[จบแล้ว/E-BOOK]จอมนางเหนือบัลลังก์ [王位上等]

ตอนที่ 13 : 11#ทักษะการโป้ปดของลี่เซียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,807
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 544 ครั้ง
    7 เม.ย. 63



ข้ารู้ว่าเจ้ามีเรื่องจะพูด และข้าก็รู้ว่าเจ้าคงจะหิว กินให้อิ่มก่อนจะพูดกันเถอะ” จบคำหลิวเฟยก็เอนกายพิงหมอนสามเหลี่ยมด้วยท่าทางสบายๆ พร้อมกับยกจอกสุราหมักขึ้นดื่ม

หนอย...ทำเป็นรู้ดี

ลี่เซียนบ่นเพียงในใจก่อนจะหันมาสนใจอาหารตรงหน้าพลางคิดว่าจะทานจานไหนก่อนดี แต่พอใช้ช้อนไม้ตักและกำลังจะยื่นเข้าปากนางกลับฉุกคิดได้ว่า

แย่แล้ว ติดผ้า แล้วข้าจะทานเช่นไรถ้าไม่ถอดผ้านี่ออกก่อน ชิบ...หาย...แล้ว

ลี่เซียนค่อยๆวางช้อนกลับลงไปที่เดิม พลางเหลือบไปหาคนข้างๆช้าๆ กลับพบว่าอีกฝ่ายกำลังเท้าหน้าผากข้างหนึ่งมองนางอยู่อย่างจงใจ คล้ายกับเด็กที่ถูกจับผิดนางจึงเผลอยืดกายขึ้นตั้งตรงแล้วแสร้งมองไปทางอื่น

หรือว่าเขาหมายจะให้นางเปิดเผยใบหน้าให้เห็นกันแน่ หมายความว่าเขาสงสัยแคลงใจเรื่องแซ่และชาติตระกูลของนางอยู่สินะ นี่นางควรจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี ดูจากนิสัยที่ค่อนข้างเจ้าเล่ห์ เอาแต่ใจซ้ำยังเจ้ากี้เการของเขาแล้วไม่น่าจะเลิกราง่ายๆแน่

“ไยไม่กินเล่า อาหารพวกนี้เป็นอาหารขึ้นชื่อของแคว้นโม่วทั้งนั้น มิได้หากินได้ง่ายๆดอกนะ” หลิวเฟยถามขึ้น

นางส่ายหน้าดิก “ข้า...ข้าไม่หิว ข้าต้องการมาคุยกับท่านเรื่องเมื่อกลางวันเท่านั้นเจ้าค่ะ”

“เรื่องเมื่อกลางวัน? เรื่องใดกัน” เขาย้อนถามน้ำเสียงเรียบ ทว่าสีหน้ากลับแย้มยิ้มดูเจ้าเล่ห์

หืม...ตอแหลสุด

“เป็นท่านหรือมิใช่ที่ให้คนของที่นี่ไปปล่อยข่าวเรื่องที่ข้ารักษาอาการป่วยของนายน้อยจนหาย”

 “แล้วไม่ดีหรือ ข้าก็แค่หวังดี ร้านของเจ้าจะได้ไม่เงียบเหงาอย่างไรเล่า”

หนอย....เงียบเหงาไม่เงียบเหงามันก็เรื่องของข้า หาใช่ธุระที่ท่านต้องมาลำบากด้วยไม่ ผู้ใดขอร้องให้ท่านมายุ่งกันเล่า

หลิวเฟยยกสุราขึ้นดื่มจนหมดจอก ก่อนจะยื่นจอกสุราเปล่าไปให้สาวงามซึ่งแต่งกายยั่วยวนสายตารินสุราให้จนเต็ม และเท่าที่นางสังเกตเห็นคงจะมีเพียงตรงนี้ที่มีหญิงงามคอยปรนนิบัติพัดวีให้เขา

ลี่เซียนจำได้ ซือเจี่ยบอกว่าในคาราวานนี้นอกจากนางกับผิงผิงก็หาได้มีสตรีอื่น นั่นย่อมหมายความว่าเขาใช้อัฐจ้างหญิงงามล่มเมืองเหล่านี้มาสร้างความรื่นรมย์ให้โดยเฉพาะ

หืม...ป๋ามาก...ป๋าสุดๆ

นางล่ะแสนจะเกลียดบุรุษหลายใจเช่นนี้ เพราะฉะนั้นบอกเลยว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะได้พบกับเขาหลังจากนี้จะไม่มีอีกแล้ว ลาขาดเลยคนเจ้าชู้!

