[FanFiction เทพยุทธ์เซียน Glory l QZGS] In your eyes, in my heart

ตอนที่ 7 : 6 :: โลกของคุณ โลกของผม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 299
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    27 เม.ย. 61

6

โลกของคุณ โลกของผม

 

 

            หากพูดถึงช่วงปลายปีแล้วย่อมนึกถึงเทศกาลคริสมาสต์ และวันปีใหม่ ถึงบรรดาเทศกาลเหล่านี้จะไม่ยิ่งใหญ่เท่าสามเทศกาลใหญ่ แต่ว่าสำหรับนักกีฬาอีสปอร์ตแล้ว ในช่วงปลายปีเช่นนี้เปรียบเสมือนช่วงปิดภาคการศึกษาระหว่างเทอมหนึ่งและเทอมสองของนักเรียน เป็นการหยุดพักช่วงสั้น ๆ กลางฤดูกาลที่มีการซื้อขายเปลี่ยนตัวนักกีฬา เป็นช่วงเวลาแห่งการเร่งสปีดของทางสโมสร ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาหรือไอดีก่อนเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ


            จากตารางการแข่งขันในในครึ่งฤดูกาลแรกผลงานของทีมเวยเฉ่าอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ สามารถนำทีมเข้าสู่รอบเพลย์ออฟได้อย่างแน่นอน ทำให้สโมสรไม่ได้เลือกปรับเปลี่ยนนักกีฬาภายในทีม เพียงคอยฟังข่าวสารว่าการแข่งขันรอบพบกันหมดในครึ่งหลังจะเป็นอย่างไร นักกีฬาคนใดจะถูกซื้อตัวไปหรือไม่


            ดังนั้นในช่วงเวลาที่สโมสรกำลังคร่ำเคร่งนี้นั้นบรรดานักกีฬาทั้งตัวจริงและตัวรองที่ไม่เกี่ยวข้องล้วนพากันกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว พากันไปเที่ยวอย่างสบายอกสบายใจ


            หวังเจี๋ยซีเองก็เช่นกัน แต่ว่าพื้นเพของเขาเป็นคนปักกิ่งอยู่แล้วจึงไม่ได้รีบร้อนกลับบ้าน แม้จะเริ่มต้นวันหยุดได้มาสองวันแล้วชายหนุ่มยังคงอยู่ในห้องพักส่วนตัวภายในสโมสร ความจริงแล้วหวังเจี๋ยซีไม่ได้พักอยู่ในสโมสร ชายหนุ่มซื้อห้องพักไว้ห้องหนึ่งห่างจากสโมสรไปอีกหนึ่งถนนเพื่อความเป็นส่วนตัว ทว่าสวัสดิการนี้หวังเจี๋ยซีก็ไม่คิดจะปฏิเสธเช่นกัน


            กัปตันทีมเวยเฉ่ากำลังจะกลายเป็นต้นไม้เหี่ยวเฉา เขานั่งถอนหายใจอยู่หน้าจอคอมมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่วันนั้นที่เห็นเยี่ยชิวทำสีหน้าแบบนั้นเขาก็ไม่กล้าไปร้านซวงหมิงชิวอีกเลย เหตุการณ์มันยังสดใหม่ ภาพมันยังคงติดตา


            ...ภาพของรอยยิ้มซึ่งบิดเบี้ยวไปทั้งที่ดวงตาเบิกค้างเล็กน้อย แววตาสั่นระริกไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน


            ความเชื่อใจที่เพียรพยายามสร้างขึ้นหลุดลอยไปเพียงพริบตา


            หวังเจี๋ยซีเองก็ไม่อยากเชื่อเช่นกัน คำพูดเรียบง่ายเพียงประโยคเดียว คำพูดที่ผู้พูดไม่ได้มีเจตนาร้ายกลับกลายเป็นคำพูดดั่งพิษร้ายหลั่งรดใส่อีกคนหนึ่งอย่างง่ายดาย เขาถอนหายใจ ลากเมาส์คลิกบราวเซอร์เปิดหน้าเสิร์จเอนจิ้นขนาดใหญ่บนอินเตอร์เน็ต กรอกคีย์เวิร์ดลงไปในช่องค้นหาพิมพ์ ๆ ลบ ๆ แบบนั้นอยู่หลายครั้ง สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจ


            ริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้น กัปตันทีมเวยเฉ่าคว้ามันมากดรับสายโดยไม่ได้ดูหมายเลขบนหน้าจอ ส่งเสียงทักทายไปเพียงพยางค์เดียว เสียงสดใสซุกซนตะโกนก้องจนหูอื้อ


            “(พี่ชายเมื่อไหร่จะกลับบ้าน พ่อแม่บ่นคิดถึงแล้วนะ)”


            “บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ให้ตะโกนใส่ แล้วนี่เราอยู่ที่ไหน ทำไมเสียงดังจัง” หวังเจี๋ยซีเอ็ดน้องสาวของตนก่อนเอ่ยถามกลับ เขาได้ยินเสียงรถวิ่งดังผ่านลำโพง


            “(เดาสิ)” ปลายสายยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทะเล้น แต่หวังเจี๋ยซีไม่ตอบ เขารู้ดีว่าหากเขาตอบกลับไปยัยเด็กตัวแสบก็จะเล่นลิ้นอีก “(ชิ! ไม่สนุกเลย กลายเป็นพี่ชายน่าเบื่อแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่)”


            “ครับ ๆ เป็นพี่ชายน่าเบื่อ”


            หวังเจี๋ยซีเอียงหัวแนบโทรศัพท์กับไหล่ กดปิดชัตดาวน์เครื่องคอมแล้วหยิบของเข้ากระเป๋าเป้ ก่อนออกจากห้องก็เช็กความเรียบร้อยเป็นหนสุดท้ายว่าไม่ลืมปิดน้ำปิดไฟ คว้าโอเวอร์โค้ทมาสวมก่อนสะพายเป้ออกจากห้อง ล็อกกุญแจเรียบร้อยก็กลับมาถือโทรศัพท์ด้วยท่าทางสบาย ๆ ปล่อยให้เจ้าหญิงน้อยของบ้านบ่นมากไม่ใช่เรื่องดี


            “(รออยู่หน้าสโมสรนะ แค่นี้แหละ)”


            พอนึกว่าต้องกลับบ้านแล้วหวังเจี๋ยซีก็เผลอถอนหายใจเฮือกใหญ่ อุตส่าห์เลี่ยงกลับไปเฉพาะวันเชงเม้งแล้วยังถูกตามอีกนะ ชายหนุ่มหยุดทักทายคนของสโมสรเป็นพัก ๆ ขณะเดินออกไป พอใกล้ถึงทางออกก็นำผ้าพันคอผืนยาวมาใช้ปกปิดใบหน้าช่วงล่าง


            ออกมาข้างนอกปุ๊ปหวังเจี๋ยซีไม่จำเป็นต้องกวาดสายตาหาน้องสาวของตน เพราะเจ้าหล่อนกำลังยืนพิงรั้วสโมสรก้มหน้าก้มตาแชทในโทรศัพท์หยิก ๆ แทนที่จะเข้ามารอข้างใน มายืนตากหิมะด้านนอกแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่สบายกันพอดี


            “ช้านะคะ”


            บ่นในใจได้ไม่เท่าไหร่ เจ้าของนัยน์ตาโฉบเฉี่ยวจากการกรีดอายไลเนอร์ก็ละสายตาจากโทรศัพท์มือถือหันกลับมามองหวังเจี๋ยซี คนเป็นพี่ทำได้เพียงยกมือข้างหนึ่งเป็นเชิงยอมแพ้ ทั้งที่ส่งสายตาดุใส่ทันควันยามเห็นสภาพของน้องสาว ดูสิ! มายืนตากหิมะจนจมูกแดงหมดแล้ว เขาเอื้อมมือขยับผ้าพันคอซึ่งพันชุ่ย ๆ ให้เรียบร้อย หยิบถุงมือที่เธอกำไว้ด้วยมือข้างที่ถือโทรศัพท์เอามาสวมให้กับข้างที่ว่างเปล่า


            “ทำไมถึงมาที่นี่”


            “มาตามพี่กลับบ้านไง หนูขี้เกียจฟังพ่อกับแม่บ่น” เธอตอบ


            “ยังไม่ตัดใจกันอีกเหรอ”


            “ตัดใจอะไรล่ะ อย่าแกล้งลืมสิว่าพี่เป็นลูกชายคนโต”


