[วางแผง/E-Book] จ้าวหลินหรง 赵林蓉 (สนพ.ไลต์ออฟเลิฟ)

ตอนที่ 2 : 1 จ้าวหลินหรง [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,297
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 358 ครั้ง
    18 ธ.ค. 61





จ้าวหลินหรง [1-1]


แคว้นต้าเฟิ่ง รัชศกชางหง ปีที่หนึ่ง

ในที่สุด แคว้นต้าเฟิ่งก็เข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงอย่างแท้จริง ฝนฟ้าก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ปลูกพืชผักปลูกข้าวหาเลี้ยงชีพก็ถูกขุนนางชั่วกดราคาจนเลือดตาแทบกระเด็น ราษฎรส่วนใหญ่ต้องอดอยากปากแห้งขาดแคลนอาหารที่ต้องเลี้ยงดูครอบครัวจนบางครั้งต้องขายบุตรธิดาไปเป็นทาสแก่ขุนนางมีอันจะกินเพื่อต่อชีวิตคนที่เหลือให้อยู่รอด ไหนจะพวกโจรโฉดที่ออกอาละวาดปล้นฆ่าแทบจะทุกชั่วยาม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ยามนี้จะมีเสียงก่นด่าซีเฉิงฮ่องเต้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ


ไม่ต้องพูดถึงเสียงกลองร้องทุกข์ที่ดังแทบจะทุกเวลา ชาวบ้านที่มีชีวิตลำบากจนแทบทนไม่ไหวก็ยอมแม้กระทั่งต้องถูกโบยสี่สิบไม้และกลิ้งตัวไปบนแผ่นตะปูเพื่อให้ฮ่องเต้ผู้เห็นแก่ตัวผู้นี้ยอมฟังเสียงประชาชนบ้าง ทว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาก็มักจะขาดใจตายเสียตั้งแต่ถูกโบยไม้ที่สิบเท่านั้น


เหล่าขุนนางที่ภักดีต่อซีเฉิงฮ่องเต้ล้วนมีชีวิตความเป็นอยู่หรูหราอู้ฟู่ ส่วนเหล่าขุนนางที่คิดต่อต้านส่วนใหญ่มักจะถูกกำจัดไปจนสิ้น


สมบัติพัสถานที่มีล้วนถูกริบเข้าคลังหลวง ส่วนครอบครัวคนอื่นๆต่างก็แตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง บ้างก็ถูกฆ่า บ้างก็ถูกขุนนางชั่วพาไปเป็นทาสในจวนตน บุตรสาวหรือสตรีนางใดมีใบหน้ารูปร่างงดงามก็ถูกพาไปเป็นอนุบำเรอปรนเปรอสุขพอเบื่อหน่ายก็ถูกขายให้กับหอคณิกา


และหนึ่งในตระกูลใหญ่ที่ต้องสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างก็คือตระกูลจ้าวของท่านแม่ทัพใหญ่จ้าวซือเย่ผู้จงรักภักดีต่ออดีตฮ่องเต้หยางซีเหลียง


ในขณะที่คนในตระกูลจ้าวทั้งหมดร้อยยี่สิบเจ็ดคนถูกประหารจนสิ้น จ้าวหลินเม่ยกลับเป็นหนึ่งเดียวที่ยังมีชีวิตรอดเพราะได้รองแม่ทัพฉีเสี่ยวฝานซึ่งได้เลื่อนขั้นเป็นฉีหล่วนโหว[1]ขอพระราชทานชีวิตนางเอาไว้ เนื่องจากเขากับนางเพิ่งได้รับสมรสพระราชทานจากอดีตฮ่องเต้ได้ไม่ถึงปีเท่านั้น ด้วยรูปโฉมสะคราญเป็นหนึ่งในแคว้นต้าเฟิ่งของนางทำให้เขาไม่อาจทนเห็นนางถูกประหารชีวิตต่อหน้าต่อตาได้


