[FanFiction เทพยุทธ์เซียน Glory l QZGS] In your eyes, in my heart

ตอนที่ 4 : 3 :: Rebirth

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 489
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    27 เม.ย. 61

3

Rebirth

 

 

            ร่างกายแข็งค้างราวกับถูกสิ่งที่มองไม่เห็นจับขาไว้จนขยับไม่ได้


            ดวงตาเบิกกว้างพยายามเปล่งเสียงตะโกนออกจากลำคอร้องเรียกหาคนช่วย


            ขยับสิ! ขยับ...


            ใครก็ได้ช่วยด้วย!!


            คุณพ่อช่วยด้วย!!!


            เด็กชายตัวน้อยกรีดร้องตะโกนในใจ มองรถบรรทุกซึ่งคนขับหลับในแล่นพุ่งตรงชนรั้วข้างทางแล่นผ่านขึ้นฟุตบาทตัดตรงเข้ามาหาตัวเขาอย่างไร้การควบคุม ภาพตรงหน้าสลับสับเปลี่ยนฉากเป็นวันฝนตก ตัวเขาที่ไม่ได้กำลังเดินอยู่บนฟุตบาทหากแต่เป็นเบาะหลังของรถยนต์ซึ่งกำลังขับไปบนถนน เสียงสายฝนตกซ่าทำให้ทัศนวิสัยติดลบ แสงไฟจากรถกระบะซึ่งขับส่ายเป๋ไปเป๋มาสว่างวาบแยงตา


            ภาพตรงหน้าถูกสลับเปลี่ยนฉากเป็นช่วงเวลาที่เขาเดินอยู่บนฟุตบาทอีกครั้ง เขาเห็นแสงสว่างพร่าสาดส่องกระทบกระจกข้าง ภาพซึ่งสะท้อนเข้าในดวงตาของเขาไม่ใช่ร่างกายของเด็กอายุห้าขวบ แต่กลับเป็นร่างของผู้ชายตัวสูงมากคนหนึ่งซึ่งเขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนแต่ก็เหมือนกับรู้จักมาทั้งชีวิต เสี้ยววินาทีแห่งความเป็นตาย ภาพมากมายปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด แล้วร่างก็ถูกชนกระเด็น ความเจ็บปวดแล่นชาจนไร้ความรู้สึกในพริบตาเดียว


            ร่างกายคล้ายกับถูกเหวี่ยงไปมาซ้ายขวาอย่างไร้การควบคุม โชคดีที่คาดเข็มขัดนิรภัยเอาไว้ ตัวเขาจึงยังไม่ถูกเหวี่ยงกระแทกยามที่รถยนต์หมุนคว้าง แรงเหวี่ยงทำให้รถไถลลงไหล่ทางชนกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ดังโครม เช่นเดียวกับความเจ็บปวดคล้ายเหตุถูกรถชนเมื่อครู่เวียนซ้ำมาอีกหน


            มู่...เฉิง ...อะ อาซิว


            คล้ายกับกำลังเรียกชื่อใครสักคน


            ได้ยินเสียงกระดูกท่อนแขนหักดังกร๊อบ ร่างของเขาลอยกระเด็นกระแทกพื้นคอนกรีต ศีรษะอาบย้อมด้วยเลือดหยดย้อยลงมาถึงลำคอ เศษกระจกหน้ารถพุ่งชนกำแพงแตกละเอียดกระเด็นทิ่มแทงหัวไหล่ ร่างกายของเขานิ่งสนิท แต่สมองยังไม่สั่งชัตดาวน์ตนเองจากความเจ็บปวด เลือดไหลออกมาเจิ่งนองบนพื้นถนน


            ขอโทษนะ...

 


            เยี่ยชิวซึ่งกำลังเดินออกมาจากห้องทำงานของตนเองซึ่งเป็นห้องหนึ่งที่แยกออกมาจากห้องพักพนักงานประจำ ผ่านพื้นที่อเนกประสงค์ที่มีหน้าต่างรับแสงแดดและมองออกไปเห็นถนนกว้างซึ่งแทบปราศจากรถราวิ่งในยามเช้าตรู่เช่นนี้ ชายหนุ่มกะพริบตาด้วยความแปลกใจที่เห็นลูกชายตัวน้อยของตนนั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟา


            “มู่ชิว” เยี่ยชิวเรียก


            มู่ชิวสะดุ้งเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าซึ่งมักเต็มไปด้วยรอยยิ้มมั่นใจในตนเอง กล้าได้กล้าเสียและมักทักทายอรุณสวัสดิ์ทุกเช้าอย่างร่าเริงกลับหายไปหมดสิ้น สีหน้าดูซีดเซียวเหมือนคนอดนอน แถมหน้าตาเหมือนคนอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมา


            “เกิดอะไรขึ้น!


