[FanFiction เทพยุทธ์เซียน Glory l QZGS] In your eyes, in my heart

ตอนที่ 17 : 16 :: Butterfly Effect

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 200
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    23 ม.ค. 62

16

Butterfly Effect




            หลังจากที่เรือแล่นจอดเข้าเทียบท่าเม็ดฝนค่อย ๆ พรั่งพรูลงมาจากท้องฟ้าทำให้ทิวทัศน์รอบตัวดูหม่นหมองลงไปเล็กน้อย หวังเจี๋ยซีกับเยี่ยชิวหันมามองหน้ากันแบบช่วยไม่ได้ พวกเขาต่างไม่พกร่มด้วยกันทั้งคู่ ยกกระเป๋าขึ้นเหนือศีรษะบังเม็ดฝนวิ่งตรงเข้าไปในร้านอาหารสักแห่งหนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากท่าเรือ


            ผลักประตูร้านเข้าไปก็เปลี่ยนบรรยากาศเย็นยะเยือกเป็นอบอุ่นทันควัน ทั้งคู่ต่างเดินขึ้นไปบนชั้นสองของร้าน บริเวณมุมร้านมีแสงไฟสีส้มสลัว ๆ หน้าต่างกรอบสี่เหลี่ยมเกาะด้วยหยาดน้ำฝน กลับมาจากล่องแม่น้ำหลีก็เป็นเวลาเที่ยงพอดี ภายในร้านก็เริ่มทยอยมีลูกค้าเข้ามาอย่างคับคั่ง คิดว่าโชคดีที่พวกเขามาเร็วกว่าคนอื่น ๆ ฉิวเฉียดไม่อย่างนั้นคงไม่ได้โต๊ะแน่นอน


            เยี่ยชิวสัมผัสได้ถึงสายตาของหวังเจี๋ยซีที่จรดจับจ้องมายังตนเองไม่ละสายตาไปไหน แม้ว่าเขาพยายามไม่สนใจเสมือนว่านอกหน้าต่างท่ามกลางสายฝนที่พรั่งพรูลงมานั้นมีอะไรน่าสนใจมากกว่าคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม ห่างไปไม่ถึงระยะเอื้อมมือ สุดท้ายก็เป็นเขาที่หันกลับมา เอียงศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงถามกลับว่ามีอะไรหรือเปล่า


            “จะสั่งอาหารเลยไหมครับ” หวังเจี๋ยซีชี้ไปยังเมนูอาหารซึ่งยังไม่ถูกเปิดตรงหน้าเยี่ยชิว


            แม้ว่าพ่อมดแห่งเวยเฉ่าจะถามเขาแบบนี้ แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่เปิดเมนูเช่นกัน เยี่ยชิวหัวเราะเบา ๆ พลิกเปิดเมนูไปเรื่อยเปื่อยแล้วพูดเปรยขึ้นมา “การนั่งมองผมไม่น่าช่วยเลือกอาหารได้นะครับ”


            หวังเจี๋ยซีไม่ตอบอะไร


            เยี่ยชิวถูกมองอยู่สักพักหนึ่ง ชายหนุ่มจึงเงยหน้าขึ้นมา พอได้สบตากันแล้วเขาก็นิ่งค้างอยู่แบบนั้นไม่ชั่วครู่ เยี่ยชิวเก็บอาการลงอย่างฉับไว และเขาเองก็ไม่หลบสายตาและส่งยิ้มอ่อนใจกลับไปแทน อยากมองก็เชิญมองให้พอเลย


            หวังเจี๋ยซีส่งรอยยิ้มเล็ก ๆ กลับมาเหมือนรู้ทันความคิดของเขา จากนั้นจึงก้มอ่านเมนูอาหารบ้าง จากนั้นก็สั่งเมนูง่าย ๆ สองสามอย่าง เยี่ยชิวก้มหน้าก้มตากดพิมพ์ข้อความสั่งงานลูกน้อง ส่วนหวังเจี๋ยซียกแขนขึ้นเท้าคางนั่งมองเฉย ๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไร รอให้เยี่ยชิวทำธุระของตนเองจนเสร็จ


            ผ่านไปครู่ใหญ่เยี่ยชิวถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อตอบอีเมลครบถ้วน เงยหน้าขึ้นมาสังเกตเห็นว่ามายากรแห่งเวยเฉ่ายังอยู่ในท่าเดิม แม้ว่าจะมีอาหารว่างยกมาเสิร์ฟแล้วหนึ่งจานก็ตาม


