ราชันเงาแห่งอเคเซีย

ตอนที่ 77 : พลังมานาที่ปั่นป่วน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    15 ต.ค. 59

บทที่ 2 : พลังมานาที่ปั่นป่วน




    ฤดูใบไม้ร่วงผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน เด็กสาวยังไม่เห็นเงาของอาจารย์เธอเลย มีเพียงอาวุธและสุราเท่านั้น ที่จะถูกนำมาวางไว้ที่หน้าห้องของเขา เธอไม่ทราบถึงวิธีการของอาจารย์เธอ ว่าทำอย่างไงถึงเอาของมาวางได้ โดยที่เธอไม่อาจจะทราบถึงมันได้


    เธอยังคงฝึกฝนการควบคุมมานาในร่างกายของเธอ และเดินทางเที่ยวเล่นภายในภูเขามานาแกล ทั่วทั้งชั้นที่สองและสามอยู่เรื่อยๆ เธอพบกับสถานที่ที่แปลกประหลาดมากมาย ทั้งพื้นที่ที่เต็มไปด้วยบึงโคลน ที่ที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปทั่ว ดินแดนที่เต็มไปด้วยหุบเหวก็มี รวมทั้งสถานที่ที่เป็นศูนย์รวมของสัตว์เวท


    การเดินทางของเธอจะใช้เวลาในช่วงสายของทุกวัน เธอค่อยๆสำรวจไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับพลังมานาที่เพิ่มขึ้น ยิ่งเธอควบคุมมันได้ดีเท่าไร เธอก็ยิ่งใช้พลังมานาได้ดียิ่งขึ้น ทำให้การเดินทางใช้เวลาน้อยลงเป็นอย่างมาก และสามารถคงสภาพมนุษย์ได้นานยิ่งขึ้น


    "วันนี้ข้าไปที่ทุ่งราบเพลิงดีไหมนะ อยากจะได้เนื้อหมู่ป่าเปลวเพลิงมากินจัง" เด็กสาวที่กำลังใส่ชุดเกราะอยู่พูดออกมาเบาๆ ก่อนจะออกจากบ้านริมภูเขาไป


    บรรยากาศรอบๆภูเขาสีสนิท มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ท้องฟ้าด้านบนเริ่มมีเมฆมารวมกันมากมาย บริเวณพื้นดินปรากฏหมอกสีแดงขึ้น มันมีความหนาเกือบจะทำให้ทุกอย่างดูเลือนลาง ต้มไม้ดูแห้งเหี่ยวใบไม้ล่วงลงมาเกือบหมดต้น ผิวดินที่มีสีสนิมเหล็กที่กลายเป็นสีดำในบางส่วนของพื้นป่า ตามแอ่งดินกลายเป็นบ่อน้ำสีดำสนิม


    คลื่นพลังมานาที่เบาบางแผ่กระจายออกมาจากหินก้อนหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ที่กลางภูเขาลูกนี้ คลื่นพลังที่แผ่ออกมานี้ ทำให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างหลบลี้หนีหายไปกันหมด ทำให้สภาพป่าในตอนนี้มันเงียบสงบและวังเวงเป็นอย่างยิ่ง


    การกระจายของคลื่นพลังนี้ ทำให้สภาพแวดล้อมของภูเขาแห่งนี้ยิ่งย้ำแย่ลงไปอีก หมอกลงหนาขึ้นกว่าเดิม ท้องฟ้ากลายเป็นสีแดง แทนที่จะเป็นสีขาวตามปรกติ ในเมฆปรากฏแสงสีแดงสว่างจ้าเป็นพักๆ มันคือสายฟ้าสีแดงนั้นเองที่กำลังม้วนตัวอยู่ในเมฆนั้นเอง


    ไม่ใช่เพียงแค่สัตว์ทั่วไปเท่านั้น ที่สามารถสัมผัสได้ถึงคลื่นมานาอันนี้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เวทหรือแม้แต่ชายหนุ่ม ที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ภายในถ้ำ ก็สามารถรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น มันทำให้เขาต้องตื่นขึ้นมา จากห้วงสมาธิอันลึกล้ำของตนก่อนเวลา


