(จบแล้วมีE-Book)สามชาติสองภพ ริมแม่น้ำบูรพา ภาค 1: ผูกชะตา รักหวนคืน

ตอนที่ 4 : บุรุษผู้มาใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,649
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 139 ครั้ง
    1 พ.ค. 61


4 บุรุษผู้มาใหม่

ราวหนึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้


จิ้นปู้ฉวนเร่งไปที่ตำหนักขององค์ชายสามกู้หยางหมิงเพื่อไปขอร้องให้ช่วยเหลือบางอย่างด้วยอาการร้อนรน แต่องค์ชายสามนั้นมีธุระสำคัญต้องเข้าวังหลวงอย่างเร่งด่วน เขาจึงเดินคอตกออกจากตำหนักมาด้วยความผิดหวัง แต่ทว่าในตอนที่ปู้ฉวนกำลังจะถอดใจเขาก็พบเข้ากับองค์ชายสี่กู้หยางเซิงผู้ที่ฟื้นจากความตายได้เพราะโอสถวิเศษที่ปู้ฉวนหามา


เมื่อสามปีที่แล้วตอนที่กู้หยางเซิงอายุเพียงสิบหกถูกลอบสังหารด้วยยาพิษดอกหยวนเมิ่งซึ่งเป็นพิษที่ออกฤทธิ์รุนแรงถึงขั้นปลิดชีวิตและทำลายกำลังภายในให้เป็นศูนย์ หากภายในสามวันไม่มียาแก้คนที่ถูกพิษต้องสิ้นลมสถานเดียว องค์ชายสามหรือกู้หยางหมิงรักน้องชายต่างมารดาคนนี้ของตนมากจนมิอาจทนเห็นหยางเซิงตายไปต่อหน้าต่อตาได้ จึงทูลขอฮ่องเต้ให้ออกราชโองการตามหายาถอนพิษให้ได้ภายในสามวัน


ซึ่งในเวลานั้นไร้วี่แววของผู้ที่จะนำยาถอนพิษมาถวาย ทุกคนต่างก็เริ่มหมดหวัง หยางเซิงเองก็ใกล้หมดลมหายใจ หยางหมิงจึงทำได้เพียงเฝ้าดูน้องชายอยู่ไม่ห่างเท่านั้น


แต่ทว่าจู่ๆก็มีทหารนำข่าวดีมาแจ้งแก่ฮองเฮาและหยางหมิงว่ามีคนรับจ้างขับเกวียนผู้หนึ่งมีโอสถที่สามารถแก้พิษให้กับองค์ชายสี่ได้ ยามนั้นความหวังของทุกคนภายในวังเพิ่มขึ้นทวีคูณ รวมถึงฮ่องเต้และองค์รัชทายาทซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆอีกด้วย


ดังนั้นแล้วจิ้นปู้ฉวนจึงได้รับพระราชทานรางวัลมากมายจนมิอาจประเมินค่าได้ ชาวเมืองหลายคนล้วนได้แต่อิจฉา แต่ทว่าปู้ฉวนกลับขอรับไว้เพียงครึ่งเดียวจากทั้งหมดและขอองค์ชายสามเอาไว้ว่า


“กระหม่อมขอคืนรางวัลที่พระองค์มอบให้ครึ่งหนึ่ง แลกกับคำขอหนึ่งข้อที่กระหม่อมสามารถขอเมื่อใดก็ได้พะย่ะค่ะ”


แม้สิ่งที่จิ้นปู้ฉวนทำจะสร้างความประหลาดใจให้แก่องค์ชายสามและทุกคนเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถยอมรับได้หากเทียบกับความดีความชอบที่ปู้ฉวนได้ทำ เช่นนั้นแล้วจึงได้มีพันธะสัญญาขึ้นระหว่างองค์ชายสามและปู้ฉวนตั้งแต่บัดนั้นมา หากแต่ผ่านมาจนสามปีปู้ฉวนกลับเก็บรักษาคำขอนั้นไว้ได้อย่างดีจนองค์ชายสามเกือบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ


หากแต่ก็ยังมีผู้หนึ่งที่ยังจำพันธะสัญญาที่ว่าได้ไม่เคยลืมเลือนเพราะคนที่ขอไว้นั้นเป็นผู้มีบุญคุณกับตนเองอย่างใหญ่หลวงนัก


“เจ้าว่าอันใดนะปู้ฉวน?” กู้หยางเซิงแทบจะสำลักน้ำชาในจอกเมื่อได้ยินคำขอจากปากของจิ้นปู้ฉวน


“ได้โปรดเถิดพะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีใช้คำขอนั้นเพื่อช่วยเด็กสาวผู้น่าสงสารคนหนึ่ง ขอเพียงพระองค์โปรดเมตตา” เขาคุกเข่าอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา นี่เป็นทางเดียวจริงๆที่จะช่วยเด็กสาวปริศนาคนนั้นให้รอดเงื้อมมือใต้เท้าเจิ้นไปได้


“เจ้ากำลังเล่นตลกอันใดกัน เจ้าเห็นข้าเป็นใคร คำขออย่างอื่นเจ้ากลับมิใช้ กลับใช้เพื่อช่วยเด็กสาวที่กำลังจะถูกขายเป็นทาสน่ะหรือ” หยางเซิงแค่นหัวเราะ เขาเป็นถึงองค์ชายสี่มียศศักดิ์สูงส่งแต่กลับถูกขอให้ไปช่วยทาสคนหนึ่งเนี่ยนะ รู้ถึงไหนอายถึงนั้น


ปู้ฉวนแทบจะร่ำไห้ หากเป็นองค์ชายสามคงไม่ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้แน่ เขาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าองค์ชายสี่ผู้ไม่ชอบสุงสิงกับใครและหวาดระแวงทุกอย่างรอบตัวตั้งแต่ถูกลอบวางยาพิษครานั้นต้องไม่ยอมทำตามคำขอของเขาแน่ๆ


“เช่นนั้นกระหม่อมคงมิอาจอยู่รบกวนอีก เช่นนั้นกระหม่อมทูลลา”


จากนั้นปู้ฉวนก็ต้องแบกเอาความผิดหวังกลับเรือนพักของพ่อค้าทาสเย่วเจียจิ้งไปด้วยความเศร้าหมอง ต่อให้เขานั่งรอองค์ชายสามทุกอย่างก็คงไม่ทันการณ์อยู่ดี


คนที่เพิ่งปฏิเสธคำขอของปู้ฉวนกลับยังนั่งครุ่นคิดถึงเรื่องของเด็กสาวที่กำลังจะถูกขายเป็นทาสในจวนของใต้เท้าเจิ้นไม่ยอมหยุด ช่างน่าแปลกที่เรื่องนี้กลับกวนใจเขานัก


“ฟู่อัน”


พริบตาเดียวบุรุษผู้สวมชุดดำปกปิดทั้งร่างก็ออกมายืนเคียงข้างองค์ชายสี่อย่างรวดเร็วราวกับลมพัดมาวูบหนึ่ง


“พะย่ะค่ะ”


“เจ้าจงไปสืบเรื่องนี้มาให้ดี แล้วมารายงานข้าเร็วที่สุด”


“พะย่ะค่ะ” และชั่วพริบตาร่างทั้งร่างขององครักษ์เงานามว่าฟู่อันก็อันตรธานหายไปอย่างไม่เหลือร่องรอย ปล่อยให้องค์ชายสี่กู้หยางเซิงนั่งครุ่นคิดเรื่องเดิมต่อไป


จนกระทั่งหนึ่งเค่อผ่านไปก็มีเสียงของฟู่อันดังแว่วออกมาจากความมืด พร้อมกับเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเด็กสาวผู้นั้นให้แก่องค์ชายสี่ได้ฟังอย่างละเอียด จู่ๆความรู้สึกบางอย่างก็ปะทุขึ้นในพระทัยขององค์ชายสี่อย่างแปลกประหลาด


เมื่อตัดสินใจบางอย่างได้ กู้หยางเซิงก็ตะโกนเรียกพ่อบ้านอาวุโสของจวน


“พ่อบ้านถง เตรียมม้า!!” 


