[FanFiction เทพยุทธ์เซียน Glory l QZGS] In your eyes, in my heart

ตอนที่ 6 : 5 :: November 11th

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 358
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    27 เม.ย. 61

5

November 11th

 

 

            หลังจากวันนั้นเยี่ยชิวก็ไม่ได้พบหวังเจี๋ยซีอีกเลย ชีวิตของเขาก็กลับเข้าสู่วิถีชีวิตแบบเดิม ๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนไปจากทุกวัน ช่วงเช้าเข้าบริษัท ตกบ่ายมาร้านซวงหมิงชิวรอมู่ชิวเลิกเรียนเพื่อรับกลับบ้าน ในวันหนึ่งของเขาก็มีแค่นี้ คล้ายกับภาพสีขาวดำอันน่าเบื่อหน่าย สำหรับเขาที่เข้ามาเรียนรู้งานหลาย ๆ อย่างของที่บ้านตั้งแต่อายุสิบแปด และเมื่อบรรลุนิติภาวะก็เข้ารับตำแหน่งบอร์ดบริหารทันที ชายหนุ่มเคยชินกับมันเสียแล้วกับบรรยากาศไร้สีสันนี้โดยเฉพาะในย่านธุรกิจใจกลางเมืองปักกิ่ง


            สำหรับสองฝาแฝด...อนาคตของพวกเขาถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่เกิด


            หากคนใดคนหนึ่งหนีไปอีกคนจะต้องแบบรักภาระที่เหลือ


            ตัวเขายอมรับว่าเคยเกลียดพี่ชายของตัวเองมาก แต่เพราะเราเป็นฝาแฝดกันเขาถึงได้เข้าใจว่าเยี่ยซิวต้องการอะไร และไม่ว่าอย่างไรสุดท้ายพี่ชายยังไงก็ต้องกลับบ้าน แต่ถ้าเป็นเขาคงหนีไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ไม่ยอมให้อำนาจของตระกูลมาบีบบังคับได้ ถึงแม้ว่ามันยากที่จะหนีพ้นเงื้อมมือของตระกูลก็ตาม


            ...เหมือนที่ข่าวคราวของเยี่ยซิวไม่เคยรอดพ้นสายตาคุณพ่อคุณแม่


            คำตอบของเหตุผลนั้นช่างง่ายดาย เพราะสกุลเยี่ยเป็นตระกูลทรงอำนาจแห่งปักกิ่ง...


            แน่นอนว่าอำนาจนั้นไม่ใช่แค่อำนาจของเหรินหมินปี้เพียงอย่างเดียว!


            เยี่ยชิวนั่งทอดกายจิบกาแฟอยู่บนโซฟานุ่มริมหน้าต่าง สำหรับช่วงเวลาพักผ่อนอันแสนสั้นนี้ นัยน์ตาเหม่อมองผ่านกระจกใสบานใหญ่เห็นปุยหิมะค่อย ๆ โปรยปรายลงมาส่งผลให้อุณหภูมิในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนลดต่ำลงกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา


            ในหัวของเขากำลังครุ่นคิดวุ่นวายสับสนยากจะบอกเล่าออกมาให้เข้าใจ


            หากบุคคลภายในนอกมาเห็น บริเวณพื้นที่สำหรับให้พนักงานและผู้บริหารพักผ่อน คงยากที่จะทำให้หลายคนเชื่อว่าเด็กอายุน้อยแค่นี้เป็นหนึ่งในบอร์ดบริหาร ไม่ใช่พนักงานธรรมดาหรือในระดับหัวหน้าแผนก นอกจากนี้ภาพถ่ายของเขาไม่เคยปรากฏอยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์ใด ๆ แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ


            จริงอยู่ว่าการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งบอร์ดบริหารล้วนเป็นเรื่องภายในบริษัท นอกจากข่าวที่แจ้งกันมาในวงการธุรกิจแล้วแทบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องป่าวประกาศออกสื่อให้สังคมภายนอกรับรู้ นอกเสียจากว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในบริษัทยักษ์ใหญ่ จังหวะในการเปลี่ยนถ่ายนี้มีผลอย่างมากต่อความเคลื่อนไหวในตลาดหลักทรัพย์และความเชื่อมั่น สำหรับบริษัทของสกุลเยี่ยซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีบริษัทในเครือมากมายทั้งภูมิภาคเอเชียและยุโรปแล้ว ดังนั้นการตกเป็นที่จับตามองของสื่อต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่ทว่าผู้บริหารอายุน้อยคนนี้กลับปฏิเสธการให้สัมภาษณ์รวมถึงการไปปรากฏบนสื่อใด ๆ อย่างสิ้นเชิง หากมีภาพหลุดของเขาออกมา ทุกภาพจะถูกคนของบริษัทซื้อไปจนหมดสิ้น


            แน่นอนว่าเยี่ยชิวจงใจให้เป็นแบบนั้น


            ชายหนุ่มมองกาแฟสีเข้มปราศจากไอร้อนซึ่งเหลือเพียงครึ่งแก้ว แต่เวลาพักของเยี่ยชิวไม่เคยใช้ได้นานอย่างที่ควรเป็น เขายกแก้วกาแฟดื่มรวดเดียวจนหมดหลังจากที่เลขาควบตำแหน่งบอดี้การ์ดของตนเองเดินเข้ามาแจ้งตารางประชุมด่วน ดูเหมือนว่าโปรเจคใหญ่นั้นจะมีปัญหา


            เยี่ยชิวรับแฟ้มเอกสารจากเลขา เพียงเปิดดูเขาต้องขมวดคิ้ว “โรงงานที่เยอรมนีมีปัญหา?”


            “ครับ เป็นปัญหาเรื่องสายพานการผลิต แต่ทางฝ่ายวิศวกรรมกำลังแก้ไขปัญหาอยู่ และกำลังประเมินด้วยว่าจะทำให้การผลิตล่าช้าไปแค่ไหน เนื่องจากเป็นออเดอร์ล็อตใหญ่กับลูกค้าเก่าครับ” เลขาฟู่เอ่ยตอบขณะก้าวเดินตามเจ้านายของตนเองไปสู่ห้องประชุม


            “รบกวนช่วยส่งคนไปตรวจสอบโดยละเอียดด้วยครับ ผมต้องการข้อมูลและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก่อนบ่ายสามโมง”


            “ครับ”


            ปัญหาเรื่องโรงงานที่เยอรมนีต้องวางไว้ก่อน เพราะหัวข้อการประชุมหลักในวันนี้ไม่ใช่เรื่องนี้


            น่าเบื่อ...

