(จบแล้วมีE-Book)สามชาติสองภพ ริมแม่น้ำบูรพา ภาค 1: ผูกชะตา รักหวนคืน

ตอนที่ 2 : ข้าจำอันใดมิได้เลย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,940
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 117 ครั้ง
    26 เม.ย. 61

2 ข้าจำอันใดมิได้เลย

เปลือกตาบางค่อยๆเปิดขึ้นช้าๆ ร่างกายที่หนักอึ้งทำเอานางไม่สามารถกระดิกตัวได้แม้เพียงนิดเดียว นางรู้สึกว่าผิวกายของนางนั้นร้อนรุ่มราวไฟสุมแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหนาวยะเยือกไปจนถึงขั้วกระดูกดำ นางพยายามจะขดกายเข้าหากันเพื่อให้ร่างกายได้อบอุ่น แต่ความร้าวระบมที่ลามเลียไปทั่วร่างทำให้นางได้เพียงนอนอยู่นิ่งๆ


ตากลมโตกลอกกลิ้งไปมาเพื่อมองรอบๆตัว นางก็เห็นว่าตนนั้นอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆและมีกลิ่นอับชื้น นี่นางอยู่ที่ใดกัน แล้วเกิดอันใดขึ้นกับนางกันแน่


“เจ้าฟื้นแล้วหรือ?” เสียงใสเสียงหนึ่งเอ่ยถามมีแววเป็นห่วงอยู่ในน้ำเสียงนั้น


นางกระพริบตาเพื่อให้มองคนพูดได้ชัดขึ้น พยายามจะอ้าปากตอบแต่ก็ทำได้เพียงทำปากหมุบหมิบเพราะยามนี้ลำคอนางแห้งผากราวกับหน้าแล้ง นางกระแอมไอเบาๆอีกฝ่ายจึงหยิบน้ำให้นางได้จิบดับกระหาย


“เจ้ามีไข้สูงมาก ข้าคิดว่าเจ้าจักมิรอดเสียแล้ว นี่ผ่านมาตั้งสองวันกว่าที่เจ้าจะรู้สึกตัว” เจ้าของเสียงใสบอกและช่วยพยุงคนป่วยหนักให้ค่อยๆลุกจากพื้นดินที่มีเพียงฟางปูบางๆและผ้าห่มเก่าๆไม่กี่ผืนเท่านั้น


“ที่...นี่...ที่ไหนกัน? แล้ว..ท่านเป็นใคร?” เสียงแหบพร่าเอ่ยถาม ความงุนงงยังถาโถมเข้าหานาง สมองของนางมันตื้อไปหมดนางคิดอันใดไม่ออกเลยสักอย่าง


“ข้าชื่อ หลิวซูเหม่ย แล้วที่นี่ก็คือห้องใต้ดินภายในเรือนพักของพ่อค้าทาสเย่วเจียจิ้งในเมืองหลัว”


คำว่า ทาสที่ได้ยินทำเอาคนป่วยนั้นถึงกับตาเบิกกว้าง “ค้าทาสหรือ? แต่ข้ามิใช่ทาส”


“เรื่องนั้นข้ามิรู้หรอกว่าแต่เจ้าเถิด ไปนอนอยู่กลางหิมะเช่นนั้นได้อย่างไร แล้วมาจากเมืองไหน เป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน”


คำถามมากมายที่อีกฝ่ายเอ่ยมาช่างชวนให้นางงุนงงนัก นางขมวดคิ้วยุ่งนึกหาคำตอบอยู่ครู่ใหญ่ ทวนคำถามพวกนั้นซ้ำไปซ้ำมา แต่ยิ่งพยายามคิดนางกลับยิ่งรู้สึกว่างเปล่า เหตุใดความทรงจำที่นางควรมีกลับหายไปเสียสิ้น


“ข้า...ข้าจำ...ไม่ได้”


“หา! นี่เจ้าความจำเสื่อมหรือ?”