            “ที่จริงแล้วถ้าคุณหิวก็ทานก่อนเลย ไม่ต้องรอผมก็ได้นะ”


            เหลือบมองนาฬิกาข้อมือบอกเวลาเที่ยงครึ่งแล้ว


            “ไม่เป็นไร เพราะการนั่งมองคุณทำงานก็เพลินดีเหมือนกันนะ”


            “ฟังดูโรคจิตยังไงไม่รู้” เยี่ยชิวพึมพำ


            แต่เพราะระยะห่างของโต๊ะไม่กว้างนัก หวังเจี๋ยซีจึงได้ยินคำพูดนั้นเต็มสองรูหู อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน เห็นได้ชัดว่าเยี่ยชิวยอมสนิทสนมกับเขา ไม่อย่างนั้นคำพูดแบบนี้ไม่มีทางหลุดออกมาให้ได้ยิน ถึงแม้จะยังพูดจาสุภาพตามนิสัย เห็นท่าทางแบบนี้ของเยี่ยชิว อดนึกถึงวันที่บังเอิญเจอเขาเป็นครั้งแรกในร้านซวงหมิงชิวไม่ได้


            หวังเจี๋ยซีไม่เลือกประเด็นเรื่องงานเข้ากะทันหันของเยี่ยชิวมาเป็นประเด็นในการสนทนา ระหว่างมื้ออาหารพวกเขาต่างเปลี่ยนเรื่องคุยกันเรื่อย ๆ ตั้งแต่ลมฟ้าอากาศและทิวทัศน์ของหยางซั่ว กับแพลนท่องเที่ยววันพรุ่งนี้ที่ว่าจะย้อนกลับไปกุ้ยหลินกันไหม ส่วนแพลนเที่ยวในตอนบ่ายวันนี้ก็คงต้องรอฝนหยุดตกก่อนนั่นแหละ แต่ถ้าฝนยังคงตกอยู่แบบนี้พวกเขาคงต้องกลับโรงแรม


            ของหวานหลังมื้ออาหารมีให้เลือกไม่กี่อย่าง บางอย่างเขาก็ยังไม่เคยกินมาก่อน เยี่ยชิวไม่ลังเลที่จะเลือกมันด้วยซ้ำ การได้ลองกินขนมใหม่ ๆ ก็เป็นการหาไอเดียให้ร้านซวงหมิงชิวของเขาเหมือนกัน


            กว่าฝนจะหยุดตกก็อีกครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น เปิดประตูร้านออกไปสายลมพัดหอบเอากลิ่นดินกลิ่นหญ้าอันชุ่มชื้นหลังฝนตกมาด้วย หวังเจี๋ยซีกับเยี่ยชิวต่างยกเลิกแพลนไปเที่ยวในช่วงบ่ายตัดสินใจเดินกลับโรงแรม อย่างน้อยก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียหน่อยแม้ว่ามันจะแห้งไปบ้างแล้ว


            “คุณรู้ไหมตั้งแต่กลับมาอยู่ที่นี่ คุณกลายเป็นเพื่อนเพียงไม่กี่คนของผมเลยนะ”


            หวังเจี๋ยซีเลิกคิ้วสูงประหลาดใจที่จู่ ๆ เยี่ยชิวก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา หันไปมองคนข้างตัว เขาเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายก้มหน้าลงเล็กน้อย ดวงตาหุบลงเห็นแพขนตายาว และรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม ดวงตาของเยี่ยชิวมองตรงไปข้างหน้า ขณะที่เขายังคงพูดต่อเนื่อง “จริง ๆ แล้วผมพูดไม่ค่อยเก่ง หัวข้อสนทนาก็ไม่มีชีวิตส่วนมากก็หมดไปกันการทำงาน”


            เมื่อเยี่ยชิวเริ่มพูดมาจนถึงตรงนี้ หวังเจี๋ยซีชักไม่แน่ใจแล้วว่าเยี่ยชิวอยากพูดอะไรกันแน่ คำพูดพวกนี้มันดูอ้อมโลกไปไกล เหวี่ยงออกจากวงโคจรของกาแล็กซีเลยทีเดียว แน่นอนว่าหากเยี่ยชิวหันกลับมาจะต้องเห็นสีหน้าเหลอหลาของเขา


