันยาวนานสิ้นสุดลง แต่ก็ใช่ว่าจะสมใจปารถนาทุกคราวไป ถึงแม้บิดาจะล่าจิ้งจอกหิมะมาได้บ้าง ทว่าจำต้องเลือกขายมากกว่าเก็บไว้ทำกิน  

ซานอินลอบถอนหายใจเบา ๆ มองเขากินข้าวคำที่สอง แทบจะอาเจียนออกมารอมร่อ หูตาแดงก่ำเพราะกลั้นลมหายใจกล้ำกลืน ต้าหนิงยังทนเห็นไม่ได้ แต่เขาสังหรณ์ใจอย่างหนึ่ง แม่นางน้อยอาจทำไปเพราะมีเหตุผลบางงอย่างแอบแฝง

ซานอินเปลี่ยนจากคนมอง เป็นฝ่ายตักข้าวคำที่สามป้อนให้ถึงปาก เพราะกลัวเขา เจ็บพลางหยิบตะเกียบคีบต้นหอมอวบอ้วนใบเขียวเข้ม พร้อมกับคลี่ยิ้มบาง ๆ รอให้เขา ลิ้มรสความอร่อยเมื่อได้ทานคู่กัน

ต้าหนิงกระแอมไอ หวังช่วยนายของตน ทว่าไม่ประสบผล

เจ้านิลน้อยได้ทีเอาคืน แหงนคอกู่ร้องอย่างย่ามใจ สองเท้าคู่พากันตะกุยชายเสื้อเจ้ามนุษย์ตัวร้าย ขณะที่เผิงอวี้มีสีหน้าซีดลงราวกับถูกลมปราณตีกลับ พยามอ้อนวอนขอผ่อนปรนทางสายตา แต่นางกลับคีบมาเพิ่มให้เขาอีกหนึ่งต้น พ่อเสือไว้ลายหวังเรียกร้องความสนใจในตอนต้น ถูกคนงามปราบจนสิ้นด้วยกระบวนท่าเดียว

ซานอินยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามพิศดูคนตัวโตหมดแรงต้าน แต่ไม่บ่นออกมาสักคำ จึงเอ่ยปากเล่าเรื่องบางอย่างให้เขาสดับฟังด้วยหัวใจ

ในยุคสมัยชุนชิว บุตรสาวเจ้าเมืองหนานถงมีใจรักต่อนายทหารหนุ่ม ตอนทั้งคู่แต่งงานกันชีวิตมิได้ลำบากนัก ตราบจนกลับจากศึกสงครามแถบชายแดน ด้วยความห่างร้างไกลบ้านนานหลายเดือน ฝ่ายสามีจึงหวาดระแวงภรรยาตน เกิดอยากพิสูจน์ใจนางยังคงมั่นหรือผันเปลี่ยน

ซานอินเว้นระยะไว้ช่วงหนึ่ง ตักข้าวเพิ่มอีกคำจ่อปากเผิงอวี้ เขาไอออกมาจนหน้าเปลี่ยนสี ดวงตาพยัคฆ์สบพักตร์ตัดพ้อ แต่มิอาจเลี่ยงสิ่งที่รออยู่ ครั้งนั้นเขากินยาทลายกล้ามเนื้อ โดยเลือกกินหนึ่งในสามส่วน เลือกเก็บอีกสองส่วนไว้พร้อมกับยาถอนพิษ แสร้งบอกกับภรรยาว่าตนกำลังจะตาย ในไม่ช้า แต่ใครจะคิดเล่าว่าพอนางได้ฟัง นางจะกินยาส่วนที่เหลือทั้งหมด คนสองคนสารภาพความรู้สึกที่มีต่อกัน เรื่องชวนขบขันควรจะจบลงด้วยรอยยิ้ม ถ้ายาถอนพิษมิได้มีเพียงหนึ่งเม็ด แผนทำร้ายร่างกายเพื่อเรียกร้องอะไรก็ตามแต่ สุดท้ายจบด้วยการสูญเสีย ซึ่งเขาเองก็มารู้ในภายหลังว่า...นางคลอดบุตรชายไว้ให้เขาหนึ่งคน

ซานอินวางช้อนตักข้าวในมือลง คลี่ยิ้มดุจบัวแย้มบานในคิมหันต์ฤดู อะไรที่ควรพูดนางก็พูดจนหมดแล้ว หากเขาเป็นพี่เผิงอวี้ของนางในอดีต ย่อมเข้าใจความหมายนั้นดีกว่าใครอื่น กอปรกับก่อนหน้านี้นางใคร่ครวญอยู่หลายหน สักวันใดวันหนึ่งเขาต้องรู้เรื่องหลานหลัน หรืออาจจะรู้แล้วแต่ยังไม่พูดก็ช่างเขาปะไร ความบังเอิญบ่อยครั้งไม่มีในใต้หล้า เพราะต่างรู้ทันหัวใจกันถึงเพียงนี้

