[FanFiction เทพยุทธ์เซียน Glory l QZGS] In your eyes, in my heart

ตอนที่ 8 : 7 :: มหาเทพวางมือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 392
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    27 เม.ย. 61

7

มหาเทพวางมือ

 

 

            ห้องทำงานของรองประธานบอร์ดบริหารของเยี่ยกรุ๊ปที่กว้างใหญ่ราวกับตกอยู่ภายใต้พายุหิมะเช่นเดียวกับสภาพอากาศด้านนอก บรรยากาศกดดัดมาจากชายหนุ่มเจ้าของห้อง นัยน์ตาคมปราบดุดันชวนให้ผู้มองเห็นอกสั่นขวัญแขวน น่าเสียดายที่สายตานี้ไม่ได้ทำให้คู่สนทนาซึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่อีกฟากของโต๊ะตรงนี้สะทกสะท้าน


            “ที่พูดเมื่อกี้หมายความว่ายังไงนะ!?” เยี่ยชิวรู้สึกว่าเสียงตนเองแปร่งไปเมื่อเอ่ยประโยคนั้นจนจบ แต่มันช่วยไม่ได้จริง ๆ ที่ฝาแฝดของมหาเทพแห่งเจียซื่อจะรู้สึกเช่นนี้


            “ก็อย่างที่ชิวได้ยินนั่นแหละ”


            เยี่ยชิวจิกเล็บเข้ากับฝ่ามือแน่น มีไม่กี่ครั้งที่เขาจะโกรธจนระงับตัวเองไว้อยู่ ความโกรธในครั้งนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกหัวหมุนคว้างคิดอะไรไม่ออก เกือบเกิดอาการหน้ามืดตามความคิดชั่วร้ายซึ่งผุดวาบขึ้นในใจพร้อมกับชื่อที่ทำให้เยี่ยชิวอยากใช้อำนาจที่มีเข้าไปแทรกแซงเป็นครั้งแรก แต่มันก็แค่เกือบ...


            หากมีชื่อที่ทำให้ชายหนุ่มจะจดจำได้ไม่ลืม และพร้อมจะเอาคืนทุกวิถีทางย่อมเป็น


            เถาเซวียนและเจียซื่อ!!!


            ความโกรธอันเย็นเยียบของเยี่ยชิวกลับทำให้คู่สนทนาซึ่งเป็นคนแจ้งข่าวเรื่องนี้เอ่ยดักคอขึ้นมา รู้ดีว่าสายสัมพันธ์ของฝาแฝดมันซับซ้อนจนไม่สามารถคาดเดาได้ว่าคนคนนี้จะทำเพื่ออีกคนแค่ไหน และเยี่ยไคเองก็รู้จักญาติผู้น้องของตนเองดีเกินพอ สองฝาแฝดนั้นเยี่ยซิวมีนิสัยแข็งนอกอ่อนใน ส่วนเยี่ยชิวนะหรือ...ตรงกันข้ามกันลิบลับ


            “แล้วเราคิดว่าซิวเป็นคนที่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เหรอ”


            “แต่นั่นไม่เหมือนกัน ดูก็รู้ว่ามันหวังบีบให้ตาย” เอ่ยชัดถ้อยชัดคำด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่แสนเดือดดาล ต่อให้เอาน้ำเย็นเข้าลูบอย่างไรภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งซึ่งระเบิดออกมานี้นั้นใช่จะหยุดยั้งได้ด้วยคำพูดไม่กี่ประโยค


            “...”


            “แล้วอีกอย่างเวลาที่เหลือของอาชีพนักกีฬาอีสปอร์ตสำหรับหมอนั่นเหลือแค่กี่ปีกัน ให้วางมือเนี่ยนะ!! ทั้ง ๆ ที่พี่มีคนแฝงตัวเข้าไปทำไมถึงไม่ทำอะไรเลย ฉันไม่เชื่อหรอกว่าก่อนจะเกิดเรื่องนี้พี่จะไม่รู้เป้าหมายที่แท้จริงของเขา!!!


            “ชิว” เยี่ยไคปรามเสียงเข้มจนคนอารมณ์เสียสะอึก


            เยี่ยชิวพึมพำขอโทษเมื่อรู้ว่าตนเองเผลอพาลใส่เยี่ยไค เขากัดปากแน่นหวังว่าความเจ็บปวดนี้จะช่วยห้ามความโกรธเจียนคลั่งในใจ เขาสัมผัสได้ถึงน้ำตาของเยี่ยซิวอีกแล้ว


            ทำไม...!?


