[จบแล้ว/E-BOOK]จอมนางเหนือบัลลังก์ [王位上等]

ตอนที่ 7 : 5#ค้ำจุนโลก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 565 ครั้ง
    1 เม.ย. 63



ราวครึ่งชั่วยามต่อมาหลูจินก็มาถึงพร้อมกับตระกร้าใบใหญ่ที่แบกอยู่บนหลัง ในตระกร้ามีสมุนไพรที่ลี่เซียนต้องการมากมาย

“โอ้โห อาจิน เก่งนะเนี่ย ได้ของมาขนาดนี้เชียว เดี๋ยวข้าจะยกตำแหน่งผู้ช่วยมือขวาให้เจ้าดีหรือไม่”

หลูจินยิ้มดีใจที่ได้รับคำชื่นชมจนตาหยี “เพื่อคุณหนูข้าทำได้ทุกอย่างเลยขอรับ”

“เอ๋ คุณหนู แล้วบ่าวเล่าเจ้าคะ” ซูหลัวออกอาการน้อยอกน้อยใจ นางรับใช้พระสนมมาก่อนหลูจินแท้ๆ เหตุใดถึงชมแต่หลูจินเล่า

ลี่เซียนหลุดขำกับท่าทางเง้างอนของนางกำนัลคนสนิท “โถๆ หลัวเอ๋อร์ ข้าก็ให้เจ้าเป็นผู้ช่วยมือซ้ายไปแล้วอย่างไรเล่า พอใจหรือยังฮึ”

ซูหลัวได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกว้าง “พอใจแล้วเจ้าค่ะ”

“เอาล่ะ ทีนี้อาจินก็ไปชำระล้างเนื้อตัวให้สะอาดแล้วมาช่วยหลัวเอ๋อร์บดยาให้ได้เยอะๆ เดี๋ยวข้ากับอาหลิงจะป้อนยาให้ท่านน้าสุ่ยเจินและคนอื่นๆด้านนอก หวังว่ายาตัวนี้ของข้าจะได้ผลนะ”

“ต้องได้สิเจ้าคะ คุณหนูของบ่าวเก่งเสียขนาดนี้”

นางก็ไม่ใคร่จะแน่ใจนักหรอกว่าจะคาดเดาอาการโรคของพวกเขาได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ ยุคสมัยนี้กับยุคสมัยของนางมันต่างกันลิบลับทั้งอาหารการกินและการใช้ชีวิตประจำวัน บางทีโรคที่เกิดอาจจะเป็นโรคที่นางไม่เคยอ่านพบหรือเคยได้ยินมาก่อนก็ได้ แต่หากไม่มีอันใดผิดพลาดยานี่ต้องรักษาโรคท้องร่วงเหล่านี้ได้แน่ นางก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น

 

ลี่เซียนทุ่มเทกายใจทำยาลูกกลอนทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้เพียงพอแก่ทุกคน จากที่นางและสุ่ยหลิงช่วยกันเดินแจกยาลูกกลอนซื่อเสินหวานให้คนป่วยนางก็คอยนับจำนวนคนที่อาศัยอยู่ที่นี่คร่าวๆได้ราวๆสี่สิบกว่าคนจากสิบเอ็ดครอบครัว นับว่าไม่มากเท่าไหร่

หากเป็นโรคระบาดจริงก็ยังพอควบคุมได้ คนที่ยังไม่มีอาการป่วยไข้พอมีแรงทำงานนางก็กำชับให้ช่วยกันทำความสะอาดบ้านเรือนของตนเองให้ดี นำผ้าปูที่นอนหมอนมุ้งออกไปซักตาก สิ่งของไม่จำเป็นให้ขนออก น้ำจากบ่อหรือลำธารก็ให้ต้มจนสุกแล้วจึงค่อยมาดื่มกิน

