(จบแล้วมีE-Book)สามชาติสองภพ ริมแม่น้ำบูรพา ภาค 1: ผูกชะตา รักหวนคืน

ตอนที่ 5 : ข้ามิสันทัด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,453
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 102 ครั้ง
    14 ก.ค. 61

5 ข้ามิสันทัด


ปัจจุบัน ณ ตำหนักหวงอู่ขององค์ชายสาม

ทันทีที่ควบม้าของตนมาจนถึงหน้าจวน ร่างสูงสง่าก็รวบร่างไม่ได้สติของหลิวไป๋อวี้กระโดดลงจากหลังม้าอย่างนุ่มนวล ในใจของเขายามนี้ช่างร้อนรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อราวครึ่งเค่อที่แล้วจู่ๆไป๋อวี้ก็อาเจียนออกมาเป็นเลือดเต็มไปหมดจนใบหน้าของนางซีดเผือดราวกับศพอีกทั้งชีพจรของนางก็เต้นเบาเสียจนเขาใจหาย


“พ่อบ้านถง จงไปตามหมอหลวงเถียนมาเดี๋ยวนี้!!” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจตะโกนลั่น ขายาวๆก็รีบก้าวเข้าไปในห้องบรรทมของตนเองให้เร็วที่สุด


“เกิดอันใดขึ้นหรือเพคะองค์ชาย?” เทียนเหม่ยเหริน อนุภรรยาในจวนขององค์ชายสามระล่ำระลักถามด้วยความตกใจ ยิ่งได้เห็นสภาพของคนในอ้อมแขนของกู้หยางเซิงนางก็ต้องมือเล็กๆขึ้นปิดปากเอาไว้แน่น


“เหม่ยเหริน เจ้ามาช่วยเช็ดเนื้อตัวและหาอาภรณ์ใหม่มาเปลี่ยนให้นางเสีย เร็วเข้า!!” หยางเซิงสั่งเสียงเด็ดขาด


“เพ...เพคะ” เหม่ยเหรินน้อมรับคำสั่งตัวสั่นสะท้านก่อนจะกึ่งวิ่งกึ่งเดินออกจากห้องบรรทมไป


ราวครึ่งเค่อต่อมาเหม่ยเหริน ก็กลับมาพร้อมกับบ่าวสองคนและเสื้อผ้าชุดใหม่ของนางเอง เห็นดังนั้นหยางเซิงจึงก้าวเร็วๆออกจากห้องไป


ระหว่างที่เหม่ยเหรินช่วยเช็ดเนื้อตัวให้ไป๋อวี้นางก็ยิ่งได้เห็นความงดงามที่เหนือธรรมชาติของคนที่ยังไม่ได้สติ ยังเด็กยังเล็กอยู่แท้ๆกลับมีเสน่ห์เย้ายวนใจและใบหน้าที่งามพร้อม ขนาดว่าป่วยหนักเพียงนี้ความงามของไป๋อวี้กลับมิได้ลดน้อยถอยลงไปเลย


“เด็กคนนี้งามนักนะเจ้าคะเหม่ยเหรินฟูเหริน(*นายหญิง) ดูแล้วอายุนางไม่น่าจะเกินสิบสี่สิบห้านะเจ้าคะ” บ่าวรับใช้คนหนึ่งเอ่ยขึ้น มีแววตาชื่นชมปรากฏออกมาให้เห็น


เหม่ยเหรินเองก็เห็นด้วยกับคำพูดนั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธ จนกระทั่งนางเลื่อนมือไปเช็ดที่ใบหน้าของไป๋อวี้นางจึงได้เห็นปานแดงที่หน้าผากชัดเจน มันดูงดงามแต่ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่นางเองก็อธิบายไม่ถูก “พวกเจ้าออกไปเถอะ ที่เหลือข้าจัดการเอง” นางสั่งเสียงเรียบ


“เจ้าค่ะเหม่ยเหรินฟูเหริน” บรรดาสาวใช้พากันละมือจากร่างที่ไม่ได้สติของไป๋อวี้ก่อนจะโค้งกายแล้วออกจากห้องไป


หลังจากที่เทียนเหม่ยเหรินเปลี่ยนอาภรณ์ให้ไป๋อวี้ใหม่เรียบร้อย ราวครึ่งเค่อหมอหลวงเถียนก็มาถึง ทุกอย่างค่อนข้างวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน องค์ชายสี่ผู้ไม่เคยร้อนรนกระวนกระวายกับสิ่งใดกลับว้าวุ่นคอยไถ่ถามอาการหลิวไป๋อวี้ตลอดเวลา


“นางเป็นเช่นไรบ้างหมอหลวงเถียน?”