            ทำไมต้องเสียใจให้กับคนที่ทรยศความเชื่อใจของนายด้วย


            “ถึงฉันจะรู้แผนการของเถาเซวียนแล้วยังไงล่ะ?” เยี่ยไคเอ่ย น้ำเสียงของเขาราบเรียบและปราศจากรอยยิ้มบนใบหน้า แต่สิ่งที่เอ่ยออกมากลับทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนสี เยี่ยชิวอ้าและหุบซ้ำไปซ้ำมาเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็พูดไม่ออกเมื่อได้ฟังคำพูดถัดไป


            “เพราะมันไม่มีประโยชน์ นั่นเป็นเรื่องที่ซิว เลือก แล้ว”


            “ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าพี่บ้าเลือกที่จะวางมือกลางฤดูกาล”


            เยี่ยไคส่ายศีรษะกับประโยคแดกดันของเยี่ยชิว “จำวันนั้นที่ซิวกลับบ้านได้ไหม แล้วพี่ชายตอบซิวกลับไปยังไง”


            พี่ชาย...สำหรับเรื่องนี้คงต้องอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเยี่ยชิวและเยี่ยไคใหม่ จะเรียกเยี่ยไคว่าญาติผู้พี่คงไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก เขาต้องเรียกเยี่ยไคว่า อาเพราะอีกฝ่ายเป็นน้องชายแท้ ๆ ของบิดาของเขา เนื่องจากเขาเป็นลูกหลงที่เกิดมาให้ภายหลังทำให้อายุมากกว่าสองฝาแฝดเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น ทั้งเยี่ยซิวและเยี่ยชิวจึงติดปากเรียกอีกฝ่ายว่าพี่มาโดยตลอด


            แต่พอเยี่ยไคพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ชายหนุ่มเม้มปากแน่นราวกับตนเองได้ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้นอีกครั้ง เป็นเพียงชายหนุ่มที่กำลังจะบรรลุนิติภาวะตามกฎหมายของประเทศนี้...

 


            คุณคิว่าบ้านสกุลเยี่ยเป็นยังไง?


            สิ่งหนึ่งที่ควรรู้นั่นคือสกุลเยี่ยนั้นเป็นตระกูลทรงอำนาจแห่งปักกิ่งตระกูลหนึ่ง...


            หากไล่สายวงศ์สกุลกลับขึ้นไปเพียงสองรุ่นก็จะพบรากฐานซึ่งตอกย้ำไว้อย่างมั่นคง คุณปู่ของสองฝาแฝดผู้วางรากฐานนี้นั้นเป็นนายทหารยศสูงซึ่งเกษียณตัวเองแล้ว ทว่ายังคงมีลูกน้องคนสนิทมากมาย อำนาจไม่เคยห่างหายหรือลดน้อยลงไปเลย และก่อนที่จะเกษียณอายุ คุณปู่คุณย่าของพวกเขาเองก็โลดแล่นอยู่ในวงการธุรกิจ เพราะสามารถจับธุรกิจเครื่องประดับอัญมณีหรูหราได้ก่อนใคร นอกจากนี้ยังมีเหมืองแร่ประเมินค่าไม่ได้อีกนับไม่ถ้วนอยู่ในกำมือ


            ส่วนคุณพ่อเองก็ได้รับฐานอำนาจนั้นโดยตรงลงโลดแล่นในวงการการเมืองตั้งแต่ยังหนุ่ม และท่านไม่ได้ใช้เพียงบารมีของคุณปู่ให้ใครปรามาส ต่อยอดสร้างฐานอำนาจของตนขึ้นมาด้วยผลงานอันโดดเด่นกว่าคนรุ่นเดียวกัน


            เพราะอำนาจมากมายถึงเพียงนั้นครอบครัวของสองฝาแฝดจึงมีความกดดันมาก ด้วยการแบกรักภาระที่ผู้เป็นพ่อและปู่ต้องการ แน่นอนว่าเยี่ยไคซึ่งเกิดห่างหลายปีนั้นเองก็ไม่มีข้อยกเว้น


            ส่วนแม่ของพวกเขานั้น...


            คุณนายสกุลเยี่ย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกองทัพ ไม่ได้เล่นการเมือง เมื่อมองในสายตาของผู้คนภายนอกคงเห็นเธอเป็นเพียงนักประวัติศาสตร์ เป็นภรรยาของนักการเมืองชื่อดังที่ร้อยละ 80 ของคนในเมืองปักกิ่งต้องรู้จัก ทว่าความเป็นจริงแล้วสกุลเดิมของเธอเป็นอดีตเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เป็นผู้เกี่ยวข้องกับวงการการศึกษาของประเทศจีนอย่างล้ำลึก แม้อำนาจที่เคยมีจะต้องสั่นคลอนไปในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมจีนจนญาติพี่น้องต้องพากันย้ายถิ่นฐานและผันตัวมาทำธุรกิจ


            นับตั้งแต่วันนั้นเมื่อทศวรรษแห่งการปฏิบัติวัฒนธรรมจีนสิ้นสุดลง ด้วยความรอบรู้และมองการณ์ไกลทำให้สกุลเดิมของคุณนายเยี่ยสร้างรากฐานทางธุรกิจหลากหลายประเภทไว้ภายในสองรุ่น นับเป็นมหาเศรษฐีของเมืองหลวง และคุณนายเยี่ยเองก็ไม่ใช่เพียงนักประวัติศาสตร์ธรรมดาเช่นกัน เป็นทายาทผู้ไม่ยอมเปิดเผยตัวตน ไม่เคยปรากฏกายภายในงานสังคมใด ๆ เจ้าของฉายา สวยประหาร


            นอกจากนี้ทั้งสองตระกูลยังเหมือนกันในหลายแง่ คือต่างเติบโตมาเกือบจะช่วงเวลาเดียวกัน และเป็นตระกูลใหญ่ที่มีสมาชิกกระจัดกระจาย นอกจากอำนาจเงินตราที่อยู่ในมือแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างมีอำนาจในเชิงลึกที่มากกว่านั้น และเพราะสองตระกูลนี้เกี่ยวดองกัน คำว่าไม่เป็นทหาร ก็ไปเล่นการเมือง หากไม่อยากเล่นการเมือง สนามแข่งขันธุรกิจก็รอสองฝาแฝดอยู่แล้ว


            แน่นอนว่าทั้งสองทนไม่ไหว!