นางขมวดคิ้วใบหลิวยุ่งหนักกว่าเดิมกับข้อสันนิษฐานของอีกฝ่าย หรือนางจะความจำเสื่อมไปแล้วจริงๆ


“แม้แต่ชื่อของตัวเอง เจ้าก็จำมิได้เลยหรือ?” ซูเหม่ยถามขึ้นอีกครั้ง สีหน้ายังคงไม่อยากเชื่อ หรือว่าหญิงสาวผู้นี้ถูกทำร้ายและนำมาปล่อยทิ้งไว้ให้ตาย แต่ตามเนื้อตัวของนางก็ไม่มีบาดแผลใดนอกจากไข้ที่ขึ้นสูงเท่านั้นนี่น่า


ใบหน้างดงามราวหยกสลักเนื้อดีส่ายไปมา แถมยังมีสีหน้ากังวลชัดเจนและต่อให้ยามนี้บีบคั้นนางเพียงไรนางก็คิดไม่ออกจริงๆ ทั้งชื่อแซ่ บ้านเกิด หรือแม้แต่คนในครอบครัว นางจำอันใดไม่ได้ทั้งนั้น


เสียงถอนหายใจของอีกคนเรียกสตินางกลับคืน “แล้วข้าควรจักทำเช่นไรดี?” นางถามกลับ สีหน้าบ่งบอกว่ากังวลกับเรื่องนี้นัก


“เอาล่ะๆ หากเป็นเช่นนี้ก็คงทำอันใดมิได้ อย่างนั้นเจ้าก็นึกชื่อมาสักชื่อก็แล้วกัน คนเราจำเป็นต้องมีชื่อแซ่นะ”


“แต่...ข้า...นึกมิออกจริงๆ เจี่ยเจีย...ท่านโปรดช่วยข้าหน่อยได้รึไม่?” นางอ้อนวอนขอ ยากหนักที่อีกฝ่ายจะปฏิเสธลง มิรู้ว่าทำไมตั้งแต่ที่ได้พบนางซูเหม่ยก็รู้สึกอยากจะปกป้องอีกฝ่ายมิรู้ตัว ขนาดเด็กสาวที่ถูกจับมาขายพร้อมๆกันซูเหม่ยยังไม่รู้สึกห่วงขนาดนี้เลย


“อย่างนั้นเจ้าใช้แซ่หลิวแซ่เดียวกับข้าก็แล้วกัน ส่วนชื่อ....” ซูเหม่ยจ้องมองใบหน้างดงามสดใสผุดผาดราวกับหยกขาวราคาแพงที่มิอาจประเมินค่าได้อยู่ครู่ ก่อนจะว่าขึ้น “ส่วนชื่อ ข้าคิดว่าชื่อ ไป๋อวี้ เหมาะกับเจ้ามากที่สุด”


ไป๋อวี้ ใช่...หยกขาว นางเปรียบได้ดังหยกขาวสูงค่า ทั้งงดงาม ใสซื่อ และแสนบริสุทธิ์ จนยามนี้ซูเหม่ยก็ยังสงสัยถึงที่มาที่ไปของไป๋อวี้ผู้นี้ หากเทียบกับพวกนางที่เป็นเพียงลูกตาสีตาสา ไป๋อวี้ก็ควรจะเป็นบุตรีขุนนางสูงศักดิ์คนใดคนหนึ่งด้วยซ้ำ ผิวพรรณของนางนั้นขาวเนียนผ่องแผ้วยิ่งกว่าหยกขาวมันแพะราคาสูงลิบ คราแรกที่เห็นซูเหม่ยยังอดคิดไม่ได้เลยว่าไป๋อวี้เป็นเทพธิดานางฟ้าที่จำแลงกายลงมาบนโลกมนุษย์หรือไม่จึงได้งดงามปานล่มเมืองเพียงนี้ทั้งๆที่ยังเยาว์วัยนัก แต่พอได้แตะเนื้อตัวก็ทำให้มั่นใจว่าไป๋อวี้คือมนุษย์คนหนึ่งจริงๆ


แต่สิ่งที่ยังคาใจนางอีกอย่างก็คือ ปานแดงบนหน้าผากของไป๋อวี้นั่น มันคืออะไร?