            “...คนที่ควรถามว่ารำคาญหรือเปล่า ควรเป็นผมมากกว่านะ”


            ใช่ว่าเยี่ยชิวจะไม่รู้ตัวว่าการพูดเรื่องแบบนี้ขึ้นมามีแต่จะทำให้หวังเจี๋ยซีสงสัย แต่เขาคิดว่าเขาควรพูดมันออกไป ก่อนที่จะไม่ได้พูด


            เพราะเนื้อแท้ของเยี่ยชิวเป็นคนเอาแต่ใจ อ่อนไหว และหวงของของตนเองยิ่งกว่าใครในโลก ดังนั้นเยี่ยชิวรู้ตัวดีทุกอย่างที่กระทำ


            เพราะหวังเจี๋ยซี สำคัญ สำหรับเขา


            เหตุผลมันก็มีเท่านี้ที่ทำให้เขาพูดออกมา...







            หลังจากกลับมาถึงที่พักหวังเจี๋ยซีก็บอกให้เยี่ยชิวไปอาบน้ำ ส่วนตนเองก็นั่งรออีกฝ่ายที่โซฟาหน้าทีวีแทน โซฟานุ่มยวบบ่งบอกว่าสปริงไม่ดีแล้ว เขาค่อย ๆ เพิ่มเสียงของทีวีให้ดังขึ้นกลบเสียงน้ำกระทบลงบนพื้นที่ดังมาจากในห้องน้ำ พยายามเลิกคิดถึงคนที่อยู่ในนั้นและตั้งใจดูทีวีตรงหน้า แต่เหมือนภาพและเสียงตรงหน้าก็ไม่ได้เข้าหัวเช่นกัน เขาถอนหายใจ


            ไม่นานนักเยี่ยชิวก็ออกมา ชายหนุ่มเช็ดผมชื้น ๆ ของตนเองขณะที่เดินมานั่งข้างหวังเจี๋ยซี


            “คุณไม่ไปอาบน้ำเหรอ”


            เยี่ยชิวนั่งอยู่ใกล้มากจนเขาได้กลิ่นยาสระผมและสบู่ของทางโรงแรมจากตัวของอีกฝ่ายลอยมาแตะจมูก ทั้งที่เมื่อเช้าก็ใช้ของแบบเดียวกัน ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกว่ามันไม่หอมเท่าตอนนี้เลยสักนิดเดียว อาจเป็นจมูกของเขาที่เพี้ยนไป


            “อ้อ ไปสิ” หวังเจี๋ยซีตอบ


            ระหว่างที่หวังเจี๋ยซีกำลังอาบน้ำอยู่ ฟ้าด้านนอกซึ่งมองผ่านหน้าต่างก็มืดครึ้ม เมฆฝนเริ่มตั้งเค้าอีกครั้ง เยี่ยชิวถอนหายใจออกมา ไม่รู้ว่าการที่เขามาเที่ยวนี่พาฝนมาเป็นเพื่อนด้วยหรือเปล่า แผนการออกไปเดินเล่นถนนตะวันตกในตอนเย็นถึงต้องถูกยกเลิกแบบนี้


            เมฆที่ตั้งเค้าเปลี่ยนเป็นเม็ดฝน เสียงฝนสาดกระทบพื้นด้านนอกดังแทรกเสียงข่าวจากในทีวี ชายหนุ่มเดินไปเปิดม่านยืนมองวิวนิ่ง ๆ เท่าที่สังเกตดูคงไม่หยุดตกในเร็ว ๆ นี้ ลมด้านนอกพัดแรงเสียจนหลายคนที่กำลังเดินอยู่บนถนนวิ่งหลบเข้าร่มกำบังฝนกันจ้าละหวั่น


            เยี่ยชิวเผลอยกมือขึ้นกอดตัวเอง


            เขาไม่ค่อยชอบบรรยากาศแบบนี้นัก เพราะวันที่เจ้าพี่บ้าหนีออกจากบ้าน ฝนก็ตกแบบนี้ แต่เยี่ยชิวก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมตัวเองถึงไม่ปิดม่านลงและกลับไปนั่งที่เดิม บางที...ก็แค่บางทีน่ะนะ...เสี้ยวหนึ่งในใจของเขาคงหวังว่าจะเห็นเจ้าคนงี่เง่านั่นวิ่งกลับเข้ามาในบ้าน ไม่ใช่หนีไปไม่เหลียวหลังแบบนั้น


