(จบแล้วมีE-Book)สามชาติสองภพ ริมแม่น้ำบูรพา ภาค 1: ผูกชะตา รักหวนคืน

ตอนที่ 6 : น้องสาวบุญธรรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,310
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 103 ครั้ง
    5 พ.ค. 61

6 น้องสาวบุญธรรม


กู้หยางเซิงแทบจะหายตัวมาหากทำได้ จนตอนนี้เขายังแปลกใจตนเองยิ่งนักว่าเหตุใดเขาจึงได้เป็นห่วงเป็นใยเด็กสาวผู้งดงามปานบัวหิมะผู้นี้นักทั้งๆที่เพิ่งพบกันได้เพียงวันเดียว ยิ่งได้เห็นว่ายามนี้ใบหน้าของไป๋อวี้ขึ้นสีเขียวคล้ำจนดูน่ากลัวเขาก็ยิ่งร้อนรนในใจจนอยากจะชักกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นบั่นคอหมอหลวงเถียนที่นั่งก้มหน้างุดอยู่ไม่ไกลเหลือเกิน


“ใจเย็นไว้ก่อนน้องสี่! ให้ข้าได้ไถ่ถามหมอหลวงให้ได้ความเสียก่อนเถิด” หยางหมิงรีบรั้งร่างสูงโปร่งเอาไว้ก่อนที่จะทำการอันใดลงไป แม้ว่าตัวเขาจะมีวรยุทธ์ขั้นหกที่ใกล้จะบรรลุขั้นเจ็ด แต่อารมณ์ที่พลุ่งพล่านของหยางเซิงก็ทำเอาเขาต้องใช้พลังไปมากทีเดียว


“ขอ...ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะองค์ชาย กระหม่อมได้นำโอสถปรุงพิเศษมาป้อนให้นางแต่ธาตุในกายนางแปรปรวนเกินกว่าจะรับการรักษาจากโอสถพะย่ะค่ะ”


“เรื่องแค่นี้ท่านที่เป็นถึงหมอหลวงจะมิรู้ได้เช่นไรกัน!!” กู้หยางเซิงตวาดเสียงกร้าว หมอหลวงเถียนรีบโขกศีรษะลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว


“กระหม่อม...กระหม่อมผิดไปแล้วพะย่ะค่ะ โปรดประทานอภัยให้กระหม่อมด้วยพะย่ะค่ะองค์ชายสี่!!


ยังคงเป็นหยางหมิงที่ยังใจเย็นดุจสายน้ำที่คอยดึงรั้งน้องชายตนไว้ “แล้วมิมีทางใดจะช่วยนางได้เลยหรือหมอหลวงเถียน”


“มี...มีพะย่ะค่ะ” หมอหลวงตอบทั้งๆที่หน้าผากยังแนบอยู่บนพื้นห้องที่เย็นเฉียบ


“ว่ามา!!


“ตะ...ตะ...ต้องให้ผู้มีวรยุทธ์ขั้นหกขึ้นไปถ่ายทอดลมปราณให้นางสองชั่วยามเพื่อให้เลือดลมของนางที่แตกกระจายกลับคืนสู่ภาวะปกติ แต่..แต่ว่า...”


“ว่ามาให้หมด!!” อารมณ์ที่ครุกรุ่นของหยางเซิงยังคงพุ่งสูงไม่หยุดแม้แต่ตัวเขาเองก็เริ่มจะควบคุมตนเองไม่ไหวเขารู้สึกว่าธาตุในกายของเขาไหลเวียนไปมาอยู่ตลอดเวลา


“แต่ว่าผู้ที่ถ่ายทอดลมปราณให้แก่นางอาจจะสูญเสียกำลังภายในที่มีทั้งหมดไปถึงสองเดือนทีเดียวพะย่ะค่ะ”