            เด็กสาวซึ่งสูงเพียงไหล่ของหวังเจี๋ยซีทั้งที่สวมรองเท้าส้นสูงขยับเข้ามาคล้องแขนของชายหนุ่มด้วยสีหน้าทะเล้น แล้วสองพี่น้องสกุลหวังก็เดินเลียบไปตามฟุตบาท ขณะพูดคุยกันเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ๆ โดยหวังเจี๋ยซีเพียงแค่พูดเสริมหรือตอบคำถามในเรื่องที่น้องสาวของตนพูดเท่านั้น


            “จริงสิพี่ แถวนี้มีร้านเบเกอรี่อร่อย ๆ ไหม”


            หวังเจี๋ยซีเลิกคิ้วขึ้นสูงเป็นเชิงถาม เด็กสาวเหลือบมองคนเป็นพี่กลับนิดหนึ่งก็เห็นว่าเขาไม่ได้พูดอะไรจึงเอ่ยต่อ “ว่าจะเอากลับไปฝากหมอนั่นหน่อย กินอะไรหวาน ๆ หัวสมองจะได้แล่น”


            แววตาของพ่อมดจากเวยเฉ่าไหววูบเมื่อนึกถึงอดีตของตนเอง และพาลทำให้เขานึกถึงใครอีกคนซึ่งมีแววตาที่เหมือนกับเขาในตอนนั้น สายตาของคนที่อยากหนี...หนีไปให้ไกล ไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครหาพบ ดังนั้นเขาถึงได้บอกให้เยี่ยชิวซื่อตรงกับตนเอง แต่บางทีเขาคงลืมไปว่าถึงคล้ายกันแค่ไหน เรื่องราวที่แต่ละคนต้องเผชิญย่อมไม่เหมือนกัน หวังเจี๋ยซีกะพริบตา ฝังกลบความคิดนั้นลงไป


            “ซวงหมิงชิว”


            “คะ?”


            “พี่บอกว่าร้านซวงหมิงชิว”


            “งั้นนำไปเลย” เด็กสาวกอดลากแขนหวังเจี๋ยซีให้รีบเดินนำเร็วเข้าเพื่อให้ไปถึงร้านที่ว่า


            หวังเจี๋ยซีกระตุกแขนให้เธอเดินช้าลงหน่อย เขาตำหนิเธอนิดหน่อยเรื่องรองเท้า เจ้าหล่อนเงยหน้าขึ้นมาบี้ปากใส่ เพราะไม่อยากให้เธอต้องเดินตากหิมะนาน ๆ เนื่องจากระยะทางจากสโมสรไปร้านซวงหมิงชิวค่อนข้างไกล เขาเกรงว่านอกจากหิมะ รองเท้าส้นสูงจะทำให้เธอเมื่อยหวังเจี๋ยซีจึงโบกแท็กซี่ให้ไปส่งร้านซวงหมิงชิวแทน


            “ร้านหรูเกินไปแล้ว พี่จะจ่ายค่าเค้กให้ฉันใช่ไหม” เธอกระซิบกับหวังเจี๋ยซีทันทีที่เข้ามาในร้าน


            ชายหนุ่มก้มหน้ามองน้องสาวตัวเองเหมือนไม่อยากเชื่อกับความขี้งกของเธอ ส่ายศีรษะครั้งหนึ่งแล้วค่อยพยักหน้าให้ด้วยความระอา เด็กสาวยิ้มกว้างปล่อยแขนพี่ชายฉับไว เดินร่อนไปดูขนมซึ่งวางโชว์อยู่ในตู้ปรับอุณหภูมิ


            หวังเจี๋ยซีได้กลิ่นขนมปังอบใหม่ที่ถูกยกออกมาจากโซนห้องครัวเขาเห็นแวบ ๆ ว่าเป็นสโคน นอกจากนี้ยังได้กลิ่นน้ำชา ชวนให้รู้สึกกระหายขึ้นมา


            ตั้งแต่วันที่ไม่ได้มาที่ร้านนี้ ส่วนมากหากไม่ดื่มน้ำเปล่าก็ดื่มน้ำอัดลมจากตู้ขายน้ำอัตโนมัติเท่านั้น


            “วันนี้มีเมนูพิเศษด้วยจะรับไหมคะ” น้ำเสียงและกิริยามารยาทของพนักงานพาร์ทไทม์คุ้นหน้าคุ้นตาสมกับบริกรที่ได้รับฝึกอบรมมากอย่างดีเป็นภาพที่หวังเจี๋ยซีไม่ค่อยคุ้นชิน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าช่วงนี้เขาตัดสินใจไม่มาที่ร้านนี้มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง


            ตั้งแต่วันนั้น...เขาไม่ได้เจอเยี่ยชิวนานเท่าไหร่แล้ว


            ทั้งที่ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนที่เราไม่ได้เจอกัน แต่หวังเจี๋ยซีรู้สึกว่ามันนานเกินไปด้วยซ้ำ


            ขณะที่สาวน้อยข้างตัวเขากำลังลังเลว่าจะสั่งอะไรกลับบ้านดี น้ำเสียงขี้เล่นกึ่งหยอกล้อของพนักงานก็เอ่ยแซว “พี่หวังไม่ได้มาซะนาน แถวมาทั้งทียังพาสาวสวยมาด้วย ฉันก็นึกว่าที่คุณมาร้านทุกวันเพราะอยากจีบมาสเตอร์ซะอีก”


            “ครับ?” หวังเจี๋ยซีหันกลับมาทวนประโยคเสียงสูงคล้ายไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยินเท่าไหร่


            หยางลี่หลินอมยิ้มน้อย ๆ ยกนิ้วชี้ไปทางหนึ่งคล้ายกับอยากบอกใบ้อะไรสักอย่าง ถ้าหากคุณหวังเจี๋ยซีจีบมาสเตอร์ของเธอจริง ๆ ก็น่าสงสารเขาเหมือนกันนะ


            หวังเจี๋ยซีหันไปตามทิศทางของนิ้วมือนั้น ดวงตาใหญ่เล็กไม่เท่ากันเบิกกว้างขึ้น เขาไม่คิดไม่ฝันด้วยซ้ำว่าจะได้เจอเยี่ยชิวช่วงสาย ๆ ในวันธรรมดาแบบนี้ สายตาสองคู่มองสบกัน แววตาของเยี่ยชิวซึ่งมองมาที่เขาเมื่อครู่ก่อนเบือนหน้าหนีไปสร้างความปั่นป่วนขึ้นในใจ ร่างกายขยับไปก่อนที่สมองจะสั่งการว่าให้เดินไปหา ไปอธิบาย ไปพูดอะไรก็ได้ที่ทำให้สายตาแบบนั้นหายไป


            เขาเกลียดสายตาว่างเปล่าแบบนี้ของเยี่ยชิว


            “พี่คะ” หลังจากเลือกขนมเสร็จน้องสาวของหวังเจี๋ยซีตรงเข้ามากอดแขนของชายหนุ่ม ช้อนสายตาขึ้นอ้อนพร้อมแบมือว่าขอเงินหน่อย เธอเอียงคอสงสัยกับท่าทางนิ่งงันไปจนต้องเรียกซ้ำ หวังเจี๋ยซีถึงได้รู้ตัว หยิบบัตรเครดิตออกจากกระเป๋าเงินยื่นให้เธอ ตอนนั้นเองที่เด็กสาวได้มองตามสายตาของพี่ชายไปหยุดที่โต๊ะหนึ่ง


            คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นั้นเป็นชายหนุ่มท่าทางสุภาพ บรรยากาศรอบตัวเขาดูเป็นมิตรแต่ก็เหมือนจะอันตรายอย่างบอกไม่ถูก และสายตาเมื่อได้สบกันนั้น เขาก็ส่งรอยยิ้มน้อย ๆ มาให้เธอเหมือนว่า...พวกเรารู้จักกัน?


            เด็กสาวชะงักไปนิด แต่ก็ส่งรอยยิ้มกลับให้อย่างเป็นมิตร เธอแอบมองสลับระหว่างคนคนนั้นกับพี่ชายของเธอเป็นพัก ๆ เหมือนจะจับเค้าลางอะไรบางอย่างได้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จึงผุดขึ้นบนใบหน้าสวยหวาน


            หลังจากซื้อขนมและชาเรียบร้อยสองพี่น้องก็ขึ้นมานั่งบนแท็กซี่อีกครั้ง เด็กสาวเป็นคนบอกจุดหมายปลายทาง เพราะตั้งแต่ออกจากร้านซวงหมิงชิวมาคนข้างตัวเธอก็ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ ถึงจะสวมหน้ากากอันสุภาพอยู่ตลอดเวลาก็ตาม แอบแกะห่อขนมหยิบมาการองชิ้นเล็กพอดีคำเข้าปาก ขณะเอ่ยถามทำลายความเงียบอันน่าหงุดหงิดนี้


            “พี่ชาย...พี่นะชอบคนคนนั้นใช่ไหมล่ะ?”