            “ไม่...ไม่มีอะไร” มู่ชิวเอ่ย พยายามยิ้มให้กับสีหน้าเป็นกังวลของคุณพ่อบุญธรรมที่เป็นห่วงเข้ามาเหลือเกิน แต่เหมือนไม่ช่วยเลยสักนิด


            เยี่ยชิวคุกเข่าย่อตัวลงให้สายตาของตนเองอยู่ในระดับเดียวกับมู่ชิว เขายื่นมือปัดเส้นผมปรกหน้าตานั้นออกเผยดวงตาอันแสนหวั่นไหว ขยับยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “มีอะไรอยากบอกผมไหม”


            สายตาซึ่งมองตรงมามันยังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม และแน่นอนว่าภายในแววตานั้นไม่มีการบีบบังคับให้ลำบากใจ หากเด็กชายพร้อมที่จะพูดออกมาเมื่อไหร่ตัวเยี่ยชิวก็จะอยู่ตรงนี้เพื่อรับฟังปัญหา


            มู่ชิวขยับมือกำชายเสื้อของเยี่ยชิวแน่น คล้ายอยากพูดแต่ก็ไม่พูดออกมา


            ชายหนุ่มทำเพียงแค่ขยี้เส้นผมจนยุ่งเหยิง เปลี่ยนเรื่องเอ่ยชวนมู่ชิว “เราไปหาอะไรทานเป็นมื้อเช้าดีกว่านะ”


            “อืม”

 


            ถ้วยชาแก้วใสวางตั้งบนโต๊ะ น้ำชาร้อนสีน้ำตาลอมส้มไหลรินจากเหยือกใสมองเห็นดอกไม้ขนาดเล็กคล้ายกับดอกเดซี่ลอยอยู่ในกา ตัวน้ำชาให้กลิ่นหอมคล้ายแอปเปิล ไอร้อนลอยกรุ่นเหนือแก้วชวนให้จิบขณะกำลังร้อน ๆ จานกระเบื้องบนโต๊ะหลังมื้ออาหารเช้าย่อยง่ายคือแอแคลร์ที่พึ่งทำเสร็จถูกเลือกมาใช้ทานคู่กับชาดอกคาโมมายล์


            เยี่ยชิวส่งถ้วยชาซึ่งรินเสร็จเรียบร้อยให้กับมู่ชิว เขาคิดว่าเขาพอรู้แล้วว่าทำไมลูกชายของเขาจึงมีท่าทีแปลกไป


            วันที่ 21 ตุลาคม...วันเกิดของมู่ชิว


            จริงอยู่ว่าวันนี้เป็นวันเกิด แต่ก็เป็นวันที่เด็กคนนี้สูญเสียครอบครัวไปในอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำจากการขับรถหักหลบคนเมาซึ่งขับรถผ่าไฟแดงมาในวันฝนตกเมื่อสองปีก่อนเช่นกัน และเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กคนนี้จึงกำพร้าพ่อแม่ทั้งที่ตอนนั้นพึ่งอายุได้แค่ 5 ขวบ


            และเขาก็ได้รับมู่ชิวเป็นลูกบุญธรรมเปลี่ยนจากชื่อซูมู่ชิวเป็นเยี่ยมู่ชิว


            คงเพราะเป็นชื่อเดียวกับ เขาคนนั้น ละมั้ง...ถึงจะสะกดด้วยตัวอักษรคนละตัวก็ตาม


            เยี่ยชิวจึงปรารถนาให้เส้นทางชีวิตของเด็กคนนี้ไม่เหมือนกับซูมู่ชิวคนนั้น


            ร้านซวงหมิงชิวซึ่งเป็นร้านน้ำชาแบบผสมผสานระหว่างร้านเบเกอรี่ ร้านอาหาร และคาเฟ่นั้นเปิดให้บริการตั้งแต่หกโมงเช้า ดังนั้นทั้งเยี่ยชิวและมู่ชิวจึงลงมาทานอาหารกันข้างล่างแทนที่จะอยู่ทานบนชั้นสามซึ่งเป็นส่วนพักอาศัย เพราะปรกติไม่ได้เข้าร้านแต่เช้า เยี่ยชิวจึงค่อนข้างสนใจว่าลูกค้าที่เข้าร้านมีความต้องการแบบไหนมากเป็นพิเศษ


            เสียงกระดิ่งแขวนขอบประตูสั่นไหวส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งยามที่ถูกผลักเข้ามา นั่นเป็นคนที่เยี่ยชิวไม่คิดว่าจะได้เห็นแต่เช้าตรู่แบบนี้