    ชายหนุ่มจ้องมองไปยังคลื่นที่กระจายตัวเป็นวง ที่กำลังเคลื่อนผ่านถ้ำของเขาไป บ่อโลหะเวทมนตร์ที่อยู่ตรงมุมหนึ่งของถ้ำ เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง มันกลายเป็นรูปร่างทรงกลมสีแดง ลอยอยู่บนอากาศ ก่อนที่มันจะเปลี่ยนรูปร่างไป กลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลายหลายชนิด ทั้งที่ชายหนุ่มรู้จังและไม่รู้จัก


    อาวุธเวทย์และอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ตั้งอยู่โดยรอบ ต่างก็ทำงานขึ้นมาเอง โดยไม่ได้ถูกถ่ายทอดพลังมานาลงไป แต่มันกลับรับพลังมานาจากคลื่นนั้นลงไปเสียเอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อุปกรณ์เวทย์ทั้งหลายนั้น ไม่อาจจะทำสิ่งใดได้หากมิได้รับพลังมานา ที่แฝงไปด้วยเจตจำนงของผู้ถ่ายทอดมานาลงไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ กลับฉีกกฏพื้นฐานอันนี้ไปเสียแล้ว


    เปลวไฟและแท่งน้ำแข็งเกิดขึ้นในหลายๆที่ภายในถ้ำ แต่ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นตรงที่มีชั้นวางอาวุธเวทย์อยู่ นอกจากเปลวไฟและแท่งน้ำแข็งแล้ว ยังมีหนามหินที่แท่งทะลุจากดาบและลูกธนู แผ่กระจายเป็นวงกว้างอีกหลายสิบวง รากไม้ที่จู่ๆก็โผล่ขึ้นมาพันทุกสิ่งเอาไว้ หรือว่าจะเป็นลูกบอลสีดำที่ค่อยกัดกินผลจากเวทมนตร์ที่แสดงออกมาจากอาวุธก็มี


    ทำให้สภาพห้องโถงของถ้ำนี้ เกิดความวุ่นวายเป็นอย่างมาก นั้นทำให้ชายหนุ่มเจ้าของถ้ำนี้ขมวดคิ้ว ก่อนที่จะส่งพลังไร้สภาพที่ไม่อาจมองเห็นได้ออกไป มันทำการตัดการเชื่อมต่อของพลังมานา แล้วนำวัตถุเวทย์เหล่ากลับเข้าสู้มือของชายหนุ่ม ทุกสิ่งที่ลอยเข้ามาต่างถูกเก็บลงแหวนมิติไปทั้งหมด


    ด้วยปริมาณที่มากมายของอุปกรณ์เวทย์ ทำให้ชายหนุ่มใช้แหวนที่ถูกรวมเป็นกำไลสีดำสนิทจนหมด เจ้ากำไลนี้ถูกสร้างโดยจอมเวทย์คนหนึ่งในอดีต มันเป็นกำไลที่สามารถรวมตัวเองเป็นกำไล หรือจะแยกตัวเองออกเป็นแหวนก็ได้ ซึ่งมันเป็นแหวนมิติตามแต่ระดับที่ได้ลงเวทย์เอาไว้


    กำไลหนึ่งวงสามารถรวมแหวนมิติได้สิบสองวง สำหรับแหวนมิติระดับต่ำ สำหรับแหวนมิติระดับกลางสามารถรวมได้แปดวง ส่วนระดับสูงสามารถรวมได้เพียงสามวงเท่านั้น


    กำไลอันนี้มีชื่อเรียกทั่วไปว่า'กำไลแห่งแมกมัส' วิธีการสร้างมันขึ้นมา ต้องมีของสองอย่างด้วยกัน นั้นคือแหวนมิติตามจำนวนที่มันรวมได้ กับอีกอย่างคือโลหะเวทมนตร์สีเงิน ที่ผ่านการขึ้นรูปตามวิธีการของการสร้างกำไลแห่งแมกมัส ซึ่งจะต้องสร้างให้ตรงกับจำนวนแหวนที่จะรวม