            “หืม ทำไมเราถึงคิดแบบนั้น” หวังเจี๋ยซีย้อนถามกลับไม่มีการถามเลยสักนิดว่าคนคนนั้นที่น้องสาวตัวเองพูดนะหมายถึงใคร


            “หนูยังไม่ได้บอกเลยนะว่าหมายถึง ฮั่นแน่! พี่ชอบเขาจริง ๆ ละสิ”


            “ไร้สาระน่า”


            เด็กสาวแค่นเสียงขึ้นจมูกใส่คนโง่ในสายตาเธอ สมกับเอาชีวิตวัยรุ่นไปทิ้งไว้กับเกมจริง ๆ เรื่องอื่นละฉลาดนักแต่เรื่องนี้กลับซื่อบื้อไม่รู้ตัวทั้งที่สายตามันฟ้องอยู่ทนโท่


            “หนูมีพี่ชายที่โง่แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”


            หวังเจี๋ยซีถอนหายใจกับถ้อยคำจิกกัด ชายหนุ่มยกมือขึ้นโยกศีรษะของน้องสาวไปมา น้ำเสียงที่ใช้ตอบกลับทำให้เด็กสาวหันกลับมามองยิ่งกว่าดูแคลน “ชอบหรือไม่ชอบก็ไม่มีความหมาย โลกของพี่กับเขามันต่างกันเกินไป”


            “ต่างกันตรงไหน ก็โลกใบเดียวกันไม่ใช่หรือไงค่ะคุณพี่ชาย”


            “พี่ไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเหนือความคาดหมายเกินไป...”


            “เลยหาทางรับมือไม่งั้นสิ” เด็กสาวเอ่ยแทรกกลางคัน แถมท้ายด้วยประโยคซ้ำเติมอีกหน “งี่เง่าชะมัด!


            “เราว---”


            หวังเจี๋ยซีกำลังจะพูดขึ้น หากเด็กสาวกลับยกมือขึ้นมาเป็นเชิงห้าม และให้ฟังเธอพูดซะก่อน


            “ที่พี่บอกว่ารับมือไม่ถูกเพราะโลกของเขากับพี่ต่างกันเกินไป ถ้าหน่อยมันต่างกันตรงไหนถ้าพี่ไปชอบคนนอกวงการอีสปอร์ตคนอื่น โลกของเขากับพี่ก็ไม่เหมือนกันแล้วถูกไหม สังคมที่ต้องเจอก็ไม่เหมือนกัน แค่ตอนนี้โลกของหนูกับพี่ ความชอบของหนูกับพี่ก็ไม่เหมือนกันจริงไหมล่ะ พี่จะมากะเกณฑ์ให้เขาคิดเหมือนพี่เหรอ หรือแม้กระทั่งในทีมของพี่ตอนนี้พี่ก็ทำแบบนี้ บ้าหรือเปล่า แต่ละคนมีจุดเด่น ความชอบแตกต่างกันนั่นแหละ ถ้าพี่ชอบเขาจริง ๆ พี่ก็แค่เข้าไปเรียนรู้โลกของเขาสิ เมื่อถึงเวลานั้นเขาเองก็อยากเรียนรู้โลกของพี่เหมือนกัน แล้วตอนนี้พี่ได้พยายามหรือยังล่ะ”


 

            เยี่ยชิวมองตามแผ่นหลังของพ่อมดแห่งเวยเฉ่าออกจากร้านไป แล้วเบนสายตากลับมามองแก้วชาว่างเปล่า ชายหนุ่มจมอยู่ในห้วงภวังค์ของตนเอง ส้อมคันเล็กจิ้มลงบนชิ้นบราวนี่พอดีคำ ในเวลานี้ใบหน้าของเขาปราศจากอารมณ์จนเดายากว่ากำลังครุ่นคิดอะไรอยู่


            จะให้เขาตกใจที่เห็นหวังเจี๋ยซีปรากฏตัวพร้อมเด็กสาวคนหนึ่งในวันนี้งั้นหรือ


            ไร้สาระ! ความรู้สึกแบบนั้นมันเปล่าประโยชน์


            “ทำหน้าตาคิดหนักจังเลยนะคะมาสเตอร์”