            “หนาวเหรอครับ” เสียงของหวังเจี๋ยซีทำให้เยี่ยชิวหลุดออกจากภวังค์ เขาส่งยิ้มแล้วส่ายหน้าให้


            กิจกรรมที่ตั้งใจไว้ถูกยกเลิกแล้วก็ตัดสินใจหากิจกรรมฆ่าเวลายามบ่ายทำ ทั้งคู่ต่างนั่งดูหนังด้วยกัน และตัดสินใจว่าจะสั่งรูมเซอร์วิสในมื้อเย็นแทน ท่ามกลางความเงียบระหว่างทั้งสองมีเพียงเสียงจากหน้าจอทีวี หวังเจี๋ยซีขยับตัวเล็กน้อยเยี่ยชิวก็ยังไม่รู้สึกตัว ชายหนุ่มเอื้อมมือเปิดกระเป๋าเป้หยิบกล้องโพลารอยด์ออกมาจากกระเป๋า


            “อ๊ะ!” คนถูกถ่ายแบบไม่รู้ตัวร้องทันทีเมื่อโดนแสงแฟลชสาด ใบหน้าที่หันกลับมามองกะพริบตาปริบ ๆ “คุณ?”


            รูปโพลารอยด์กำลังปรากฏโครงร่างขึ้นมา เยี่ยชิวทำท่าจะแย่งมันจากมือของหวังเจี๋ยซี ใบหน้าของคุณชายรองงอง้ำพูดอุบอิบ “ผมไม่ชอบถ่ายรูป”


            “ดูดีออกนะครับ ดูสิ”


            รูปโพลารอยด์ที่ปรากฏขึ้นมาเป็นภาพใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มในชุดสบาย ๆ เอนหลังพิงพนักโซฟานั่งกอดหมอนอิง สายตาจับจ้องไปยังหน้าจอทีวีนั้นเป็นประกายระยิบระยับมีอารมณ์ร่วมไปกับหนัง


            เยี่ยชิวเห็นภาพใบนั้น ใบหน้าพลันขึ้นสี เอ่ยตะกุกตะกัก “ผมขอมันได้ไหม”


            แต่หวังเจี๋ยซีส่ายหน้าชูขึ้นสุดแขนหลบเยี่ยชิวเป็นพลันพัว


            เพราะเบี่ยงตัวหลบไปมาบนโซฟาตัวแคบ เยี่ยชิวจึงเสียหลักล้มถลาเข้าใส่ตัวหวังเจี๋ยซี กัปตันทีมเวยเฉ่าส่งเสียงครางด้วยความจุกจากศอกกระแทกถูกลิ้นปี่เข้าเต็มรัก รูปโพลารอยด์ที่คีบอยู่ปลายนิ้วร่วงหลุดมือหล่นลงพื้นและในเวลานี้ก็ไม่มีใครสนใจมันอีกต่อไป


            เยี่ยชิวละล่ำละลักพูด ดันตัวขึ้นอย่างทุลักทุเล “ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ”


            และชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นมาในจังหวะเดียวกับที่หวังเจี๋ยซีก้มหน้าลงมา คิดว่าฉากในหนังโรแมนติกสบตากันปิ๊ง ๆ งั้นเหรอ คำตอบคือไม่ใช่ ศีรษะของเยี่ยชิวกระแทกกับคางหวังเจี๋ยซีดังโป๊ก เจ็บกันไปอีกคนละครั้ง เยี่ยชิวยิ่งหน้าซีดเผือด ครั้งนี้ระมัดระวังตัวกว่าเดิมในการขยับตัวถอยห่าง


            เขาเอื้อมมือออกมาแตะช่วงคางของหวังเจี๋ยซี ช้อนสายตาขึ้นมอง “เจ็บมากไหม”


            “ไม่เป็นไร ซี๊ด...” ปากบอกว่าไม่เป็นไรแต่เผลอร้องซี๊ดออกมาเมื่อขยับปากพูด


            สัมผัสใกล้ชิดโดยไม่ทันตั้งตัว ดวงตาสองคู่มองสบกันด้วยความชิดใกล้ หวังเจี๋ยซียกมือตนเองวางทาบทับบนหลังมือของเยี่ยชิว ชายหนุ่มเพิ่งสนใจท่าทางปัจจุบันของพวกเขา อุบัติเหตุเมื่อครู่ทำให้เสื้อผ้าเยี่ยชิวยับย่น คอเสื้อขยับเคลื่อนเผยให้เห็นช่วงไหล่ลาดลงมา และมืออีกข้างหนึ่งวางพาดอยู่ตรงช่วงเอวคอยประคอง


            “เยี่ยชิว”


            “...”