    เมื่อมีของทั้งสองสิ่งแล้ว ก็ทำการรวมพวกมันเข้าด้วยกัน แหวนจะหายเข้าไปในมิติของกำไล ทำให้สามารถพกแหวนได้เป็นจำนวนมาก โดยไม่เปลื้องพื้นที่การจัดเก็บ และสามารถเรียกใช้ได้สะดวก เพราะสามารถเรียกสิ่งของออกมาได้โดยตรง ไม่ต้องทำการแยกแหวนออกมาก่อน จึงเหมือนกับการใช้แหวนมิติปรกติ


    อุปกรณ์เวทย์ทั้งหมด รวมทั้งเตาปรุงยาและโกเลมที่สร้างเอาไว้ ก็ถูกเก็บลงไปในแหวนมิติทั้งหมด ชชายหนุ่มสวมกำไลแห่งแมกมัส ที่ตอนนี้มันถูกรวมเป็นกำไลอีกครั้งหนึ่ง เขาได้มันมาจากเมืองหลวงอเคเซีย ในระหว่างออกเดินทาง ด้วยราคาเพียงหนึ่งเหรียญจิตปีศาจ


    ด้วยข้าวของที่ถูกเก็บไปจนหมด จึงทำให้ถ้ำนั้นโล่งขึ้นมาอย่างทันตา จากที่เต็มไปด้วยสิ่งของมากมาย ตอนนี้มีเพียงเตียงไม้และโต๊ะทำงานเพียงเท่านั้น ที่ยังไม่ได้ถูกเก็บลงแหวนมิติไป เขากวาดตามองโดยรอบ ก่อนจะหยุดสายตาที่เจ้าก้อนโลหะเวทมนตร์ ที่กำลังเปลี่ยนรูปร่างไปอย่างไร้จุดหมาย


    "เฮ้อ เกิดอะไรขึ้นด้านบนนะ แต่มันก็ดีเหมือนกัน พลังมานาในอากาศเข้มข้นขึ้นเป็นอย่างมาก" ชายหนุ่มยกยิ้มก่อนจะเดินไปนังที่เตียง ก่อนจะเข้าสู่ห้วงสมาธิต่อไป


    แต่ก็ได้ไม่นาน เมื่อคลื่นมานาอีกระรอกได้ผ่านมา มันเป็นคลื่นมานาที่น่าสะอิดสะเอียน คล้ายมานาของพวกสัตว์เวทได้กระจายออกมา มันทำให้มวลอากาศบิดเบี้ยว และเกิดเป็นภาพของทิวทัศน์ที่แปลกประหลาด เพราะในมวลอากาศที่บิดเบี้ยว มีภาพของสถานที่ที่เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้สีขาว และมีสิ่งมีชีวิตคล้ายๆทากคลานไปมาอยู่ทั่วทั้งพื้นที่


    เจ้าทากพวกนี้มีผิวที่เรียบลื่น มีปากที่คลายปุ่มดูด ด้านในปากของมันมีฟันแหลมคมวนเป็นวงอยู่ด้านใน ที่หลังของมันมีตาอยู่ด้านหน้าหนึ่งคู่ และมีริ้วคล้ายๆผ้าที่โบกสะบัดอยู่ด้านข้างลำตัว มันทำหน้าที่คล้ายๆเท้า พวกมันเคลื่อนที่ไปตามทุ่งดอกไม้สีขาว พร้อมกับดูดกลืนน้ำหวานจากดอกไม้สีขาวไปด้วย


    เจ้าภาพพวกนี้เดี๋ยวพลุบเดี๋ยวโผล่ ทำให้มันไม่อาจจะจำแนกได้ว่า ด้านหน้านั้นเป็นสิ่งใดกันแน่ ระหว่างพื้นที่ที่เป็นป่าสีสนิมหรือจะเป็นทุ่งดอกไม้สีขาวนั้นเอง


    ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากจมในห้วงสมาธิได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เขาจ้องไปยังสภาพแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นตรงหน้า ก่อนจะส่ายหัวอย่างมึนงงกับสิ่งที่เห็น นั้นทำให้แววตาของเขาผสมปนเปไปทั้งความหงุดหงิดและความสับสน ก่อนจะกลายเป็นแววตางุนงงในท้ายที่สุด


    เขาถอนหายใจอย่างหนักหน่วง ก่อนจะยกมือขึ้น โบกมือนั้นไปยังผนังถ้ำด้านหนึ่ง นั้นทำให้ผนังถ้ำยุบลงไป แล้วกลายเป็นทางเดินชันขึ้นไป มันนำไปสู่ทางออกของถ้ำนี้นเอง


    เขาได้ตัดสินใจยกเลิกการฝึกตนไปก่อน เพราะเหตุการณ์นี้ ทำให้จิตใจที่มุ่งมั่นอยู่กับการฝึกฝนตัวเองของเขา ถูกทำลายลงเป็นชิ้นๆ ไม่อาจจะทำให้เขาสงบจิตใจได้อีกต่อไป เพราะความน่าสะอิดสะเอียนของคลื่นพลังนี้ มันฝั่งลึกลงไปในจิตใจเขาเสียแล้ว


    "หกเดือนถือว่าเพียงพอแล้ว ต่อไปก็ต้องหาประสบการณ์ต่อสู้สินะ ยิ่งเก่งเท่าไรยิ่งดี ข้าก็เริ่มเบื่อหน่ายกับการนั่งดูดซับมานาแล้วเช่นกัน"


    ชายหนุ่มเจ้าสำอางในชุดผ้าไหมอันสวยงาม ได้เดินทอดน่องขึ้นบันไดหินไปอย่างช้าๆ ทุกการก้าวเดินของเขาจะส่งเสียงกระทบหินทุกครั้งไป แม้งเขาจะก้าวด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบา แต่น้ำหนักที่กดลงไปบนพื้นมิได้น้อยตามไปด้วย


    คงไม่มีใครเชื่อว่าชายหนุ่มจะมีน้ำหนักตัว ที่มากกว่าผู้ชายทั่วไปถึงสองเท่าได้ นี้เป็นเพราะการบ่มเพาะพลังที่มากเกินไปในเวลาสั้นๆ มันทำให้พลังที่เพิ่มขึ้นมา ไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย จึงทำให้มันกลายเป็นพลังกดทับร่างกายอยู่ดังเช่นในตอนนี้ ทำให้มวลของร่างกายเขาหนักกว่าปรกติ มันต้องใช้เวลาอีกสักพัก จึงจะสามารถกลับไปเป็นปรกติได้


    "อ่า ต้องควบคุมพลังให้มากกว่าเดิมสินะ" สิ้นเสียง การก้าวเดินของเขาก็แผ่วเบายิ่งขึ้น จนไม่ได้ยินเสียงกระทบหินอีกต่อไป


    เขาใช้เวลาไม่นาน ก็สามารถขึ้นมาถึงผิวดิน หรือห้องนอนของเขาในบ้านไม้ริมป่าได้ ที่นั้น เขาเห็นถึงแผ่นจารึกเวทย์สัญญาณเตือนภัยที่พังทลาย สลายการเป็นแผ่นไม้เปล่าๆจำนวนมาก มันร่วงอยู่ตามพื้นของห้องนอน เขารวบรวมพวกมันขึ้นมา ก่อนจะเก็บมันลงแหวนไป เพื่อนำไปใช้ในอนาคต


    เขามองไปรอบห้องเพื่อสังเกตถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งหน้าตากระจกที่แตกเป็นชิ้น เครื่องเรือนบางส่วนผุพัง และมีบ้างชิ้นที่ยังคงอยู่ดี ซึ่งของพวกนี้ไม่อาจจะทำให้พุพังได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ของที่ไม่ได้สร้างจากต้นสนิมเหล็ก ต่างผุพังจนหมดสิ้น แต่กับของที่สร้างจากไม้สนิมเหล้กกลับยังอยู่ดี เช่นเดียวกับตัวบ้าน