            น้ำชาสีใสให้กลิ่นรสบางเบาของมะกรูดให้ความรู้สึกสดชื่นไหลรินเติมในแก้วเซรามิกว่างเปล่าช่วยดึงความคิดซึ่งล่องลอยตามแผ่นหลังของกัปตันทีมเวยเฉ่าให้กลับมา เยี่ยชิวหัวเราะเพียวแผ่วเบา เสียงหัวเราะนั้นฟังดูไม่ยี่หระต่อคำพูดที่ฟังดูผิดหวังสักเท่าใด


            “ผมมีอะไรให้คิดมากเหรอครับเสี่ยวหยาง”


            เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าแสดงสีหน้าแบบไหนออกไปให้เด็กสาวที่ชอบหยอกล้อตนเองอย่างร่าเริงคนนี้จึงนิ่งงันไป ทว่าเยี่ยชิวไม่ได้พูดอะไรออกมา นัยน์ตาหุบต่ำลงมองชาเอิร์ลเกรย์ในแก้วแล้วยกมันขึ้นจิบ


            “ฉันคงจุ้นมากเกินไปสินะคะ”


            “ครับ!” เยี่ยชิวตอบรับเสียงสูง เงยหน้าขึ้นมองหยางลี่หลิน ชายหนุ่มเห็นเธอแสดงสีหน้ายุ่งยากใจออกมาชัดเจน แต่สีหน้านั้นคงอยู่ไม่นาน แล้วเธอก็ยิ้มอย่างปลงตกให้กับเยี่ยชิว


            “ฉันเข้าใจค่ะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของมาสเตอร์” เจ้าของร้านซวงหมิงชิวนิ่งงันมองเด็กสาวที่อายุน้อยกว่าตนเองเพียงไม่กี่ปี “แต่ว่าเวลาเจอคุณหวัง...มาสเตอร์ทำหน้าแบบนี้ทุกที”


            เยี่ยชิวจับต้นชนปลายไม่ถูกกับคำพูดของเธอ เขาจะปล่อยมันเลยผ่านไปไม่สนใจเลยก็ได้ เหมือนที่เขาสานสัมพันธ์เฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ แต่สำหรับร้านซวงหมิงชิวไม่ใช่...


            ดังนั้นเยี่ยชิวจึงไม่ยอมปล่อยผ่านไปเฉย ๆ


            “ผมทำหน้าแบบไหนออกไป” ชายหนุ่มถาม


            “...ฉันพูดได้จริง ๆ นะ”


            เยี่ยชิวพยักหน้า


            หยางลี่หลินกำถาดสแตนเลสในมือแน่น รวบรวมกำลังใจที่จะพูดคำพูดที่ไม่ต่างจากการฉีกหน้านายจ้างของเธอ แต่เขาเป็นคนสั่งให้พูดเองจะมาโกรธทีหลังไม่ได้นะ


            “ก็ทำหน้าเหมือนกับกำลังอดทนกับอะไรสักอย่างที่ยากมาก ๆ อยู่นั่นแหละค่ะ”


            ชายหนุ่มนิ่งไปอึดใจหนึ่ง แล้วเอ่ยตอบ “แต่นั่นก็ไม่ใช่ที่เธอบอกว่าผมคิดถึงเขาสักหน่อยนะ”


            “จริงเหรอคะ?” เด็กสาวทวนถามกลับเสียงสูง รอยยิ้มซุกซนปรากฏบนใบหน้าอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเยี่ยชิวไม่ได้ดุด่าอะไร


            “ครับ”


            “...”


            สายตาสองคู่มองสบวัดใจกัน ทว่าพนักงานพาร์ทไทม์ของร้านกลับยิ้มคล้ายกับรอดูเรื่องสนุกหลังจากนี้ เธอหัวเราะทิ้งท้าย โค้งตัวตามมารยาทของบริกรเป็นเชิงขอตัวปล่อยให้เยี่ยชิวจมอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดอันสับสนของตนเองเพียงลำพัง คล้อยหลังเด็กสาวคนนั้นไป สิ่งที่ไม่ยากยอมรับก็ผุดขึ้นมาในใจ