“อาการหนักยิ่งนักพะย่ะค่ะองค์ชาย ดูเหมือนนางจะจับไข้มาหลายวันแล้วเพราะธาตุในกายนางแปรปรวนเหลือเกิน ยิ่งตอนนี้ยิ่งน่าเป็นห่วง หากนางยังมีไข้สูงและไม่ได้สติอยู่เช่นนี้ กระหม่อมเกรงว่า...”


“ต่อให้ท่านต้องกรีดเลือดตนเองออกมา ท่านก็ต้องรักษานางให้ดีที่สุด เข้าใจรึไม่!!” เสียงทรงอำนาจปานฟ้าคำรามขององค์ชายสี่ทำเอาทุกคนในห้องบรรทมกว้างต้องทรุดลงคุกเข่ากระแทกกับพื้นดังตึง ยามที่กู้หยางเซิงพิโรธนั้นช่างน่ากลัวไม่มีผู้ใดเหมือน ทุกคนที่ใกล้ชิดรู้ดีว่าเขามีพลังอำนาจบางอย่างที่เหนือธรรมชาติติดตัวมาตั้งแต่เกิด ราวกับว่าเขาเกิดมาเพื่อเป็นหนึ่งในใต้หล้า ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ใครต่อใครจะคิดว่าหากไม่มีองค์รัชทายาทองค์ปัจจุบันล่ะก็ องค์ชายสี่ผู้นี้จะต้องได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากฮ่องเต้อย่างแน่นอน และนั่นจึงเป็นสาเหตุให้ผู้ไม่หวังดีทั้งหลายต่างหาวิธีลอบสังหารเขาไม่เว้นแต่ละวัน


“ใจเย็นๆก่อนเถิดน้องสี่” แล้วบุคคลที่สามารถยับยั้งอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านของกู้หยางเซิงก็เดินทางกลับมาถึงพอดี ทำเอาทุกคนผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก


ร่างสูงโปร่งสมชายชาตรีเพราะผ่านการฝึกฝนการทหารมาอย่างโชกโชนก้าวเข้ามาในห้องบรรทมของน้องชายต่างมารดาด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย ขนาดเทียนเหม่ยเหรินที่แม้จะได้ใกล้ชิดคอยปรนนิบัติอยู่บ่อยครั้งยังอดชื่นชมหลงใหลไปกับใบหน้าคมเข้มขององค์ชายสามกู้หยางหมิงได้เลยแม้เพียงครั้ง แต่แม้นางจะรักและเทิดทูนหยางหมิงมากเพียงไร สุดท้ายด้วยฐานะชาติตระกูลนางก็เป็นได้เพียงแค่อนุภรรยาหาได้ใช่หวางเฟยอย่างที่หญิงสาวในเมืองหลวงใฝ่ฝันไม่


“หมอหลวงเถียน ท่านจงทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดเถิด เดี๋ยวข้าจะพูดกับหยางเซิงเอง” ความอบอุ่นแผ่ขยายไปทั่วบริเวณ ความตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น มิน่าเล่าผู้คนในวังหลวงจึงมักเปรียบเทียบพี่น้องคู่นี้ว่าเป็นหยินหยาง หากกู้หยางเซิงเป็นหยางที่สื่อถึง ความกระตือรือร้น พลังอำนาจกล้าแกร่ง และความร้อนแรงราวดวงอาทิตย์แผดเผา กู้หยางหมิงก็เปรียบเสมือนหยินที่เป็นตัวแทนดวงจันทร์ที่สงบนิ่งเยือกเย็นและสามารถยับยั้งความร้อนแรงของดวงอาทิตย์เอาไว้นั่นเอง