            เยี่ยชิวพูดอะไรไม่ออก ทั้งท่าทาง สายตาและน้ำเสียง ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ทำให้เขาทำอะไรไม่ถูกเลยสักอย่าง หัวสมองว่างเปล่าขาวโพลนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลืมแม้กระทั่งจะขยับตัวลุกนั่งดี ๆ


            “คุณรู้ใช่ไหมว่าผม...ชอบคุณนะ” คำพูดของหวังเจี๋ยซีหนักแน่นมั่นคง อีกฝ่ายเผลอบีบมือที่กำลังกุมมือของเขาอยู่ “คุณรังเกียจไหมที่ได้ยินแบบนี้”


            เยี่ยชิวอยากตอบออกไปตามตรงว่าไม่...เขาไม่ได้รังเกียจคำสารภาพนั้นเลยแม้แต่น้อย อยากตอบรับออกไปด้วยซ้ำ แต่ว่ามันสายเกินไปแล้ว


            ดวงตาของคุณชายรองสกุลเยี่ยฉากแววสับสนชัดเจน แต่ในใจของเขายังระลึกได้เสมอว่าเขายังมีหลี่ลุ่ยเซียงเป็นคู่หมั้นอยู่


            แล้วอีกอย่าง...




            ...เพราะเป็นลูกชายคนโต


          ครับ สักวันหนึ่งผมก็ต้องกลับบ้านอยู่ดี เขาก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ




            บทสนทนาในวันนั้นดังก้องในหัวของเยี่ยชิว ตะโกนบอกว่าให้ตัดใจซะ เขาเลือกแล้วที่จะร่วมมือกับหลี่ลุ่ยเซียง ทว่าอีกเสียงหนึ่งในหัวกลับสวนกลับมาว่าเขาควรยอมรับความรู้สึกของตัวเอง


            นับตั้งแต่ถูกทิ้งให้เผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างเพียงลำพังในบ้านสกุลเยี่ย กดดันให้เยี่ยชิวกลายเป็นคนที่มีเป้าหมายและพยายามอย่างหนักเพื่อให้สำเร็จลุล่วง ที่ผ่านมาชีวิตของเขามีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวมาโดยตลอด นั่นคือการหนีออกจากบ้าน และไม่หวังให้ตนเองหวนกลับมาที่นั่นอีกเป็นครั้งที่สอง แปดปีที่ผ่านมาเขาพยายามอย่างหนัก คิดคำนวณวางแผนทุกอย่างอย่างรอบคอบจนใกล้จะสำเร็จ การยื่นมือเข้ามาของหลี่ลุ่ยเซียงก็ไม่ต่างจากหมากตัวหนึ่งที่ช่วยอุดช่องโหว่ของแผนการ เนื่องจากพวกเราต่างตกลงด้วยผลประโยชน์ที่เห็นพ้องต้องกัน


            นอกจากนี้ความรักของเพศเดียวกันนั้นเป็นเรื่องยากที่จะมีใครมายอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะของเยี่ยชิวด้วยแล้ว ความรักของคนสองคนเพียงอย่างมันเป็นไปไม่ได้ ชีวิตจริงไม่ใช่บทละครที่อาศัยคำพูดสวยหรูแล้วจะเป็นไปตามปรารถนาทุกประการ


            ใช่ว่าเยี่ยชิวจะไม่อยากยอมรับว่าตนเองตกหลุมรักหวังเจี๋ยซี


            มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่เขาไม่รู้ ทว่าทุกครั้งที่มองดวงตาไม่เท่ากันคู่นั้นซึ่งมองตรงมายังเขาอย่างแน่วแน่ มองมาที่เขาไม่ใช่ภาพเงาของเยี่ยซิวที่อีกฝ่ายรู้จัก ทุก ๆ ครั้ง ทุกการกระทำที่ผ่านมาทำให้เขามั่นใจกับตัวเองว่าตกหลุมรักหวังเจี๋ยซียิ่งกว่าใคร