 


            ภายในห้องประชุมประกอบไปด้วยผู้จัดการของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สมาชิกที่เข้าร่วมประชุมหากไม่นับคู่สัญญาในวันนี้ สมาชิกกว่าครึ่งล้วนเป็นคนของตระกูล เรื่องนี้ถ้าให้พูดไปมันคงพัวพันไปถึงรากฐานของตระกูล ให้สรุปสั้น ๆ คือเพราะการแต่งงานของคุณพ่อคุณแม่ที่ทำให้สองตระกูลใหญ่ในปักกิ่งเกี่ยวดองกัน ความยิ่งใหญ่ที่ชวนประสาทเสียในสายตาเยี่ยชิว นับญาติกันแล้วก็มึนตึบ แค่ทุกคนรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถเขาก็พอใจแล้ว


            ก่อนการประชุมเพียงเล็กน้อย ผู้เข้าร่วมประชุมก็มากันพร้อมหน้า เยี่ยชิวในฐานะประธานบอร์ดบริหารกวาดสายตามองรอบด้านเล็กน้อยก่อนกล่าวเปิดประชุม


            การประชุมในวันนี้ เนื่องมาจากสาเหตุโครงการใหม่ที่เยี่ยกรุ๊ปซื้อที่ดินมาผืนหนึ่ง เพราะว่าพื้นที่ไม่กว้างนักจึงจัดสรรเป็นพื้นที่ทำโครงการก่อสร้างพื้นที่ชุมชนขนาดเล็ก จากการวางโครงการได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาโดยทำสัญญาซื้อขายวัตถุดิบก่อสร้างกับบริษัทก่อสร้างในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลง แต่ปัญหามันก็เกิดขึ้นจนได้ เริ่มจากการขโมยเงินทุนวัสดุก่อสร้าง เพียงแค่นี้ก็ถือเป็นกำไรก้อนใหญ่แล้ว เพราะฉะนั้นจึงต้องตัดไฟแต่ต้นลมก่อนถูกโกงคุณภาพวัสดุ เรื่องนี้ต่างหากที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีให้กับบริษัท


            และในส่วนของบริษัทนั้นลูกพี่ลูกน้องของเขาอีกคนจัดการปิดบัญชีไปเป็นที่เรียบร้อย


            ดังนั้นเนื้อหาของการประชุมในครั้งนี้คือบอกขอบเขตของงานที่ต้องทำ รายละเอียดต่าง ๆ สิ่งที่บริษัทคู่สัญญาคาดหวังว่าจะได้รับ ทั้งในเรื่องประสิทธิภาพงานรวมไปถึงตกลงกันเรื่องระยะเวลาและสัญญาต่าง ๆ ที่จำเป็น แน่นอนว่าเยี่ยชิวจะไม่ยอมให้เกิดความผิดพลาดในโครงการนี้อีกเป็นครั้งที่สอง!


            ผู้รับผิดชอบดำเนินการประชุมของเยี่ยกรุ๊ปพูดวาระสุดท้ายซึ่งเป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานการประชุมครั้งนี้จะจบลง แต่ในตอนนั้นเอง น้ำเสียงราบเรียบก็ดังขึ้น


            “ผมต้องการให้คนหนึ่งในทีมของคุณเข้ามารายงานความคืบหน้ารวมถึงปัญหาในการทำงานกับผมอย่างละเอียด สัปดาห์ละ 1 ครั้ง คุณจะจัดหามาให้ได้ไหม”


            ภายใต้แววตาของเด็กคราวลูกซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะ ในฐานะผู้มีประสบการณ์มายาวนานตอบตนเองได้ชัดเจนว่านี่เป็นคำสั่งไม่ใช่คำขอร้อง แม้รูปประโยคฟังดูคล้ายกับว่ากำลังเปิดทางให้เลือก แต่คำตอบที่อนุญาตให้ตอบนั้นมีเพียงอย่างเดียว พอกวาดสายตามองผู้ร่วมประชุมคนอื่น ๆ ดูเหมือนแต่ละคนจะไม่อนาถร้อนใจกับคำพูดนี้เลยสักนิด สายตาของบางคนดูเหมือนกำลังมองเรื่องตลกเสียด้วยซ้ำ ทำได้เพียงแบ่งรับแบ่งสู้


            “ทราบแล้วครับ ทางเราจะจัดหาให้ตามนั้น”


            “ผมขอทราบชื่อคนคนนั้นตอนนี้เลยได้หรือเปล่า”


            สิ้นสุดประโยคนี้เท่านั้น ขนาดคนอื่นยังนั่งตัวเกร็งจริงจังขึ้นมาทันควัน พวกเขาพอจะเดาความคิดเยี่ยชิวได้ว่าเป้าหมายจริง ๆ ของอีกคนคืออะไรในตอนแรกถึงไม่ได้เอ่ยขัดอะไร แต่พอมาตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วว่าเยี่ยชิวกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่


            “...เอ่อ จำเป็นต้องระบุคนอย่างเฉพาะเจาะจงเลยหรือครับ” เรื่องนี้ออกจะลำบากใจเกินไปสักหน่อย ชายหนุ่มล่วงเข้าสู่วัยกลางคนยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อยามสบสายตาไม่ผ่อนปรนของเยี่ยชิว


            แม้คู่สนทนาจะยังคงยิ้มให้อย่างสุภาพ หากประโยคถัดมากลับทำให้บรรยากาศภายในห้องประชุมดูเหมือนอุณหภูมิจะลดต่ำลงอีกหลายองศาแข่งกับสภาพอากาศภายนอก “แล้วทีมของคุณ...ไม่มีหัวหน้างั้นหรือครับ”


            คำพูดแสนเรียบง่าย แต่คล้ายกับตบจนหน้าชาว่าการทำงานของพวกคุณไร้ระบบขนาดนั้นเชียวหรือ