เผิงอวี้รู้แจ้งในทุกสิ่ง มือหยาบกร้านรีบรั้งแขนของนางไว้ให้นั่งอยู่ก่อน ใจอยากตะโกนกู่ร้องให้ความอึดอัดคลายลง ก็เพราะเห็นนางใส่ใจผู้อื่น จึงใช้แผนทำร้ายตัวเอง คิดแล้วช่างน่าละอายนัก เขาไม่ใช่คนทำผิดแล้วไม่รู้จักขอโทษ แต่กว่าจะเอ่ยได้สักคำครึ่งคำ เกรงว่านางจะทนรำคาญไม่ไหว

ชายหนุ่มเบนสายตามองถ้วยข้าวที่ตักกินไปเพียงน้อยนิด ก่อนปิดเปลือกตาลงช้า ๆ ขยับปากอ้าค้างไว้รอ คล้ายกับชายผู้ยอมรับผิดทุกประการ

ซานอินยิ้มกว้าง เลือกตักเอาแต่ส่วนที่มีผักสีเขียวป้อนให้อีกฝ่าย แค่เพียงอึดใจเดียว ใบหน้าคมสันยับย่นราวกับเด็กทารก นางหัวเราะน้อย ๆ ด้วยความรู้สึกเอ็นดู จวบจนถึงบัดนี้เขาก็ยังไม่ต่อว่านางสักนิด ปล่อยให้ผู้อื่นรังแกเหมือนในอดีตมิมีผิด

นางหยิบถ้วยดินเผาแกะลายเถาไม้มาวางไว้แทนที่อันเก่า พลันค่อย ๆ ใช้ตะเกียบคีบข้าวหอมกรุ่นเคล้ากลิ่นเนื้อปลาอัดแน่น ป้อนให้คนตัวโตทีละคำ ก่อนจะพูดขึ้นว่า...ข้าเชื่อว่าท่านจะไม่ทำเช่นนั้นอีก

ชั่วขณะที่ลิ้นสัมผัสได้ถึงความหอมหวานในโพรงปาก เผิงอวี้ลืมตาเบิกกว้างในทันที นี่มิใช่...ข้าวอบปลาย่างหม้อดินเป็นสิ่งที่เขาชอบมากที่สุดหรือหรือ      

สายตาคมดุจพยัคฆ์คำราม บังเกิดเงาน้ำจาง ๆ อยู่ในนั้น

มิใช่เขาที่เป็นฝ่ายจำเรื่องเก่า ๆ แต่ทว่ายังคงเป็นนางที่ไม่เคยลืม



[1] ถั่วงอกที่เริ่มออกใบสีเขียว


..............................................

คุยกันท้ายบท... 

หายไปพักนึง ออกไปหาจินตนาการมาเติมนิยาย เพิ่งเดินทางกลับมาถึงก็ลงนิยายยาว ๆ บทที่ 3 / 2 พาร์ท จะเป็นจุดน่ารักที่เขียนยากอีกหนึ่งจุดของไรต์เตอร์ มันเป็นการบรรยายอารมณ์ บทนี้แก้อยู่นาน แล้วมันจะเชื่อมกับ...การส่งพระเอกไปแลกเสบียงในตอนหน้า ๆ 

หวังว่า...จะไม่น่าเบื่อเกินไป แล้วจะเริ่มใส่บทพระรองมาเสริมนิดหน่อย ๆ ไม่ให้มันมีแต่พระเอกนางเอก เพียงแต่ต้องใจเย็น ๆ น้าาาาา เพิ่งเข้าบทที่ 3 ยังเหลืออีกเกือบ 10 ตอน ขอบคุณทุกกำลังใจ และการติดตามนะครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 85 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #117 jeed_porn (@wannapos) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:05
    ค่อย ๆ อ่อยกันไป
    #117
    0
  2. #33 mummummi (@narm_tip) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 20:43
    เขินที่เขารักกันแบบเงียบๆนี่แหละค่ะ
    #33
    1
  3. #31 นานา (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 20:30

    ชอบค่ะ ดูละมุน ดูน่ารัก เหมือนต่างคนต่างรู้แล้วว่าเป็นใคร

    #31
    1
  4. #30 srisupanuch (@srisupanuch) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 17:33
    ค่อยๆอ่อยค่อยๆเต๊าะ😁😁😁
    #30
    1
  5. #29 volled (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 16:16

    ได้ใจเลยค่ะ

    #29
    1
  6. #28 queendevil0410 (@queendevil0410) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 / 12:39

    ละมุนมากค่ะ ><

    #28
    1