            หวังเจี๋ยซี กัปตันทีมเวยเฉ่า


            เยี่ยชิวไม่ได้อยากสนใจนักกีฬาสปอร์ต ไม่ได้สนใจจะเข้าร่วมลงทุนในด้านนี้แม้ว่าในสายตาของนักธุรกิจก็มองว่ามันสามารถสร้างผลกำไรต่อปีอย่างงดงาม แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเขาจึงละสายตาจากชายคนนั้นไม่ได้ พยักหน้าทักทายออกไปอย่างเคยชิน


            หวังเจี๋ยซีหลุดหัวเราะแผ่วเบา นี่นะหรือคนที่ไม่อยากรู้จักกับคนในวงการอีสปอร์ต เขาเดินไปสั่งมื้อเช้าแบบง่าย ๆ ตรงหน้าเคาน์เตอร์พร้อมน้ำผลไม้คั้นสด เลือกเดินเข้ามาหาเยี่ยชิวเอ่ยทักทาย “สวัสดีตอนเช้าครับคุณเยี่ยชิว มู่ชิว ขอนั่งร่วมโต๊ะด้วยได้ไหม”


            ความจริงเยี่ยชิวอยากปฏิเสธว่าโต๊ะอื่นก็ว่างเยอะแยะ และรู้ด้วยว่าวัตถุประสงค์ของหวังเจี๋ยซีคือการ ทำความรู้จัก กับตนดั่งที่เคยพูดไว้ในครั้งก่อน ติดอยู่แค่เขาเป็นเจ้าของร้านและหวังเจี๋ยซีเป็นลูกค้าเลยลำบากใจ แต่มู่ชิวกลับชิงพูดซะก่อน


            “เชิญครับ”


            มู่ชิว!


            “ขอบคุณ” หวังเจี๋ยซีก็ไม่ทิ้งโอกาสให้เสียเปล่า ส่งรอยยิ้มขออนุญาตก่อนนั่งลงทางซ้ายมือของเยี่ยชิว


            กลิ่นชาหอมอ่อน ๆ ลอยฟุ้งชวนให้รู้สึกสบายใจ ไม่มีบรรยากาศเคร่งเครียดกดดันเหมือนวันนั้น


            “ผมจำไม่เห็นได้เลยว่าคุณหยุดวันนี้ด้วย” มู่ชิวเปิดประเด็นสนทนานี้เอง ตั้งแต่ที่เขาบอกว่ามา PK กันไหม เกือบทุกวันที่เล่นกลอรี่หรือมีเวลาว่างตรงกัน เขาก็ได้ประลองกับผู้ฝึกมนตราซึ่งควบคุมโดยมายากรคนนี้บ่อยครั้งด้วยไอดีเล็ก


            “มู่ชิวติดต่อกับคุณ” เยี่ยชิวขมวดคิ้ว พยายามเก็บอารมณ์ของตนไม่อยากแสดงความไร้มารยาทออกไปให้กับคนที่พึ่งคุยกันเพียงครั้งสองครั้งเห็น


            “เป็นบางครั้งครับ เพราะเด็กคนนี้มักจะมาท้า PK กับผม” หวังเจี๋ยซีตอบไปตามตรง เขาไม่คิดจะเอ่ยชมฝีมือหรือทำท่าทางสนอกสนใจดึงตัวมู่ชิวเข้าสโมสร เยี่ยชิวคนนี้ไม่ใช่เยี่ยชิวที่เขารู้จักมาโดยตลอดหลายปี เขาดูไม่ค่อยชอบกลอรี่ หนำซ้ำยังไม่มีความคิดจะเล่นมันด้วย การหลีกเลี่ยงที่จะทำให้คู่สนทนาลำบากใจเป็นทางออกที่ดีที่สุด


            “งั้นหรือ”


            หวังเจี๋ยซีหันไปขอบคุณพนักงานบริการ แล้วจึงค่อยตอบคำถามของมู่ชิว “น้องสาวของผม เธอเรียกให้ออกมาเอาตั๋วสวนสนุกไปใช้ เพราะเธอไม่อยากไปแล้ว”


            กัปตันแห่งเวยเฉ่าก็ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่าทำไมเวลาคุยกับเยี่ยชิวเขาต้องพยายามอธิบายต้นสายปลายเหตุให้ฟังราวกับกลัวคนคนนี้เข้าใจผิด


            “สวนสนุกเหรอ!” น้ำเสียงของมู่ชิวซึ่งโพล่งขึ้นมาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นเอามาก ๆ เห็นดังนั้นเยี่ยชิวจึงได้ถามออกไป


            “อยากไปเหรอ”


            “อื้ม ผมนะไม่เคยได้ไปเที่ยวสวนสนุกเลยนี่น่า” มู่ชิวตอบ


            “ถ้างั้นวันนี้เราไปฉลองวันเกิดมู่ชิวที่นั่นกันดีไหม”


            “จริงเหรอ!!