            ใบหน้าสมาชิกเข้าร่วมประชุมโดยเฉพาะบริษัทคู่สัญญาหน้าตึงขึ้นมาทันทีด้วยความไม่พอใจ เยี่ยชิวเองก็รู้แต่เขาไม่ได้รู้สึกผิดกับสิ่งที่กล่าวออกไปสักนิด ในเมื่อเขาได้ชี้แจงไปแล้วตั้งแต่ต้นว่าไม่ยอมรับความผิดพลาดที่จะส่งผลให้บริษัทสูญเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์


            เห็นท่าทางอ้ำอึ้งของคู่สนทนาเยี่ยชิวอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาน่าจะลงทุนกับบริษัทขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้น ถึงแม้การเลือกบริษัทเล็ก ๆ เช่นนี้จะมีข้อดีบางประการที่ได้เปรียบบริษัทใหญ่ แต่พอเห็นการทำงานไร้มาตรฐานตรงหน้าแล้วชวนให้เหนื่อยใจยิ่งกว่า


            “ผมไม่ทราบว่าที่ผ่านมาพวกคุณทำงานกันอย่างไร แต่กับเยี่ยกรุ๊ป ผมต้องการการทำงานที่เป็นระบบและชัดเจน ความผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนผมก็ไม่ยอมอนุญาตให้มันเกิดขึ้นอีกเด็ดขาด”


            เยี่ยชิวพลิกหน้ากระดาษหนังสือสัญญาที่ทางกฎหมายร่างไว้ นัยน์ตาสีอำพันหรี่ลงนิด และบรรยากาศในห้องประชุมยิ่งย่ำแย่ลงกับน้ำเสียงเย็นชาอย่างไม่เกรงกลัวของเยี่ยชิว หากขิงแก่ก็ย่อมเป็นขิงแก่ไม่ยอมพ่ายแพ้ชั้นเชิงของเด็กรุ่นใหม่


            “ก่อนที่จะเลือกบริษัทเรา ผมคิดว่าทางคุณคงผ่านการตัดสินใจมาแล้วเป็นอย่างดี คงไม่ใช่การตัดสินใจผิดพลาดขนาดเลือกบริษัทที่ต้องทบทวนสัญญากันภายหลังร่วมงานด้วยจริงไหมครับ”


            รอยยิ้มแสนสุภาพยังคงปรากฏบนใบหน้าของเยี่ยชิว เขาไม่ยี่หระต่อคำแดกดันนั้นในเมื่อเคยชินกับการกรองคำพูดเลือกคัดแต่เรื่องที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับตนเองมากกว่า ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ สิ่งที่เอ่ยออกมาคือการชี้แจงความจริง ไม่มีใช่คำขู่ไร้สาระ


            “ถ้างั้นคงรู้นะครับว่าหากเกิดความผิดพลาดจะเกิดอะไรขึ้น” เยี่ยชิวเว้นจังหวะการพูดเล็กน้อยให้รับรู้ถึงบรรยากาศกดดัน แล้วจึงค่อยเอ่ยต่อ “เพราะฉะนั้นใครที่พวกคุณคิดว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนและเหมาะสมมากที่สุด ส่งเขามาหาผมที่ออฟฟิศวันพรุ่งนี้บ่าย 2 โมง วันนี้พอแค่นี้ เลิกประชุมได้”

 


            ทันทีที่เดินกลับมาถึงห้องทำงานของตนเอง เยี่ยชิวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้คล้ายกับคนหมดแรง ชายหนุ่มยกมือขึ้นคลึงขยับซึ่งหัวจี๊ดตั้งแต่เริ่มประชุมไปได้ไม่นาน หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อนแสดงสีหน้าออกมาชัดเจน คงเพราะเยี่ยชิวถือว่าที่นี่เป็นห้องส่วนตัวของตนเอง เขาจะแสดงสีหน้าแบบไหนออกมาก็ได้หากไม่มีคนเข้ามาวุ่นวาย


            หากสวรรค์เหมือนจะไม่เข้าข้างคนก่อหวอดในห้องประชุม เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้นขัดจังหวะผ่อนคลาย เยี่ยชิวเอ่ยอนุญาตให้เข้ามา เขาเลิกคิ้วขึ้นสูงแปลกใจที่เห็นเป็นญาติคนนี้ ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเลขาฟู่กลับมารายงานเรื่องโรงงานที่เยอรมนีเสียอีก


            “มีอะไรเหรอ” เยี่ยชิวถาม


            “เรื่องนั้นนายจงใจใช่ไหมชิว”


            เยี่ยชิวกะพริบตาปริบ ๆ แสร้งใสซื่อให้กับญาติผู้พี่ แต่เขาก็ทำได้ไม่นานนักเพราะมันไม่ใช่นิสัยของเขาที่จะแสดงออกทีเล่นทีจริงแบบนั้น ถ้าเป็นเจ้าพี่บ้าก็ไม่แน่ “ใช่ ฉันจงใจ”


            “หืม แสดงว่าระหว่างที่ฉันไม่อยู่ต้องมีเรื่องภายในเกิดขึ้นงั้นสิ”


            ความเงียบโรยตัวครอบคลุมห้องทำงาน ดวงตาซึ่งมีเฉดสีเดียวกันสองคู่มองสบกัน หากสีหน้าและแววตาของคู่สนทนากลับฉายความรู้สึกสนุกสนานออกมามากกว่า เหมือนเรื่องที่เยี่ยชิวทำกำลังทำให้เขารู้สึกสนุก แต่เยี่ยชิวนี่สิอยากกลอกตาใส่วันละหลาย ๆ รอบ


            ชายหนุ่มไม่รู้พูดอะไรให้มากความ หยิบแฟ้มเอกสารกางหน้าเจ้าปัญหาส่งให้ตัดบทได้ชะงักงัน เยี่ยไคกวาดตามองแล้วพลิกหน้ากระดาษทีละหน้า รอยยิ้มยากแก่การบ่งบอกความรู้สึกปรากฏขึ้นบนใบหน้า


            “จุ๊ ๆ ฉันไปกว่างโจวไม่นาน ไม่คิดว่าจะกล้าเหิมเกริมถึงขนาดนี้ ดูถูกอำนาจของเหรินหมินปี้ไม่ได้จริง ๆ”


            เยี่ยชิวถอนหายใจกับน้ำเสียงที่ทำเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกเสียเต็มประดา เขาไม่ขอแฟ้มกลับ ในเมื่ออีกคนดูจะสนอกสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เขาก็พร้อมผลักภาระชิ้นโตนี้ไปให้ทันทีเช่นกัน


            “เดี๋ยวเรื่องนี้ฉันจัดการให้เอง อา...ว่าแต่ซิวล่ะ?”