              ....................................................................................


ปัจจุบัน ป่าพุ่ยตง


“ลู่เฟิงฉินหนอลู่เฟิงฉิน ท่านเป็นถึงผู้มีวรยุทธ์สูงส่งถึงขั้นหก เหตุไฉนจึงได้รังแกเด็กน้อยผู้ที่อ่อนแอกว่าเช่นนี้ น่าผิดหวังๆ” ผู้มาใหม่ส่ายหน้าไปมาน้อยๆ


“องค์ชายสี่ นี่มิใช่เรื่องของพระองค์ โปรดส่งนางมาให้กระหม่อมเสียเถิด”


คนที่ถูกเอ่ยถึงเลิกคิ้วเข้มของตนขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะก้มลงมองคนในอ้อมกอด เมื่อครู่เขาเพียงเห็นนางจากที่ไกลๆก็ว่างามยิ่งแล้ว และพอได้มายลโฉมใกล้ๆถึงเพียงนี้ก็ยิ่งชวนให้หลงใหลเหลือจะเอ่ย หญิงงามทั่วแคว้นเขาล้วนได้เห็นมาจนหมด แต่ก็หาได้มีใครงดงามราวดอกโบตั๋นแรกผลิเช่นนี้ แทบไม่อยากจะคิดหากนางโตเป็นสาวสะพรั่งกว่านี้คงมีบุรุษมากมายเทียวขายขนมจีบให้ไม่เว้นวาง


“ตอบข้ามาเด็กน้อย เจ้าอยากไปกับเขารึไม่?” เสียงทุ้มนุ่มนวลน่าฟังเอ่ยถาม แขนแกร่งก็ยังคงกอดรัดกายนางเอาไว้แน่นหนาไม่ยอมปล่อย


ไป๋อวี้ที่ยังมีคราบน้ำตานองหน้าส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ ถึงนางไม่รู้จักว่าเขาเป็นใครแต่ท่าทางของเขาทำให้นางไว้ใจและรู้สึกปลอดภัยมากกว่าเดิม


เฟิงฉินกัดกรามแน่น คนเช่นเขาไม่เคยมีคำว่าภารกิจล้มเหลว ต่อให้คนตรงหน้าเป็นองค์รัชทายาทแคว้นฉวนอันเขาก็ต้องชิงตัวนางกลับมาให้จงได้ “กระหม่อมจะเตือนพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย จะส่งนางผู้นั้นกลับมาให้กระหม่อมดีๆรึไม่”


“ก็นางมิอยากไป แล้วจะให้ข้าใจร้ายบังคับนางหรือ เจ้าจงกลับไปบอกใต้เท้าเจิ้นเถิดว่าข้าขอซื้อตัวนางไว้แทน ค่าตัวนางเท่าไหร่ก็ว่ามา ข้ายินดีจ่ายให้สามเท่า” อีกฝ่ายว่าขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อน ทั้งยังแสดงสีหน้าเบิกบานจนเฟิงฉินออกอาการหงุดหงิดอยากจะชักกระบี่ตนออกมาบั่นคอขาวๆของคนตรงหน้าให้ขาดเสีย


“แต่ใต้เท้าเจิ้นพบนางก่อนพระองค์ เช่นนั้นพระองค์ก็มิมีสิทธิ์!” เฟิงฉินยังคงยืนยันคำเดิม ทั้งยังยกกระบี่ในมือขึ้นมาเตรียมปะทะ แต่ทว่าร่างดำทะมึนร่างหนึ่งก็เริ่มขยับกายน้อยๆเตรียมพร้อมอยู่ในเงามืดเช่นเดียวกัน