            วินาทีนั้นอารมณ์ชั่ววูบที่ประดังประเดเข้ามาทำให้เยี่ยชิวอยากพาลจนพังทุกอย่าง ล้มเลิกสิ่งที่ตั้งใจจะทำแล้วเอาแต่ใจตนเองเหมือนสมัยเด็ก ๆ แต่เสียดายที่เยี่ยชิวเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่เหนือเหตุผลมากกว่าอารมณ์ มันเป็นอย่างนี้เสมอ...และจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป


            เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหนึ่ง สถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนนี้ทำให้เยี่ยชิวทำอะไรไม่ถูก เขาเบือนหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างด้วยความขลาดเขลา กลัวว่าตนเองจะใจแข็งไม่พอทำตามใจชอบ เยี่ยชิวค่อย ๆ พูดเสียงเบา


            “ผมคง...ชอบคุณไม่ได้หรอก”


            เขาตัดสินใจแล้ว


            เยี่ยชิวพยายามดึงมือของตนออกมาจากการกอบกุม ทว่าหวังเจี๋ยซีกลับยิ่งจับเอาไว้แน่นกว่าเดิม ราวกับกำลังพยายามยื้อเอาไว้สุดความสามารถ


            ความรู้สึกของหวังเจี๋ยซีที่มีต่อเยี่ยชิวนั้นชัดเจน ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ทุกพื้นที่ในใจถูกยึดครองด้วยชื่อนี้ มันสลักลึกลงจนสุดขั้วหัวใจ ทุกส่วนของความทรงจำ ทุกความรู้สึกล้วนกรีดร้องออกมาเป็นชื่อของคนคนนี้


            หวังเจี๋ยซีไม่ได้โง่ขนาดมองความรู้สึกของเยี่ยชิวไม่ออก เขาเข้าใจดีในสิ่งที่เยี่ยชิวต้องแบกรับ เข้าใจแต่เขาก็ไม่อยากปล่อยให้เยี่ยชิวหลุดมือของเขาไป


            เขาไม่อยากปล่อยให้อีกฝ่ายต้องไปเป็นของใครทั้งนั้น นอกจากตัวเขาเอง


            มันคงเป็นความดื้อรั้นของมายากรแห่งเวยเฉ่า ดวงตาของชายหนุ่มยังคงจับจ้องใบหน้าด้านข้างของเยี่ยชิว แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมหันกลับมามองสักนิด “ผมอยากให้คุณช่วยรับผมไปพิจารณาในฐานะของคน ๆ หนึ่งที่ชอบคุณ”


            “ผม...”


            เยี่ยชิวพูดอะไรไม่ออก เขาไม่กล้าแม้แต่จะบอกว่าเขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว สถานการณ์แบบนี้มันใหม่สำหรับเขา มันน่าอึดอัดจนรับมือได้ยากเหลือเกิน


            เขาเคยคิดว่าถ้าหากเขารู้ตัวเร็วกว่านี้ ถ้าหากเขาไม่ได้ร่วมมือกับหลี่ลุ่ยเซียงเสียก่อน ถ้าหากแผนการทุกอย่างยังไม่เริ่มต้น ถ้าหากเขาไม่ปั่นหุ้นของไห่เฉินกรุ๊ปจนปั่นป่วน ถ้าหาก...


            ต่อให้มีถ้าหากอีกสักกี่ครั้งมันก็สายเกินไปที่จะหยุดแล้ว




            ยังไงฉันก็มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานอยู่แล้ว เรามาร่วมมือกันไหมคะในเมื่อแผนการของทั้งคุณทั้งฉันก็คล้ายกันซะขนาดนี้


          นั่นไม่ใช่การทำธุรกิจที่ดีเลยนะครับ เยี่ยชิวตอบกลับคำพูดเชิญชวนของหลี่ลุ่ยเซียง


          ทว่าหญิงสาวกลับหัวเราะเล็กน้อยราวกับเดาได้อยู่แล้วว่าต้องได้รับคำพูดนี้กลับมาจากคุณชายรองสกุลเยี่ย


          มันขึ้นอยู่กับว่าจุดประสงค์ของการทำธุรกิจคืออะไร คุณหนูขี้โรคสกุลหลี่เอ่ยอย่างไม่ยี่หระ