            “ถ้าอย่างงั้นเอาตั๋วของผมไปไหมครับ” หวังเจี๋ยซีหยิบตั๋วสวนสนุกสามใบออกมาจากกระเป๋าเงิน


            “ไม่---- / ให้ฟรีจะดีเหรอพี่ชาย”


            ขณะที่เขาตั้งใจเอ่ยปฏิเสธด้วยฐานะของเขาการจะหาตั๋วที่ดีที่สุดมาไม่ใช่เรื่องยาก ไม่จำเป็นต้องรบกวนหวังเจี๋ยซีถึงขนาดนั้นแต่มู่ชิวกลับพูดแทรกขึ้นทันที คุณพ่อบุญธรรมอยากยกมือตบแปะหน้าผากตนเองขึ้นมาทันควัน เขาลืมไปได้ยังไงว่าเด็กคนนี้เชี่ยวชาญการลงทุนต่ำ แต่ได้รับผลตอบแทนสูงสุด พอกัปตันทีมเวยเฉ่าพูดมาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดการเจรจาต่อรองขึ้นทันที


            “ยังไงก็ไม่มีใครใช้อยู่แล้วนี่” หวังเจี๋ยซีตอบ


            “ไม่เสียดายบ้างหรือไงครับ ถึงไม่ได้ไปถ้าเอาไปยืนขายหน้าสวนสนุกสักหน่อย แป๊บเดียวก็ขายออกแล้วแท้ ๆ”


            หวังเจี๋ยซีเหลือบสายตามองคนข้าง ๆ ซึ่งคงไม่รู้ตัวหรอกว่าตนได้แสดงสายตาจนใจออกมามากแค่ไหนกับความเค็มที่คิดคำนวณผลประโยชน์ได้รวดเร็ว


            “คิดว่ามีโม่งน่าสงสัยคนหนึ่งยืนขายตั๋วต่อจะมีคนซื้อหรือเปล่าล่ะ”


            “...”


            ไม่มีหรอก


            เยี่ยชิวคิดและไม่พูดมันออกมา และหวังเจี๋ยซีก็เอ่ยต่อไป “สู้ยกให้คนรู้จักไม่ดีกว่าหรือ”


            มู่ชิวยื่นมือออกไปหยิบตั๋วสามใบบนโต๊ะรวบมันเข้าไว้ด้วยแล้วเคาะโต๊ะหนึ่งครั้ง


            “ถ้าแบบนั้นคุณก็ไปกับพวกเราสิ ตั๋วพวกนี้จะได้ไม่สูญเปล่า”


            “มู่ชิว!


            เยี่ยชิวหันขวับไปทางเจ้าของตั๋วตัวจริงซึ่งกำลังหัวเราะขบขันและตอบตกลงอย่างง่ายดาย หนึ่งประโยคสุดท้ายที่พวกเขาเคยสนทนากันในครั้งที่แล้วย้อนกลับเข้ามาในความคิด


            แต่ผมว่าตัวเองก็เลือกแล้วเหมือนกันนะครับ...ว่าอยากรู้จักคุณ

 

 

            แดดร้อนเปรี้ยงจนแทบหลอมละลาย


            หวังเจี๋ยซีมองคนข้างด้วยสายตาแปลกไป เยี่ยชิวในวันนี้สวมเสื้อผ้าสบาย ๆ ไม่ใช่ชุดสูทอันแสนสุภาพที่เห็นจนชินตา ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเล็กน้อยแม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยเหงื่อไคล มายากรถือขวดน้ำดื่มให้กับสองพ่อลูกซึ่งคนพ่อดูท่าทางเหนื่อยอ่อน แตกต่างจากมู่ชิวที่พลังงานล้นเหลือ เขาคิดว่าตนเองโชคดีที่วันนี้เป็นวันศุกร์สุดสัปดาห์[1]ทำให้คนไม่เยอะมากเหมือนวันเสาร์อาทิตย์


            “มู่ชิวมาสวมหมวกก่อน” เยี่ยชิวเริ่มเอ็ดเจ้าเด็กไฮเปอร์ที่พอมาถึงสวนสนุกก็วิ่งเล่นเครื่องเล่นรายทางทุกชนิด อันไหนที่ไม่ให้เด็กขึ้นก็แทบงอแงอยากเล่นจนน่าปวดหัวสุด ๆ เขาเองก็พึ่งเคยเห็นด้านที่เหมือนเด็กของมู่ชิวก็ตอนนี้นี่แหละ ทั้งที่ปรกติทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัย


            เขาไม่เคยคิดเวลาว่าการเที่ยวสวนสนุกจะเหนื่อยขนาดนี้


            ภายในร้านกิ๊ฟชอปของสวนสนุก เยี่ยชิวเลือกหมวกออกมาหนึ่งใบตามที่มู่ชิวชี้ ซึ่งความจริงแล้วมู่ชิวก็แค่ชี้มั่ว ๆ เพื่อตัดปัญหา เขาสุ่มได้หมวกวอลลัสสีขาวออกมา พอสวมลงบนศีรษะเยี่ยชิวก็หลุดหัวเราะ รอยยิ้มนั้นถูกคนที่ลอบมองมาโดยตลอดลั่นชัตเตอร์โดยไม่ตั้งใจ แต่เจตนากดเก็บภาพนั้นไว้


            “อย่าหัวเราะนะ พ่อใส่เป็นเพื่อนผมเลย” ใบหน้าของเด็กชายขึ้นสีแดงก่ำกับสายตาล้อเลียน มู่ชิวหันไปหาอีกคนหนึ่ง “หวังเกอช่วยหยิบหมวกกระรอกให้ผมหน่อยครับ”


            หวังเกอ...?


            เยี่ยชิวซึ่งย่อตัวลงนั่งในระดับสายตาของมู่ชิวตวัดสายตาเงยหน้าขึ้นมองหวังเจี๋ยซี เขาเห็นเพียงรอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่ายก่อนที่ทัศนวิสัยของเขาจะถูกบดบังด้วยหมวกกระรอกซึ่งบรรจงสวมให้อย่างแผ่วเบา


            มู่ชิวชะงักกึกตวัดสายตามองคนที่ตนขอให้ช่วยหยิบหมวกลงมาให้ แววตาวาววับ หากสายตาคู่นี้เป็นมีดเล่มคม หวังเจี๋ยซีคงถูกแทงจนพรุน เยี่ยชิวลุกพรวดขึ้นมาตวัดสายตามองค้อนคนที่ทำเหมือนเขาเป็นเด็ก กวาดสายตามองหมวกสัตว์สุ่มหยิบขึ้นมาอันหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ล้วน ๆ ให้กับหวังเจี๋ยซี


            หมวกนกฮูกถูกยื่นให้หลังจ่ายเงินเรียบร้อย


            แล้วทั้งสามคนก็ออกตะลุยสวนสนุกกันต่อ โดยมีแกนนำเป็นมู่ชิว


            “นี่ครับ”


            ขวดน้ำเย็นเจี๊ยบถูกยื่นให้กับเยี่ยชิว ชายหนุ่มหันไปมองคนข้างตัว เยี่ยชิวไม่อิดออดปฏิเสธเหมือนตั๋วสวนสนุกในตอนแรก ไหน ๆ กัปตันทีมเวยเฉ่าก็อุตส่าห์ถูกลูกชายของเขาลากไปนู่นมานี่เล่นเครื่องเล่นหลายอย่าง เพราะเยี่ยชิวไม่ค่อยชอบเล่นเครื่องเล่นอะไรแบบนี้เท่าไหร่ เขาจึงมักมองดูอยู่ด้านนอกเสมอ


            “ขอบคุณ”


            “แต่ตั๋วอีกใบน่าจะชวนภรรยาขอ----


            หวังเจี๋ยซียังไม่ทันได้พูดจนจบประโยค เยี่ยชิวซึ่งยกน้ำขึ้นดื่มถึงกับสำลัก ชายหนุ่มไอค่อกแค่กจนน้ำตาไหลคลอเบ้า เยี่ยชิวค้านออกไปเสียงแข็ง “ผมยังไม่แต่งงาน!


            “แล้วมู่ชิว?” หวังเจี๋ยซีไม่คิดจะละลาบละล้วงอะไรนัก ตั๋วสามใบที่เขามีก็เหมาะสมกับครอบครัวหนึ่งพ่อ แม่ ลูก มันจึงค่อนข้างแปลกที่มู่ชิวชวนเขามาด้วย


            กัปตันหนุ่มมองใบหน้าที่เหมือนกับมหาเทพแห่งกลอรี่แต่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เยี่ยชิวเงยหน้ามองเครื่องเล่นซึ่งกำลังทำงานตรงหน้า รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นนั้นเจือความเศร้าสร้อยเอาไว้เลือนราง ก่อนที่ฝาแฝดของมหาเทพจะเอ่ยออกมา


            “ซูมู่ชิว...มู่ชิวเป็นลูกบุญธรรมของผมครับ”


            ตึก...