            ต้องขอบคุณความหัวก้าวหน้าของคุณนายเยี่ยผู้ถูกกล่าวขานว่าเป็นมันสมองของตระกูล และเล็งเห็นถึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวทั้งคู่จนส่งพวกเขาไปเรียนต่ออเมริกาตั้งแต่เด็ก โดยไม่รู้เลยว่าโลกเสรีนั้นจะฝังความคิดหัวขบถลงในตัวของทั้งสอง


            อิสรภาพที่หอมหวานเมื่อได้ลิ้มลองครั้งหนึ่งแล้ว ก็ยากจะปฏิเสธ...เพราะเหตุนี้เยี่ยซิวและเยี่ยชิวจึงมีความใฝ่ฝันเป็นการหนีออกจากบ้าน

 


            ทันทีที่ก้าวผ่านประตูบานใหญ่เข้าสู่ห้องนั่งเล่นหลังจากกลับมาจากบริษัท ใบหน้าที่กำลังปรากฏรอยยิ้มของเยี่ยชิวพลันแห้งเหือด คนที่นั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวเคียงข้างกันคือบิดามารดาของเขา เก้าอี้เดี่ยวตัวถัดไปคือเยี่ยไคซึ่งยกแก้วชาขึ้นจิบเสมือนว่าตนเองไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหล่านี้ ทั้งที่เป็นผู้สนับสนุนการหนีออกจากบ้านอยู่ลับ ๆ รวมไปถึงการพาพี่ชายของเขากลับบ้านในวันนี้ด้วย


          เหตุผลที่เยี่ยชิวคิดแบบนี้ง่าย ๆ เลย ไอ้คนที่หนีออกจากบ้านไปแล้วมีปัญญาผ่านระบบรักษาความปลอดภัยอันเข้มงวดของหมู่บ้านได้ด้วยหรือ?


          แต่พออยู่เบื้องหน้าบิดาที่แสนเข้มงวด เยี่ยชิวก็หุบปากแน่น เดินไปนั่งโซฟาเดี่ยวอีกตัวหนึ่งอย่างว่าง่าย บรรยากาศเงียบเชียบแสนอึดอัดดำเนินต่อเนื่องไปโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไร แม้กระทั่งตัวต้นเหตุอย่างเยี่ยซิว บนโต๊ะเตี้ยตรงหน้าเขาเห็นหนังสือพิมพ์อีสปอร์ตฉบับหนึ่งวางไว้


          เขาเห็นเพียงคร่าว ๆ ว่าเป็นฉบับวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน ค.ศ.2017 พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งถึงการเป็นแชมป์สามสมัยซ้อนของรัชสมัยรุ่งโรจน์ การประสบความสำเร็จของเทพสงครามอี๋เยี่ยจือชิว เยี่ยชิวเพียงแค่นั้นชายหนุ่มก็เงยหน้าพรวดมองเยี่ยซิวด้วยสายตาซับซ้อน อยากจะก่นด่าก็เลือกคำพูดไม่ถูก ในหัวของเขาบรรจุคลังคำศัพท์แบบนั้นไว้น้อยเกินไป


          “คิดว่าสิ่งที่ทำนั้นน่าภูมิใจ”


          น้ำเสียงเย็นชาของนายท่านเยี่ยเอ่ย เยี่ยชิวสามารถจับต้นชนปลายได้ไม่ยากว่าเกี่ยวกับเรื่องไหน เขาหันไปมองพี่ชายที่นั่งนิ่งสายตาจับจ้องโดยไม่ยอมหลบ แต่ยังเห็นได้ว่าสองมือประสานกันแน่นอยู่หน้าตักด้วยความประหม่า


          “เพราะผมเป็นนักกีฬาอาชีพ” เยี่ยซิวตอบ


          เยี่ยชิวขยับตัวอย่างอึดอัด ในใจอยากโดดถีบพี่ชายตัวเองสักที อยู่ตรงนี้ยังกล้าพูดออกมาอีกนะ วีรเวรวีรกรรมที่ทำลงไปจนไม่สามารถสาธยายได้แบบนั้นยังหน้าด้านพูดต่อหน้าพ่อแม่อีก แต่เพราะเป็นฝาแฝดกันเขาจึงเข้าใจความคิดบางส่วนของพี่ชาย แม้ไม่อยากยอมรับ...


          เยี่ยซิวไม่ได้คว้าแชมป์มาเพื่อเพื่อนที่เสียไปแล้วเท่านั้น


          ทุกชัยชนะ ทุกรางวัลที่คว้ามาก็เพื่อทำให้พ่อแม่ยอมรับ แต่มันว่างเปล่าและไร้ความหมายกับคำพูดแสนราบเรียบเพียงประโยคเดียว...สิ่งที่ทำน่าภูมิใจหรือ?