ผ่านไปสองสามวันอาการของทุกคนก็เริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นั่นทำให้นางแน่ใจว่าอาการท้องร่วงของทุกคนไม่ใช่เกิดจากโรคระบาดอย่างอหิวาตกโรค แต่เป็นเพราะพวกเขาใช้ชีวิตอยู่อย่างมักง่ายและไม่ได้สนใจสุขอนามัยที่ดีเท่านั้นเอง อาจจะด้วยสภาพแวดล้อมรอบข้าง ความอัตคัดขัดสนยากจนข้นแค้นแทบไม่มีอันจะกิน พวกเขาจึงใช้ชีวิตอย่างไม่สนใจสิ่งใดมาตลอด ผลที่เกิดก็คือสุขภาพของทุกคนย่ำแย่จนไร้ซึ่งภูมิต้านทานที่ดี

ยามนี้ปลายยามโหย่ว[1]แล้วลี่เซียนก็ยังคงบดยาเพื่อทำยาลูกกลอนเพิ่มแม้จะได้เวลาทานอาหารเย็นแล้วก็ตาม

ซูหลัวที่เข้ามาตามนายตนถึงกับพรูลมหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ เมื่อก่อนหาได้เป็นสตรีที่ดื้อดึงพูดไม่ฟังกันเช่นนี้ เหตุใดตั้งแต่วันนั้นจึงกลายเป็นคนหัวรั้นถึงเพียงนี้ไปได้

“โธ่ คุณหนูเจ้าคะ พักบ้างเถิดเจ้าค่ะ ยามนี้อาการป่วยของชาวบ้านก็ดีขึ้นมากแล้ว คุณหนูน่ะทำยาทั้งวันทั้งคืนเช่นนี้คุณหนูนั่นแหละเจ้าค่ะที่จะล้มป่วยเสียเองนะเจ้าคะ”

“ได้อย่างไรกัน อาการท้องร่วงบางครั้งก็หาได้หายสนิทภายในวันสองวันเสียเมื่อไหร่ อย่างน้อยๆก็ต้องกินยาไปอีกสักพักใหญ่เลยเชียวล่ะ”

“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ เรื่องนี้คุณหนูบอกบ่าวเป็นสิบๆรอบแล้ว เพียงแต่บ่าวห่วงคุณหนูนี่เจ้าคะ เกิดท่านล้มหมอนนอนเสื่อไปจะทำเช่นไรกัน ไปเถิดเจ้าค่ะ วันนี้บ่าวทำซุปหลัวโป[2]ร้อนๆเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ”

พลันได้ยินเรื่องของกินท้องเจ้ากรรมของลี่เซียนก็ส่งเสียงร้องเสียงดังขึ้นมา

“อุ๊ย!

ซูหลัวอมยิ้มขำ “เห็นหรือไม่เจ้าคะ ขนาดท้องของคุณหนูยังส่งเสียงประท้วงดังถึงเพียงนี้ วางมือแล้วไปทานอาหารเย็นเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวบ่าวจะบดยาต่อให้เอง” ซูหลัวอาสาพลางยื่นมือออกไปรอ

“ดีเลย ทำให้ได้เต็มถ้วยนี่ก็พอได้แล้วล่ะหลัวเอ๋อร์”

“เจ้าค่ะๆ คุณหนูรีบไปทานซุปเถิดประเดี๋ยวจะเย็นเสียหมด”

ทว่าแทนที่ลี่เซียนจะทานอาหารให้เป็นกิจจะลักษณะ นางกลับไม่ลืมที่จะหยิบตำราติดมือไปนั่งอ่านด้วย หลูจินที่เพิ่งกลับเข้ามาถึงก็ยิ้มขำ

“คุณหนู วางตำราแล้วทานอาหารดีๆเถิดขอรับ”

“อ้อ อาจิน กลับมาแล้วหรือ ว่าแต่เจ้าหาเสินชวี[3]กับหลัวปู่จื่อ[4]มาได้หรือเปล่า”

หลูจินวางตะกร้าบนหลังลงวาง “ได้ขอรับแต่ไม่มากเท่าใดนัก พรุ่งนี้คงต้องไปหาเพิ่มอีก”

