[FanFiction เทพยุทธ์เซียน Glory l QZGS] In your eyes, in my heart

ตอนที่ 24 : ตัวอย่าง :: 秋~旅立ちの詩~ (ซิวส่าน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    16 ก.ค. 62


秋~旅立ちの詩~




               หากความรักเปรียบเสมือนฤดูกาล


               ข้ามผ่านช่วงเวลาที่โลกหมุนในคนสองคนโคจรมาพบกัน รู้จัก สานสัมพันธ์ จนกระทั่งก่อเกิดเป็นความรักโดยไม่ทันรู้ตัว เปรียบดั่งฤดูใบไม้ผลิมาเยือนในหัวใจทั้งสองดวงแล้วนั้น ความรักของพวกเราเริ่มต้นในฤดูร้อน วันเวลาที่ล่วงเลยผ่าน ตัวฉันก็คงไม่สามารถลืมเลือนฤดูกาลนี้ได้อย่างแน่นอน


               วันนั้นเราพบกันครั้งแรกท่ามกลางบรรยากาศร้อนระอุเดือดพล่านของการแข่งขันในเกมเซนเตอร์ ฉันถูกนาย K.O. แพ้จนหมดรูป


               ในวันที่ล้อมรอบด้วยสายลมและแสงแดดพร่างพราวจนแสบตา นายตอบรับคำเชิญชวนของพวกเราสองพี่น้องบนถนนหน้าร้านสะดวกซื้อ


               จนถึงวันที่พวกเราทั้งสามคนมีความสุขด้วยกันในห้องหับเล็ก ๆ เก็บคำชวนของเถาเซวียนเก็บมาคิดว่าจะเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตหรือเปล่า ถ้าหากเขาสร้างสโมสร


               ฤดูร้อน’ นั้นไม่ใช่ฤดูกาลที่ผ่านไปเฉย ๆ ถึงแม้ว่าช่วงเวลาแห่งรัชสมัยอันรุ่งโรจน์จะผ่านไปแล้วก็ตาม...แต่คงไม่สามารถลืมความรู้สึกตื่นเต้น ร้อนแรงแผดเผาจนแทบหลอมละลายนี้ได้เลย สุดท้ายแล้วคำพูดที่อยากบอกมากที่สุดในวันนั้นกลับไม่ได้พูด ชีวิตของฉันกลับร่วงโรยเหมือนฤดูกาลที่ใบไม้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสดของเลือดแดงฉาน


               ดุจดั่งฤดูที่ใบไม้ปลิดปลิวออกจากกิ่งก้าน ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน และกองสุมอยู่บริเวณโคนต้น


               เหลือทิ้งไว้เพียงหนึ่งใบไม้บอกสารทกาล




            ขอโทษนะ!”


            ขอโทษนะ!!”


            ฉันขอโทษ!!!”




               แต่ว่านายยังจดจำฤดูร้อนเมื่อตอนที่พวกเราอายุสิบห้าได้หรือเปล่า?


               ถ้าหากนายยังไม่ลืมแล้วละก็...ช่วยรอฉันก่อนนะ อย่าพึ่งรีบคบกันใคร ฉันจะบอกคำตอบของคำถามนั้นกับนายอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่ามันจะสายไปเกือบยี่สิบปีก็ตาม




1



               ดูเหมือนว่าเขายังติดอยู่ในฤดูร้อนเมื่อครั้งอายุสิบห้า


               แม้แต่ในความฝันภาพตรงหน้ายังกระจ่างชัดเจนทุกรายละเอียด


               ภายในห้องเช่าเล็ก ๆ ของพี่น้องสกุลซู เดินผ่านประตูห้องเข้ามา ขวามือคือห้องน้ำแคบ ๆ ซ้ายมือเป็นสัดส่วนห้องนั่งเล่นกึ่งห้องครัวไปในตัว ห้องหับสองห้องที่เหลือเป็นห้องนอนของพวกเขา เยี่ยซิวเห็นแล้วนึกถึงหอนักศึกษาต่างชาติที่เคยไปเยี่ยมเยือนห้องเพื่อนสมัยอยู่อเมริกา


               เยี่ยซิวผลักประตูห้องที่ตนเองใช้นอนกับซูมู่ชิวเข้าไป


               โต๊ะตัวยาวกับเก้าอี้หนึ่งตัว ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดและเป็นอุปกรณ์ทำมาหากินของมู่ชิววางอยู่บนนั้น เขาหันไปด้านตรงกันข้าม คนที่เขาตามหาแม้แต่ในความฝันกำลังนั่งขัดสมาธิเอนตัวพิงผนังอ่านหนังสือ


               ซูมู่ชิวเหลือบตามอง เลิกคิ้วขึ้นสูงเป็นเชิงถาม รอยยิ้มกว้างแฝงท่าทางหยอกเย้าตบที่ว่างข้างตัวดังปุ ๆ