          ผู้นำสกุลเยี่ยคนปัจจุบันลุกขึ้นยืน เขาก้าวเดินห่างออกไปเพียงสามสี่ก้าวแล้วเอ่ยขึ้นขณะที่เอามือไพล่หลัง


          “ชิวมีสิ่งที่แกต้องรู้...ตั้งแต่วินาทีที่ซิวก้าวเท้าออกไป หน้าที่ของแกคือการเรียนรู้งานทุกอย่างแบกรับบางสิ่งที่ฝาแฝดของแกทอดทิ้ง”


          ลมหายใจสะดุด เยี่ยชิวและเยี่ยซิวหันมามองหน้ากันทันที ช่วงเวลาที่แสนกดดันนั้นแสนสั้นแต่ยาวนานในความรู้สึก สร้างความอึดอัดสับสนราวกับถูกทิ้งระเบิดลูกใหญ่เข้าใส่ หนทางของพวกเขาทั้งสองคนถูกบีบคั้นอีกครั้งซ้ำแล้ว...ซ้ำเล่า...


          หากเจ้าบ้านสกุลเยี่ยซึ่งสร้างความปั่นป่วนนี้หันหลังเดินไปโดยไม่พูดอะไรอีกต่อไป


          “พ่อเขาไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นหรอกนะจ้ะ”

 


            จนถึงตอนนี้เยี่ยชิวก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่มารดาพูด


            “...แล้วมันเกี่ยวยังไง” เหมือนเยี่ยชิวก็รู้ดี เขาแค่ไม่อยากยอมรับความจริง


            “เพราะซิวเลือกเราอย่างไรล่ะ” เยี่ยไคหัวเราะกับสีหน้ารับไม่ได้ของเยี่ยชิวกับคำพูดของเขา ชายหนุ่มหลุดมาดจริงจังที่แสดงออกได้ไม่นาน แต่เขาไม่ได้ทำเหมือนอีกคนเป็นเด็ก ในเมื่อโต ๆ กันแล้วก็ควรตัดสินใจได้เอง รวมไปถึงอีกคนที่อยู่ไกลถึงหังโจวด้วย

 

 

            การวางมือของมหาเทพแห่งเจียซื่อไม่เพียงสร้างผลกระทบในกับเหล่าแฟนคลับของสโมสร หรือน้องชายฝาแฝดของมหาเทพเท่านั้น ยังรวมไปถึงเด็กชายที่ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังไม่ล้มตัวลงนอนเป็นเด็กดี มู่ชิวกำรีโมททีวีตรงหน้าแน่น ภาพที่ฉายอยู่บนหน้าจอ เป็นภาพเหตุการณ์ตลอดชีวิตการเล่นกลอรี่ลีกอาชีพของเยี่ยชิว อี๋เยี่ยจือชิว เสียงที่กำลังบรรยายเกียรติประวัติต่าง ๆ ตลอดแปดปีที่ผ่านมาไม่เข้าหัวเด็กชายแม้แต่น้อย


            ภาพที่คนภายนอกมองเห็นคงเป็นภาพของเด็กติดเกมที่ไม่ยอมรับการวางมือของนักกีฬาอาชีพคนหนึ่งที่ยึดถือเป็นไอดอลในดวงใจ แต่ใครจะไปรู้ว่าลึก ๆ แล้วในใจของเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่


            “ต่อไปนี้ เรามาร่วมกันรำลึกถึงภาพเหตุการณ์ประทับใจที่ต่อเทพสงครามอี๋เยี่ยจือชิวสร้างขึ้นผ่านการควบคุมโดยเยี่ยชิว” เสียงโทรทัศน์ยังคงดังต่อเนื่อง เด็กชายรู้สึกหูอื้อตาลาย หายใจไม่ออกคล้ายกับพลัดตกลงไปในห้วงมหาสมุทรอันเชี่ยวกราด ภาพเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่ควรจะมีอยู่ในความทรงจำของเขาพลันปรากฏขึ้นมา

 


            เสียงโหวกเหวกโวยวายภาพในอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ดังกระหึ่ม บรรดาผู้คนในร้านต่างมารุมล้อมบริเวณคอมพิวเตอร์ซึ่งหันชนกันสองเครื่อง มีใครบางคนตะโกนโหวกเหวกเสียงดัง


          “ซูมู่ชิววันนี้ไม่ใช่วันของนายแล้วเหรอ?” น้ำเสียงบางคนเต็มไปด้วยความดูแคลน ดูก็รู้ว่ามีความแค้นกับเด็กหนุ่มอายุสิบห้าที่กำลังเม้มปากแน่นเหงื่อตกต่อลางพ่ายแพ้ตรงหน้า หากสายตาไม่ย่อท้อต่อเกมการแข่งขัน


          “เยี่ยม!!