            เยี่ยชิวถอนหายใจอย่างไม่ปิดยังอาการ สีหน้าบูดบึ้งงอง้ำเหมือนกลับไปเป็นเด็กคล้ายกับเอ่ยฟ้องญาติผู้พี่ “ก็ต้องรอดูท่าทีต่อไปนั่นแหละ ไปบอกให้กลับบ้านมีหรือจะยอม”


            “แต่สำหรับวงการอีสปอร์ตหมอนั่นก็อายุเยอะแล้ว แถมสถานการณ์ภายในเจียซื่อก็ไม่สู้ดีอีก”


            “นายใช้จารชน!?” เยี่ยชิวประหลาดใจที่อีกฝ่ายดูจะรู้ลึกเรื่องนี้ ก็บอกแล้วว่าการที่พี่ชายตัวดีหนีออกจากบ้านไปเล่นเกมมันปิดไม่มิดหรอก ถ้าแต่ละคนอยากรู้ซะอย่างว่าหายหัวไปไหน แต่สำหรับเรื่องนี้เยี่ยชิวคิดว่าเขาไม่มีความจำเป็นต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรในการหาคำตอบกับเสียงหัวเราะมากเล่ห์นั้น

 

 

            หลายวันหลังจากนั้นโปรเจคที่สร้างปัญหาให้เยี่ยชิวจนเขาแทบไม่ได้ไปร้านซวงหมิงชิวก็เบาลง ชายหนุ่มจึงถือโอกาสมาหมกตัวอยู่ที่นี่ตั้งแต่เที่ยงวัน เขาไม่อยากทำตัวเป็นผู้บริหารที่ดี เข้ามาตรงเวลาออกตรงเวลาทุกวันเหมือนพนักงานกินเงินเดือนอีกต่อไป ถึงแม้จะวุ่นวายที่บริษัท เยี่ยชิวก็ไม่ลืมเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาสำคัญอย่างเทศกาลฮัลโลวีนที่ผ่านมา ดูจากผลประกอบในวันนั้นก็พยักหน้าพึงพอใจ เขาเริ่มร่างแผนการคร่าว ๆ ว่าช่วงปลายปีเช่นนี้จะหาจุดเด่นอะไรมาดึงดูดลูกค้าดี


            เสียงนาฬิกาดังติ๊กต๊อกในห้องเงียบ ๆ ผ่านมาร่วมหลายชั่วโมงแล้วแต่บนหน้ากระดาษสำหรับจดไอเดียยังคงขาวโพลน กาเซรามิกและถ้วยชาข้างตัวเองก็หายร้อน เยี่ยชิวถอนหายใจยกมือขึ้นนวดขมับ ส่ายศีรษะคล้ายกับปลง ดูท่าว่างานช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะสูบไอเดียของเขาออกไปจนหมด


            ตัดสินใจวางปากกาลงบนโต๊ะ และหาอะไรทำผ่อนคลาย


            กลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่ทำให้เยี่ยชิวที่เดินลงมาจากชั้นบนสูดหายใจเข้าลึก ๆ รู้สึกผ่อนคลายมากกว่าเดิม เขาเห็นพนักงานบางคนกำลังหยิบเค้กมูสมะนาวจากตู้ใส่จานเพื่อเสิร์ฟให้กับลูกค้า บางคนก็กำลังชงเครื่องดื่ม ได้กลิ่นชาหลายชนิดปนกับกลิ่นคั่วกาแฟ บรรยากาศแบบนี้ทำให้สมองของชายหนุ่มโล่งโปร่งสบายขึ้นมาบ้าง


            “สวัสดียามบ่ายครับมาสเตอร์” พนักงานของร้านซึ่งกำลังทำความสะอาดโต๊ะมุมด้านในของร้านเงยหน้าขึ้น เขายิ้มทักทายเยี่ยชิว ชายหนุ่มผงกศีรษะให้เป็นการตอบรับคำทักทายนั้นเช่นกัน


            กวาดสายตามองทั่วร้านก็เห็นลูกค้าค่อนข้างบางตา แต่ก็ถือว่าเป็นปรกติสำหรับช่วงบ่ายแก่เช่นนี้ เขาเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์เอ่ยสั่งชาเหมือนลูกค้าคนหนึ่ง สายตาเหลือบมองมุมประจำของใครบางคนซึ่งบัดนี้ว่างเปล่า ไม่มีใครนั่งตรงนั้น เยี่ยชิวเผลอยกยิ้มมุมปากขึ้นมา นั่นเป็นรอยยิ้มยากจะบ่งบอกความหมาย


            มันก็แค่...โลกเหวี่ยงเรามารู้จักแค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละเยี่ยชิว


            “ชาอัสสัมและมัฟฟินบลูเบอร์รีค่ะมาสเตอร์” เด็กสาวพนักงานพาร์ทไทม์วางถาดลงหน้าเคาน์เตอร์ หากสายตาของเจ้าหล่อนแสดงท่าทีหยอกล้ออย่างไม่ปิดบัง “ถ้ามองหาคุณหวังเจี๋ยซีละก็ช่วงที่มาสเตอร์ไม่ได้มาร้านเขาถามหาทุกวันเลยนะคะ”


            พอเห็นท่าทางของตนเองถูกจับได้ ความร้อนแล่นขึ้นสู่ผิวแก้มทั้งสองข้างจนเปลี่ยนเป็นสีระเรื่อ แต่คนปากแข็งหรือจะยอมรับง่าย ๆ ว่าสิ่งที่เด็กตรงหน้าพูดเป็นเรื่องจริง “พูดอะไรของเรา!