            “งั้นหรือครับ” หวังเจี๋ยซีตอบ

 


            หลังจากพักทานอาหารกลางวันพวกเขาก็มายืนจ้องหน้ากันนิ่ง ๆ อยู่ใกล้ทางเข้าเขาวงกต หนึ่งในเครื่องเล่นเรียบง่ายแต่ขึ้นชื่อของสวนสนุก เขาวงกตขนาดใหญ่แสนซับซ้อนจนกระทั่งมีร้านค้าตั้งอยู่ภายในนั้นเผื่อมีคนหลงทางในเขาวงกตอันแสนกว้างนี้ หรือบางคนอยากนัดกันมาทานอาหารในเขาวงกตก็มี แน่นอนว่ามันท้าทายความทรงจำของคนที่จะเข้าไปเล่น เพราะทางสวนสนุกบังคับให้เข้าทีละคน เว้นระยะห่างกันคนละห้านาที ถูกต้องมันเป็นเวลาที่น้อย แต่เชื่อเถอะหากไม่คิดโกงคงไม่มีใครยืนรอแกร่วตรงนั้นหรอก แถมเขาวงกตนี่ก็เปิดมานานแล้วมันไม่ได้ซับซ้อนถึงกับเดินคนเดียวไม่ได้สักหน่อย


            เยี่ยชิวมองมู่ชิวซึ่งโบกมือยิ้มให้อย่างร่าเริงกับการเดินเข้าไปในเขาวงกตเป็นคนแรก ความจริงแล้วสวนสนุกเองก็มีข้อยกเว้นสำหรับเด็ก ๆ ให้พาผู้ปกครองเข้าไปเป็นเพื่อนด้วยได้ แต่มู่ชิวเลือกเข้าไปคนเดียวอยู่ดี


            “คุณจะเล่นก็เล่นไปเถอะ ผมจะไปรอมู่ชิวตรงทางออก” เยี่ยชิวหันมาบอกหวังเจี๋ยซี ทั้งที่ตนเองก็ยืนรอมาตั้งนาน


            มายากรแห่งเวยเฉ่าขมวดคิ้วมองคนทำท่าจะออกจากแถวทันทีหากเขาไม่คว้าท่อนแขนเอาไว้ก่อน “ไหน ๆ ก็รอขนาดนี้ เข้าไปเล่นสักรอบก็ไม่เสียหายนี่ครับ”


            “ผมไม่ค่อยชอบเล่นอะไรแบบนี้เหมือนเขา


            หวังเจี๋ยซีไม่แน่ใจว่าเขาที่เยี่ยชิวหมายถึงจะเป็นเยี่ยชิวที่เขารู้จักหรือเปล่า แต่สีหน้าท่าทางเวลาพูดถึงเกมอะไรเหล่านี้เขามักทำสีหน้าไม่สบอารมณ์อยู่เลือนราง จนน่าเสียดาย...


            “ทำไมไม่ลองเข้าไปสัมผัสกับมันดูบ้างล่ะ”


            ด้วยส่วนสูงที่ต่างกันไม่มากทำให้เยี่ยชิวมองสบดวงตาซึ่งสองข้างไม่เท่ากันชัดเจน คำพูดของกัปตันทีมเวยเฉ่า เยี่ยชิวไม่แน่ใจว่าจะมีความหมายแฝงมากกว่านี้ไหม


            “ทำไมผมต้องลองด้วยครับ”


            ความกดดันชวนอึดอัดแผ่กระจายอยู่รอบตัวคนทั้งสองจนไม่มีใครกล้าทัก หากพนักงานหน้าทางเข้าเขาวงกตจะไม่ทักเกรงว่าจะไม่ได้ เพราะนี่ก็เป็นงานเช่นกัน


            “ท่านต่อไป เชิญ---”


            “อ๊ะ!


            “เข้าไปสิครับ ลองเล่นอะไรเป็นเด็ก ๆ บ้างก็ได้”


            เยี่ยชิวเอี้ยวลำคอหันหน้าไปมองคนข้างหลัง คิดจะห้ามแต่ก็ห้ามไม่ทัน เขาถูกผลักให้เดินเข้าไปข้างในทั้งที่พนักงานยังพูดไม่จบ คุณชายผู้มารยาทดีแห่งสกุลเยี่ยสบถหัวเสียก็คราวนี้กับท่าทีเผด็จการของหวังเจี๋ยซี เขาเดินตรงไปข้างหน้าด้วยความงุ่นง่านไม่พอใจ และลืมตัวจนไม่มองทางเดินสักนิด ตรงไหนเลี้ยวได้ก็เลี้ยว...