“เรื่องวันนี้อย่างไรข้าก็ขอขอบคุณในความหวังดี แต่คงไม่มีคราวหน้าอีกแล้ว ขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”

ร่างบางทำท่าจะลุกกลับแต่ทว่าหลิวเฟยกลับใช้พัดในมือขวางหน้านางเอาไว้

“อย่าได้ตัดเยื่อตัดไยข้าถึงเพียงนั้นซีคุณหนูเฉิน ข้าก็เพียงแค่อยากเป็นสหายกับเจ้าเอาไว้ เผื่อว่าวันหนึ่งเราอาจจะได้หารือการค้าการขายร่วมกัน จริงๆวันนี้ข้ายังมีการแสดงดีๆให้เจ้าได้ชมอีกมาก อยู่ชมก่อนเถิดแล้วจึงค่อยกลับ”

เพ้ย!! นี่ยังหวังจะได้ร่วมงานกันนางอีกงั้นหรือ

“เรียนคุณชาย ทุกวันนี้ข้าพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่แล้ว หาได้ต้องการมากกว่าที่เป็นอยู่ไม่ คงไม่ต้อง...”

“ซวี่อี้”

“ขอรับ”

“เริ่มการแสดงได้แล้ว”

“ขอรับคุณชาย”

มือน้อยๆของลี่เซียนกำแน่น บุรุษผู้นี้ช่างหน้าหนานัก ปล่อยให้นางเปลืองน้ำลายพูดไปตั้งหลายประโยค สุดท้ายกลับไม่ได้นำพาเลยแม้แต่น้อย ได้ ได้ มีอันใดมาหลอกล่อก็เอาออกมาให้หมด เขาจากไปเมื่อใดก็ไม่หวังจะได้พบกันอีก

 

ผ่านไปสองเค่อ การแสดงที่เขาว่าจบไปหนึ่งชุด แล้วก็เริ่มชุดใหม่ พอชุดใหม่จบก็ตามด้วยชุดต่อมา เสียงเพลงแม้จะมีจังหวะเร้าใจแต่นางกลับรู้สึกง่วงงุนจนเหลือประมาณ สุดท้ายคนที่ทั้งเพลียทั้งหิวอย่างนางก็เริ่มสับปะหงกทั้งๆที่ยังนั่งอยู่เช่นนั้น

“คุณชาย นั่น...”

“ข้าเห็นแล้ว ปล่อยนางเถอะ เจ้าไปเอาสุรามาเพิ่มให้ข้าอีกกาก็แล้วกัน บอกให้นางรำพวกนั้นกลับหอพวกนางไปเสีย จ่ายค่าตัวพวกนางให้สมน้ำสมเนื้อด้วย งานรื่นเริงถึงเวลาเลิกราแล้ว”

“ขอรับคุณชาย”

“พวกเจ้าเองก็กลับไปเถิด วันนี้ข้าอยากอยู่คนเดียว” เขาโบกมือไล่หญิงสาวที่ล้อมหน้าล้อมหลังออกไปจนหมด เหล่าสิงห์ร่ำสุราทั้งหลายต่างก็หมดฤทธิ์หลับใหลไม่ได้สติสมประดีอยู่ตรงนั้นเอง บรรยากาศรอบข้างเริ่มจะเงียบเสียงลง ยังมีเพียงเสียงของเปลวไฟที่ลั่นเปรี๊ยะอยู่ไม่ไกลเท่านั้น