               เยี่ยซิวไม่รังเกียจ ทิ้งตัวลงนอนใช้ขาอีกคนต่างหมอน


               ฉันให้มานั่ง ไม่ได้ให้นอน” ซูมู่ชิวกระเซ้าเย้าแหย่แบบไม่จริงจัง


               ไม่เห็นเป็นไรเลย” เยี่ยซิวตอบ เงยหน้าสบตากับอีกคนที่ก้มลงมา


               ซูมู่ชิวทำเสียงหึขึ้นจมูก “เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ”


               เปล่า”


               นายก็เป็นแบบนี้ไง” ว่าแล้วก็หัวเราะ ถามอย่างไม่จริงจัง “ไปสร้างเรื่องอะไรอีกแล้วล่ะ”


               เกอไม่ใช่นาย”


               เยี่ยซิวทักท้วง คนที่ขยันหาเรื่อง ไร้ขีดจำกัดมักเป็นอีกฝ่ายมากกว่าเขานะ ขนาดของของอี๋เยี่ยจือชิว หมอนี่ยังปล้นของได้อย่างไร้ยางอาย


               ว้า งั้นเสียใจด้วย เพราะฉันคงไปสร้างเรื่องให้ใครไม่ได้อีกแล้ว”


               คำพูดนั้นทำให้เยี่ยซิวชะงัก เขาเปลี่ยนท่าทาง นอนตะแคงข้าง ใบหน้าซุกช่วงเอวของซูมู่ชิว


               ปลายนิ้วสัมผัสลูบไล้เรือนผมสีเข้มคล้ายปลอบโยน


               ไม่เป็นไร ก็แค่เริ่มต้นใหม่เท่านั้นเอง”


               ...คำพูดติดปากของซูมู่ชิว


               คำพูดที่เยี่ยซิวเข้าใจดีว่าคนคนนี้ไม่อยากให้ตนเองเสียใจ


               นายนี่...ดื้อไม่เข้าเรื่อง”


               ซูมู่ชิวหัวเราะรับ รอยยิ้มยิ่งแย้มกว้างขึ้นกว่าเดิม เด็กหนุ่มเล่นผมของเยี่ยซิวพลางเอ่ยว่า “คิดถึงตอนนั้นเหมือนกันนะ”


               “...”


               เยี่ยซิวไม่ตอบ กลับกระชับอ้อมแขนกอดเอวซูมู่ชิวแน่นขึ้นเมื่อรู้สึกง่วงงุน ตระหนักว่าช่วงเวลาเสมือนความฝันอันเลื่อนลอยกำลังจบลง


               มู่ชิว” เจ้าของชื่อก้มลงมองคนที่เรียก “ฉันง่วงจังเลย”


               ง่วงก็นอนสิ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก”


               แต่ถ้าหลับก็จะไม่ได้เจอกับนาย”


               “...” ซูมู่ชิวเงียบไป นิ่งคิดสักเล็กน้อย “งั้นฉันให้จูบก่อนนอนดีไหม”


               เอาสิ!” ตอบกลับรวดเร็ว กลัวว่าอีกคนจะเปลี่ยนใจ


               เยี่ยซิวพยายามสะกดความเศร้าที่พุ่งขึ้นมาติดอยู่ในอกจนรู้สึกจุกไปหมดลง ขยับตัวเปลี่ยนท่าทางนอนหงายเพื่อให้สายตาจ้องมองดูใบหน้าของหมอนหนุนนอนมีชีวิต มีประกายยิ้มวูบหนึ่งก่อนเลือนหายไป เยี่ยซิวปรือตาลงอย่างเชื่องช้า


               มืออุ่นร้อนสัมผัสกับฝ่ามือเย็นเยียบของซูมู่ชิว ใบหน้าของเด็กหนุ่มโน้มลงไปใกล้ใบหน้าของมหาเทพแห่งกลอรี่ ก่อนจะค่อย ๆ บรรจงแนบสัมผัสลงไปแนบแน่นราวกับต้องการให้คนที่หลับตาอยู่ขณะนี้ได้ละเลียดรสชาติหวานล้ำ ถึงจะหวานหอมเท่าใดก็ยังแฝงรสขมปร่าไม่เสื่อมคลาย


               ทั้งคู่จุมพิตกันเนิ่นนานราวกับหยุดเวลาของทั้งโลกเอาไว้ ก่อนที่ซูมู่ชิวจะขยับผละออกมา เยี่ยซิวหลับตานิ่งสนิท รอยยิ้มมุมปากประดับอยู่บนใบหน้า น้ำเสียงเศร้าสร้อยเอ่ยแผ่วเบา


               ราตรีสวัสดิ์อาซิว”