คนที่ถูกขู่กลับยังคงยืนนิ่งไม่ได้มีทีท่าตกใจอันใดกับสิ่งที่เฟิงฉินข่มขู่ หากแต่สีหน้าของเขาในยามนี้หาได้แย้มยิ้มเช่นเดิมไม่ มันกลับค่อยแปรเปลี่ยนเป็นดูน่ากลัวและเย็นเยียบราวหิมะที่อยู่บนพื้นดินในยามนี้ แววตาขี้เล่นเมื่อครู่หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยเหลือเพียงแววตาคมกริบที่พร้อมจะสังหารทุกคนที่เข้ามาใกล้เขา


“ดูท่าว่าเจ้าจะฟังภาษาคนมิรู้ความนะ ลู่ เฟิง ฉิน” น้ำเสียงเย็นชาที่ออกจากปากขององค์ชายสี่ทำเอาหลินไป๋อวี้ตัวสั่นน้อยๆด้วยสัณชาตญาณแห่งความกลัว ถึงแม้จะรู้ว่าเขามาช่วยแต่นางก็อดหวั่นใจไม่ได้อยู่ดี


ไอสังหารที่แผ่ออกมาจากกายหนาขององค์ชายสี่แห่งแคว้นฉวนอันส่งผลให้นักฆ่าที่มีวรยุทธ์ถึงขั้นที่หกอย่างเฟิงฉินเริ่มรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงเล็กน้อย มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าองค์ชายสี่แห่งแคว้นฉวนอันเป็นผู้มีพรสวรรค์เช่นไร จะมีสักกี่คนกันที่สามารถบรรลุวรยุทธ์ขั้นห้าได้ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบทั้งยังไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าองค์ชายสี่ผู้นี้จะบรรลุไปถึงขั้นหก แต่เขาเองยามนี้ก็เป็นวรยุทธ์ขั้นหกแล้ว ต่อให้องครักษ์เงาของอีกฝ่ายจะเก่งกล้าเพียงไหนก็คงพอฟัดพอเหวี่ยงได้


“เด็กน้อย เจ้าหลบไปก่อน” องค์ชายสี่ปล่อยมือจากเอวบางของไป๋อวี้พร้อมกับผลักนางให้ไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่ ซึ่งนางก็ทำตามโดยมิไถ่ถามใดๆ จากนั้นเพียงชั่วพริบตาเดียวร่างสูงใหญ่สามร่างก็พุ่งเข้าหากันอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด


ยามนี้หาได้มีผู้ใดสนใจหลิวไป๋อวี้ไม่ ต่างก็ใช้วรยุทธ์ของตนโรมรันเข้าต่อสู้กันอย่างรุนแรงบนอากาศจนใบไผ่ปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ไม่มีผู้ใดยอมเพลียงพล้ำและก็ไม่มีผู้ใดยอมตกเป็นรองให้อีกฝ่าย หากแต่ต้องยอมรับว่าลู่เฟิงฉินผู้นี้ฝีมือร้ายกาจนักสมกับค่าจ้างที่ใต้เท้าเจิ้นยอมจ่ายหลายตำลึงทองเพื่อให้มีเขาอยู่ข้างกาย


องค์ชายสี่เกือบจะพลาดท่าถูกคมกระบี่ของเฟิงฉินอยู่หลายครั้ง แต่องครักษ์เงาในชุดดำพรางกายทั้งตัวก็ใช้กระบี่ของตนต้านรับเอาไว้ได้ทุกครั้ง เมื่อเป็นเช่นนี้เฟิงฉินก็เข้าใจได้ทันทีว่าองครักษ์เงาผู้นี้มีวรยุทธ์ขั้นเดียวกับตนเองแน่นอน ดูท่าว่าภารกิจนี้จะตึงมือเขาเกินไปเสียแล้ว


ฉัวะ!!