เพราะความใสซื่อบริสุทธิ์และความรักที่มีต่อเขา นางจึงคิดว่าที่สามีนางทำเช่นนั้นเพราะเขารักนางมากและไม่ต้องการเสียนางไป นางจึงหวังจะให้เขาเป็นที่พึ่งสุดท้ายของนางไปจนวันตาย


แต่นางกลับคิดผิดมหันต์


สุดท้ายเมื่อเขาได้สิ่งที่ต้องการจากนางจนพอใจแล้ว นางก็เป็นเพียงฮูหยินเอกที่มีไว้ประดับจวนของเขาเท่านั้น เพราะต่อมาไม่นานเขาก็รับเอาอนุภรรยาเข้าจวนอีกหลายคนจนนางพูดอันใดไม่ออกแม้เพียงครึ่งคำ


ทั้งๆที่ตระกูลจ้าวเคยเป็นหนึ่งในตระกูลที่ขึ้นชื่อว่าจงรักภักดีและมั่งคั่งที่สุดในแคว้นต้าเฟิ่ง เมื่อหัวเรือใหญ่เช่นท่านแม่ทัพจ้าวถูกสังหาร ตระกูลจ้าวก็ไม่ต่างอันใดจากคนที่สิ้นไร้ไม้ตอกกลายเป็นตระกูลต่ำต้อยไม่มีค่าให้เคารพนับถือ ทั้งยังต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ไม่มีแม้แต่ที่จะซุกหัวนอน


และเพราะเช่นนี้นางจึงไม่เคยได้รับการปฏิบัติจากเหล่าอนุภรรยาของฉีดีๆเลยสักวัน ต่อให้นางเอาเรื่องนี้ไปฟ้องฉีเสี่ยวฝานเขาก็คงทำเมินเฉยเสีย เพราะคำพูดของสตรีที่ไร้ญาติขาดมิตรเช่นนางคงไม่มีค่าพอจะให้เขามาสนใจได้


สุดท้ายนางจำต้องรับชะตากรรมเหล่านี้เอาไว้อย่างไม่เต็มใจ ได้แต่ใช้ชีวิตอยู่อย่างกล้ำกลืนฝืนทนเรื่อยมา ด้วยหวังไว้ลึกๆว่าวันหนึ่งนางจะต้องหาวิธีเอาคืนคนพวกนี้ให้สาสม


ทว่าโชคยังดีที่สวรรค์ยังพอมีเมตตา เพราะสามปีให้หลังนางก็ตั้งครรภ์บุตรคนแรกของฉีเสี่ยวฝาน ทันทีที่เขาทราบเรื่องก็เฝ้าประคบประหงมนางทุกอย่าง จนเป็นเหตุให้บรรดาอนุภรรยาคนอื่นๆในจวนต่างพากันอิจฉาริษยานาง รวมหัวกันวางแผนลอบทำร้ายต่างๆนาๆ แต่ทว่านางก็เอาชีวิตรอดมาได้ทุกคราราวกับปาฏิหาริย์ 


เมื่อถึงกำหนดคลอด นางก็สามารถคลอดบุตรสาวหน้าตางดงามหาใดเปรียบผู้หนึ่งออกมาได้อย่างปลอดภัย เมื่อฉีเสี่ยวฝานได้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราแต่กำเนิดของบุตรสาวตนเองกับจ้าวหลินเม่ยคนนี้ก็เกิดนึกรักใคร่เอ็นดูมากจนลืมใส่ใจอนุภรรยาคนอื่นๆไปจนสิ้น ยิ่งพอเป็นเช่นนี้ทั้งจ้าวหลินเม่ยและบุตรสาวก็ยิ่งใช้ชีวิตอยู่ในจวนฉีหล่วนโหวยากลำบากเหลือเกิน


และราวกับสวรรค์เล่นตลก เมื่อไม่กี่สัปดาห์หลังจากหลินหรงคลอด ฮั่วเพ่ยเพ่ยอนุภรรยาคนที่หนึ่งของฉีเสี่ยวฝานดันเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาเช่นกัน ทำให้หลังจากนั้นฉีเสี่ยวฝานไม่ได้ดูแลจ้าวหลินเม่ยและบุตรสาวดีดังเดิมอีก แต่นางก็พยายามกัดฟันสู้เพื่อเลี้ยงดูสั่งสอนบุตรสาวคนเดียวของนางให้มีชีวิตรอดจนเติบใหญ่ท่ามกลางดงอสรพิษร้ายที่หมายจะฉกนางให้ตายได้ทุกเวลา