          เสียงตะโกนลั่นดังอีกหนหน้าจอคอมพิวเตอร์พลันปรากฏคำว่า K.O. เสียงตะโกนของคนที่แค้นเคืองเด็กหนุ่มที่ชื่อซูมู่ชิวยิ่งคึกคักกว่าเดิม ทำเอาเจ้าของชื่อยิ่งหัวเสีย เฮดโฟนคล้องคอขณะที่เขาขยี้ผม เด็กหนุ่มตบโต๊ะแล้วเอ่ยออกปะทะกับคำแดกดันของบรรดาขามุงที่หมั่นไส้ตนมานาน “ยังไม่สู้ ไปกินข้าวก่อน”


          เสียงเลื่อนเก้าอี้ดังขึ้น และคู่แข่งที่พึ่งชนะซูมู่ชิวจะเงยหน้าขึ้นมองคนที่ลุกขึ้นยืน อีกฝ่ายขยับยิ้มคล้ายจิ้งจอกเจ้าเล่ห์


          “กินข้าวแล้วจะต่ออีกรอบไหม?”


          คำพูดนั้นพลันสร้างบรรยากาศมืดทะมึนให้กับซูมู่ชิว เครื่องหมายแสดงความโกรธแปะหราอยู่บนใบหน้า ด้านหลังของเขายังมีเด็กสาววัยสิบสองยืนถือกล่องข้าวคนหนึ่งยิ้มอยู่ ซูมู่ชิวชูนิ้วชี้หน้าคู่แข่งของตน


          “นายก็มากินด้วยกัน จะได้ไม่มีข้ออ้างถ้าแพ้”


          อีกฝ่ายประสานมือเผยรอยยิ้มกว้างให้บรรยากาศสดใสเสมือนว่าซูมู่ชิวตกหลุมพรางอะไรบางอย่างเข้าจัง ๆ

 


            750 ต่อชิ้นเหรอ?” เสียงนั้นเงียบลงไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “ราคานี่มันไม่ต่ำไปหน่อยหรือไง? แล้วให้ส่วนลดอีก เส้นใยแมงมุมนี่เป็นวัตถุดิบที่ดีสำหรับไม้กวาด นายควรจะขายให้แพงกว่านี้ไหม?”


          นักแม่นปืนที่ยืนอยู่ข้างนักเวทสงครามพลันเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ “เยี่ยชิว...นี่เป้าหมายนาย”


          แต่เหมือนอี๋เยี่ยจือชิวที่อยู่ข้าง ๆ เหมือนจะไม่ได้ยินคำพูดของชิวมู่ซูยังคงคุยฟุ้งกับผู้เล่นที่พากันตั้งร้านขายของ

 


          “ก็อย่างที่พวกเธอสองคนรู้ว่าไงสนใจไหม” เบื้องหน้าของซูมู่ชิวคือหนังสือสัญญาการจ้างงาน เอกสารสัญญาลงชื่อเป็นนักกีฬาของเจี่ยซื่อ เด็กหนุ่มเหลือบไปมองเพื่อนสนิทข้างตัว พวกเขาสองคนสบตากันแต่ยังไม่จรดปากกาเซ็นชื่อลงบนกระดาษแผ่นนั้น


          “เถาเกอ...นี่คุณ” ซูมู่ชิวเหมือนหาเสียงตนเองไม่เจอ ในหัวใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีจนล้นทะลัก และไม่ต้องคิดมากหรือลังเลอีกต่อไป หลังอ่านสัญญาจบปากกาก็ตวัดเซ็นลงบนกระดาษแผ่นนั้นฉับไว แน่นอนว่าคู่หูของเขาก็เช่นกันหลังอ่านอ่านหนังสือสัญญานั้นจนจบแล้วเห็นข้อห้ามที่ตนกำชับระบุไว้ชัดเจน


          ความฝันของพวกเขากำลังผลิบาน รอยยิ้มทุกสิ่งเพื่อเป้าหมายของรัชสมัยอันรุ่งโรจน์


          แต่เพียงพริบตาเดียวความฝันนั้นกลายเป็นความว่างเปล่า...

 


          มู่เฉิง...


            อาซิว...


            ขอโทษ ยกโทษให้ด้วย...จะรีบกลับไปหานะ


            รอก่อน...รอฉันก่อน...

 


          ร่างกายของซูมู่ชิวถูกรถชนจนกระเด็น เส้นประสาทเสียหายอย่างหนักทำให้ความเจ็บปวดที่สมองควรรู้สึกจางหายไป แต่หูยังคงได้ยินเสียงกระดูกหักดังกร๊อบ ซี่โครงหักทิ่มปอดยามร่างกายที่ถูกรถชนลอยกระเด็นกระแทกพื้น ศีรษะอาบย้อมด้วยเลือดหยดย้อยลงมาถึงลำคอ เศษกระจกทิ่มแทงหัวไหล่ตลอดจนร่างกายบางส่วน


          สำหรับซูมู่ชิวแล้วความตายไม่น่ากลัว แต่ที่เจ็บปวดคือการทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลัง


          “เรียกรถพยาบาล ใครก็ได้โทรเรียกรถพยาบาลเร็วเข้า”


          แม้จะได้ยินเสียงนั้นในใจตระหนักดีว่าไม่ทันหรอก

 


            “จบลงเพียงเท่านี้...” หน้าจอปรากฏข้อความบรรยายเพียงเท่านี้ การทำรายการของสื่อนั้นชอบปลุกเร้าอารมณ์ร่วม สร้างความปวดร้าว เศร้าระทมให้กับผู้ชม แน่นอนว่าเสียงของผู้บรรยายได้ปลุก ใคร อีกคนที่หลับใหลอยู่ในตัวเยี่ยมู่ชิวให้ตื่นขึ้น กรีดร้องไถ่ถามอย่างไม่เข้าใจ


            ทำไมกัน...