เพราะเฟิงฉินเผลอใจลอยเพียงแวบเดียว คมกระบี่ขององค์ชายสี่จึงเฉือนเข้าที่กลางหน้าอกของเขาไปได้อย่างเฉียดฉิว ตามด้วยแรงปะทะจากฝ่ามือขององครักษ์เงาที่ทำเอาร่างหนาๆของเฟิงฉินลอยละลิ่วไปด้านหลังเกือบสามจั๊ง ขาทั้งสองข้างของเขาลากไปตามพื้นหิมะหนาเพื่อพยายามหยุดแรงกระแทกจนเป็นร่องลึกเห็นได้ชัดเจน เป็นเช่นนี้อาจไม่ได้การ เฟิงฉินกระอักเลือดออกมาเล็กน้อยพร้อมกับพยายามประเมินความเป็นไปได้ที่จะจัดการองค์ชายสี่ที่มีวรยุทธ์เพียงขั้นห้าอย่างรวดเร็วในหัว หากต้องรับมือผู้มีวรยุทธ์ใกล้เคียงกันถึงสองคนเช่นนี้อาจจะเป็นเขาที่ไม่รอด


เฟิงฉินเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาปานเทพเซียนของคนตรงหน้าหมายจะงัดไม้ตายที่มีออกมาใช้ ทว่าเขากลับมองเห็นเพียงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แสนเยือกเย็นผุดพรายขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลานั่น


ตึก!! ตึก!!


เสียงหัวใจที่เริ่มเต้นถี่ขึ้นทำเอาร่างทั้งร่างของเฟิงฉินทรุดลงไปนอนแบบอยู่กับพื้น ร่างของเขาชาดิกไปทั้งร่าง เลือดภายในร่างกายไหลทะลักออกจากทวารทั้งห้าอย่างรวดเร็ว หากยามนี้เขาไม่ได้สวมหมวกฟางเอาไว้คงได้เห็นว่าดวงตาของเขาเลือกลานดูน่ากลัวยิ่ง


“คนชั่วช้าที่ฆ่าคนมิเลือกแถมยังใช้วรยุทธ์ที่มีค่าไปรับใช้ไอ้หมูตอนไร้ค่าตัวนั้นสมควรตาย” องค์ชายสี่ว่าขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบยิ่งหากแต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความพึงพอใจ เขาหาทางกำจัดนักฆ่าไร้ใจผู้นี้มานานแล้ว ถูกกำจัดไปได้เช่นนี้แผ่นดินคงสูงขึ้นอีกโข “ดี ดีมาก เจ้าไปได้แล้วฟู่อัน”


“พะย่ะค่ะ” พริบตาเดียวร่างดำทะมึนขององครักษ์เงานามว่าฟู่อันก็หายวับไปจากสายตา


เมื่อจัดการคนที่หมายตาเอาไว้นานแล้วลงได้ องค์ชายสี่ก็ก้าวขายาวๆของตนไปหาหญิงสาวเพียงคนเดียวที่อยู่ที่นี่ด้วยท่าทางสง่างามชวนมองอย่างยิ่ง เขายืนมือขาวผ่องราวไข่มุกราคาแพงลิบของตนไปหาไป๋อวี้ช้าๆ


“ออกมาเถิด เจ้าปลอดภัยแล้ว เด็กน้อย”


หลิวไป๋อวี้ชะโงกหน้าออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่จ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาหวาดหวั่นในใจ ภาพที่เขาต่อสู้กับนักฆ่าคนนั้นช่างดุดันน่าหวาดกลัวเหลือเกินราวกับพยัคฆ์ขาวแสนดุร้ายในตำนานยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของนางไม่จางหาย หากแต่ยามนี้เขากลับมองนางด้วยสายตาอ่อนโยนละมุนละไมเสียจนนางไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นคนเดียวกันเลยจริงๆ