ทว่าความหวังที่จะได้เอาคืนคนพวกนั้นก็พังทลายลง เมื่อในอีกสิบปีต่อมาจ้าวหลินเม่ยก็เสียชีวิตลงด้วยโรคเลือดพร่องซึ่งน่าจะเริ่มเป็นมาตั้งแต่คลอดหลินหรง แต่เพราะไม่ต้องการให้คนพวกนั้นรู้แล้วมาข่มเหงนางกับลูกหลินเม่ยจึงปิดเงียบเรื่องนี้มาโดยตลอด ซึ่งกว่าที่หลินหรงจะรู้อาการของหลินเม่ยก็ทรุดหนักแล้ว


เมื่อมารดาตายจาก ฉีหลินหรงในวัยสิบขวบปีก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางอสรพิษร้าย แต่เพราะความอดทน เข้มแข็งและความเฉลียวฉลาดในการเอาตัวรอด ทำให้นางยังคงมีลมหายใจอยู่ต่อไปได้จวบจนปัจจุบัน


เมื่อขาดฮูหยินเอกที่จะคอยดูแลความเรียบร้อยในจวน ฉีเสี่ยวฝานจึงได้มอบหมายให้ฮั่วอี๋เหนียง[2]คอยดูแลความเป็นไปภายในจวนแทน เพราะเช่นนี้หลินหรงจึงมักถูกบุตรของอนุภรรยาคนอื่นๆกดขี่ข่มเหงอยู่เสมอ แม้ฉีเสี่ยวฝานจะรู้เรื่องแต่ก็ทำเป็นตาบอดหูหนวกไม่ได้ยินไปเสีย อย่างไรหลินหรงก็เป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากตระกูลจ้าวที่ล่มสลายไปแล้ว ย่อมไม่มีผลทำให้เขาเจริญก้าวหน้าได้อีก หลินหรงจึงต้องพึ่งตนเองเท่านั้น


จนกระทั่งวันหนึ่งองค์รัชทายาทเจิ้งซุนเทียนได้มีโอกาสมาเยือนจวนฉีหล่วนโหวตามคำเทียบเชิญของฉีหล่วนโหวหมายจะให้ได้ยลโฉมบุตรสาวคนรองฉีเสี่ยวว่าน ทว่าฉีหลินหรงในขณะนั้นก็เติบใหญ่ขึ้นเป็นดรุณีแรกแย้มที่มีใบหน้างดงามปานเทพธิดาจากสรวงสวรรค์ลงมาจุติไม่ต่างจากจ้าวหลินเม่ยมารดาของนาง ทั้งยังดูบริสุทธิ์ผุดผ่องดุจดอกเหลียนฮวา[3] ในวังหลวง เมื่อองค์รัชทายาทเจิ้งซุนเทียนได้พบหน้านางที่หน้าจวนก็เกิดถูกใจนางตั้งแต่ได้พบหน้าคราแรกถึงขนาดลืมจุดประสงค์ในการดูตัวฉีเสี่ยวว่านไปเสียสิ้นทั้งยังมีพระบัญชาให้ฟ่านกงกงส่งข้าวของมีค่ามากำนัลให้นางไม่ได้ขาด