            “มันอาจจะเร็วไปสำหรับคุณ ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากให้เราได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้” หวังเจี๋ยซีไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ความรู้สึกทุกอย่างของเขานั้นสื่อไปถึงอีกฝ่ายหรือเปล่า “แต่ผมไม่อยากเป็นแค่คนรู้จักของคุณอีกแล้ว”


            “ผมไม่---”


            “คุณยังไม่ต้องให้คำตอบผมตอนนี้ก็ได้” หวังเจี๋ยซีเอ่ย เขาสังเกตเห็นว่าเยี่ยชิวกำลังกัดปากตัวเอง อีกทั้งเสียงที่เอ่ยเมื่อครู่นั้นสั่นเล็กน้อย ชายหนุ่มใช้มืออีกข้างบังคับให้เยี่ยชิวหันกลับมามองตนเอง ไม่มีแรงฝืนต่อต้านภายในท่าทีนั้น เขาเห็นแววตาสั่นระริกของเยี่ยชิว บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเจ้าตัวกำลังสับสนแค่ไหน


            แบบนี้หมายความว่าเขาเองก็ยังพอมีหวังอยู่ใช่ไหม?


            แต่เยี่ยชิวกลับเอ่ยเสียงสั่นขึ้นมาก่อน “แล้วถ้าผมไม่เลือกคุณล่ะ”


            หวังเจี๋ยซีชะงักกับคำพูดคล้ายกับดับความหวังตน กัปตันทีมเวยเฉ่ายังคงยิ้มให้เยี่ยชิวอย่างสุภาพเช่นเคย ชายหนุ่มมองท่าทางคล้ายกับจะร้องไห้อยู่ในที ตัดสินใจดึงเยี่ยชิวเข้ามาในอ้อมกอดให้ปลายคางของอีกคนเกยอยู่บนบ่า


            “ผมก็คงชอบคุณต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะตัดใจได้ล่ะมั้ง”


            “...ฟังดูไม่แย่เท่าไหร่”


            “ผมว่ามันคงแย่มาก ๆ เลยต่างหาก เพราะผมคงไม่มีวันตัดใจจากคุณได้”


            หวังเจี๋ยซีสัมผัสได้ว่าคนในอ้อมแขนของตนเองชะงักไปพักใหญ่ แล้วดันตัวเองออก ใช้เวลาควานหาเสียงของตนอยู่สักพัก


            “เป็นไปไม่ได้หรอก” รอยยิ้มเศร้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคุณชายรองสกุลเยี่ย ต่อให้ประโยคที่กำลังจะพูดออกไปนั้นเสียดแทงใจแค่ไหนเขาก็ต้องพูด “สักวันคุณก็จะตัดใจได้”


            “คุณพูดเหมือนคุณจะไม่เลือกผมเลย ผมคงต้องทำใจแล้วใช่ไหม”


            “ผมขอโทษ”


            เยี่ยชิวรู้ดีว่าตนเองพูดอะไรออกไป


            เขาไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตาของหวังเจี๋ยซี กลัวว่าทุกอย่างที่เพียรพยายามมาโดยตลอดจะพังทลาย หัวใจคล้ายกับถูกบีบจนแทบหายใจไม่ออกยามที่ต้องเอ่ยคำพูดนั้นออกไปอย่างยากลำบาก ขอบตาของเขาร้อนผ่าว และเยี่ยชิวได้แต่บังคับตัวเองว่าอย่าร้องไห้ออกมา ห้ามร้องไห้ให้อีกฝ่ายเห็นเด็ดขาด


            “ไม่เป็นไร ผมยอมรับการตัดสินใจของคุณ” หวังเจี๋ยซีเอ่ยออกมาอย่างยากลำบากไม่แพ้กัน “แต่ผมไม่คิดที่จะตัดใจจากคุณหรอกนะครับ”


            “ผมขอโทษ”


            ปลายเสียงของเขาสั่นเครือ เยี่ยชิวไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าหยดน้ำสีใสจะค่อย ๆ ร่วงลงบนตักของเขาทีละหยด ทั้งที่เขาเป็นคนตัดสินใจให้อย่างเป็นแบบนี้เอง เขาเป็นคนลงมือกรีดหัวใจตนเองจนไม่เหลือชิ้นดีเอง