หลิวเฟยเท้าคางมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆเนิ่นนาน ครึ่งใบหน้าของลี่เซียนยามต้องแสงสว่างจากกองไฟช่างนวลตาจับใจคนมองยิ่งนัก ร่างหนาตัดสินใจขยับกายเข้าไปใกล้คนไม่รู้สึกตัวอีกหน่อยค่อยๆใช้นิ้วยกผ้าบนใบหน้าของนางขึ้นช้าๆ ไม่นานมุมปากของเขาก็ยกขึ้นน้อยๆ

“คิดจะปกปิดความจริงข้างั้นหรือเฉินอิงเย่ว เจ้าจะดูถูกความสามารถของข้ามากเกินไปแล้วกระมัง ข้าไม่รู้ดอกว่าดวงตาที่เคยบอดสนิทของเจ้าหายดีและกลายมาเป็นแม่ค้าสมุนไพรธรรมดาๆเช่นนี้ได้อย่างไร ทั้งๆที่ฮ่องเต้ผู้นั้นประกาศว่าเจ้าไม่เหมาะสมกับการเป็นพระสนมด้วยความพิการตาบอดจนไม่อาจถวายตัวได้ ซ้ำยังเนรเทศเจ้าออกมาจากวังหลวงอย่างไม่ไยดี แต่เอาเถอะ เห็นเจ้าสนุกข้าก็ไม่อยากยื่นมือเข้าไปสอด เป็นผู้กุมความลับก็สนุกดีไม่น้อย บางทีเรื่องนี้อาจมีประโยชน์ให้ข้าได้บ้าง จะปล่อยเจ้าไปก่อนก็แล้วกัน แต่บอกไว้เลยว่าจะให้ข้าเลิกสนใจเจ้านั้นหรือ ไม่มีทางเสียล่ะ”

 

ลี่เซียนรู้สึกตัวตื่นราวต้นยามไห่[1]เพราะความหิว เปลือกตาบางกระพริบปริบๆอยู่สองสามทีก่อนจะรู้ตัวว่าตนเองนั่งอยู่ในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวไปตามทางขรุขระ ซ้ำแล้วศีรษะของนางก็กำลังเอนพิงลาดไหล่หนาของใครบางคนอยู่เสียด้วย พอได้เห็นสีของอาภรณ์ก็ตกใจผงะออกห่างเสียจนแทบหงายหลัง พลันรวบรวมสติได้นางโวยวายทันที

“ท่าน!! ท่าน!! ข้ามาอยู่บนนี้ได้อย่างไร ท่านทำอันใดข้า คิดจะข่มเหงข้ากระนั้นหรือ!

หลิวเฟยที่นั่งโบกพัดในมือตามวิสัยถึงกับขำเสียจนไหล่โยก “นี่คุณหนูเฉิน ถึงข้าจะชื่นชอบความงามของสตรีจนเป็นที่เลื่องลือปานใดแต่ข้าก็มีศีลธรรมอยู่พอตัว เจ้าคงไม่คิดว่าข้าจะขืนใจเจ้าที่กำลังฝันหวานอยู่ดอกนะ”

นี่...นี่มิใช่เขากำลังหาว่านางหมกมุ่นในเรื่องอย่างว่าอยู่งั้นหรอกหรือ

“ข้า...ข้า...” เพราะถูกกล่าวหาเช่นนั้นลี่เซียนคิดคำขึ้นมาโต้แย้งอันใดไม่ออกแม้เพียงครึ่งคำ ใบหน้าใบหูแดงก่ำราวกับลูกตำลึงสุก

พลันเห็นว่ายามนางถูกต้อนเช่นนี้กลับดูน่ารักน่าแกล้งยิ่งนัก เขาที่ในยามปกติได้พบสตรีมากมายล้วนมีแต่ประเภทยั่วยวนเอาใจและฉอเลาะตลอดเวลาก็รู้สึกคันยุบยิบในอก คิดดูเอาเถิดพวกนางต่างก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาสนใจแต่คุณหนูเฉินผู้นี้กลับรังเกียจเขาเสียจนออกนอกหน้า ยิ่งเป็นเช่นนี้มันก็ยิ่งทำให้เขาอยากรู้เข้าไปเสียอีกว่าเป็นเพราะเหตุใดหนอนางถึงได้ตั้งแหง่กับเขานัก ไหนๆก็ไหนๆขอแกล้งอีกสักหน่อยเถิด ออกเดินทางครานี้เกรงว่าอีกนับเดือนกว่าจะได้วนกลับมาที่นี่ คงคิดถึงเจ้าแมวน้อยที่เอาแต่ขู่ฟ่อๆแต่ไร้พิษสงผู้นี้อย่างยิ่ง