               ตื่นได้แล้วเยี่ยซิว! จะนอนไปถึงเมื่อไหร่!!” เสียงแหวคุ้นเคยของเจ้าของสโมสรซิงซินปลุกอดีตมหาเทพแห่งกลอรี่ แต่คนที่นอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟากลับนิ่งเฉย ไม่แม้แต่จะปรือตาขึ้นมอง นอกเสียจากน้ำเสียงน้ำเสียงยานคางเป็นเชิงตอบรับสั้น ๆ


               อืม”


               เฉินกั่วอดไม่ได้ที่จะม้วนหนังสือพิมพ์อีสปอร์ตฟาดไหล่เบา ๆ เป็นเชิงปลุกอีกรอบ มุมปากของเยี่ยซิวกระตุกยิ้ม ทว่ายังคงหลับตาแกล้งตายเหมือนเดิม


               ลุกได้แล้วยะ วันนี้มีนัดกับเจ้าของไอดีอวี่อี้ชิงเฉินไม่ใช่หรือไง” น้ำเสียงของหญิงสาวแฝงความเอือมระอาไม่เสื่อมคลาย จะกี่ปีผ่านไป กัปตันทีมคนแรกของซิงซินก็ยังทำตัวแบบนี้


               เข้าใจแล้ว”


               ชายหนุ่มที่นอนเหยียดปรือตาขึ้นตามคำสั่ง ขาดความกระตือรือร้นโดยสิ้นเชิง ภายในห้องนั่งเล่นยังคงมืดสลัวแม้กระทั่งในเวลากลางวัน แต่เพราะลุกขึ้นมาพรวดพราดถึงได้ยินเสียงดังวิ้งอยู่ในหัว ยกมือขึ้นกุมขมับ เฉินกั่วเห็นสภาพแล้วหัวเราะรวน อยากบอกว่าสมน้ำหน้าด้วยซ้ำ


               แต่น่าเสียดายที่เฉินกั่วหัวเราะไม่ค่อยออก จะแซวเรื่องอายุเห็นทีคงเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะทำตัวเหมือนตาลุงแก่ ๆ คนหนึ่ง พอมองหน้าตาของคนคนนี้ หากไปบอกใครว่าอายุเฉียดสี่สิบแล้วก็คงไม่มีใครเชื่อสักเท่าไหร่ หญิงสาวอดจิ๊ปากด้วยความขัดใจไม่ได้ ไม่รู้ว่ากลับบ้านไปถูกบำรุงสารพัดสารเพอะไรมาบ้างถึงได้หน้าตาโกงอายุเหมือนพึ่งสามสิบต้น ๆ เท่านั้น


               เยี่ยซิวอ้าปากหาวหวอดเดินไปยังห้องรับรองแขกของสโมสร สะบัดศีรษะไล่ความมึนงง เมื่อเดินมาถึงเขาก็แอบส่ายหัวกับสมาชิกรุ่นบุกเบิกของซิงซินทั้งหลายแหล่ทำตัวเป็นจิ้งจกเกาะประตูแอบมองเข้าไปด้านใน แม้กระทั่งมู่เฉิงยังเข้ามาร่วมวง


               ทำอะไรกัน” เยี่ยซิวถาม


               ประโยคพูดไม่กี่คำพาแต่ละคนสะดุ้งโหยง มิวายยังกวักมือเรียกให้เข้ามามุงดูด้วยอีกคน อดีตมหาเทพอันดับหนึ่งแห่งกลอรี่ก็ไม่ขัดศรัทธา ช่วยเสริมสร้างความไม่แนบเนียนเพิ่มขึ้นไปอีก เฉินกั่วเดินตามทีหลังถึงขั้นอยากสบถ ทำบ้าอะไรกัน!!


               ความคิดคล้ายกับคำพูดของเยี่ยซิว แต่น้ำเสียงที่ใช้พูดจะแตกต่างกันลิบลับ อายุมากขึ้นไม่ได้ทำให้คนใจร้อนใจเย็นขึ้นสักเท่าไหร่ อาเจ้ใหญ่ของที่นี่จัดการไล่ตะเพิดให้ไปทำหน้าที่ของตนเอง เหลือเพียงเยี่ยซิวเท่านั้นที่ตามเฉินกั่วเข้าไปด้านใน


               ขอโทษที่ปล่อยให้รอนาน ฉันพาโค้ชของทีมมาแล้ว” เฉินกั่วลากเยี่ยซิวมานั่งโซฟา ตรงข้ามกับคนที่ทีมสนใจจนตกออกมาจากโลกออนไลน์เพื่อเข้าสู่ลีกอาชีพ