            ทั้ง ๆ ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ร้องไห้


            หวังเจี๋ยซีคว้าร่างของอีกคนเข้าไปกอด พลางใช้มือลูบศีรษะปลอบโยน เขาเอ่ยกระซิบริมใบหู “ไม่เป็นไร ไม่ต้องร้อง”


            “ผมขอโทษ ผมขอโทษที่เลือกคุณไม่ได้”


            ถ้อยคำขอโทษปะปนไปกับเสียงสะอื้นเบา ๆ ดังซ้ำไปซ้ำมา ชายหนุ่มทำได้เพียงแค่กอดปลอบแล้วบอกอีกฝ่ายว่าเขาไม่เป็นไรจริง ๆ


            หวังเจี๋ยซีเริ่มนึกย้อนกลับไปว่าตนเองทำพลาดไปตอนไหน แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ในเวลานี้เยี่ยชิวได้หลุดจากมือของเขาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว




            ในคืนนั้นหวังเจี๋ยซีคว้าร่างของเยี่ยชิวเข้ามากอดไว้เมื่อเห็นว่าคนที่เอาแต่นั่งร้องไห้จนตัวโยนหลับไปแล้ว


            และเช้าวันถัดมาหวังเจี๋ยซีก็ลุกขึ้นจากเตียงก่อนที่อีกฝ่ายจะตื่น


            เยี่ยชิวในยามหลับนั้นยังดูน่าทะนุถนอมเหมือนทุกครั้ง หวังเจี๋ยซีเอื้อมมือไปแตะใบหน้าของอีกฝ่าย ดวงตาคู่นั้นบวมเล็กน้อยจากการร้องไห้เมื่อคืน รอยยิ้มขื่นขมวาดประดับอยู่บนเรียวปาก


            “เยี่ยชิว...ผมรักคุณ”


            หวังเจี๋ยซีกระซิบแล้วค่อย ๆ กดจูบลงบนริมฝีปากของอีกฝ่ายแผ่วเบา


            “ผมรักคุณ”


            เขาพูดซ้ำอีกครั้ง พลางใช้สายตาเก็บรายละเอียดบนใบหน้ายามหลับของอีกฝ่ายเอาไว้ นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้อยู่ใกล้ชิดกับเยี่ยชิวมากขนาดนี้


            ชายหนุ่มลุกจากเตียงและจัดผ้าห่มให้เยี่ยชิว ก่อนเดินออกจากห้องพัก


            เยี่ยชิวลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงปิดประตู เขายกมือขึ้นแตะริมฝีปากของตัวเองเบา ๆ สัมผัสอุ่นร้อนเมื่อครู่ยังคงหลงเหลืออยู่ตรงนี้


            หวังเจี๋ยซีไปแล้ว


            และได้พาเอาหัวใจอันเหวอะหวะของเขาติดมือออกไปด้วยโดยที่เจ้าตัวไม่มีวันรู้


            น้ำตาของเขารินไหลออกมาอีกครั้งในยามที่พร่ำบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว แต่ว่าเขาก็ยังเจ็บปวด เจ็บจนแทบจะเป็นบ้า


_____________

TALK ::

หาข้อมูลหยางซั่วเยอะแยะสุดท้ายก็แทบไม่ได้เขียนถึง (หัวเราะ) แต่ข้อมูลการเที่ยวหรือแวะร้านอาหารนี้ประยุกต์จากประสบการณ์จริงตอนนั่งเรือล่องทะเลสาบโทวาดะช่วงที่อยู่อาโอโมริ ส่วนตัวเป็นคนดวงท่องเที่ยวทำพิษมาก ไปเที่ยวไหนมักไปพร้อมฝน (ฮา) ส่วนครึ่งหลังนี้คือเขียนทิ้งไว้นานมากตั้งแต่เขียนตอนแรก ๆ เลย พูดตรง ๆ คือที่เขียนมาทั้งหมดเพื่ออยากเขียนช่วงท้ายของเรื่องนี่แหละค่ะ

ขอบคุณที่อ่านจนถึงตรงนี้นะคะ

Walan

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #30 Nakks199817 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 มกราคม 2562 / 13:58

    น้องน่าสงสาร
    #30
    0
  2. วันที่ 27 มกราคม 2562 / 17:36
    แง สงสารทั้งคู่เลย
    #26
    0
  3. #22 #MoOnLiGht_FaLl (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 22:18

    สงสารน้อง
    #22
    0