คำพูดที่ออกจากปากของหมอหลวงเถียนทำเอาองค์ชายทั้งสองชะงักงันโดยเฉพาะองค์ชายสาม ระยะเวลาสองเดือนที่ต้องไร้ซึ่งพลังขนาดนั้นมิใช่เรื่องเล็กๆเลย ยิ่งช่วงนี้มีเหตุการณ์มิสู้ดีคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ เรื่องเช่นนี้มิอาจละเลยได้แม้แต่น้อย แต่ทว่า...หากต้องปล่อยให้นางตาย ก็เท่ากับว่าเขา กู้หยางหมิง ผิดคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับจิ้นปู้ฉวนอย่างน่าละอายที่สุด อีกอย่างเด็กสาวคนนี้อายุยังน้อยนักมิควรต้องมาตายตั้งแต่ตอนนี้


“ข้าจะถ่ายทอดลมปราณให้นางเอง” การตัดสินใจที่ไม่คิดหน้าคิดหลังของหยางเซิงทำคนเป็นพี่คิ้วกระตุก


“เจ้าเป็นวรยุทธ์แค่ขั้นห้า เกิดร่างกายของเจ้ารับไม่ไหวจักทำเช่นไร พูดโง่ๆน่ะหยางเซิง!!” ครานี้หยางหมิงมิอาจเก็บงำความอดกลั้นเอาไว้ได้อีก เขากับทุกคนรึอุตส่าห์ทำทุกอย่างเพื่อให้หยางเซิงฟื้นจากความตาย แต่ไยจึงได้คิดสั้นเอาชีวิตของตนเองไปเดิมพันถึงขนาดนี้


“แล้วพี่สามจะปล่อยให้นางตายเช่นนั้นหรือ!


“ได้ ได้ ข้าจะเป็นผู้ถ่ายทอดลมปราณให้นางเอง” หยางหมิงตอบสีหน้าสงบนิ่ง แม้ในใจจะว้าวุ่นเพราะเรื่องวุ่นวายนี่มากเพียงไร “ข้าเองที่เป็นคนร่างสัญญากับจิ้นปู้ฉวน เพราะฉะนั้นข้าก็ต้องเป็นคนที่รับผิดชอบดูแลนาง นั่นคือเรื่องที่ถูกต้อง”


“เร็วเข้าเถิดพะย่ะค่ะองค์ชายสาม หากชักช้า นางอาจสิ้นลมไปจริงๆ” หมอหลวงเถียนร้องเตือน


กู้หยางหมิงพยักหน้าให้อย่างเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยปากไล่ให้ทุกคนออกไปจากห้อง “ออกไปให้หมด ในระหว่างที่ข้าช่วยนางหากข้ามิเอ่ยปากเรียก ใครก็ห้ามเข้ามา เจ้าด้วย หยางเซิง” เขาสั่งเสียงทรงอำนาจ คำพูดของเขาถือเป็นสทธิ์ขาดที่สุดในตำหนักหวงอู่นี้ แม้แต่หยางเซิงก็ต้องทำตาม


หยางเซิงแม้จะอยากอยู่ด้วยแต่ก็รู้ตัวเองดีว่าตนนั้นมีวรยุทธ์เพียงขั้นห้าแถมยังเป็นระดับต่ำ อยู่ไปก็คงเป็นตัวถ่วงเขาจึงสะบัดแขนเสื้อเดินออกไปอย่างหงุดหงิดตัวเอง ดูท่าว่าเขาคงต้องเร่งฝึกฝนตนเองให้มากขึ้นกว่าเดิมเสียแล้ว


เมื่อทั้งห้องไม่มีผู้ใดแล้วหยางหมิงก็ก้าวเดินไปหาไป๋อวี้ที่นอนหายใจติดขัดอยู่บนเตียง ร่างสูงสง่าพยุงร่างอันไร้เรี่ยวแรงของนางขึ้นนั่งขัดสมาธิก่อนจะเคลื่อนกายไปนั่งซ้อนตัวนางอยู่ด้านหลัง


และแล้วหยางหมิงก็เริ่มต้นดึงลมปราณทั่วร่างของตนให้มารวมกันที่ฝ่ามือหนาทั้งสองข้างอย่างชำนาญ จากนั้นจึงทาบมันลงกับแผ่นหลังเล็กๆที่ยามนี้ร้อนผ่าวราวเพลิงผลาญ ในชีวิตของเขานี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่เขาต้องมาถ่ายทอดลมปราณและกำลังภายในที่มีทั้งหมดให้ใคร แต่หากคิดใคร่ครวญดูมันก็คงคุ้มค่าหากการเสียสละนี้จะเป็นการทำตามคำขอของผู้มีพระคุณของกู้หยางเซิง


ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามการถ่ายทอดลมปราณจากร่างหนึ่งไปอีกร่างหนึ่งยังคงดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้า แม้ไป๋อวี้จะยังมีอาการสั่นเทาเพราะพิษไข้อยู่บ้างแต่ใบหน้าของนางก็เริ่มกลับมาผ่องใสอีกครั้งไม่ได้เขียวคล้ำอย่างตอนแรก ลมหายใจที่เคยติดขัดของนางก็ฟังสม่ำเสมอขึ้น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่านางอาการดีขึ้นแต่ก็ยังไม่เต็มสิบส่วน


ตรงข้ามกับหยางหมิงที่เริ่มอ่อนล้าเพราะสูญเสียลมปราณไปมากถึงหกส่วนแล้ว ทว่าเขาก็ยังคงมุ่งมั่นจะช่วยนางให้ได้จึงไม่ละความพยายาม ยังคงเพ่งจิตรวบรวมลมปราณจากทั่วร่างผ่านฝ่ามือไปให้นาง


ผ่านไปจนเกือบครบสองชั่วยาม ร่างที่เคยแข็งแกร่งขององค์ชายสามก็เริ่มโงนเงนใกล้จะหงายหลังฟุบลงไปกับฟูกนอนบนเตียงกว้าง แต่เขาก็ยังพยายามรีดลมปราณก้อนสุดท้ายออกมาจากจุดตันเถียน (*จุดรวบรวมพลังอยู่ใต้สะดือ) จนกระทั่งมันไม่มีเหลืออยู่ในกายของหยางหมิงอีกเลย


ฝ่ามือทั้งสองถูกดึงกลับ ร่างทั้งร่างของไป๋อวี้ฟุบลงกับอกกว้างของหยางหมิง เสี้ยวนาทีนั้นเองที่เขาได้จับจ้องใบหน้าของนางได้เต็มๆตา ใบหน้ารูปไข่แสนหวาน เปลือกตาสีไข่ไก่ที่ปิดสนิทจนเห็นขนตาที่เรียงเส้นกันสวยงาม จมูกที่ดูรั้นนิดๆ ริมฝีปากเล็กได้รูปแดงฉ่ำราวดอกเหมยกุ้ย(*ดอกกุหลาบ) บานเต็มที่ ชวนมองยิ่งนัก


“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง เข้ามาข้างในที” หยางหมิงรู้สึกง่วงนอนและอ่อนเพลียจนอยากจะหลับลงเสียตรงนั้น


“พี่สาม!!” เป็นหยางเซิงที่เข้ามาด้านในเป็นคนแรก ตามด้วยเหม่ยเหรินที่เป็นห่วงองค์ชายสามยิ่งกว่าผู้ใด


“องค์ชายเพคะ!!


ในขณะที่หยางเซิงประคองศีรษะของไป๋อวี้ให้ไปนอนบนฟูก เทียนเหม่ยเหรินก็ปรี่เข้าไปประคองหยางหมิงให้ก้าวลงจากเตียง ยิ่งได้เห็นใบหน้าที่ซีดขาวราวไข่ต้มทั้งยังดูไร้เรี่ยวแรงก็ยิ่งให้กังวล กลัวว่าเขาจะล้มฟุบลงกับพื้น


ก่อนจะไปพักผ่อนก็ยังมิวายหันไปกำชับน้องชายตนเองให้ดูแลไป๋อวี้ให้ดี “ให้หมอหลวงเถียนมาตรวจชีพจรนางอีกครั้ง เหรินเอ๋อร์ พยุงข้าไปที่หอฝึกตน”


“ข้ารู้แล้วพี่สาม ขอบคุณท่านมาก”


เมื่อองค์ชายสี่พยักหน้าอนุญาต หมอหลวงเถียนก็รีบปรี่เข้ามาตรวจชีพจรของไป๋อวี้อย่างร้อนใจ และพอรู้ว่านางพ้นขีดอันตรายแล้วก็แทบจะกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ หากนางยังอาการไม่ดีขึ้น มาดว่าวันนี้เขาคงจะไม่ได้กลับจวนไปหาลูกเมียเป็นแน่