 


            มู่ชิวใช้เวลาไม่นานก็ออกมานั่งรอตรงทางออกนอกเขาวงกต เขาทิ้งตัวนั่งตรงม้านั่งใต้ต้นไม้ซึ่งกำลังบังแดดและลมเย็นพัดผ่านกำลังพอเหมาะ อารมณ์หม่นหมองเมื่อเช้าจางหายไปบ้างบางส่วน ถึงแม้จะมีชื่อของใครสักคนติดค้างอยู่ในความทรงจำและความรู้สึก เขาก็เชื่อแล้วว่าสักวันจะต้องได้เจอกัน


            ...อย่างแน่นอน


            “อ้าว ออกมาเร็วจังนะคุณหวังเจี๋ยซี” มู่ชิวทักเมื่อเห็นมายากรแห่งเวยเฉ่าเดิมออกมาจากเขาวงกตอย่างรวดเร็ว นับเวลารวม ๆ กับที่เขาออกมา หวังเจี๋ยซีใช้เวลาเดินในเขาวงกตนั้นไม่ถึงสิบนาทีเลยด้วยซ้ำ “แล้วคุณพ่อล่ะ”


            “หืม เยี่ยชิวยังไม่ออกมาอีกเหรอ”


            “ฮะ” มู่ชิวขานรับ


            หวังเจี๋ยซีมองเด็กที่ไม่เหมือนเด็กข้างตัวด้วยสายตาซับซ้อน เวลาที่อยู่กับเยี่ยชิวเด็กคนนี้ก็ทำตัวสมกับเป็นเด็กอยู่หรอก แต่พออยู่กับเขาก็เผยธาตุแท้ออกมาอย่างชัดเจน


            “คุณสนใจคุณพ่อขนาดนั้นเลยเหรอ”


            “เพราะเขาน่าสนใจ”


            ตอบอย่างตรงไปตรงมาไม่มีปิดบัง เรียกสายตาประหลาดจากมู่ชิวออกมาอย่างเห็นได้ชัด


            ทั้งสองนั่งรอสลับกับคุยเล่นกันไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่เห็นเยี่ยชิวออกมาเสียที กระทั่งน้ำอัดลมใส่แก้วยังถูกดื่มจนหมดระหว่างนั่งรอ หวังเจี๋ยซีพลิกดูนาฬิกาข้อมือแล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วเพราะมันนานมากเกินไปแล้วกับเขาวงกตจำลอง


            “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่านะ” มู่ชิวเองก็เริ่มกระวนกระวาย


            “เดี๋ยวผมไปดูให้มู่ชิวรออยู่ตรงนี้ก่อน”


            เด็กชายกัดริมฝีปากตนเองอย่างลังเล เขาเงยหน้ามองหวังเจี๋ยซีซึ่งลุกขึ้นยืน รู้ดีว่าข้อเสนอนี้เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นี้ ต้องมีใครสักคนรออยู่ตรงหน้าทางออกแล้วให้อีกคนเข้าไปตามด้านในจะได้ไม่คลาดกัน เทียบกับผู้ใหญ่ก้าวเท้ายาว ๆ หวังเจี๋ยซีเหมาะกว่าตนมาก


            “เข้าใจแล้วครับ ผมขอ...เบอร์โทรของคุณด้วย” มู่ชิวค่อนข้างลังเลในท้ายประโยค เขาไม่มั่นใจว่านักกีฬาอาชีพนี้ควรให้เบอร์ส่วนตัวกับคนทั่วไปอย่างเขาไหม


            หวังเจี๋ยซีกดพิมพ์เบอร์ในโทรศัพท์ของมู่ชิวแล้วกดโทรออกโดยไม่อิดออด ก่อนวกกลับไปยังทางเข้าเขาวงกตซ้ำอีกครั้งด้วยความรวดเร็ว เพราะเริ่มตะวันคล้อย สถานที่นี้ถึงมีผู้คนบางเบาทำให้หวังเจี๋ยซีต่อคิวไม่นานก็ได้กลับเข้ามาในเขาวงกตอีกครั้ง เริ่มต้นมองซ้ายมองขวาว่าจะเริ่มหาเยี่ยชิวจากที่ตรงไหน ตัดสินใจเลือกเส้นทางแล้วออกเดินทันที


            หวังเจี๋ยซีค่อนข้างทำเวลาในการเดินในครั้งนี้ เขาเลือกความเป็นไปได้ที่จะเจอทางตันและต้องวกกลับไปมาเป็นหลัก ในเมื่อเส้นทางที่ถูกต้องจะนำไปสู่ทางออกถูกกาทิ้งอย่างรวดเร็ว ไม่แน่ใจว่าเดินเลี้ยวซ้ายขวากี่หน กวาดสายตาเห็นคนเดินสวนกันบ้างในเขาวงกต


            “เยี่ยชิว!