            ทำไม!!


            เยี่ยชิวที่พึ่งกลับมาจากบริษัทหยุดชะงักนิ่งงันอยู่หน้าทางเข้ามีความรู้สึกขัดแย้งบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจ ทว่าชายหนุ่มเลือกมองผ่านมันไป เขาเดินเข้าไปหาย่อตัวคุกเข่าอยู่ในระดับสายตาเดียวกับลูกชายของตนเอง ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เกิดอะไรขึ้น ทำไมมู่ชิวถึงทำสีหน้าเจ็บปวดแบบนี้ “มู่ชิว”


            “...”


            “มู่ชิว” ชายหนุ่มเรียกซ้ำอีกหน


            ปลายหางตาของเด็กชายตัวน้อยหยาดน้ำใสพลันไหลรินออกมาเงียบ ๆ ดวงตาโศกนั้นแสดงความรวดร้าว ไม่มีแม้กระทั่งเสียงกรีดร้องร่ำไห้ให้ใครได้ยิน มีเพียงน้ำตานี้เท่านั้นที่บ่งบอกว่าเด็กคนนี้กำลังเจ็บปวดจนถึงที่สุด ไม่ชอบ เขาไม่ชอบสีหน้าแบบนี้ของมู่ชิว


            แต่เหมือนเด็กชายจะไม่รู้สึกตัวจริง ๆ ว่าเยี่ยชิวขยับตัวเข้ามาประชิดใกล้ ภายในหัวอื้ออึงสะท้อนก้องถึงคำที่ว่ามหาเทพเยี่ยชิววางมือแล้ววนเวียนไม่รู้จบ สลับกับเสียงในใจคิดค้านว่าไม่มีทาง

 


            “เพราะว่ามันเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ พวกเธอสองคนเพียงแค่ขายฝีมือในการเล่นเกม” เถาเซวียนเจ้าของร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่เอ่ยกับลูกค้าขาประจำฝีมือเก่งกาจ ชักจูงให้เข้าร่วมแผนการก่อตั้งสโมสร


          “คุณคิดจะตั้งสโมสร” ซูมู่ชิวเหลือบมองคู่หูที่ถามเถาเซวียนคล้ายจะไม่มั่นใจ


          “ถูกต้อง พวกเธอไม่สนใจเหรอ มีเงินเดือนมีสวัสดิการไม่ต้องกังวลว่าจะอดมื้อกินมื้อด้วย”


          ในเวลานั้นพวกเขาเป็นเพียงแค่เด็กอายุสิบแปด ยังไม่ผ่านโลกกว้าง หลงใหลในภาพฝันมายา


          ...และเชื่อมั่นในมิตรภาพ

 


            ธุรกิจ! ธุรกิจ!! ธุรกิจ!!!


            เพียงเพราะเงิน เหตุผลแค่นั้นที่ทำให้คุณข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพานทิ้งงั้นเหรอเถาเกอ


            เหตุผลเพียงเท่านี้งั้นหรือ!?

 


            เถาเซวียน!!!!

 


            เยี่ยชิวดึงมู่ชิวเข้ามากอดให้ศีรษะเอียงซบตรงลาดไหล่เขา มือข้างหนึ่งกระชับแผ่นหลังซึ่งสั่นเทาดุจลูกนกหลงทาง ส่วนอีกข้างก็ลูบศีรษะปลอบโยน ไม่มีการเอื้อนเอ่ย แสดงออกเพียงการกระทำว่าจะอยู่ข้าง ๆ ตรงนี้ สองมือเล็กขยุ้มสาบเสื้อแน่นจนแทบจิกเข้าเนื้อเยี่ยชิว ทว่าความเจ็บปวดที่เขารับรู้จากลูกชายก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น แผ่นหลังอันสั่นเทาได้หยุดลง เช่นเดียวกับที่เขารู้สึกว่าน้ำตาของมู่ชิวหยุดไหล


            ร่างเล็กผละออกจากอ้อมกอดของเยี่ยชิว สายตาเลื่อนลอยจับจ้องใบหน้าของเยี่ยชิว ฝ่ามือเล็กยกขึ้นแตะแก้ม ร่างกายของเขาพลันแข็งทื่อกับคำเรียก


            “อาซิว?”


            “...”


            น้ำเสียงของมู่ชิวปรากฎความลังเลขึ้นมา ก่อนที่เด็กชายจะพูดต่อว่า “ไม่ใช่...”