ด้วยกลัวว่าจะถูกบุรุษอื่นแย่งชิงดอกเหลียนฮวาบริสุทธิ์นี้ไป เจิ้งซุนเทียนจึงมักจะเปรยๆออกมาอยู่เสมอว่าอยากเกี่ยวดองกับฉีหล่วนโหวให้เร็วที่สุด เพราะเรื่องนี้ยิ่งทำให้นับวันความริษยาที่คนในจวนฉีหล่วนโหวมีต่อหลินหรงทวีความรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะฉีเสี่ยวว่านบุตรสาวคนรองของฉีเสี่ยวฝานที่หลงรักองค์รัชทายาทเช่นกัน แม้ฉีเสี่ยวฝานไม่ใคร่ถูกใจนักที่องค์รัชทายาทดันมาหลงรักบุตรสาวคนโตของเขาแทนที่จะเป็นบุตรสาวคนรองอย่างฉีเสี่ยวว่าน แต่เพราะไม่อยากมีปัญหากับเชื้อพระวงศ์ซึ่งอาจจะมีปัญหาในหน้าที่การงานตามมาภายหลัง เขาจึงพยายามคล้อยตามองค์รัชทายาทไปก่อน



 

แคว้นต้าเฟิ่ง รัชศกชางหง ปีที่สิบแปด

วันเวลาผ่านไปรวดเร็วดุจกระแสธาราที่ไม่มีวันคืนกลับ เมื่อหลินหรงอายุได้สิบห้าปีเต็มก็ถึงเวลาของพิธีปักปิ่นของนาง เพราะนางเป็นบุตรสาวคนโตพิธีในครั้งนี้จึงเป็นงานปักปิ่นแรกของจวน ฉีเสี่ยวฝานที่เดิมทีเป็นคนหน้าใหญ่ใจกว้างจึงได้จัดงานเลี้ยงเสียใหญ่โตทำเอาทุกคนในจวนอิจฉาตาร้อนกันโดยถ้วนหน้า แต่เพื่อเป็นหน้าเป็นตาแก่สามีและบิดาตนเองเหล่าอนุภรรยาและบุตรสาวทั้งหลายจึงได้เพียงสงบปากสงบคำและได้แต่วาดหวังในใจว่าพิธีปักปิ่นของตนเองจะต้องยิ่งใหญ่มากกว่าหลินหรงแน่นอน


หากแต่ยิ่งได้เห็นองค์รัชทายาทเจิ้งซุนเทียนนั้นก็ได้เสด็จมาแสดงความยินดีด้วยพระองค์เองพร้อมกับสิ่งของพระราชทานมากมายจนนางรับไม่หวาดไม่ไหว ทั้งยังมีขุนนางระดับสูงมาร่วมพิธีกันจนเต็มจวน ทั้งอนุภรรยาและบุตรธิดาของฉีเสี่ยวฝานทั้งหลายต่างแสดงอาการริษยาหลินหรงจนออกนอกหน้า เมื่อออกมาต้อนรับแขกได้ไม่นานต่างก็พากับกลับเรือนไปด้วยจิตใจขุ่นมัวเหลือจะเอ่ย


ฉีเสี่ยวว่านบุตรสาวคนรองที่มาแอบมองหลินหรงกับองค์รัชทายาทพูดคุยกันที่ห้องโถงกลางจากมุมมืดมุมหนึ่งของจวนฉีหล่วนโหวก็ทั้งโกรธทั้งอิจฉาพี่สาวต่างแม่ของตน ยามนี้ความริษยามันบังตานางเสียจนในหัวของนางมีแต่เรื่องเลวร้ายเต็มไปหมด


“โถๆๆท่านพี่ ท่านเอาแต่เฝ้ามองอยู่เช่นนี้คงได้สมหวังหรอกเจ้าค่ะ” เสี่ยวซินที่ยืนอยู่ด้านหลังว่าขึ้นพลางส่ายหน้าไปมา


“หุบปากเสี่ยวซิน มันก็จะชูคอได้แค่ยามนี้แหละ อีกไม่นานข้าย่อมต้องมีแผนจัดการมันแน่”


ตาเรียวเล็กของเสี่ยวซินเบิกกว้าง “แผน? แผนอันใดกันเจ้าคะ ท่านพี่บอกข้าหน่อย นะๆนะเจ้าคะ”


“โอ๊ย! หยุดเซ้าซี้ข้าเสียที เจ้านี่ช่างน่ารำคาญนัก”