“ไป๋อวี้ เจ้า...เป็นมนุษย์จริงๆใช่รึไม่?” ซูเหม่ยถามเสียงเบา มิใช่เพราะอันใด แต่เพราะในห้องแคบๆนี่มิได้มีพวกนางเพียงสองคน หากแต่ยังมีหญิงสาวคนอื่นๆที่ถูกขังไว้รอการขายต่ออยู่เต็มไปหมด


คนที่ถูกถามขมวดคิ้วงุนงง พลางถามกลับ “จริงๆสิ ไยท่านจึงถามข้าเช่นนั้น?”


ซูเหม่ยล้วงเอากระจกที่พกติดกายออกจากเอวแล้วยื่นให้ไป๋อวี้ได้ดู “แล้วปานแดงบนหน้าผากเจ้ามันคือสิ่งใดกัน?”


ไป๋อวี้ยื่นมือที่ร้อนผ่าวของตนไปหยิบกระจกมาจากซูเหม่ย ก่อนจะยกหน้าม้าตนเองขึ้นเพื่อมองในกระจก


ทว่าเพียงเสี้ยวเดียวที่นางได้เห็นมันนางก็ร่ำไห้ออกมาอย่างมิรู้สาเหตุ นางรู้เพียงว่าหัวใจของนางถูกบีบอย่างรุนแรง ความเสียใจถาโถมเข้าหาจนนางมิอาจรับไหว มันเจ็บปวด เจ็บปวดจนนางต้องทิ้งกระจกในมือแล้วจับที่หัวใจเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่ามันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ


 “ไป๋..ไป๋อวี้ เจ้าเป็นอันใด ร้องไห้ไยกัน ข้า ข้าขอโทษ เงียบเสียเถิด” ซูเหม่ยลนลานปลอบประโลมนาง เหตุใดไป๋อวี้จึงได้ร้องไห้เป็นเผาเต่าเช่นนี้


“ข้าก็มิรู้ ซูเหม่ย... แต่ข้า...ข้าเจ็บปวด เจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน โฮ......”


ซูเหม่ยเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกผิดนัก นางมิคาดคิดมาก่อนว่าอีกฝ่ายจะโศกเศร้ามากมายได้ถึงเพียงนี้ หรือว่าก่อนที่นางจะความจำเสื่อมนางเคยผิดหวังกับบางอย่างมากันนะ


“เกิดอันใดขึ้น!! นางร่ำไห้เพราะอันใดซูเหม่ย!!” ปู้ฉวนที่ออกไปพบใครบางคนเพิ่งกลับมาระล่ำระลักถามด้วยความตกใจอยู่ตรงหน้าลูกกรงห้องที่พวกนางอยู่


“ข้ามิรู้ ข้ามิรู้ เพียงนางเห็นปานแดงบนหน้าผากนางก็เป็นเช่นนี้”


ปู้ฉวนเห็นไป๋อวี้ร่ำร้องด้วยความเจ็บปวดก็ให้ปวดร้าวในใจเหลือจะเอ่ย เขารู้สึกราวกับกำลังมองบุตรสาวของตนเองกำลังเศร้าโศกแต่มิสามารถทำอันใดได้


“ซูเหม่ย เจ้ารีบปลอบนางเร็วเข้า อีกครู่จะมีคนมาที่นี่ อย่าให้เขาเห็นนางเด็ดขาด ทำเช่นไรก็ได้ ถ่วงเวลาเอาไว้ก่อน เข้าใจหรือไม่”


“ใคร? ใครจะมาหรือ?”