“ดีมาก อาการท้องร่วงจากอาหารเป็นพิษมักไม่หายขาดแม้จะหยุดถ่ายแล้ว ต้องให้พวกเขาทานเป่าเหอหวาน[5]ต่อเนื่องอีกสักหน่อย”

หลูจินพยักหน้า “ทราบแล้วขอรับคุณหนู” แต่ก็ไม่วายสงสัย “ว่าแต่คุณหนูขอรับ พักนี้เสบียงของเราเริ่มหรอยหรอลงทุกที หากข้ามัวแต่หาสมุนไพรมารักษาคนที่หมู่บ้านเหม่ยย่งเช่นนี้ เราเองก็จะไม่มีอันใดกินนะขอรับ”

ลี่เซียนนิ่งไป จริงสิ ลำพังนางอดไม่เท่าใดดอก แต่ซูหลัวกับหลูจินเล่าจะให้มาอดอยากไปกับนางมันก็ไม่ใช่เรื่อง นางคงเห็นแก่ตัวขนาดนั้นไม่ได้ นางก้มลงมองกำไลหยกที่แขนขวาของตนเองอยู่ครู่ก่อนจะตัดสินใจถอดมันออกมา

“เอานี่ไปขายสิ ถึงมันจะไม่ได้มีค่ามากมายแต่ก็คงเพียงพอซื้ออาหารมาตุนได้สักเดือนกระมัง”

ซูหลัวที่เดินออกมาพอดีเห็นเข้าจึงรีบห้าม “อ๊ะ คุณหนูไม่ได้นะเจ้าคะ ยามนี้สมบัติท่านเหลืออยู่ไม่มากแล้ว เก็บไว้สวมใส่บ้างเถิดเจ้าค่ะ”

“นี่หลัวเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้ยึดติดกับของมีค่าเหล่านี้นักเลย เก็บเอาไว้มันไม่ได้ทำให้เราอิ่มท้องได้ดอกนะ ตราบใดที่เรายังมีมันสมองและสองมือ ไม่ตายก็หาใหม่ได้ เอาไปขายเถิด ข้าทนเห็นพวกเจ้าทั้งสองคนต้องมาอดตายเพราะข้าคนเดียวไม่ได้ดอกนะ”

“คุณหนู” น้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจไหลริน ซูหลัวทั้งสงสารทั้งเสียใจ เหตุใดซุนหลงฮ่องเต้จึงได้ทรงร้ายกาจกับพระสนมเฉินนัก ส่งมาอยู่ไกลถึงเพียงนี้ไม่พอยังไม่ให้คนจากในวังมาส่งข้าวปลาอาหารให้อีก กระทั่งข้าวของมีค่าใดก็ไม่แม้แต่จะพระราชทานให้ติดกายมาแม้สักชิ้น ที่พระสนมมีอยู่ก็เป็นเพียงเครื่องประดับติดกายมาจากต้นตระกูลเท่านั้น ซึ่งก็ไม่รู้เมื่อใดจะหมดไป ไม่รู้เวรกรรมอันใดกันหนอ

“เอาล่ะๆ อย่าได้โศกได้เศร้าไปเลย แค่ข้าได้พบกัลญาณมิตรที่ดี ทรัพย์สมบัติใดก็ไม่มีความหมายเท่าพวกเจ้าทั้งสองคนดอกนะ หลัวเอ๋อร์ อาจิน ”

ครานี้แม้แต่หลูจินก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ “บ่าวขอสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อคุณหนูไปจนตายขอรับ”

“อ้าว แล้วกันอาจิน เป็นบุรุษอกสามศอกแท้ๆกลับฟูมฟายเป่าปี่ให้ข้าฟังเสียแล้ว” เห็นเด็กสาวเด็กหนุ่มตรงหน้าสะอึกสะอื้นแล้วนางก็อดจะขำน้อยๆด้วยความเอ็นดูไม่ได้ ตกลงแล้วไม่รู้ว่านางหรือพวกเขาที่ต้องดูแลอีกฝ่ายกันแน่ เฮ้อ..