            ข้อมูลเชิงลึกทุกอย่างของสโมสรใหญ่ ๆ ของวงการอีสปอร์ตล้วนอยู่ในหัวของเขา ถึงอยากเถียงว่าศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน แต่เยี่ยชิวก็รู้ตัวเองดีว่าทุกอย่างที่ทำก็เหมือนที่คนอื่นพูดมาโดยตลอดนั่นแหละว่าเขาทำเพื่อไอ้พี่เฮงซวยคนนั้น เหอะ! แต่ถ้าให้พูดตามจริงที่ชายหนุ่มทำแบบนี้ก็ไม่ใช่เพื่อเยี่ยซิวอย่างเดียว


            เขาแค่...ทนมามากพอแล้ว ไม่ว่าใครก็ต้องวางแผนการสำหรับชีวิตตัวเองทั้งนั้น


            เพียงแต่แผนการของใครจะสำเร็จเท่านั้นเอง


            ดังนั้นเยี่ยชิวจะไม่ยอมให้ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้อย่างความรู้สึกเข้ามามีอำนาจเหนือเหตุผลเด็ดขาด

 

 

            ...แล้วตอนนี้พี่ได้พยายามหรือยังล่ะ


            คำพูดของน้องสาวคล้ายกับตบหน้าเรียกสติของหวังเจี๋ยซี นั่นสิ เขามีอะไรต้องกลัวทั้งที่ยังไม่ลองเลยสักครั้ง แต่ให้เขาเป็นรุกจีบทื่อ ๆ ตรง ๆ ก็ไม่ใช่สไตล์เขา ประเด็นคืออกหักกลับมาแน่นอน ความรู้สึกที่เยี่ยชิวมีให้เขาติดลบแบบนั้น


            หากชีวิตจริงมีค่าความรักแสดงให้เห็นเหมือนการเล่นเกมออฟไลน์เกมหนึ่งที่ให้เพาะปลูก ทำปศุสัตว์และพัฒนาฟาร์มเพื่อจีบสาวสร้างครอบครัวแล้วละก็...หัวใจของเยี่ยชิวที่แสดงให้เขาเห็นคงกลายเป็นหัวใจสีดำไปแล้วทั้งดวง


            เพราะฉะนั้นจากตำราพิชัยสงครามของซุนวูได้เขียนไว้ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ดังนั้นก่อนที่จะลงมือทำอะไร สิ่งที่หวังเจี๋ยซีทำเป็นลำดับแรกคือการศึกษาข้อมูลรอบด้านของเป้าหมาย (เยี่ยชิว) เสียก่อน เขาต้องเรียนรู้โลกของเยี่ยชิว เพราะคนคนนั้นรู้จักโลกของเขาเป็นอย่างดี


            สิ่งที่ไม่กล้าพิมพ์เมื่อตอนอยู่สโมสรก็ถูกพิมพ์ลงในช่องค้นหาในหน้าเว็บทันที คีย์เวิร์ดที่หวังเจี๋ยซีเลือกใช้ไม่ถือว่ากว้างแต่ก็ไม่แคบจนค้นหาเพียงครั้งเดียวเจอ สามคีย์เวิร์ดหลักอย่าง เยี่ยชิว ร้านซวงหมิงชิว และนักธุรกิจ ซึ่งต่อให้การค้นหาในครั้งนี้จะยาก แต่สำหรับเรื่องที่ตั้งใจแล้วชายหนุ่มเลือกทุ่มเทให้กับมันเต็มที่ ทว่ายิ่งค้นหาข้อมูลบนโลกอินเตอร์เน็ตเท่าไหร่กลับยิ่งทำให้หวังเจี๋ยซีขมวดคิ้วมุ่นมากยิ่งขึ้นเท่านั้น


            ดูเหมือนว่าสมมติฐานที่เขาเคยตั้งไว้จะเป็นความจริง...ทุกการกระทำของเยี่ยชิวคนนี้มีไว้เพื่อปกป้องเยี่ยชิวที่เขารู้จัก หากเป็นนักธุรกิจจะมีหรือที่ภาพถ่ายของเขาจะไม่เคยปรากฏขึ้นในข่าวเศรษฐกิจ เมื่อเริ่มต้นครุ่นคิดอย่างจริงจัง หวังเจี๋ยซีจึงตั้งทฤษฎีมากมายขึ้นมาภายในใจ


            เป้าหมายแรกของเขาคือประวัติของร้านซวงหมิงชิว เพราะมันเป็นคีย์เวิร์ดที่แคบที่สุดในการค้นหา

 


            ซวงหมิงชิวเป็นร้านน้ำชาแบบผสมผสานระหว่างร้านเบเกอรี ร้านอาหารและคาเฟ่ เปิดให้บริการตั้งแต่ปี ค.ศ.2017 ไม่ได้เป็นทีรูมมาตั้งแต่แรก แต่เปิดเป็นร้านอาหารมาก่อน โดยมีจุดเด่นในเรื่องของการให้บริการและสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทุกระดับความประทับใจ เน้นความคุ้มค่าคุ้มราคา...