“ว่าก็ว่าเถิด ข้ายังนึกสงสัย แซ่เฉินของเจ้านั้น บรรพบุรุษมาจากที่ใด ข้าเป็นหัวหน้าพ่อค้ามาหลายปีดีดักกลับจดจำเจ้าไม่ได้ ครอบครัวของเจ้าไปอยู่เสียที่ใดหมดเล่า”

ลี่เซียนไม่ได้คาดคิดคำตอบเอาไว้ล่วงหน้าก็นิ่งไปครู่หนึ่ง เอาล่ะ ในเมื่อหลีกหนีไม่พ้นก็จนใจจะปิดบัง โกหกไปสักสามสี่ประโยคคงไม่ถึงกับถูกจับส่งทางการ นางเหลือบมองใบหน้าเจ้าเล่ห์อีกฝ่ายเป็นระยะ ในสมองก็พยายามเค้นว่าจะเอาเรื่องใดมาเล่าให้เขาเชื่อดีหนอ

พลันนึกได้ว่าเฉินอิงเย่วมีญาติอยู่ผู้หนึ่งนามว่าเฉินอี้เสียง นางได้ยินคนในจวนเล่ากันว่า เขาเป็นพวกรักสันโดษจึงแยกออกไปอยู่ลำพังที่เมืองเส้าจิงตั้งแต่ยังหนุ่ม เขาเริ่มกิจการขายสมุนไพรจนสามารถลืมตาอ้าปากได้ด้วยลำแข้งตนเอง แม้ความเป็นอยู่ของเขาจะไม่ได้ลำบากแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยมากมาย แต่เพราะนิสัยเถรตรง รักความยุติธรรมและไม่ชอบการถูกเอาเปรียบ ทำให้เขาไปขัดแข้งขัดขาเหล่าพ่อค้าและขุนนางบางคนเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ และเพราะเช่นนี้อายุของเขาจึงได้สั้นนักถูกขุนนางที่คิดแค้นใส่ร้ายจนต้องถูกริบสมบัติและถูกโบยจนตายในวัยเพียงสี่สิบต้นๆเท่านั้น หากนางจะนำชื่อเขามาอ้างก็คงพอฟังขึ้นบ้าง อย่างน้อยๆเขาก็ยังมีตัวตนอยู่จริงๆ

“เดิมทีแล้วข้าหาได้แซ่เฉินดอกเจ้าค่ะ ข้ากำพร้าตั้งแต่จำความได้แล้ว แต่ก็นับเป็นบุญนักที่บิดาบุญธรรมของข้า เฉินอี้เสียง ไปพบข้าเร่ร่อนอยู่นึกเอ็นดูสงสารจึงได้เก็บข้ามาชุบเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมและมีเมตตาแบ่งปันแซ่เฉินให้ข้าใช้ เขาเป็นเพียงคนขายสมุนไพรธรรมดาๆที่เมืองเส้าจิงไม่ได้มีชื่อเสียงอันใด ข้าเติบโตมาท่ามกลางสมุนไพรหลากหลายชนิด ถูกเขาบ่มเพาะความรู้จนเต็มสมอง เขาหมายใจจะให้ข้าสืบทอดกิจการของเขาต่อซึ่งข้าเองก็ตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ แต่ก็ไม่คาดว่าชะตาชีวิตของพวกเราสองพ่อลูกจะอับเฉานัก ถูกพ่อค้าเห็นแก่ได้ร่วมมือกับขุนนางชั่วช้าข่มเหง ยึดทรัพย์สินทุกอย่างไปจนสิ้น ก่อนจะมีคำสั่งให้ทางการมาจับตัวเขาไปโบยจนตาย ส่วนข้า ซูหลัวและหลูจินหนีออกมาได้กลางดึกจึงรอดพ้น พวกข้าสามคนระเห็จระเหเร่ร่อนอยู่หลายเดือนจนกระทั่งมาถึงเมืองฉางซูนี่ ข้าจึงตั้งใจว่าจะต้องสืบทอดความตั้งใจของบิดาบุญธรรมให้จงได้ก็เท่านั้นเองเจ้าค่ะ”