 

วันเวลาล่วงผ่านไปเกือบเดือน จากหมู่บ้านเล็กๆที่ทั้งสกปรก อับชื้น และไม่น่าเข้ามาเฉียดใกล้ก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อากาศที่เคยเหม็นคาวคลุ้งไปทั่วจนต้องเมินหน้าหนีก็ค่อยๆหายไป อาการท้องร่วงของคนในหมู่บ้านก็ซาลงเหลือที่ยังมีอาการอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น ซ้ำแล้วหลังจากได้ยาบำรุงร่างกายของลี่เซียนทุกคนก็กลับมาสดชื่นและแข็งแรงดังเดิม จนยามนี้มีเพียงลี่เซียนที่ยังต้องใส่ผ้าปิดหน้าเพราะเหตุผลที่ว่านางมีแผลเป็นที่แก้มซ้ายดูอัปลักษณ์จนไม่อาจเผยให้ผู้ใดเห็นเท่านั้น

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่มีคนเดินทางมาหานางที่หน้าร้านขายสมุนไพรอันแสนวังเวงของนางเพื่อขอบคุณในความเมตตาที่ยอมรักษาโรคท้องร่วงให้พวกเขาโดยไม่คิดค่าเหนื่อยสักอีแปะเดียว

“อ๊ะ! ซุงเหล่าเซิน[6]ท่านทำอันใดน่ะลุกขึ้นๆ พื้นมันสกปรก” ลี่เซียนรีบเข้าไปประคองซุงเหล่าเซินวัยเจ็ดสิบหกปีให้ลุกจากพื้น

“ให้ข้าได้คำนับเพื่อขอบคุณคุณหนูเถิดนะเจ้าคะ ครอบครัวของข้ามีกันเพียงสองคนแม่ลูก หากอาหลางตายไปข้าก็ไม่รู้จะอยู่เช่นไร แค่คำนับแค่นี้ยังไม่พอเสียด้วยซ้ำเจ้าค่ะ” จบคำเหล่าเซินก็ทำท่าจะคำนับลี่เซียนอีกครั้ง

“โธ่ ซุงเหล่าเซิน ไม่เอาแล้วลุกเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าอายุสั้น!

คำพูดประโยคสุดท้ายของลี่เซียนทำเอาซูหลัวและสุ่ยหลิงมองหน้ากันไปมา “เหตุใดต้องอายุสั้นเล่าเจ้าคะคุณหนู”

ลี่เซียนชะงัก นางลืมไปเลยว่าวัฒนธรรมของที่นี่กับของนางมันต่างกัน การที่จะมีคนมาคำนับคุณหนูหรืออดีตพระสนมเช่นนางมันเป็นเรื่องปกติที่ไม่ได้แปลกอันใด แต่นางไม่ใช่คนถือยศถืออย่างนี่หน่าจะให้เคยชินกับเรื่องเช่นนี้ง่ายๆคงต้องใช้เวลากระมัง

“ช่างเถิดๆ ข้าก็พูดไปเช่นนั้นเอง เป็นห่วงเหล่าเซินอายุมากแล้วก้มบ่อยๆประเดี๋ยวจะหน้ามืดเอา”

“โถ คุณหนู ช่างมีน้ำใจประเสริฐนักเจ้าค่ะ” ซุงฉีฮุ่ยปลื้มปริ่มจนน้ำตาร่วงเผาะ จะหาคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเช่นนี้ในเมืองที่เต็มไปด้วยคนมีอันจะกินล้วนหายากยิ่งนัก

คุณหนูเฉินผู้นี้เปรียบได้ดังนางฟ้านางสวรรค์มาโปรดอย่างแท้จริง

เมื่อได้ยาบำรุงที่ลี่เซียนเตรียมไว้ให้ซุงฉีฮุ่ยก็ขอบคุณแล้วขอบคุณอีกกว่าจะยอมกลับ เล่นเอาลี่เซียนถึงกับทอดถอนหายใจอย่างปลงตก