            “โธ่ มาสเตอร์ขา ยอมรับว่าสนใจเขาสักทีเถอะค่ะ” รอยยิ้มล้อเลียนชวนจี้ใจดำปรากฏบนใบหน้าของเธอ


            เยี่ยชิวคิดว่าเขาไม่ควรต่อความกับเธอ เพราะคำพูดพวกนั้นกวนความรู้สึกแปลก ๆ ซึ่งตกตะกอนอยู่เบื้องล่างให้ลอยฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง ชายหนุ่มรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เขารับมือไม่ได้ มันรับมือยากยิ่งกว่าการเจรจาธุรกิจมูลค่าหลายร้อยล้านหยวนเสียอีก เขาจึงพูดตัดบทเลี่ยงการสนทนาถึงหวังเจี๋ยซี


            “ไปทำงานของเราเถอะ”


            “ค่าาา” แต่ไม่วายส่งสายตาล้อเลียนยามเห็นมาสเตอร์เดินไปนั่งที่โต๊ะตัวนั้น ดูท่าว่าเด็กสาวจะลืมสิ้นแล้วว่าเยี่ยชิวเป็นนายจ้าง คงเพราะสำหรับพนักงานร้านซวงหมิงชิวต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามาสเตอร์ของพวกเขานั้นใจดีมากจึงกล้าทำแบบนี้


            กลิ่นชาอัสสัมหอมละมุนราวกับกลิ่นของน้ำผึ้งป่าโชยแตะจมูก น้ำชาสีแดงเข้มในแก้วเซรามิกเนื้อดีเก็บรักษาความร้อน ด้วยการชงอย่างพิถีพิถันให้รสชาติกลมกล่อม รอยยิ้มผ่อนคลายปรากฏบนใบหน้า เยี่ยชิววางแก้วลงบนจานรอง หยิบนิตยสารขึ้นมาเปิดอ่าน


            ถ้าเป็นเวลานี้ เขารู้สึกว่าเขาต้องไอเดียใหม่ ๆ แน่นอน เยี่ยชิวไม่ปล่อยโอกาสที่สมองกำลังแล่นให้เปล่าประโยชน์ เขาขอสมุดกับปากกากับพนักงานร้านทันที


            เวลาล่วงเลยผ่านไปนานจากนาทีเป็นชั่วโมงเยี่ยชิวยังคงจมอยู่ห้วงความคิดของตนเอง กระดาษหลายต่อหลายแผ่นจดข้อความถี่ยิบด้วยลายมือเป็นระเบียบเรียบร้อย อีกทั้งบางหน้ายังถือโอกาสวาดภาพประกอบไว้อีกด้วย นิตยสารถูกพลิกเปิดหาไอเดียหลายต่อหลายเล่ม


            “สวัสดียามเย็นครับ ขอนั่งด้วยคนได้ไหม” เสียงคุ้นเคยที่ไม่คิดว่าได้ยินทำให้เยี่ยชิวเงยหน้าพรวด หน้าตาของเขาคงเหรอหรามากจนกัปตันทีมเวยเฉ่าที่ยิ้มให้อย่างสุภาพถึงขั้นหลุดหัวเราะออกมา และหวังเจี๋ยซีไม่รอให้เยี่ยชิวเอ่ยคำอนุญาตใด ๆ ทั้งนั้น อัญเชิญตัวเองนั่งลงฝั่งตรงข้ามเยี่ยชิวเสร็จสรรพ


            เขาขมวดคิ้วมุ่นแล้วเอ่ย “ผมนึกว่าคุณจะมีมารยาทมากกว่านี้นะครับ”


            “ถ้าเป็นปรกติผมคงรอแหละครับ แต่เพราะเธอบอกว่าคุณคิดถึงผม ผมเลยมานั่งให้เห็นหน้าแล้วนี่ไงครับ”


            คำพูดนั้นของหวังเจี๋ยซีทำให้เยี่ยชิวหน้าตึง ยิ่งอีกฝ่ายจงใจเน้นย้ำคำว่า คิดถึงราวกับแกล้งกัน ประโยคต่อมาที่เขาพูดจึงแฝงด้วยความไม่พอใจซะเก้าในสิบส่วน “คุณว่าใครนะครับ!?”


            “คุณไงครับ แต่ถ้าบอกให้ชัด ๆ คือเด็กคนนั้นบอกผม”


            เยี่ยชิวหันจนคอเคล็ดไปตามที่หวังเจี๋ยซีชี้ เด็กคนนั้นที่กัปตันทีมเวยเฉ่าพูดถึงคือเด็กสาวพนักงานพาร์ทไทม์ที่หยอกล้อเขาหน้าเคาน์เตอร์ก่อนหน้านี้ เธอยิ้มและโบกมือให้เขาเหมือนที่ทำสนุกเหลือเกิน


            หยางลี่หลิน ยัยเด็กแสบ!!!


            เดี๋ยวโดนหักเงินเดือนแน่...เยี่ยชิวทำปากขมุบขมิบเป็นคำพูดบอก และท่าทางว่าเธอจะอ่านคำพูดนั้นรู้เรื่องจึงได้แสดงท่าทีอ้อนวอนกลับมาว่าอย่าหักเงินหนูเลยนะคะมาสเตอร์ แต่ยังไม่หยุดท่าทีทะเล้นยักคิ้วหลิ่วตาตอบกลับมาอีกว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริง แค่มาสเตอร์ไม่ยอมรับ


            หวังเจี๋ยซีหลุดหัวเราะอีกครากับการโต้เถียงด้วยสายตาและท่าทางของทั้งสอง สายตาของชายหนุ่มยามมองฝาแฝดของมหาเทพเยี่ยชิวแห่งเจียซื่ออ่อนโยน แต่สายตานั้นก็เลือนหายไปเมื่อเยี่ยชิวหันกลับมา


            ชายหนุ่มเจ้าของร้านซวงหมิงชิวเลิกคิ้วสูงอยากถามว่ามีอะไรหรือเปล่า แต่อาการฟอร์มจัดของเยี่ยชิวก็ทำให้เขาปิดปากแน่นสนิท ไม่เอ่ยอะไรออกมา ก้มหน้าก้มตาขีดเขียนข้อความและวาดภาพประกอบ ทำงานของตนเองเงียบ ๆ ต่อไป ถ้าหากไม่ใช่เพราะความเงียบซึ่งโรยอยู่ระหว่างทั้งสองทำให้หวังเจี๋ยซีเอ่ยปากพูด


            “คุณไม่ค่อยได้มาที่ร้าน ช่วงนี้งานยุ่งหรือครับ”


            เยี่ยชิวขมวดคิ้วกับคำถามนี้ น้ำเสียงนั้นไม่ได้ฟังดูไร้มารยาทล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของเขา คงเพราะท่าทางสุภาพเสมอต้นเสมอปลายของหวังเจี๋ยซี อีกทั้งคำถามนี้เหมือนกับว่าผู้ถามไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรจากคนฟังด้วย เป็นเพียงคำพูดเริ่มต้นบทสนทนาทั่ว ๆ ไป


            “แล้วคุณคิดว่าผมควรตอบ”


            หวังเจี๋ยซียกรอยยิ้มมุมปาก แวบแรกที่เห็นมันสัญญาณเตือนในใจก็ดังลั่นว่าอย่าฟังสิ่งที่กัปตันทีมเวยเฉ่ากำลังจะพูดเด็ดขาด!