“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะองค์ชายสาม” แม้เขาจะรู้สึกว่าวันนี้ศีรษะคงไม่หลุดจากบ่า แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าถมึงทึงของกู้หยางเซิง เขาจึงรักษาไป๋อวี้ต่อทั้งๆที่ยังก้มหน้าอยู่เช่นนั้น


“หยางเซิง ออกมาคุยกับข้าข้างนอก” แม้น้ำเสียงนั้นจะฟังดูไม่จริงจังแต่ก็แฝงไว้ด้วยอำนาจ ไม่ว่าเช่นไรคนเป็นน้องก็ต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าก่อนออกจากห้องไปก็ยังคงไม่ลืมจะสั่งการเอาไว้


“เหม่ยเหริน ข้าฝากดูแลนางด้วย หากเกิดอันใดร้ายแรงขึ้นให้รีบไปแจ้งข้าทันที”


“องค์ชายสี่อย่าได้เป็นกังวล หม่อมฉันจะดูแลนางให้ดีที่สุดเพคะ”


เมื่ออีกฝ่ายรับปาก กู้หยางเซิงก็หมุนกายตามพี่ชายของตนเองไป ปล่อยให้หมอหลวงเถียนจมอยู่กับการหาวิธีรักษาหลิวไป๋อวี้ต่อไป

 




“ว่าเช่นไรนะ จิ้นปู้ฉวนผู้นั้นน่ะหรือ?” หยางหมิงทวนชื่อของคนที่จากโลกนี้ไปแล้วอีกครั้ง ด้วยเพราะงานที่ล้นมือและราชกิจที่ต้องทำมากมายในแต่ละวันเพื่อแบ่งเบาภาระของฮ่องเต้ จึงทำให้เขาลืมเรื่องสำคัญนี้ไปเสียสนิท


“ใช่แล้ว เขาตั้งใจมาหาพี่สามเพื่อขอใช้สัญญานั้นแต่ไม่พบท่าน ประจวบกับที่ข้ากลับมาเอาของสำคัญที่ตำหนักจึงพบเข้า เขาจึงมาขอร้องข้าแทน” หยางเซิงสีหน้ายังคงมีร่องรอยเคร่งเครียด


“แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่ตอบตกลงช่วยเขาตั้งแต่ทีแรก ลืมไปแล้วหรือว่าเขาเป็น...”


“ข้ารู้ หากมิมีโอสถของเขาในวันนั้น ข้าคงได้ไปนอนเฝ้าสุสานบรรพบุรุษไปแล้ว แต่ข้ามิไว้ใจผู้ใดนี่น่าพี่สามก็น่าจะรู้ดี หากเขามาหลอกล่อข้าไปแล้ว....” หยางเซิงเสียงขาดหายไปในท่อนสุดท้าย แววตาเย็นชาดุจน้ำที่อยู่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบ่อ “ข้ามิอยากพูดถึง”


หยางหมิงจนต่อคำพูด ข้อนี้เขาก็ไม่อาจเถียง เพราะทุกวันนี้หยางเซิงก็มิอาจไว้ใจและเชื่อใจใครได้จริงๆ จะโทษว่าน้องชายของเขากลายเป็นคนใจดำคับแคบทั้งๆที่เมื่อก่อนหยางเซิงเป็นด็กว่านอนสอนง่ายจิตใจดีมีเมตตามากกว่านี้ก็คงไม่ได้ หากใครต้องมาพบเจอเรื่องร้ายๆต่างๆเช่นเดียวกับที่หยางเซิงเจอ เขามั่นใจเต็มสิบส่วนว่าคนๆนั้นก็คงไม่ต่างจากน้องชายของเขานัก


“แล้วเช่นนี้เจ้ามิกลัวว่าจักมีปัญหากับใต้เท้าเจิ้นทีหลังหรือ เจ้าก็น่าจะรู้ดีว่าใต้เท้าเจิ้นมีผู้ใดหนุนหลังอยู่”