“ทุกคนไม่เห็นต้องทำเช่นนี้เลย ข้าก็แค่ช่วยเท่าที่ช่วยได้เท่านั้นเอง”

สุ่ยหลิงที่เริ่มสนิทสนมกับลี่เซียนรีบขยับเข้ามาใกล้ๆพี่สาวแสนดีของตน สีหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยมีแต่ความชื่นชมนับถือหญิงสาวจากใจจริง

“พี่ลี่เซียนไม่รู้อันใด ที่ทุกคนทำนี่ยังน้อยไปเสียอีกเจ้าค่ะ หากคนที่หมู่บ้านมีของมีค่าคงนำมาตอบแทนท่านเต็มไปหมดเป็นแน่ ดูอย่างท่านแม่ของข้าสิเจ้าคะจนป่านนี้ก็ยังซาบซึ้งในบุญคุณที่ท่านช่วยพวกเราเอาไว้ไม่หยุดเลยเจ้าค่ะ”

“เจ้าเองก็เหมือนกันนะอาหลิง ไม่ต้องมาช่วยข้าที่นี่ทุกวันก็ได้ มีหลัวเอ๋อร์กับอาจินคอยช่วยอยู่แล้ว อีกอย่างเจ้าก็น่าจะเห็นว่าวันๆแทบไม่มีลูกค้า จริงๆถ้าจะพูดให้ถูกต้องบอกว่าขายไม่ได้เลยน่าจะถูกกว่า”

“แล้วเหตุใดพี่ลี่เซียนไม่เข้าไปขายในเมืองเล่าเจ้าคะ ผู้คนออกจะมาก”

ซูหลัวยื่นนิ้วไปจิ้มหน้าผากเด็กน้อย “นี่อาหลิง เจ้าน่ะตัวก็เท่านี้อย่าไปอยากรู้มากนักเลย หาใช่เรื่องของเด็กไม่”

“หลัวเอ๋อร์ ไม่เป็นไร นางยังเล็กจึงพูดไปตามที่อยากจะพูดก็เท่านั้น” ลี่เซียนว่าก่อนจะกวักมือเรียก “หลิงเอ๋อร์ มานี่สิ”

เด็กตัวน้อยเดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงข้างๆลี่เซียนอย่างรู้ความ “เจ้าคะพี่ลี่เซียน”

“ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากไปค้าขายในเมือง แต่ที่นั่นมีพ่อค้าแม่ขายจับจองพื้นที่ดีๆกันไปหมดแล้ว หากข้าอยากเปิดร้านในเมืองก็ต้องมีเงินมากพอจะจ่ายค่าเช่า เจ้าก็เห็นแล้วว่าแผงสมุนไพรของข้าแทบไม่มีลูกค้า แล้วข้าจะเอาเงินที่ใดไปจ่ายค่าที่เล่า”

เมื่อได้ยินความจริงดังนั้นสุ่ยหลิงจึงหงอยเหงาลงทันใด “ข้าอยากช่วยพี่ลี่เซียนหาอัฐให้ได้มากๆ จะได้มีอัฐพอเช่าค่าที่ในเมืองเจ้าค่ะ”

“หากเจ้ามาหาอัฐช่วยข้าแล้วเจ้ากับท่านแม่จะทำอย่างไรเล่าจะเอาเวลาที่ไหนไปทำมาหากินกัน ข้ารู้ว่าเจ้าหวังดีแต่ข้าไม่มีอัฐพอจะจ้างคนเพิ่มดอกนะ ทุกวันนี้ที่อยู่กันสามคนก็แทบแย่แล้วล่ะ”

สุ่ยหลิงเศร้าสร้อยลงมากกว่าเดิม นางรู้สึกว่าตนช่างไร้ประโยชน์ยิ่งนักอยากจะตอบแทนบุญคุณของลี่เซียนที่อีกฝ่ายรักษามารดาของตนจนหายดี