“ใต้เท้าเจิ้นน่ะสิ”


ทันทีที่ทุกคนได้ยินชื่อนี้ต่างก็พากันหวาดกลัวตัวสั่นอย่างมิอาจห้าม มีผู้ใดบ้างจะไม่รู้จักใต้เท้าเจิ้นพุงพลุ้ยผู้ชั่วช้าคนนี้ เป็นที่ร่ำลือนักว่าเขามักมากในกามอย่างมิมีผู้ใดเทียบ ยิ่งกับเด็กสาววัยสิบสองสิบสามยิ่งเป็นที่ต้องตาต้องใจ หากว่าเขาเพียงเสพสมกับพวกนางอย่างคนปกติก็คงไม่มีอันใดต้องหวาดหวั่น แต่นี่เล่นเอากันถึงตาย คนในจวนใต้เท้าเจิ้นมักจะเล่ากันว่าหากใครทานทนเรื่องนั้นได้เกินเจ็ดวันก็ไม่ใช่มนุษย์แล้ว เช่นนั้นจึงไม่แปลกที่มักจะมีบ่าวในจวนหามร่างไร้วิญญาณของเด็กสาวออกมาจากจวนแทบทุกอาทิตย์


“อา...แย่แล้ว ไป๋อวี้...” ซูเหม่ยครวญเสียงแผ่วเมื่อไป๋อวี้ร่ำไห่อย่างหนักจนหมดสติไปมิรู้สึกตัว นางก้มมองหลิวไป๋อวี้ในอ้อมกอดอย่างสงสารเวทนา เคราะห์กรรมอันใดกันหนอที่ทำให้นางผู้แสนบริสุทธิ์ผู้นี้ต้องมาประสบพบเจอกับเรื่องร้ายๆเช่นนี้ตลอดเวลา ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ หากใต้เท้าเจิ้นได้เห็นหลินไป๋อวี้เข้าล่ะก็ มิพ้นต้องถูกซื้อตัวกลับไปด้วยเป็นแน่ “ข้าจักช่วยเหลือเจ้าเช่นไรดี”


มิทันที่ซูเหม่ยและปู้ฉวนจะคิดอันใดออก เสียงอื้ออึงของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังมาจากโถงทางเดิน ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่านั่นคือเสียงใต้เท้าเจิ้นแน่นอน


“โธ่เอ้ย!! ไยจึงมาถึงกันไวนัก ดูท่าแล้วคนๆนั้นมาไม่ทันเป็นแน่!!” ปู้ฉวนสบถออกมาอย่างหัวเสีย เขารึอุตส่าห์ลงทุนบากหน้าไปขอร้องคนๆหนึ่งกว่าจะได้เข้าพบก็เสียเวลาไปนานโข แต่ก็ช้ากว่าใต้เท้าเจิ้นไปเสียได้ เขาควรจะทำเช่นไรดีเล่า


“ทำเช่นไรดี พวกเขามากันแล้ว” ในใจของซูเหม่ยร้อนรนยิ่ง แม้จะเพิ่งรู้จักกันกับหลิวไป๋อวี้ได้เพียงไม่กี่วัน นางกลับรู้สึกรักใคร่เอ็นดูราวกับน้องสาวในไส้ หากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น นางคงไม่อาจทนได้


“ซ่อนนาง ซ่อนนางไว้! เร็วเข้า!” ปู้ฉวนบอกในสิ่งที่พอจะคิดออกในยามนี้ ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อหลบไปอีกทางอย่างเงียบๆ


ได้ยินเช่นนั้นซูเหม่ยก็รีบดึงร่างไม่ได้สติของไป๋อวี้ไปอยู่ที่มุมห้องจัดแจงให้นางนอนขดเข้าหาตนเองใช้ผ้าห่มเก่าๆที่เหลือมาคลุมไว้ชั้นหนึ่ง ก่อนจะโกยเอาฟางที่อยู่ใกล้ๆมาคลุมร่างนางไว้ให้มิดมากที่สุด แล้วนั่งนิ่งๆรอเวลา ในใจนางก็ภาวนาขอให้ใต้เท้าเจิ้นไม่เห็นไป๋อวี้เท่านั้นก็พอ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 117 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

77 ความคิดเห็น