            “ก็...ไม่จำเป็นต้องตอบหรอกครับ ผมแค่อยากบอกว่า ถ้าคุณไม่มาที่นี่คงไม่ได้เจอผมให้หายคิดถึงเท่านั้นเอง”


            ส้อมคันเล็กร่วงหล่นหลุดมือเยี่ยชิวกระแทกจานกระเบื้องส่งเสียงกังวาน ท่าทีนิ่งอึ้งเกิดเพียงชั่วครู่ หากก็มากพอทำให้สายตาของพ่อมดแห่งเวยเฉ่าพราวระยับ ทั้งขบขันและชอบสีหน้านี้เป็นมีพิเศษ สีหน้าที่มหาเทพแห่งกลอรี่ไม่มีวันทำ ใบหน้าซับสีแดงระเรื่อชวนให้รู้สึกเอ็นดู ทว่าบรรยากาศแปลก ๆ ระหว่างทั้งคู่ก็ถูกขัดขวางด้วยเสียงดังทะลุกลางปล้องของจอมมารน้อยในสายตาเขา


            “คุณพ่อช่วยชิมขนมที่ผมทำหน่อย”


            เยี่ยชิวละสายตาจากหวังเจี๋ยซีหันมาหาลูกชายสุดที่รักซึ่งวิ่งออกมาจากห้องครัวพร้อมขนมชิ้นหนึ่งในจาน ทั้งเนื้อทั้งตัวฟุ้งไปด้วยกลิ่นขนมปังอบใหม่ กลิ่นหวานของช็อกโกแลต เด็กชายซึ่งส่งเสียงเจื้อยแจ้วขัดบทสนทนาหน้าซื่อเขย่งปลายเท้าเกาะขอบโต๊ะหลังวางจานขนมลงบนโต๊ะ


            “ลองทำอะไรแปลก ๆ อีกหรือไง”


            “เปล่าสักหน่อย”


            หวังเจี๋ยซีมองบทสนทนาของสองพ่อลูกเงียบ ๆ ทั้งที่รู้ว่าเด็กคนนี้จงใจผลักเขาไปเป็นแบล็กกราวด์ จงใจดึงความสนใจทั้งหมดของเยี่ยชิวมาหาตนเอง รอยยิ้มหวานปานน้ำผึ้งอาบมีดโกนและสายตาแข็งกร้าวไม่เหมือนเด็กอายุยังไม่ถึงสิบขวบจะจ้องมายังเขา


            เยี่ยมู่ชิวเป็นเด็กตัวร้ายเชียวละ


            เยี่ยชิวมองขนมที่มู่ชิวยกมาให้ด้วยความประหลาดใจว่าพนักงานของร้านยอมให้เด็กคนนี้เข้าไปป้วนเปี้ยนทำขนมด้วยหรือ จริงอยู่ว่ามู่ชิวทำกับข้าวเป็น แต่เขาก็พึ่งรู้เหมือนกันว่าทำขนมเองก็เป็นด้วย ชายหนุ่มใช้ช้อนตัดแบ่งเค้กชิ้นเล็ก สัมผัสของเนื้อแป้งแม้จะเคลือบด้วยช็อกโกแลตแต่ก็ค่อนข้างนุ่ม พอหั่นออกมาไส้ภายในซึ่งเป็นแยมเชอร์รี่ญี่ปุ่นล้นทะลักออกมา รสชาติหวานอมเปรี้ยวตัดกันกำลังพอดี


            “อร่อยไหม?” มู่ชิวนั่งเก้าอี้ฝั่งเดียวกับเยี่ยชิว สายตาของเด็กชายเป็นประกาย จงใจเมินเฉยกัปตันทีมเวยเฉ่าซึ่งนั่งร่วมโต๊ะ เพราะรู้ดีว่าความสำคัญในใจเยี่ยชิว ตัวเขามากกว่าพ่อมดตรงนั้น


            เขาต้องปกป้องน้องชายสุดที่รักของอาซิว...เอ๊ะ!?


            ใครกัน!...อาซิวเป็นใคร?


            ถึงแม้จะสับสนแต่มู่ชิวก็ยังรักษาสีหน้าไร้เดียงสาของตนเองไว้อย่างเหนียวแน่น เด็กชายเรียนรู้ว่าในเวลานี้ซึ่งมีคนนอกอยู่ด้วยเขาไม่ควรถามอะไร


            “อร่อยครับ แต่ว่ายังต้องปรับสูตรอีกหน่อยนะ” เยี่ยชิวเอ่ยชมเป็นกำลังใจ


            “ผมนะมีไอเดียสำหรับวันที่ 11 นี้ด้วยละ ทำไมเราไม่ลองปรับธีมร้านต้อนรับวันคนโสดกันครับ ท่าทางน่าสนุก”


            เยี่ยชิวหัวเราะ เมื่อช่วงฮัลโลวีนที่ผ่านมาถึงเขาไม่ว่างมาที่ร้านเอง แต่มู่ชิว ลูกชายสุดที่รักก็แต่งตัวเป็นปีศาจ Trick or Treat คนอื่นในร้านไปทั่วสนุกสนานทีเดียว ไอเดียปรับธีมร้านนี้ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน ถ้ามีแต่ขนมนมเนยเพียงอย่างเดียวก็เป็นเทศกาลที่จืดชืดน่าดู


            “น่าสนใจนะครับ” หวังเจี๋ยซีเข้าร่วมบทสนทนา ชายหนุ่มยกแขนขึ้นเท้าคาง เอียงศีรษะเล็กน้อยยามทอดสายตามองเยี่ยชิวและมู่ชิว


            “น่าสนใจ แต่คุณคงมาร่วมไม่ได้หรอก ก็ในเมื่อกลอรี่แข่งขันทุกวันเสาร์นี่ครับ”