หลังจากนั้นภายในแผงสมุนไพรเล็กๆตกเข้าสู่ความวังเวงอีกครั้ง สุดท้ายวันนั้นทั้งวันแผงขายสมุนไพรของลี่เซียนก็ยังขายไม่ได้แม้สักอีแปะเดียวอีกเช่นเคย

แต่แม้จะยังขายไม่ได้สักอีแปะเดียวคนอย่างอภิญญาหรือเฉินลี่เซียนก็ไม่เคยคิดจะยอมแพ้ เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นนางก็ยังคงหิ้วตะกร้ามาตั้งแผงเหมือนเคยจนคนในหมู่บ้านเหม่ยย่งที่ต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านไปทำมาหากินในเมืองสนิทสนมกับนางทุกคน

“อ๊ะ ท่านลุงฝู วันนี้อาฉิงเป็นเช่นไรบ้างยังอาเจียนอยู่หรือไม่” ลี่เซียนเอ่ยถามฝูหม่าอี้ที่แบกฟืนผ่านมา

ฝูหม่าอี้ยิ้มแย้มพลางส่ายหน้า “ไม่แล้วขอรับคุณหนู ยาที่คุณหนูจัดให้ข้ากับหลานชายดีนัก ข้าเองได้ทานก็มีกำลังวังชามากขึ้นสามารถหาฟืนไปขายได้อัฐมากขึ้น ทำให้พักนี้อาฉิงมีอาหารดีๆทาน ขอบคุณคุณหนูมากๆนะขอรับ”

ได้เห็นรอยยิ้มสดใสของคนที่เคยอมทุกข์อย่างหนักมาก่อนเช่นนี้ลี่เซียนก็รู้สึกได้ว่าสิ่งที่นางลงทุนลงแรงไปไม่ไร้ค่าซ้ำยังได้พลังบวกกลับมาอย่างเต็มเปี่ยม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแรงผลักดันให้นางยังยิ้มสู้แม้จะไร้ซึ่งความหวัง

“ได้ยินอย่างนี้ข้าก็คลายใจ เชิญท่านลุงนำฟืนพวกนี้ไปขายในเมืองเถอะ”

“ขอรับๆ” ฝูหม่าอี้ประสานมือโค้งศีรษะก่อนจะเดินลับหายไป ลี่เซียนจึงหยิบตำราออกมาอ่านต่อจากที่อ่านค้างไว้ ส่วนซูหลัวก็นั่งเอามือทั้งสองเท้าคางเฝ้าแผงด้วยสีหน้าเลื่อนลอยตามเดิม

ทว่าลี่เซียนยังไม่ทันได้พลิกตำราหน้าถัดไปจู่ๆก็มีสตรีนางหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบตรงมาหา ใบหน้าของนางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและน้ำตา

สตรีผู้นั้นคุกเข่าลงต่อหน้าลี่เซียนดังตึงก่อนจะคว้ามือเล็กของนางมาจับเอาไว้อ้อนวอนเสียงสั่นเครือ “ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะท่านหมอ ได้โปรดช่วยซูเอ๋อร์ของข้าด้วยนะเจ้าคะ!!



[1] ยามโหย่ว หมายถึง ช่วงเวลาตั้งแต่ 17.00 - 18.59 น.

[2] หลัวโป หมายถึง หัวไชเท้า

[3] เสินชวี ช่วยย่อยอาหาร บำรุงม้าม สลายอาหารที่บูดและตกค้าง

[4] หลัวปู่จื่อ ช่วยให้ชี่ลงต่ำ เจริญอาหาร และสลายอาหารที่ตกค้าง

[5] เป่าเหอหวาน เป็นตัวยาที่ปรับสมดุลกระเพาะอาหาร

[6] เหล่าเซิน หมายถึง หญิงสูงวัยหรือแม่เฒ่า


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 565 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,352 ความคิดเห็น