    เขาซ่อมแซมและเปลี่ยนพวกมันใหม่ทั้งหมด เช่นเดียวกันกับส่วนอื่นของตัวบ้าน เขาได้ทำการเปลี่ยนมันเป็นของใหม่ แล้วสำรวจดูถูกสิ่งที่แปลกประหลาดรอบบ้าน


    ด้านนอก ทั่วทั้งบริเวณบ้าน มีกอหญ้าสีดำสนิทขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น จะสภาพพื้นดินและทิศทางการเติบโต มันเพิ่งจะโตได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงอย่างแน่นอน เพราะดินรอบก่อหญ้าสีดำนั้น เหมือนกับถูกทะลวงขึ้นมาจากใต้ดิน และมีรอยแตกกระจายไปรอบๆ ไม่มีร่องรอยของการทับถมของดินแม้แต่น้อย


    นอกจากกอหญ้าสีดำแล้ว มันยีงมีบ่อของเหลวสีดำ ผุดขึ้นมารอบบริเวณบ้านอีกด้วย เจ้าบ่อของเหลวนี้ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นแต่อย่างใด แต่มันกลับมีการขยับเขยื้อนของของเหลวเป็นบางครั้ง ทำให้มันดูน่าขยะแขยงและน่ารังเกียจ ซึ่งมันมิได้มีสิ่งใดอยู่ข้างใต้ แต่มันกลับสามารถขยับได้ด้วยตัวเอง


    ไม่เพียงพื้นดินที่แปลกประหลาดไป แม้แต่ท้องฟ้าและอากาศก็เปลี่ยนไป ถ้าไม่นับกลับมวลอากาศที่บิดเบี้ยว ยังมีเมฆและหมอกสีแดงปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ ทำให้บรรยาการของภูเขาลูกนี้ ราวกลับอยู่ในดินแดนแห่งความตายก็มิปาน


    แต่นั้นกลับไม่ใช่สิ่งเดียวที่แปลกประหลาด ของเหตุการณ์ที่พลังมานาของภูเขานี้ปั่นป่วนและเพิ่มความเข้มข้นขึ้น มันยังมีความปั่นป่วนของมานาในบริเวณทะเลสาบอีกด้วย มันมีเหตุการณ์คล้ายๆกัน แต่มันกลับแตกต่างกันเป็นอย่างมาก


    ท้องฟ้าและอาการของฝั่งทะเลสาบ กลับเกิดเป็นเมฆสีขาวสว่าง มีสายฟ้าสีทองเคลื่อนไหวอยู่ภายใน หมอกของฝั่งนี้กลับเป็นสีขาวธรรมดา สีของมันออกไปทางสีฟ้าอ่อนเสียด้วยซ้ำ ต้มไม้มีการผลัดใบไม้ทุกต้น ทั้งๆที่มันกำลังจะใบร่วงหมดทั้งต้นอยู่แล้ว


    มันมีกอหญ้าที่เพิ่งโตในเวลาไม่นานเช่นกัน แต่ก่อหญ้าเหล่านี้กลับมีสีขาวแทน มีบ่อของเหลวสีฟ้าเช่นเดียวกัน แต่การเคลื่อนไหวของมันคล้ายระรอกคลื่น ไม่ใช้การขยับไปมาไร้ทิศทางเช่นของเหลวสีดำ จึงทำให้มันไม่ดูน่าขยะแขยงนั้นเอง


    ชายหนุ่มจ้องมองการเปลี่ยนแปลงของสองสถานที่ด้วยแววตาครุ่นคิด ไม่อาจทราบได้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ แต่ที่พอจะทราบคือ เขากำลังกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ นี้อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ สถานที่แห่งนี้ไม่มีสัตว์เวทอาศัยอยู่ก็เป็นได้ เพราะคลื่นมานาที่ส่งออกมาจากสองสถานที่นี้ แม้จะส่งผลไม่เหมือนกัน แต่กลับทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตรู้สึกไม่ปลอยภัยได้