“โธ่ ท่านก็รู้ว่าข้าขี้สงสัย ท่านก็อย่าทำให้ข้าอยากรู้สิเจ้าคะ”


“ตอนนี้ข้ายังไม่รู้ แต่ท่านแม่อาจจะมี หยุดถามได้แล้ว”


เสี่ยวซินรู้สึกว่าเสี่ยวว่านยังโกรธไม่พอจึงได้ใช้วาจาตนกระพือไฟริษยาในอกของพี่สาวให้ลุกโหมแรงขึ้นอีก


“โอ้โห..ดูนั่นสิเจ้าคะ เจิ้งซุนเทียนมอบปิ่นหยกราคาแพงให้นางด้วย ทั้งยังเอาแต่แย้มสรวลไม่หยุดเลย ท่านพี่ ท่านยอมมันไม่ได้เด็ดขาดนะเจ้าคะ ท่านเองก็เป็นบุตรสาวคนโปรดของท่านพ่อเช่นกัน ส่วนมันเป็นเพียงบุตรของคนที่ไร้ญาติขาดมิตรที่ตายไปแล้วจะได้ดีกว่าท่านได้อย่างไรกัน”


เสี่ยวว่านกำมือแน่นจนห้อเลือด ร่างอรชรของนางสั่นระริกด้วยแรงริษยาที่มีต่อหลินหรง “น่าเจ็บใจนัก จะเกิดมาทำไมก็ไม่รู้ หากไม่มีมันมาขวางทางข้าสักคน องค์รัชทายาทจะต้องเปลี่ยนพระทัยมาชอบข้าแน่”


สุดท้ายนางก็ทนอยู่ดูภาพบาดตาไม่ไหวเดินกระทืบเท้าตึงตังกลับตึกใหญ่ไปหามารดาตนด้วยไฟริษยาที่สุมอยู่ในอก เสี่ยวซินทำเพียงยืนอยู่ที่เดิมพร้อมกับยกยิ้มมุมปากน้อยๆอย่างพึงพอใจที่ได้เห็นเรื่องสนุก




[1] โหว เป็นบรรดาศักดิ์ในสมัยโบราณของขุนนางจีน มีศักดิ์รองจาก กง ซึ่งเป็นยศสูงสุด

[2] อี๋เหนียง เป็นคำที่ใช้เรียกอนุภรรยา อี๋เหนียงใหญ่ หมายถึงอนุภรรยาอันดับหนึ่ง

[3] ดอกเหลียนฮวา คือ ดอกบัว


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 358 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

413 ความคิดเห็น

  1. #400 srisupanuch (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 10:01
    ลูกเมียน้อยไม่มีสิทธ์เป็นเมียเอก ยิ่งเป็ยเอกเชื้อพระวงศ์ยิ่งเลิกคิด
    #400
    0
  2. #283 JitchutaP (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 12:38
    แปลกๆ ที่เรียกชื่อองค์รัชทายาทตรงๆ
    #283
    3
    • #283-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 2)
      28 มกราคม 2562 / 15:52
      หมายถึงบทบรรยายหรือมีบุคคลอื่นเรียกคะ จริงๆไรท์จะใช้ไท่จื่อแล้วแต่กลัวมันจะเยอะเกินไปเลยเลือกใชคำว่าองค์รัชทายาทคำเดียวพอ มันแปลกๆใช่มั้ย > <
      #283-1
    • #283-3 ayuzakijoy(จากตอนที่ 2)
      28 มกราคม 2562 / 16:41
      เดี๋ยวไรท์จะกลับไปรีไรท์นะคะ ขอบคุณที่ทักจ้า แล้วก็ยินดีต้อนรับสู่นิยายของไรท์ด้วยค้าบ
      #283-3
  3. #232 rossukon2531 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 18:47
    สนุกค่ะ
    #232
    0
  4. #3 นักอ่านสมัครเล่น (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 15:48

    ติดตามต่อ ขอบคุณ

    #3
    1
    • #3-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 2)
      25 พฤศจิกายน 2561 / 16:11
      ขอบคุณค่า
      #3-1