  1. #783 Poonchanit (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 / 18:26
    ทำไมไม่เอาไปขายร้านขายยา/ขายสมุนไพร ไม่จำเป็นต้องเปิดแผงเอง
    นึกถึงว่า สมัยปัจจุบัน ซื้อจากร้านค้า(เช่นอภัยภูเบศ) ก็น่าเชื่อถือกว่าแผงแบกะดิน
    #783
    0
  2. #160 Earthkid (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 มีนาคม 2563 / 12:04
    ผู้หญิงคนนี้มาจากสมัยไหนเนี่ยไม่น่าจะเป็นสมัยนี้นะเพราะยังมีคนที่แบบโง่หรือว่าใจบุญสุนทานวะในสมัยนี้อีกหรอ ถึงกับว่าตัวเองอดตายก็โอเคที่จะช่วยคนอื่นหรอ
    #160
    1
    • #160-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 7)
      28 มีนาคม 2563 / 12:14
      ขอโทษนะคะที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น ไรท์แค่จะสื่อว่านางเอกก็ลำบากมาก่อนทั้งตัวนางเอกและพระสนมเฉิน หลูจินก็เคยอดมา เพราะงั้นมีอะไรก็แบ่งๆกัน ในเนื้อหาไรท์ยังไม่ได้ถึงขนาดปล่อยให้นางอดตายเลยนะคะ
      #160-1
  3. #128 baochompoo2525 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มีนาคม 2563 / 03:28
    กลับไปไล่อ่านดู.. นางเอกไม่ได้มีแผลเป็นที่หน้าหรืออัปลักษณ์ไม่ใช่เหรอคะ.. หรือเราอ่านข้ามตรงไหนไปอ้ะ
    #128
    2
    • #128-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 7)
      26 มีนาคม 2563 / 07:20
      ไม่มีค่ะ แต่ต้องให้คนอื่นเข้าใจว่ามีเพราะต้องการใส่ผ้าปิดไว้กันคนรู้จักเฉินอิงเย่ว
      #128-1
  4. #127 kulyasalin2 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 มีนาคม 2563 / 15:34
    นานๆ มาที นางเอกเราสู้ชีวิตมาก
    #127
    1
    • #127-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 7)
      26 มีนาคม 2563 / 08:56
      ยิ่งกว่าละครหลังข่าว 555
      #127-1
  5. #126 NuReader (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 14:20
    รอนางพ้นวิบากกรรมนี้จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเร็วๆ

    มาต่อโวยๆ เน่อไรท์
    #126
    1
    • #126-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 7)
      26 มีนาคม 2563 / 08:56
      ฝากติดตามต่อๆไปด้วยน้า
      #126-1
  6. #125 pook1819 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 12:44
    นางเอกจิตใจดีมากๆอ่ะ ชอบแนวคิดของนาง
    #125
    1
    • #125-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 7)
      26 มีนาคม 2563 / 08:56
      ขอบคุณค่า
      #125-1
  7. #124 usaonly (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 10:47

    สงสารลี่เซียนนะสมุนไพรก็ขายไม่ออก ไม่มีลูกค้ามาซื้อแบบนี้นางจะเอาเงินท่ีไหนไปซื้ออาหารกัน น่าจะมีวิธีหาเงินได้อีกนะ ตอนท้ายใครมาตามนางให้ไปรักษาอาจจะโชคดีได้เงินบ้างนะ ตอนนี้นางก็เป็นท่ีรู้จักของคนทั้งหมู่บ้านแล้ว รอดูกันค่ะ ขอบคุณค่ะ

    #124
    1
    • #124-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 7)
      24 มีนาคม 2563 / 11:25
      เอาใจช่วยนางด้วยนะคะ ชีวิตของเซียนเซียนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบจริงๆ ยังมีวิบากกรรมอีกเยอะเลย
      #124-1
  8. #123 Airki (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มีนาคม 2563 / 08:57

    สนุกมากค่ะ รออยู่นะคะ
    #123
    2
    • #123-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 7)
      24 มีนาคม 2563 / 09:02
      ขอบคุณค้าบ ไรท์กำลังนอยด์เลย ช่วงนี้หดหู่ไปหมด กลัวโรคก็กลัว กลัวนิยายไม่สนุกไม่มีคนอ่านก็กลัว แงงง
      #123-1