            “มู่ชิว!” เยี่ยชิวเอ็ดลูกชายที่จู่ ๆ ก็ปากร้ายขึ้นมากะทันหัน ทว่ากัปตันทีมเวยเฉ่ากลับหัวเราะเหมือนเป็นเรื่องขำขัน คำพูดต่อมาของหวังเจี๋ยซีคล้ายเอ่ยตอบมู่ชิว หากสายตากลับทอดมองมายังเยี่ยชิว


            “ไม่ต้องห่วงครับ วันนั้นทีมเวยเฉ่าเป็นทีมเหย้า และผมก็ว่างมาหาคุณแน่นอน...เยี่ยชิว

 

 

            วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน, 20 : 55 น. ก่อนเวลาร้านซวงหมิงชิวปิดให้บริการ 35 นาที


          หวังเจี๋ยซีกระชับผ้าพันคอแน่นขณะสาวเท้าเร็วรี่ ลมหายใจปรากฏไอสีขาวกับอากาศเย็นย่ำยามค่ำคืน อุณหภูมิลดต่ำลงเนื่องจากพยากรณ์อากาศทางโทรทัศน์บอกว่าประมาณวันจันทร์หรือวันอังคารที่จะถึงนี้หิมะจะตกอีกครั้ง ชายหนุ่มยกข้อมือดูเวลาเป็นพัก ๆ ภาวนาให้เขาไปถึงที่นั่นก่อนร้านปิด


            สาเหตุที่เขาออกจากสโมสรช้าไม่ใช่เรื่องการประชุมเลิกดึกแต่อย่างใด หากเป็นการพยายามสลัดบรรดาลูกทีมตนเองที่ดูจะสนอกสนใจเรื่องของเขามาก คงมีเพียงคนเปิดประเด็นอย่างหลิวเสี่ยวเปี๋ยเท่านั้นที่ทำตัวลอยอยู่เหนือปัญหาไม่เข้ามาร่วมวงด้วยต่อให้ถูกทุกคนพยายามเค้นความจริง


            นั่นเป็นโชคดีของหวังเจี๋ยซีที่หลิวเสี่ยวเปี๋ยไม่ใช่พวกชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น


            อีกเพียงไม่กี่ร้อยเมตรก็ถึงร้านที่ชายหนุ่มตั้งใจมา เขาเห็นแสงไฟภายในร้านส่องสว่างลอดผ่านกระจกของ หวังเจี๋ยซีเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นจนหอบเล็กน้อย ผลักประตูร้านเข้าไปด้านใน ไออุ่นจากฮีทเตอร์ให้ความร้อนกะทันหันจนแว่นสายตาสำหรับปลอมตัวขึ้นฝ้า ชายหนุ่มถอดแว่นเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ท เดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ พนักงานกะดึกของร้านซวงหมิงชิวนี้เขาไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไหร่


            “สวัสดีครับ ร้านซวงหมิงชิวยินดีต้อนรับ”


            หวังเจี๋ยซีกวาดสายตามองลูกค้าภายในร้านที่มีเพียงสองสามโต๊ะ รู้สึกค่อนข้างผิดหวังที่ไม่ได้เจอเยี่ยชิว ชายหนุ่มมองตู้ปรับอุณหภูมิที่มีขนมเหลือเล็กน้อย เขาค่อนข้างลังเลว่าจะสั่งอาหารมื้อดึกทานดีไหม ในเมื่อเขาพึ่งทานมาเมื่อสองชั่วโมงก่อนนี้เอง พอเห็นท่าทางลังเลของเขา พนักงานจึงเอ่ยเมนูแนะนำด้วยความเต็มใจ เลือกแนะนำอาหารมื้อเบาแต่ราคาไม่เบาตามปริมาณให้กับหวังเจี๋ยซี


            “สำหรับมื้อดึกแบบนี้ขอแนะนำเมนูทานง่าย ๆ เหมาะสำหรับกลับไปพักผ่อนอย่างชาวาเลอเรี่ยน หรือหากชอบชารสชาติขมสักเล็กน้อยผมขอแนะนำชามิ้นต์ผสมฮ็อพ ทานคู่กับเค้กฟองน้ำเนื้อนุ่มดูไหมครับ”


            “เห็นวันนี้จัดอีเวนท์...”


            “อ๋อ! ถ้าเรื่องนั้นต้องขออภัยด้วยครับ เนื่องจากสินค้าในอีเวนท์นั้นทางร้านประมาณการความต้องการผิดพลาด ทำให้สินค้าหมดตั้งแต่บ่ายสามโมงครับ ต้องขออภัยด้วยจริง ๆ”


            หวังเจี๋ยซีค่อนข้างผิดหวัง เขาอยากเห็นเหมือนกันว่าเจ้าของไอเดียหลักอย่างมู่ชิวจะเนรมิตรอีเวนท์นั้นเป็นแบบไหน ดังนั้นมาแล้วจะเดินออกจากร้านเลยก็อย่างไร ชายหนุ่มจึงเลือกชาที่ได้รับการแนะนำมาพร้อมเค้กสักชิ้น


            เพราะค่อนข้างดึกแล้วอีกทั้งที่นี่ไม่ใช่ร้านอินเตอร์เน็ต สถานที่ต้องห้ามของนักกีฬาอีสปอร์ต ชายหนุ่มจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปลอมตัว เขาจึงเลือกนั่งมุมติดกระจกบานใหญ่ซึ่งมองเห็นภายนอกร้าน เห็นผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาค่อนข้างบางตา ขณะที่กำลังเหม่อลอยนั้นเอง หวังเจี๋ยซีหลุดออกจากภวังค์ตอนที่อาหารและเครื่องดื่มถูกยกมาเสิร์ฟ


            “อาหารที่สั่งได้แล้วนะครับ ขอแนะนำเซตอีเวนท์สวีท ฟลอเร่สำหรับวันคนโสดครับ”


            แต่ดูเหมือนกัปตันทีมเวยเฉ่าจะดูถูกความสามารถในการเคาเดาของเจ้าร้านนี้ต่ำเกินไป ชายหนุ่มหันขวับมาอย่างรวดเร็ว เขาได้พบคนที่หมดหวังไปแล้วว่าจะได้พบในคืนนี้


            หวังเจี๋ยซีไม่ค่อยคุ้นกับการที่เยี่ยชิวแต่งตัวแบบนี้ อีกฝ่ายอยู่ในชุดเสื้อยืดกับกางเกงขายาวดูสบาย ๆ หลุดกรอบออกมาจากนักธุรกิจมาดจริงจัง ราวกับเห็นภาพซ้อนทับระหว่างเยี่ยชิวคนนี้กับเยี่ยชิวอีกคนหนึ่งจนต้องสะบัดศีรษะไล่ความคิดนั้นออกไป


            เยี่ยชิวก็คือเยี่ยชิว...แค่นี้ก็พอแล้ว


            เจ้าของร้านซวงหมิงชิวหัวเราะ เขาค่อนข้างพึงพอใจกับสีหน้ามึนงงของกัปตันทีมเวยเฉ่า อีกฝ่ายอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ดวงตาคู่นั้นแสดงร่องรอยความประหลาดใจออกมาชัดเจน


            “คุณ...ไม่ใช่ว่า...?”