            ชายหนุ่มอุปทานไปเองว่าได้กลิ่นควันธูปลอยแตะจมูก ความรู้สึกหม่นหมองคล้ายกับมีอะไรบางอย่างจุกอยู่ในอกราวกับจะทำให้เขาร้องไห้ออกมา ความเจ็บนี้ราวกับย้อนกลับไปในวันนั้น แต่เพราะเป็นทายาทสายตรงของตระกูลเยี่ย เยี่ยชิวจึงถูกสอนสั่งไม่ให้สั่นคลอนต่อความโศกเศร้าง่าย ๆ


            และกับความรู้สึกไร้ที่มาที่ได้นี้...ชายหนุ่มก็ไม่เคยคิดเมินเฉยกับมัน


            “...ซูมู่ชิวสินะ?”

 

 

            แม้ว่าจะอยู่ในสถานที่ที่เขาสบายใจที่สุดก็ไม่ได้ทำให้เสียงถอดถอนหายใจซึ่งดังมาตั้งแต่เช้าตรู่หยุดลง ปลายนิ้วเรียวยาวสวยเสียจนผู้หญิงยังอิจฉาพลิกเปิดหน้านิตยสารอย่างเหม่อลอยแล้วหยุด ดวงตาชายหนุ่มลึกโหลดั่งคนนอนไม่หลับต่อให้กาแฟร้อนตรงหน้าก็ไม่ช่วยให้สมองกระจ่างชัดแต่อย่างใด


            เยี่ยชิวนั่งเหม่อลอยอยู่แบบนี้มาแล้วตลอดทั้งวันจนเวลาล่วงเข้ายามบ่ายแก่ เขาก็ไม่คิดจะทักทายใครต่อให้คนที่ตรงรี่มาทักทายเป็นพนักงานที่เขาสนิทสนมด้วยก็ตาม หวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนเขาก็ถอนหายใจอีกครั้ง


            เยี่ยชิวเกลียดกลอรี่...


            ความจริงแล้วเกลียดเกมออนไลน์ทุกประเภทที่พี่ชายของเขาให้ความสำคัญจนหนีไป ทิ้งเขาไว้ในสถานที่ที่หนาวเหน็บแบบนั้นเพียงลำพัง ถ้าหากพวกเขาเติบโตภายใต้กฎอันเข้างวดมาตั้งแต่แรกคงไม่รู้สึกแปลกแยก ถ้าหากพวกเขาหัวอ่อนเชื่อฟังทุกอย่างคงไม่ยุ่งยาก ถ้าหาก...ถ้าหาก...


            ถึงจะคิดว่าถ้าหากเป็นไปได้ซ้ำซากก็ไม่มีทางเป็นจริง เพราะมันเป็นไปไม่ได้อย่างไรละ


            พลันประโยคที่จารจำไว้ในใจก็ดังก้องตอกย้ำอีกหน

 


            ชิวมีสิ่งที่แกต้องรู้...ตั้งแต่วินาทีที่ซิวก้าวเท้าออกไป หน้าที่ของแกคือการเรียนรู้งานทุกอย่างแบกรับบางสิ่งที่ฝาแฝดของแกทอดทิ้ง

 


          เยี่ยซิว...ผมเกลียดพี่


            ทำไมกลอรี่ต้องแย่งทุกอย่างไปจากผมด้วย แม้กระทั่งมู่ชิวน้อย...


            ใบหน้าของชายหนุ่มสะท้อนบนผิวกาแฟในแก้วแสดงให้เห็นแววตาไหววูบเพียงแวบเดียวแล้วจางหายไปภายใต้หน้ากากของนักธุรกิจ การแสดงอารมณ์ที่ไม่จำเป็นกลับเข้าสู่การควบคุมปรากฏให้เห็นเพียงใบหน้าอันแสนเรียบเฉยและท่าทีเหนื่อยล้าของการนอนไม่พอดังเดิม


            เยี่ยชิวเม้มปากแน่น เพราะเขาตัดสินใจแล้วถึงได้มานั่งที่นั่งประจำของใครบางคน


            “หวังเจี๋ยซี”


            กัปตันทีมเวยเฉ่าซึ่งมาเยือนร้านซวงหมิงชิวชะงักกับคำเรียกชื่อของตน เขาแปลกใจแต่ก็ยังแย้มรอยยิ้มสุภาพให้กับเยี่ยชิว ชายหนุ่มทิ้งตัวนั่งลงฝั่งตรงข้ามโดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตเหมือนครั้งก่อน ๆ ขณะรอให้พนักงานนำเซตอาหารที่สั่งมาเสิร์ฟ เพ่งพินิจใบหน้าซึ่งเหมือนมหาเทพแห่งเจียซื่อดูเหน็ดเหนื่อยไม่รู้ว่าเกี่ยวกับข่าววางมือหรือเปล่า แต่เมื่อคืนเองแชทรวมนักกีฬาอาชีพก็ระเบิดเช่นกัน ทว่าไม่มีคำตอบจากเยี่ยชิวคนนั้นต่อให้พยายามดีดเรียกก็ไม่ยอมปรากฏตัว


            “ช่วงนี้เป็นยังไงบ้างครับ”


            ลมหายใจของเยี่ยชิวสะดุดแล้วเขาขยับยิ้มน้อย ๆ ให้หวังเจี๋ยซี “ผมสบายดี”


            “จริงหรือครับ” หวังเจี๋ยซีไม่เชื่อถือคำพูดนั้น ในใจของเขาอยากเอื้อมมือไปเกลี่ยรอยคล้ำใต้ตา ช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ในใจของอีกฝ่าย