ก่อนกลับหมอหลวงเถียนยังจัดโอสถฟื้นฟูลมปราณให้องค์ชายสามชุดใหญ่ รวมถึงโอสถที่ไป๋อวี้จำเป็นต้องทานเพื่อรักษาอาการป่วยไข้อีกสามสี่อย่าง เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นท่านหมอหลวงก็วิ่งรีบขึ้นรถม้ากลับจวนตนเองในทันทีไม่มีรั้งรอ เพราะหากขืนอยู่นานกว่านี้คงจะไม่ดีนัก ที่เหลือก็แล้วชะตาฟ้ากำหนดว่านางจะฟื้นตื่นขึ้นมาเมื่อใด

 



“ผ่านมาตั้งสามวัน เหตุใดนางจึงยังมิฟื้น?”


เสียงหวานกังวานของใครบางคนปลุกให้คนที่นอนติดเตียงมาหลายวันต้องลืมตาตื่น เปลือกตาสีไข่ไก่ปรือขึ้นน้อยๆ นางรู้สึกดีขึ้นมากทีเดียวหากเทียบกับวันนั้น วันที่เลวร้ายเหลือเกินในความคิดของนาง ความทรงจำสุดท้ายที่นางจำได้ก็คือนางอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษสูงศักดิ์เจ้าของใบหน้างดงามปานรูปปั้นผู้หนึ่ง และเขาเป็นผู้มีพระคุณอีกคนที่ช่วยนางจากเงื้อมมือของนักฆ่าใจเหี้ยมคนนั้น


ปากเล็กๆอ้าๆหุบๆพยายามจะร้องเรียก แต่ก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาแม้สักเสียงเดียว ไป๋อวี้จึงพลิกกายมาอีกทางเพื่อพยายามลุกจากเตียงไปรินน้ำดื่ม แต่เพราะนางหลับใหลไปนานเหลือเกินจึงทำให้นางรู้สึกเวียนศีรษะราวกับคนที่เดินลงจากเรือสำเภา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่เทียนเหม่ยเหรินหันมาเห็นท่าทางขลุกขลักของนางเข้าพอดี


“อ๊ะ!! เจ้าอย่าเพิ่งขยับตัว” เหม่ยเหรินร้องบอก พร้อมกับรีบเข้าไปประคองอีกฝ่ายให้ลุกนั่ง “เจ้าหิวน้ำหรือ?” นางถามเพราะสังเกตว่าอีกฝ่ายเอื้อมมือไปทางกาน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ ไป๋อวี้พยักหน้าช้าๆแทนคำตอบ เหม่ยเหรินจึงรีบไปรินน้ำชามาให้นางได้จิบดับกระหาย


ไป๋อวี้ดื่มชาจนพอใจแล้วจึงยิ้มให้อีกฝ่ายแทนคำขอบคุณ เหม่ยเหรินจึงได้นำจอกน้ำชาไปเก็บวางไว้ที่เดิม ขณะเดียวกันไป๋อวี้ก็มองไปรอบๆตัวก็พบว่าตนเองอยู่ในห้องนอนของใครบางคนที่น่าจะมีฐานะมากทีเดียวเพราะมันกว้างเกินกว่าจะเป็นห้องนอนของคนธรรมดา อีกทั้งเสื้อผ้าที่นางสวมอยู่ในเวลานี้ก็ตัดมาจากผ้าคุณภาพดีราคาแพงจนไม่น่าจะเป็นของชาวบ้านธรรมดา แต่จะติดก็แค่มันตัวใหญ่ไปสำหรับนาง


“ที่นี่ที่ใดกันรึเจ้าคะ?” นางเอ่ยถามเสียงแหบแห้ง


เหม่ยเหรินหันมามองอีกฝ่ายก่อนจะตอบ “ตำหนักหวงอู่ขององค์ชายสามกู้หยางหมิง”


ดวงตากลมโตของไป๋อวี้มีแววฉงน แต่วันนั้นนางได้ยินว่าองค์ชายสี่นี่น่า หรือนางจำผิดไป


“แล้วเจี่ยเจียคือ?”