            หวังเจี๋ยซีหอบหายใจเมื่อเห็นเรือนร่างสูงโปร่งคุ้นตากับหมวกที่เหมือนตัวกระรอกเกาะอยู่บนศีรษะนั่นกำลังใช้นิ้วลากผ่านกำแพงต้นไม้ในเขาวงกตไปช้า ๆ


            เยี่ยชิวหันกลับไปมองตามเสียงเรียก แววตาของชายหนุ่มเผยประกายดีใจออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นหวังเจี๋ยซี กัปตันทีมเวยเฉ่าเร่งฝีเท้าจนเข้ามาประชิดตัว สายตาเป็นกังวลอย่างชัดเจนทำให้เขาต้องเอ่ยถามอย่างสงสัย “เกิดอะไรขึ้นครับ”


            “คุณรู้ตัวไหมว่าเดินวนอยู่ในนี้นานเท่าไหร่แล้ว รู้ไหมว่าผมกับมู่ชิวเป็นห่วงแค่ไหน”


            “เอ๊ะ!


            เยี่ยชิวก้มดูนาฬิกาแล้วเขาต้องเบิกตากว้างซะเอง นี่เขาเสียเวลาเดินวนอยู่ในทางเขาวงกตนี่ถึงชั่วโมงก็ยังหาทางออกไปเจอเลยเหรอ!


            “ละ แล้วมู่ชิวล่ะ” ละล่ำละลักถามหาลูกชาย


            หวังเจี๋ยซีถอยหายใจเฮือกใหญ่กับสีหน้าของเยี่ยชิว มายากรหนุ่มวางมือลงบนหมวกกระรอกโยกศีรษะเบา ๆ เหมือนอีกฝ่ายอายุน้อยกว่า มือซ้ายของเขาถือโทรศัพท์ซึ่งยังไม่วางสายกับมู่ชิว


            “ผมบอกให้เขารออยู่ข้างนอก เดินเข้ามาด้วยกันเดี๋ยวจะหลงไปทั่งคู่อีก”


            “ถ้างั้นก็ไปสิ” ด้วยความใจร้อนพูดจบแล้วเยี่ยชิวก็ออกเดินนำทันที ทว่าเขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกกระชากตัวกลับเกือบเซล้มลงหากคนลงมือประทุษร้ายไม่ประคองไว้ก่อน


            “ทำอะไรของคุณ!


            “ที่คุณรีบเดินไปแบบนั้นรู้ทางเหรอครับ”


            เยี่ยชิวเงียบกริบ ตั้งแต่เดินอารมณ์เสียเดินสุ่มมั่ว ๆ มาตลอดทางก็บอกชัดเจนว่าเขาหลงทางเต็มเปา ตอนนี้เขาตั้งต้นไม่ถูกอย่างที่หวังเจี๋ยซีว่านั้นแหละ ชายหนุ่มจำใจเดินตามไปเงียบ ๆ หลังถูกดุด้วยคำถามแสนสุภาพนั่น เขามองมือของตนเองซึ่งถูกกุมด้วยมือของหวังเจี๋ยซีด้วยความสับสน


            “ขอบคุณ”


            เยี่ยชิวเอ่ยแผ่วเบาโดยไม่ยอมมองหน้าหวังเจี๋ยซีเมื่อออกจากเขาวงกตมาได้ ใบหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูจาง ๆ ชายหนุ่มไม่รั้งรอให้อีกคนเห็นสีหน้านี้ชัดเจน ถ้าหากถูกจ้องมากกว่านี้เขาต้องทำตัวไม่ถูกแน่ ๆ ดังนั้นเยี่ยชิวจึงปรี่ตรงเข้าหามู่ชิวด้วยความเป็นห่วงทันที


            หวังเจี๋ยซีมองมองที่ตนเองปล่อยไป กัปตันหนุ่มมองมือตนเองซึ่งเคยกอบกุมมือเยี่ยชิวมาโดยตลอดอย่างนิ่งงัน เขาเอามือลงพร้อมถอนหายใจด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ


            นั่นสินะ...


            บนโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าความเหมาะสม เป็นการมองโลกในมุมมองต่างกัน คงเพราะเยี่ยชิวถูกเลี้ยงมาเพื่อเป็นผู้บริหาร จากสภาพของร้านซวงหมิงชิวที่ใหญ่โตปานนั้น หวังเจี๋ยซีพอจะเดาฐานะของคนตรงหน้าได้ราง ๆ ดังนั้นการจะคบใครสักคนไม่ว่าฐานะใดก็ตามต้องมีความเหมาะสมหรือผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง


            แต่ว่านะ...ความเหมาะสม


            มันเป็นยังไงกันแน่ แล้วใครเป็นคนตัดสิน

 

 



[1] ยึดตามปฏิทินในเรื่อง ฤดูกาลที่ 8 ตรงกับไปค.ศ.2022 (คิดจากปีเกิดพี่เยี่ยนะคะ)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น