เป็นเช่นไรเล่า นิ่งเงียบตั้งใจฟังถึงเพียงนี้เป็นเพราะนางแต่งเรื่องดีมากหรือไม่ ฮึๆ ไม่เสียทีที่อ่านนิยายจีนโบราณมามากพอๆกับนิยายต้วนซิ่วทั้งหลายในภพก่อนจริงๆ นับว่ามีประโยชน์ยิ่งแล้ว

ในขณะที่ลี่เซียนภูมิใจกับทักษะการโป้ปดของตนเอง หลิวเฟยกลับพยายามอย่างมากที่จะไม่หลุดขำออกมาให้นางอับอาย

ช่างน่าสนใจ นางช่างน่าสนใจจริงๆ

“เรื่องราวของเฉินอี้เสียงผู้นั้นข้าก็พอได้ยินมาบ้าง แต่เรื่องที่รับลูกบุญธรรมนี่...”

“เขา...เขามิได้บอกผู้ใดเจ้าค่ะ เขาเกรงว่าหากคนในครอบครัวทราบจะคัดค้านคนอื่นๆเก็บเรื่องข้าเอาไว้เงียบๆ

“อ้อ เป็นเช่นนี้”

เหงื่อบนหน้าผากของนางไหลซึม นางจึงรีบชะโงกออกไปดูนอกหน้าต่างก็พบว่าใกล้ถึงทางขึ้นเขาที่ตรงไปยังเรือนตนเองแล้ว คล้ายจะโล่งใจแต่ทว่าจู่ๆก็ฉุกคิดได้ว่า

นี่เขารู้ได้อย่างไรกันว่าเรือนนางกลับทางนี้!’

และราวกับว่าหลิวเฟยจะอ่านใจนางออก เพียงเห็นแววตาฉงนของอีกฝ่ายเขาก็รู้แล้วว่านางคิดสิ่งใดอยู่

“คราแรกข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าพักอยู่ที่ใด ข้าจึงให้ซวี่อี้ไปสอบถามชาวบ้านที่หมู่บ้านเหม่ยย่งมาจึงได้มาถูก”

อ้อ เป็นเช่นนี้เอง ตกใจหมด

“เช่นนั้นก็ส่งข้าลงตรงนี้เถิด เรือนของข้าอยู่บนเขา นั่งรถม้าขึ้นไปคงไม่สะดวกนัก”

หลิวเฟยลอบมองนางเล็กน้อยก่อนจะว่า “ได้สิ ซวี่อี้หยุดตรงนี้แหละ”

“ขอรับคุณชาย”

ทันทีที่รถม้าจอดนิ่งสนิท ลี่เซียนก็หันมาค้อมศีรษะลง “ขอบคุณท่านอีกครั้งสำหรับเรื่องวันนี้ ขอตัวเจ้าค่ะ”

จบคำนางก็รีบก้าวลงจากรถม้าก่อนจะเดินเร็วๆขึ้นเขาไปทันที

“คงกลัวว่าข้าจะรู้สินะว่านางพักอยู่ที่เรือนหลินหลิง ฮึๆ ไร้เดียงสาเสียจริง”

“นี่นางเป็นอดีตพระสนมเฉินผู้นั้นจริงๆหรือขอรับ แล้วเหตุใดชาวบ้านจึงไม่รู้”