เทียนเหม่ยเหรินยิ้มละมุน นึกเอ็นดูเด็กสาวอยู่ในที “ข้าชื่อ เทียนเหม่ยเหริน เป็นอนุภรรยาขององค์ชายสาม ได้รับหน้าที่ให้มาดูแลเจ้า ว่าแต่...เจ้าชื่ออะไรล่ะ”


“ข้า...” นางพยายามนึกชื่อแซ่ที่ซูเหม่ยตั้งให้นางอยู่ครู่ กระพริบตาครุ่นคิดอย่างน่ารักอยู่สักพัก ทำเอาเหม่ยเหรินฟูเหรินนึกเอ็นดูเด็กสาวขึ้นมาจับใจ


“เหตุใดแม้แต่ชื่อแซ่ตนเองก็จำมิได้เล่าเด็กน้อย”


ไป๋อวี้เงยหน้าเล็กๆของตนขึ้นมองอีกฝ่าย สีหน้าของนางหม่นเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นยังไม่พอ ซ้ำยังจำสิ่งใดที่เกี่ยวกับตนเองไม่ได้เลยเสียอีก จะมีอันใดเศร้าไปกว่านี้อีกหรือไม่หนอ


“ข้า...ความจำเสื่อมเจ้าค่ะ ข้าจำอันใดที่เกี่ยวกับตนเองไม่ได้เลย แม้แต่ชื่อของข้าเอง...ข้าก็จำมิได้ ยังดีที่ได้เจี่ยเจียที่ถูกจับมาขายพร้อมกันตั้งให้ หากข้าจำมิผิดน่าจะชื่อ หลิวไป๋อวี้ เจ้าค่ะ”


เทียนเหม่ยเหรินลูบศีรษะทุยของเด็กน้อยเบาๆอย่างนึกเอ็นดู “ช่างน่าสงสาร เอาเถิดอวี้เอ๋อร์ องค์ชายสามและองค์ชายสี่มอบหมายให้ข้าดูแลเจ้าตามที่ได้สัญญากับปู้ฉวนคนนั้น และเพื่อมิให้คนชั่วคนใดรังแกเจ้าได้อีกจากนี้ไปเจ้าคือน้องสาวบุญธรรมของข้า ฉะนั้นต้องใช้แซ่เดียวกันกับข้า นับจากนี้เจ้าคือ เทียนไป๋อวี้เข้าใจหรือไม่”


เทียนไป๋อวี้...เทียนไป๋อวี้...


ชื่อนั้นยังคงก้องดังอยู่ในโสตประสาทของนาง ในโชคร้ายย่อมต้องมีความโชคดีอยู่เสมอ นางดีใจเหลือเกินที่ยามนี้นางมีพี่สาวที่แสนใจดีช่วยเหลือนางเอาไว้ถึงสองคน หากมีโชควาสนาต่อกัน ไป๋อวี้ก็หวังยิ่งว่าจะได้พบหน้าหลิวซูเหม่ยอีกครั้งและนางคงจะได้ตอบแทนบุญคุณยิ่งใหญ่ที่ซูเหม่ยได้ช่วยดูแลนางอย่างดี


Talk: พรุ่งนี้ใจดีจะมาอัพให้อีกตอน รออ่านกันน้า 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 103 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

77 ความคิดเห็น

  1. #46 MHEEPQ12 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 09:23
    ใจเย็นๆชายสี่555
    #46
    1
    • #46-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 6)
      19 มิถุนายน 2561 / 11:09
      นางใจร้อนค่ะ 5555
      #46-1
  2. #2 novellover (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2561 / 13:51
    น่ารัก จะนักสามเส้าสี่เส้ามั้ย
    นางจะมีคนมาตรมหามั้ย
    ไม่น่าจะเพียงคนสามัญต้องมีคนมาตามหานาง
    #2
    1
    • #2-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 6)
      5 พฤษภาคม 2561 / 13:56
      อยากบอกแต่บอกไม่ด้ายยยย ติดตามอ่านต่อไปน้า หงึๆ ปล.ขอบคุณที่อ่านนะคะ รัก
      #2-1