               คนตรงหน้าพวกเขาเป็นเด็กหนุ่มที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่กลับรูปร่างค่อนข้างสูงโปร่ง สวมเสื้อผ้าเรียบหรู ราคาไม่เบาอย่างแน่นอน สังเกตได้จากนาฬิกาบนข้อมือซ้ายนั่น เส้นผมสีเข้ม และนัยน์ตาคมกริบผิดแผกจากเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีรอยยิ้มกว้างเจิดจ้าอบอุ่น...ดั่งแสงอาทิตย์


               เค้าโครงหน้าที่ยิ่งมอง ยิ่งคล้ายกับใครบางคน


               พอเห็นเยี่ยซิวชะงักไปเล็กน้อย จนคิดว่าตาฝาดไป สายตาคมกริบคู่นั้นยิ่งเจือด้วยแววตาหยอกเย้ายินดี คล้ายกับกลั่นแกล้งระคนเอ็นดู และรอยยิ้มกว้างเจิดจ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังเหมือนไม่เคยได้รับความทุกข์ ทั้งที่ไม่ใช่ ยิ่งดูยิ่งราวกับรอยยิ้มหวานปานน้ำผึ้งอาบมีดโกน


               ดั่งภาพซ้อนทับกับใครอีกคนที่มีกลิ่นอายคล้ายกันแบบนี้


               คนตรงหน้าเขาคล้าย...


               เมื่อกะพริบตาอีกหน ภาพซ้อนทับก็สลายหายไปเหมือนหมอกควัน เหลือเพียง เด็กคนนั้น เจ้าของไอดีอวี่อี้ชิงเฉินหัวเราะในลำคอ เขาส่งเสียงหัวเราะชวนให้ร้อน ๆ หนาว ๆ ขึ้นมากะทันหัน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มใสซื่อ เอียงศีรษะไปด้านข้างนิดหน่อยชวนให้น่าเอ็นดู


               เหมือนมาก...


               เหมือนกับ...


               ผมซูมู่ชิว เจ้าของไอดีอวี่อี้ชิงเฉิน (สายฝนย้อมเถ้าธุลีให้ชื้นแฉะ)* ยินดีที่ได้รู้จักครับ”


               ...มู่ชิว


               เยี่ยซิวเก็บอาการตกใจได้อย่างมิดชิด เขาก้มลงมองชื่อบนเอกสารในมือ ชื่อเหมือนกัน แต่ว่าเขียนด้วยอักษรคนละตัว แววตาของชายหนุ่มไหววูบไปชั่วครู่ก่อนกลับมาแสดงท่าทางเกียจคร้านเหมือนเดิม แล้วเอ่ยแนะนำตัว “ผมเยี่ยซิว”


               ครับ ผมรู้จักคุณดี”


               และซูมู่ชิวแย้มรอยยิ้มลึกลับ


               หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของการทดสอบฝีมืออื่น ๆ เพิ่มเติม ตลอดจนสัมภาษณ์ทัศนคติ แน่นอนว่าข้อนี้สำคัญมากสำหรับซิงซิน เกิดคนใหม่ที่รับเข้ามาเข้ากับคนในทีมไม่ได้ จะรับไปเพื่ออะไร!?


               ครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น เอกสารชุดหนึ่งพร้อมปากกาวางลงตรงหน้า “เซ็นซะ”


               พูดให้มันดี ๆ หน่อยสิ” เฉินกั่วเอ็ด ใช่ว่าจะได้รับการใส่ใจ


               ซูมู่ชิวขยับยิ้มมุมปากเกือบหลุดหัวเราะ หยิบปากกาขึ้นมาเซ็นสัญญาว่าจ้างฉับไวหลังอ่านเอกสารจบ


               “ยินดีที่ได้ร่วมงานอย่างเป็นทางการ”



TALK ::

วีควรต้องบอกก่อนสินะคะว่าคู่นี้ ซิวส่าน ไม่ใช่ส่านซิว ความจริงวีอยากรวมลงในเล่มเดียวกันเลย แต่จากจำนวนหน้าค่อนข้างยาวมาก ตอนพิเศษอื่น ๆ ก็ยาวไม่แพ้กัน (ฮา) ถ้าหากลองเปลี่ยนมาใช้ฟอนต์ TH Sarabun ในการรวมเล่มแทนฟอนต์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแล้วจำนวนหน้าไม่เกิน...อาจจะเพิ่มรวมเข้าไปในเล่มเพิ่ม แต่ถ้าไม่ลงอาจจะต้องทำเล่มน้อยแทน เนื่องจากตอนนี้ยังไม่ว่างจัดหน้าใหม่ เพราะจัดหน้าครั้งหนึ่งต้องใช้เวลาว่างมากเพื่อไม่ให้หลุดคำตัดตก จึงไม่สามารถตอบได้จริง ๆ

และตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายสำหรับฟิคเรื่องนี้แล้ว ขอบคุณทุกคนที่ตามอ่านมาโดยตลอดนะคะ

Walan



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น