นางไม่ได้ยื่นมือกลับไปให้เขา แต่กลับหลบเลี่ยงวิ่งไปอีกทางที่ยามนี้มีร่างสะบักสะบอมของปู้ฉวนนอนหายใจรวยรินอยู่ไม่ไกล ยิ่งได้เห็นใกล้ๆนางก็ยิ่งรู้สึกผิด ลมหายใจของนางขาดห้วงราวกับคนกำลังจมน้ำ


 “ท่าน...ท่านเป็นเช่นไรบ้าง?” มือขาวซีดของไป๋อวี้สั่นเทาไปหมด เลือดสีแดงฉานทำให้ใจนางเต้นรัวเร็ว ต่อให้เป็นเด็กเล็กก็ดูออกว่าไม่ว่าอย่างไรปู้ฉวนก็คงไม่มีทางรอดแล้ว


หากแต่สิ่งที่ทำให้ความหวังเล็กๆของไป๋อวี้พองโตขึ้นก็คือแววตาที่มั่นคงไม่ไหวติงของเขาที่มองนางด้วยความห่วงใย “อย่าได้ห่วงข้า อย่างไรข้าก็คงมิรอด บุรุษสูงศักดิ์ผู้นั้นจะดูแลเจ้าได้ จงไปกับเขาเสีย”


“แต่ว่า...ข้ามิรู้จักเขา” นางตอบน้ำเสียงสั่นเครือ ไม่ได้สนใจเลยว่าคนที่นางเอ่ยถึงยืนอยู่ด้านหลังและได้ยินคำพูดของนางทุกคำ


“ข้าเป็นคนไปอ้อนวอนองค์ชายสี่ให้มาช่วยเจ้า เชื่อข้าเถิด ไปกับเขาเสีย อย่าได้กังวลอันใด อึ๊ก!!” เลือดอีกก้อนพุ่งทะลักออกมาจากปากของปู้ฉวน


“ท่านอย่าพูดอันใดอีกเลย ยิ่งพูดเลือดก็ยิ่งออกมากเห็นหรือไม่” นางสะอื้นไห้อย่างน่าสงสาร


ปู้ฉวนผ่อนลมหายใจออกทางปาก ก่อนจะใช้มืออีกข้างที่เหลืออยู่ล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้นางกับมือ


ไป๋อวี้มองกระดาษแผ่นนั้นในมือตัวเอง ก่อนจะถามเสียงสั่นเครือ “นี่คืออันใดเจ้าคะ?”


“แผนที่เก็บสมบัติทั้งหมดของข้าที่เก็บมาทั้งชีวิต ไหนๆก็คงมิได้ใช้แล้ว เช่นนั้นข้าก็ยกให้เจ้า ภายภาคหน้าเจ้าต้องได้ใช้มันอย่างแน่นอน จงเก็บเอาไว้ให้ดี แค่ก!!” เขารีบเบี่ยงหน้าไปหาองค์ชายสี่ก่อนที่จะหมดลมหายใจในอีกไม่นานแล้ว พลางว่าขึ้น “กระหม่อมขอฝากนางด้วยพะย่ะค่ะ ถือว่านี่ขอคำขอสุดท้ายของกระหม่อม จากนี้เราทั้งคู่ก็มิมีสิ่งใดติดค้างกันอีก”


คำพูดที่แฝงนัยนะสำคัญของปู้ฉวนสร้างความฉงนให้ไป๋อวี้เพียงครู่เท่านั้นนางก็เลิกสนใจมันไป ร่างสูงสง่าขององค์ชายสี่ขยับเข้ามาใกล้ไป๋อวี้ ก่อนจะประคองนางขึ้นจากพื้นดินที่มีหิมะเย็นเฉียบปกคลุมช้าๆ