    "มันเกิดอะไรขึ้นกับที่นี้นะ" ชายหนุ่มรำพันออกมาเบาๆ ก่อนที่เขาจะทอดสายตาไปรอบๆอย่างช้าๆ เพื่อมองหาถึงจุดกำเนิดของสิ่งนี้


    ชายหนุ่มจ้องมองไปยังกลางทะเลสาบ ที่มีหินสีขาวก้อนหนึ่งตั้งอยู่ นั้นทำให้เขาทราบถึงตัวต้นเหตุของฝั่งทะเลสาบ เพราะหินก้อนนั้นกำลังกระจายระรอกคลื่นใหม่มาพอดี คลื่นนี้ได้ทำให้บ่อของเหลวสีฟ้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ก่อนที่ต้นหญ้าสีขาวจะขึ้นทับมันไปทั่วพื้นที่


    เช่นเดียวกันที่ด้านหลังของชายหนุ่ม จากในป่าของภูเขาแห่งนี้ ก็มีคลื่นระรอกใหม่กระจายตัวออกมา มันทำให้เช่นเหตุการณ์เช่นก่อนหน้า ที่ฝั่งของทะเลสาบด้านหน้าเขา


    และจุดที่คลื่นทั้งสองกระทบกัน ก่อให้เกิดการบิดเบี้ยวของมวลอากาศอย่างรุนแรง จนภาพภายในมวลอากาศที่บิดเบี้ยวนั้น แจ่มชัดขึ้นจนเสมอมันอยู่ตรงนั้นจริงๆ ก่อนที่มวลอากาศที่ถูกทำลาย จะกระจายตัวออกไปเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งที่คลื่นจากทั้งสองสถานที่มากระทบกัน จนเกิดเป็นพื้นที่ประมาณสิบตารางเมตร ที่เกิดเป็นภาพซ้อนทับกันของสองสถานที่ ทั้งภาพทุ่งดอกไม้สีขาวและพื้นที่โล่งที่มีก่อหญ้าสีดำกับขาวอยู่คนละฝั่ง


    ชายหนุ่มจ้องมองภาพที่อยู่ตรงหน้าอย่างตกตะลึง เวลาผ่านไปหลายสิบนาที ภาพนั้นก็ได้ซ้อนทับกันอย่างสมบูรณ์ จนเจ้าทากพวกนั้นคลานออกมาจากเสมือนจริงนั้น!



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,037 ความคิดเห็น

  1. #1111 phairatw (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2559 / 16:57
    ขอบคุณครับ
    #1,111
    0
  2. #847 Gnuh (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2559 / 22:09
    ขอบคุณครับ
    #847
    0
  3. #769 Pongza Eiei (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 01:46
    มันมีพลังงานบางอย่างก็เป็นได้.
    ขอบคุณครับ
    #769
    0
  4. #768 anathema (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 23:24
    ทากหรือ เอาเกลือมาโรยมันเลย
    #768
    0
  5. #767 HaetRock (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 23:09
    #767
    0
  6. #766 แว่นใส (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 23:06
    เกิดไรขึ้น
    #766
    0
  7. #765 ม่านมุก (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 22:26
    ขอบคุณค่ะสนุกมาค่ะไรอัพอีกนะคะไรอัพไวๆเลยน้าค่ะจะรอค่ะ
    #765
    0
  8. #764 kamol1122 (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 21:42
    สนุกดีครับ
    #764
    0
  9. #763 ปกเงิน& (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 21:17
    ขอบคุณคับ
    #763
    0
  10. #762 MojRiSad (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 20:59
    เห้ยเด่ว ขนลุกว่ะ เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้มะนิ
    #762
    0
  11. #761 Gardena (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 20:49
    ขอบคุณค่ะ
    #761
    0