หยางเซิงแค่นหัวเราะอย่างไม่อนาทรร้อนใจ พลางว่า “ก็ลองดู”


องค์ชายสามลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ รู้สึกเหนื่อยใจกับนิสัยมุทะลุ เอาแต่ใจ และไม่ฟังใครของหยางเซิงมากขึ้นทุกวัน ตั้งแต่ฟื้นจากความตายในครานั้น อุปนิสัยของหยางเซิงก็เปลี่ยนไปแทบจะเรียกได้ว่าหน้ามือเป็นหลังมือ แม้อย่างน้อยๆจะยอมเชื่อฟังเขาบ้างในบางครั้ง แต่ก็ทำให้เขาค่อนข้างปวดหัวได้บ่อยๆเช่นกัน เขากลัวเหลือเกินว่าหากวันหนึ่งน้องชายผู้มีพรสวรรค์เหนือผู้ใดคนนี้ของเขาเกิดบรรลุวรยุทธ์จนถึงขั้นสิบสองขึ้นมาได้จริงๆ แคว้นฉวนอันคงต้องมีเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดตามมาอีกมากมายทีเดียว


“ว่าแต่พี่สาม วันนี้เสด็จพ่อเรียกตัวท่านเป็นการด่วน มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือ?”


ประเด็นที่ถูกเปลี่ยนทำเอาหยางหมิงหยุดคิดเรื่องตรงหน้าทันที พลางยกน้ำชาจอกหนึ่งขึ้นจิบก่อนจะตอบ


“เรื่องปราบกบฏเมืองเสิ่น”


“นี่พวกมันลงมืออีกแล้วหรือ?”


“ใช่ ครานี้ขนคนมาเข้าร่วมกลุ่มเกือบห้าร้อย แถมยังจับชาวบ้านเมืองข้างเคียงเป็นตัวประกัน”


คำตอบของพี่ชายทำเอาหยางเซิงตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ เมืองนั้นเป็นเมืองเกิดของฮองเฮาซึ่งเป็นพระมารดาของเขา หากไม่ติดที่ฮ่องเต้และองค์ชายสามมิยอมทรงอนุญาตให้เขาไปปราบพวกนั้น ป่านนี้ไอ้พวกกบฏชาติชั่วคงจะถูกเขาตัดหัวมาเสียบประจานจนสิ้นไปแล้ว


“เหตุใดเสด็จพ่อจึงได้ชะล่าพระทัยเช่นนี้”


“เสด็จพ่อหาได้ชะล่าพระทัยแต่อย่างไรนะหยางเซิง แต่มิรู้เพราะเหตุอันใดพอส่งแม่ทัพคนไหนไปจึงปราบไม่เคยหมดสิ้นเสียที”


จู่ๆรอยยิ้มร้ายก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของหยางเซิง “ก็เพราะมันรอข้าอยู่อย่างไรเล่าพี่สาม เช่นนั้นข้าจะ...”


“ไม่ได้!! หยุดคิดเรื่องนี้นไปได้เลย ข้ามิมีวันยอม!!


“แต่ว่าพี่สาม!! หากปล่อยไว้เช่นนี้ มิรู้ว่าวันใดที่พวกมันจะเข้ามาประชิดเมืองหลวงแล้วจ่อกระบี่มาที่คอเรา!!


คำแย้งที่ออกจากปากน้องชายทำเอาหยางหมิงมิอาจโต้กลับ เพราะมันคือเรื่องจริง


นับวันกองทัพกบฏเมืองเสิ่นจะมากขึ้นทุกที แถมยังมีการฝึกฝนกำลังภายในและวรยุทธ์ให้ผู้เข้าร่วมจนทำให้พวกมันกล้าแข็งขึ้นทุกวัน หากว่าตามจริงในใจของเขายามนี้ก็เริ่มหวั่นวิตกเรื่องนี้อยู่เกือบเจ็ดส่วนทีเดียว เพราะฉะนั้นสิ่งที่หยางเซิงพูดขึ้นมามันมิได้ห่างไกลจากคำว่าเป็นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย


“เอาเถิด เลิกพูดเรื่องนี้กันก่อน พรุ่งนี้เจ้าเองก็ต้องเข้าร่วมประชุมที่ท้องพระโรงแล้วค่อยคุยกันทีหลัง ตอนนี้ข้าอยากรู้ว่าเจ้าจะทำเช่นไรต่อหากเด็กคนนั้นฟื้น”


หยางเซิงผ่อนลมหายใจออกมาเพื่อระบายความอึดอัด แล้วจึงว่า “ปู้ฉวนใช้คำขอนั่นกับข้า เขาขอแค่ให้ข้าดูแลนางให้ดี เช่นนั้นข้าก็คงต้องให้นางอยู่ที่นี่ นอกเหนือจากนั้น เชิญพี่สามตัดสินใจ”


ราวกับถูกโยนภาระมาให้ หยางหมิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “อ้าว เด็กนั่นเจ้าเป็นผู้ช่วยชีวิตมามิใช่หรือ เหตุใดจึงโยนนางมาให้ข้าเล่า เจ้าสิต้องเป็นคนตัดสินใจ”


“ก็อยากจะทำ แต่ข้าคงมิสันทัดเรื่องนี้เท่าท่าน”


ฟังก็รู้ว่าน้องชายจอมสร้างปัญหาของเขากำลังพูดกระแหนะกระแหนเรื่องที่เขามีอนุภรรยาหลายคน ในขณะที่หยางเซิงนั้นวันๆเอาแต่ฝึกกำลังภายในและวิทยายุทธ์เพื่อพัฒนาขั้นของตนเองให้สูงขึ้นคงจะไม่มีเวลามาคอยดูแลเด็กผู้หญิงมากนัก


“เอาล่ะๆ มิต้องมาว่ากระทบข้าหรอกน่ะ ฮึ เจ้าเองก็ใช่ย่อยไปกว่าข้าเสียเมื่อไหร่" แม้น้องชายของเขาจะไม่ได้ควงหญิงสาวงามคนใดออกหน้าออกตาแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคย พูดออกมาได้ว่าไม่สันทัดอยากจะหัวเราะให้ลั่น "เดี๋ยวข้าจักฝากฝังนางกับเหม่ยเหรินเอง ในบรรดาอนุภรรยาของข้าเหม่ยเหรินมีจิตใจงดงามมากที่สุด คงมิมีปัญหาอันใด”


“เช่นนั้นข้าก็เบาใจ” ในที่สุดรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เคยบึ้งตึง


ชั่วครู่ต่อมาบ่าวรับใช้คนสนิทของเทียนเหม่ยเหรินก็รีบร้อนวิ่งมารายงานเรื่องของไป๋อวี้ให้ทุกคู่ได้ทราบ หากนางมีสีหน้ายิ้มแย้มหยางเซิงก็คงจะคิดได้ว่าไป๋อวี้พ้นอันตรายแล้ว แต่ยามนี้สีหน้าของนางนั้นก็มีความวิตกกังวลอยู่อย่างชัดเจนจนหัวใจของเขาไม่อาจเต้นในจังหวะปกติได้


“ฟูเหรินให้หม่อมฉันมาทูลเชิญองค์ชายทั้งสองไปพบหมอหลวงเถียนเดี๋ยวนี้เลยเพคะ”


Talk: เอิ่ม...จะเชื่อดีไหมคะว่าองค์ชายสี่ไม่สันทัดเรื่อง...เอิ่ม ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ค่ะ แล้วจะรอดูนะคะว่าองค์ชายสี่น่ะไม่สันทัดเรื่องนี้จริงรึเปล่าน้าาาา อิอิ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 102 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

77 ความคิดเห็น

  1. #1 PiuSweet (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2561 / 20:08
    เนื้อเรื่องน่าติดตามมากค่ะ ชอบเรื่องแนวนี้มากๆ
    #1
    1
    • #1-1 ayuzakijoy(จากตอนที่ 5)
      3 พฤษภาคม 2561 / 20:50
      ขอบพระคุณค้าบ ถือเป็นคอมเมนท์ประเดิมของเรื่องนี้เลย ร๊ากกกก
      #1-1