“ข้ารับปาก เจ้ามิต้องห่วง นางจะปลอดภัย” องค์ชายสี่ให้คำมั่น ก่อนจะก้มลงมองไป๋อวี้ด้วยความสงสาร “แม่นางน้อยไปกันเถิด ชักช้า คนของใต้เท้าเจิ้นที่เหลืออาจจะตามมาทัน นักฆ่าฝีมือดีของเขามิได้มีเพียงคนเดียวหรอกนะ”


ได้ยินเช่นนั้นหญิงสาวก็จำต้องตัดใจทิ้งปู้ฉวนเอาไว้ หากนางยังรั้งรออยู่ที่นี่ต่อไป การเสียสละยิ่งใหญ่ของเขาคงสูญเปล่า


“ข้าขอลาก่อน หากชาติหน้ามีจริงข้าจะขอทดแทนบุญคุณครั้งนี้อย่างแน่นอน” หลิวไป๋อวี้เอ่ยลาปู้ฉวนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินตามองค์ชายสี่ไปขึ้นม้าขนสีสีดำขลับที่ยืนรออยู่ไม่ไกล นางขอสาบานว่านางจะไม่ลืมบุญคุณยิ่งใหญ่ของปู้ฉวนอย่างแน่นอน


แค่ก!!


เลือดข้นหนืดยังคงไหลทะลักออกจากปากของปู้ฉวนไม่หยุด วาระสุดท้ายของเขาใกล้มาถึง ขณะที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเขากำลังจะหมดลง มุมปากที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดยกยิ้มน้อยๆ


“ข้าคงช่วยท่านได้เท่านี้ ที่เหลือก็ตามแต่ฟ้าดินและโชคชะตาเป็นผู้กำหนด”


แล้วปู้ฉวนก็สิ้นลมไปในที่สุด...


ยามนี้องค์ชายสี่เริ่มรู้สึกกังวลนักเมื่อรับรู้ได้ไอร้อนที่แผ่ออกจากร่างบางๆของคนในอ้อมกอด อาการของนางหนักหนามากทีเดียว ดูเหมือนว่านางจะจับไข้มาหลายวันและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ธาตุในร่างกายจึงได้แปรปรวนเช่นนี้ ดูจากอาการที่นางตัวสั่นเทาตลอดเวลาราวกับเหน็บหนาวจับใจก็รู้ว่านางกำลังทรมานจากพิษไข้ แต่ที่เขายังไม่เข้าใจและสงสัย คือเหตุใด? นางยังคงงดงามราวดอกโบตั๋นแรกผลิอยู่ตลอดเวลา


“เด็กน้อย เจ้าหนาวมากหรือไม่?” เขาเอ่ยถามเมื่อเห็นนางพยายามซุกเข้ากับอกกว้างของเขา มือเล็กก็ขยุมสาปเสื้อคลุมของเขาไว้แน่นดูน่าสงสารนัก


 นางมิได้ตอบอันใดออกมาแต่ก็พยักหน้ารับน้อยๆ ยามนี้แรงจะกระดิกนางยังไม่มีเลย


“อดทนไว้ก่อน อีกเดี๋ยวก็ถึงตำหนักพี่สามแล้ว” เขากระชับแขนข้างหนึ่งโอบกอดร่างเล็กๆของนางเอาไว้แน่นหวังว่าอ้อมกอดของเขาจะทำให้นางรู้สึกดีขึ้น แล้วจู่ๆความรู้สึกบางอย่างเริ่มครุกรุ่นอยู่ในใจของเขาอย่างบอกไม่ถูก จะว่าไปเขาก็ค่อนข้างแปลกใจตนเองอยู่มากทีเดียวกับการตัดสินใจมาช่วยเหลือเด็กสาวในครั้งนี้ทั้งๆที่ปกติเขาเป็นคนที่ไม่ชอบยื่นจมูกเข้าไปแส่เรื่องของใคร และไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงได้เปลี่ยนใจไม่ไปค่ายทหารในวังหลวงแต่กลับมาตามคำขอของจิ้นปู้ฉวนไปเสียได้

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 139 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

77 ความคิดเห็น