“เท่าที่ข้ารู้มา พระสนมเฉินนั้นดื่มยาพิษหมายจะปลิดชีพตนแต่นางไม่ตายทว่าดวงตาทั้งสองข้างของนางกลับบอดสนิท ไร้ทางเยียวยา ไร้ซึ่งทางรักษา ด้วยเหตุผลนี้ซุนหลงฮ่องเต้จึงทรงกริ้วอย่างมาก แต่เรื่องน่าละอายเช่นนี้มีหรือฮ่องเต้ผู้นั้นจะปล่อยให้ฉาวโฉ่ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ปลดนางแล้วขับไล่นางมาใกล้ถึงชายแดนนี้ดอก คงต้องการทำให้นางเลือนหายไปเลยเสียมากกว่า”

“จะว่าไปก็น่าเห็นใจนางอยู่นะขอรับคุณชาย” ซวี่อี้เศร้าหมองลงเล็กน้อย ก่อนจะคิดขึ้นได้ “เอ๋ หรือว่าเพราะเหตุนี้คุณชายจึงได้สนใจนาง”

“นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่คาใจข้ามากกว่านั้นคงเป็นเรื่องดวงตาของนาง”

“ดวงตาของนาง?” ซวี่อี้ทวนคำ

“ข้ากำลังสงสัยว่าดวงตาของนางที่เคยบอดสนิทไปแล้วแต่กลับมามองเห็นได้อย่างไรน่ะสิ และข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับนางกันแน่”  



[1] ยามไห่ คือ ช่วงเวลาตั้งแต่ 21.00 -  22.59 น.

            

           TALK: ตัวละครจางหลิวเฟยผู้นี้ลึกลับดีมั้ยค่ะ อิอิอิอิ ไรท์จะปล่อยให้รีดทุกคนเดากันไปก่อนอาจจะมีคนถูกก็ได้น้าาา พี่เฟยรู้ตัวตนแท้จริงของน้องแล้วจะจัดการน้องอย่างไรต่อไปโปรดติดตาม อ่ะฮิๆๆๆ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 544 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,352 ความคิดเห็น

  1. #991 เมมฟิส (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2563 / 14:32
    พี่เฟยฉลาด
    #991
    0
  2. #641 kitty (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2563 / 16:45

    อย่างจางหลิวเฟยนี่ถึงเหมาะจะป็นพ่อค้า แต่บุคคลิกเฮียดูกวนมากๆ ส่วนอิงเย่ว์ยังต้องเรียนรู้อีกนาน แค่ทักษะในการค้าขายกับความอดทนในการตวบคุมอารมรณ์และอคติกับผู้ชายก็ต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่แล้ว อาจเพราะในโลกเดิมไม่เคยค้าขาย และคนยุคใหม่มักไม่รู้จักการควบคุมอารรณ์ ประกอบกับอคติจากคนรักเก่าและฮ่องเต้ เลยมองโลกแบบแคบไปหนอย ก็ค่อยๆเรียนรู้ไป