 


            เมื่ออ่านถึงปีที่ร้านแห่งนี้เปิดให้บริการหวังเจี๋ยซีก็ทำเสียงสงสัยในลำคอ ร่องรอยบางอย่างจากการครุ่นคิดจนตกผลึกพาดผ่านดวงตาใหญ่เล็กไม่เท่ากันคู่นั้น แล้วคีย์เวิร์ดใหม่ที่คาดเดาไว้ถูกพิมพ์ค้นหาอีกครั้ง และในครั้งนี้สีหน้าของพ่อมดแห่งเวยเฉ่ายิ่งเงียบขรึม สักพักใหญ่เขาก็ต้องถอนหายใจ ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้คล้ายคนหมดแรง


            “ทั้งคุณทั้งเขา...จริง ๆ สินะ” หวังเจี๋ยซีเหยียดยิ้มหยันเงยหน้าขึ้นมองเพดานกับสิ่งที่รับรู้


            “อะไรกันทำหน้าหมดอาลัยตายอยากแบบนั้น”


            หวังเจี๋ยซีกลับมานั่งตัวตรง เขาจะเขม่นน้องสาวตัวเองก็ตอนนี้แหละใครเลี้ยงมาให้ปากชวนหาเรื่องได้ตลอดแบบนี้ จานใส่เค้กจากร้านซวงหมิงชิวถูกดันมาให้ ชายหนุ่มส่ายศีรษะอย่างระอาแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา จังหวะที่เขายังไม่ได้พักหน้าจอโน้ตบุ๊คบนโต๊ะ อีกคนก็ชะโงกหน้ามาดูและวิจารณ์ไม่หยุด


            “โห ถ้าไม่รู้ว่าพี่กำลังจะจีบเขา หนูคิดว่าพี่กำลังล้วงความลับอะไรซะอีก” ไม่ว่าเปล่ายังขยับมานั่งกระแซะเบียดหวังเจี๋ยซีซะแทบตกโซฟา “ไม่ธรรมดาจริง ๆ แบบนี้เล่นคุณไสยไหมพี่ เจ็บ!!


            สาวเจ้าโอดครวญทันทีที่พูดจบ ยกมือขึ้นกุมหน้าผากที่คงขึ้นรอยแดงจากการดีดเพี๊ยะ มายากรแห่งเวยเฉ่าถอนหายใจตอบปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด


            “หยุดความคิดพิเรนท์ของเราไปเลย”


            แลบลิ้นให้อย่างทะเล้น แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไปนอกจากก้าวสายตาอ่านข้อมูลบนหน้าจอต่อ นั่งเท้าคางไปด้วยโยนมาการองชิ้นเล็กพอดีคำเข้าปากแล้วหน้าเบี้ยวทันที


            “เลือกมาทุกรสนี่ไม่คิดว่าจะมีรสชาติแปลก ๆ ด้วย”


            “หืม?”


            “รสพริกไทย” เด็กสาวตอบ


            หวังเจี๋ยซีหลุดหัวเราะคนอยากลองทุกรสชาติ แต่พอนึกว่าขนมนี้มาร้านซวงหมิงชิวแล้วแววตาของชายหนุ่มก็อ่อนโยนลง เพียงขนมในจานตรงหน้าก็ทำให้เขายิ้มได้ไม่ยาก ได้ยินแว่วว่าถูกคนนั่งข้างตัวด่าว่าบ้า แต่กัปตันทีมเวยเฉ่าไม่ใส่ใจเรื่องนั้น เขาตัดสินใจแล้ว หยิบมาการองสีสันสดใสเข้าปาก


            ถ้าเพื่อคุณแล้ว ผมยินดีที่จะก้าวเข้าไปในโลกของคุณ...

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น