            “...บางทีคงไม่”


            คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยิ้มบางเพียงมุมปากแล้วก้มหน้าลงเขี่ยปลายนิ้วกับแก้วกาแฟเล่น เพราะเบนสายตาหลบจึงมองเห็นไม่ถนัดว่าหวังเจี๋ยซีแสดงสีหน้าแบบไหนอยู่กันแน่ แต่ดูท่าว่าสิ่งที่เยี่ยชิวพูดออกมานั้นจะไม่ใช่เรื่องโกหก


            คนคนนี้กำลังมีเรื่องไม่สบายใจอยู่จริง ๆ


            “จากวันนั้นก็ผ่านไปตั้ง 5 ปีอะไรก็เปลี่ยนไปแล้วนี่นะ” เยี่ยชิวเอ่ยออกมา ดูเหมือนเขาแค่อยากพูดกับตนเองเท่านั้น สีหน้าเหม่อลอยทอดสายตาออกไปด้านนอก


            แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านต้นไม้นอกอาคารส่องกระทบผิวหน้าของเจ้าของร้านหนุ่ม ปลายขนตางอนยาวกะพริบยามแสงแยงตา และมันสร้างเงาทอดยาวต้องกระทบปิดบังแววตาจนยากจะมองเห็น หากท่าทางแบบนี้กลับยิ่งสั่นคลอนความรู้สึกของมายกรแห่งเวยเฉ่าให้หวั่นไหว ทั้งที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมมือแต่กลับรู้สึกไกลห่างออกไป


            เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังใกล้เข้ามา


            “เซต---” หวังเจี๋ยซียกนิ้วชี้แนบริมฝีปากออกเสียงชู่วให้พนักงานเสิร์ฟที่ยกออเดอร์ของตนมาไม่ต้องเอ่ยอะไร บริกรยิ้มรับคำขอนั้นเพียงวางขนมและเครื่องดื่มเงียบ ๆ ก่อนถอยห่างออกไป


            “เพราะตัดสินใจไปแล้ว...”


            เพียงคำพูดเดียวสายตาลังเลก็ถูกลบหายไป


            เยี่ยชิวหันมาเผชิญหน้ากับกัปตันทีมเวยเฉ่า เขากัดริมฝีปากด้วยความเคยชินเวลาตัดสินใจพูดอะไรบางอย่างที่ชวนให้หน้าเห่อร้อนขึ้นมาด้วยความอับอายในความรู้สึกของตนเอง


            “...ปรกติคุณมีเวลาว่างเยอะไหม”


            “ครับ!?” หวังเจี๋ยซีทวนเสียงสูง สายตาของเขามองเห็นเฉดสีระเรื่อปรากฏบนใบหน้าของคู่สนทนา ชายหนุ่มไม่รั้งรอให้เยี่ยชิวถามซ้ำอีกหนรีบชิงตอบออกไปก่อน “ช่วงกลางสัปดาห์งานผมจะไม่ค่อยยุ่งครับ แต่ถ้าดึกสักหน่อยก็ว่างเกือบทุกวัน”


            “อ่า...อืม”


            กัปตันทีมเวยเฉ่าลมหายใจสะดุดกับท่าทีช้อนสายตาขึ้นมองติดอ้อนเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเจ้าของแววตาคู่นั้นจะไม่รู้สึกตัวว่าแสดงท่าทางแบบไหนออกมา หวังเจี๋ยซีจำต้องยกเครื่องดื่มที่ตนเองสั่งมาขึ้นจิบหวังปกปิดท่าทางของตน


            “ถ้าอย่างนั้น...คุณพอจะช่วยสอน...ผมเล่นกลอรี่ได้ไหมครับ”


            “ครับ!!


            สีหน้าของกัปตันทีมเวยเฉ่าแสดงถึงความตกใจ ประหลาดใจรวมไปถึงไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน หวังเจี๋ยซีขยับยิ้มบางเบาให้กับเยี่ยชิว รู้ได้ถึงฤดูใบไม้ผลิที่กำลังมาเยือน โอกาสดี ๆ แบบนี้เขาต้องคว้าเอาไว้ไม่ให้หลุดมือ ไม่เฉลียวใจสักนิดว่าทำไมอีกฝ่ายไม่ให้ลูกชายสุดที่รักของตนเองสอนทั้งที่ฝีมือเหนือกว่าผู้เล่นทั่วไปมาก


            ทว่า...ทุกความรู้สึกและเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้ผสมปนเปราวกับเป็นสายลมที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นเป็นพายุอย่างเชื่องช้า เพียงแต่ว่าใจกลางนัยน์ตาแห่งพายุนี้จะหลงเหลือสิ่งใดเอาไว้กันแน่

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #35 TaMeKabTaNa (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:16
    โฮ เหมือนจะเริ่มหวาน แต่ก็รู้สึกถึงความมาม่าที่ครอบงำ โฮฮฮฮ
    #35
    0
  2. วันที่ 27 มกราคม 2562 / 16:59
    ชอบมากๆๆๆๆๆๆ กำลังไล่อ่าน แต่งต่อไปนะคะ
    #24
    0