            “ครับ” เยี่ยชิวขานรับใบหน้าเปื้อนยิ้ม


            หวังเจี๋ยซีรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนคนตรงหน้าปั่นหัว เมื่อไม่รู้จะพูดอะไรสุดท้ายเขาก็ถอนหายใจออกมา ก้มมองเซตสวีท ฟลอเร่ที่ตนเองไม่ได้สั่งตรงหน้า ขนมเค้กชิ้นเล็กน่าจะเป็นราสเบอร์รีชีสเค้ก ส่วนเครื่องดื่มเป็นชาสีน้ำเงินเทใส่แก้วใส บนจานรองแก้วเขายังเห็นเลมอนสดฝานเป็นแผ่นวางไว้ตกแต่งด้วยใบมิ้นต์


            “ทั้งที่เหมือนไม่อยากต้อนรับผม แต่ก็อุตส่าห์รอผมนะครับ” หวังเจี๋ยซียิ้ม


            คนที่พึ่งรู้สึกสนุกกับการแกล้งหวังเจี๋ยซียิ้มค้าง เยี่ยชิวไม่คิดว่าจะโดนโต้กลับแบบนี้ จริงอยู่ว่าวันนั้นคนพูดเป็นมู่ชิว แต่...


            ใช่...เยี่ยชิวก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงรอคอยที่จะได้เจอหวังเจี๋ยซีขนาดนี้


            มันมากเกินไป ความสับสนเพิ่มขึ้นทุกที และชายหนุ่มก็ไม่รู้วิธีหยุดยั้งความปั่นป่วนนี้ ทว่าเยี่ยชิวไม่ใช่คนชอบหนีปัญหา ดังนั้นเขาถึงเลือกเผชิญหน้ากับต้นเหตุที่ทำให้เกิดความรู้สึกนี้ จะได้เข้าใจเสียทีว่าทำอย่างไรให้มันหายไป


            ...และหวังเจี๋ยซี กัปตันทีมเวยเฉ่าคนนี้ต้องการอะไรจากเขากันแน่!!


            “คุณ...เข้าข้างตัวเองมากเกินไปหรือเปล่าครับ”


            ปรากฏความลังเลชัดเจนในน้ำเสียงของเยี่ยชิว คำพูดประโยคนั้นทำให้ผู้ฟังหัวเราะออกมา สำหรับชายหนุ่มแล้วมันช่างเป็นเสียงหัวเราะที่แสลงหูสิ้นดี ร่องรอยความไม่พอใจพาดผ่านเพียงชั่วครู่ก่อนจางหายไป


            “อืม ผมอาจจะเข้าข้างตัวเองมากเกินไป...” หวังเจี๋ยซีจงใจลากเสียงยาว และน้ำเสียงที่ใช้พูดในประโยคถัดมาจะอ่อนโยนมากกว่าปรกติ “แต่ไม่ได้เข้าใจผิดที่คุณอยากเจอผมจริงไหมครับ”


            “งั้นคุณคงเข้าใจผิดด้วยเช่นกันครับ”


            เพราะมีประสบการณ์กับคำพูดสองแง่สามง่ามของหวังเจี๋ยซีมาก่อน เยี่ยชิวจึงรับมือได้อย่างสงบ ใบหน้าของชายหนุ่มเผยรอยยิ้มพรายอย่างเป็นต่อ หากหวังเจี๋ยซีอยากเล่นเกมนี้กับเขา เยี่ยชิวเองก็จะสอนให้รู้ซึ้งเช่นกันว่าเรื่องแบบนี้ควรไปทำกับคนที่ตนเองชอบดีกว่า


            “ผมว่าผมเข้าใจถูกนะครับ” หวังเจี๋ยซียกชาขึ้นจิบ “บางทีคุณควรซื่อตรงกับตัวเอง”


            เยี่ยชิวแค่นหัวเราะกับคำว่า ซื่อตรง คู่สนทนาพูดออกมา ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขาคำ ๆ นี้เป็นคำที่ไกลตัวเขาที่สุด ดวงตาของชายหนุ่มหุบต่ำลง และรอยยิ้มเหยียดพลันปรากฏบนใบหน้า นั่นไม่ใช่รอยยิ้มสุภาพอันแสนคุ้นเคย หากเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความปรารถนาที่ไม่มีทางเป็นจริง และรอยยิ้มนั้นทำให้หวังเจี๋ยซีหน้าเปลี่ยนสี เยี่ยชิวพลันตระหนักว่าเขาเผลอแสดงความรู้สึกของตนออกไป


            “ผมขอตัวก่อนดีกว่า รบกวนคุณตอนทานอาหารคงเสียมารยาทแย่”


            เยี่ยชิวลุกจากโต๊ะเร็วเกินกว่าที่หวังเจี๋ยซีจะรั้งเอาไว้ทัน และถึงรั้งไว้ได้เขาก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะพูดอะไรออกไป นี่เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างพวกเขาได้ชัดเจนที่สุด มันยากจะที่พรรณนาถึงระยะห่างนี้


            ในเมื่อตั้งแต่ต้น...


            โลกของเรา ไม่เคยขยับเข้าใกล้กันเลย


            มีเพียงเขาที่คิดไปเองว่าเราสามารถสนิทสนมกันได้เหมือนที่เขาสนิทกับเยี่ยชิวอีกคนหนึ่ง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #34 TaMeKabTaNa (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:51
    งือออ ดึงดราม่าไปอีกกกกก น้อมมมม
    #34
    0