    #641
    0
  3. #591 Pam NPP (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 02:53
    ถ้าฮีเป็นพระเอกของเรื่องนี้ คือต้องบอกว่าขอบายนะคะ ไม่ชอบไม่อินกับทของฮีค่ะ บทของฮีน่ารำคาญมากค่ะ
    #591
    0
  4. #587 เงาสายลม (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 00:57
    แทนที่จะได้เห็นนางใช้ความสามารถไปเรื่อยๆดันมีคนพวกนี้มาทำลายความสงบอีก ถึงจะเป็นเนื้อเรื่องแต่มันน่ารำคาญพอๆกับพวกชอบเกาะติดเป็นปลิงไปๆมาๆบทมากกว่าตัวเอกซะงั้น
    #587
    0
  5. #534 baby-m2 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 13:56
    ไม่รู้คนอื่นเป็นมั้ย แต่ไม่ชอบอิจางหลิวเหยอะไรนี่อ่ะ ไม่รู้สิ นางเอกก็ไม่ระวังตัวเกิ๊นน ไหนบอกไม่ชอบคนแบบนี้ทำไมไม่สู้ไม่เถียงอะไรหน่อยล่ะ ยอมอย่างเดียว อิใจอ่อนอ่ะเข้าใจ แต่จะใจอ่อนกะทุกคนไม่ได้หรอกนะ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมบ้างรึไงเนี่ยยย //รู้สึกเอือม แต่ก็จะลองอ่านต่อไป อยากให้นางสู้คนมากกว่านี้ ถ้าตามชื่อเรื่องคือมีตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่แน่ๆๆ แค่เล่ห์กลธรรมดายังไม่มีมันก็ไม่ได้ป่ะะ โดนแฟนเก่าหลอกน่าจะคิดอะไรได้มากขึ้นนะคะ
    #534
    0
  6. #363 kulyasalin2 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 20:59
    พี่เฟยดูจะมิธรรมดาเลย แต่เป็นใครนั้น .....รีดจะไปรู้ได้ยังไง 555555
    #363
    1
    • #363-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 13)
      9 เมษายน 2563 / 09:36
      ฮ่าๆๆ ไรท์ชอบให้ตัวละครมันลึกลับๆค่ะ ชอบเห็นรีดเดา มันได้แนวทางเยอะดี จริงๆนะ
      #363-1
  7. #362 mickey_90 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 19:42
    ไรท์คะเปลี่ยนจาก ดอกเจ้าค่ะ เป็น หรอกเจ้าค่ะ ได้ไหมคะ นิยายจีนนะคะไม่ใช่นิยายไทยจะมาใช้คำว่าดอก
    #362
    1
    • #362-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 13)
      8 เมษายน 2563 / 20:22
      อ่า ในนิยายแปลบางเรื่องกะมีใช้อยู่นะคะ อย่างสามชาติสามภพกะใช้ค่ะ
      #362-1
  8. #361 dangpurr (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 08:44
    นางอาจจะไปเปนจอมนางเหนือบัลลังก์แคว้นอื่นก็ได้ เอ้า..เดากันไป 55
    #361
    1
    • #361-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 13)
      8 เมษายน 2563 / 20:28
      นั่นสิเนาะ อิอิ
      #361-1
  9. #360 nuchii675 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 เมษายน 2563 / 01:03
    ถึงเวลาปุจฉา-วิสัชนาละใช่ป๊ะ ... รีดเดาว่า เฮียเฟยแกต้องเป็นอ๋อง-องค์ ช แคว้นอื่น ออกท่องยุทธภพแน่ๆ
    #360
    1
    • #360-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 13)
      8 เมษายน 2563 / 08:15
      จะใช่มั้ยน้าาาา รอดูต่อไปค่า
      #360-1
  10. #359 sungkyunglee (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 20:24
    ได้ของแล้วค่าขอบคุณไรท์มากค่ะ... ว่าแต่จอมนางนี่ใครเปนพระเอกน้อควเป็นฮ่องเต้ตามชื่อเรื่องใช่ป่ะ
    #359
    1
    • #359-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 13)
      8 เมษายน 2563 / 08:14
      โอเครค่าาาา ส่วนเรื่องพระเอกน้านนนน ไม่บอกหลอกให้เดา 555
      #359-1
  11. #357 usaonly (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 12:14

    ไม่แฟร์พี่เฟยแกรู้ไส้รู้พุงน้องหมด ชอบน้องใช่ไหมล่ะ แต่น้องเขาไม่ชอบคนเจ้าสำอาง และเจ้าชู้อย่างพี่เฟกแน่สงสัยว่าน้องทำไมหายตาบอด.เรื่องนี้น้องก็คงตอบใครไม่ได้เหมือนกัน สงสัยกันต่อไป อิ อิ ขอบคุณค่ะ

    #357
    1
    • #357-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 13)
      7 เมษายน 2563 / 12:29
      ตอนนี้แค่สนใจล่ะค่ะ อนาคตข้างหน้าไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาป่วนน้องอีกสินะ โปรดรอชม หุๆ
      #357-1
  12. #356 pook1819 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 09:21
    น้องไม่ชอบเฮียตรงที่ดูเจ้าชู้นี่แหละแต่เฮียก็ชอบทำตัวแบบนั้นตลอดๆเลย เอากับเค้าสิ มึนตึ้บ
    #356
    1
    • #356-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 13)
      7 เมษายน 2563 / 09:22
      มันเป็นสไตล์ค่ะ พี่เฟยแกเสมอต้นเสมอปลาย 5555
      #356-1