ราชันเงาแห่งอเคเซีย

ตอนที่ 50 : สำรวจป่าชั้นใน (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,518
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    1 ก.ย. 59

บทที่ 1 : สำรวจป่าชั้นใน (2)




    หลังจากจัดการเต่าศิลาได้ พวกเขาพักกินข้าวกันสักครู่ ก่อนจะเริ่มเดินลึกเข้าไปในป่ามากขึ้น เพียงสิบนาทีพวกเขาก็เจอเป้าหมายใหม่ มันเป็นหมูป่าสีเขี้ยวที่เป็นสัตว์เวทระดับสองธาตุดิน และมีเวทย์เพียงบทเดียวที่มันใช้ได้นั้นคือเสริมเกราะ มันเป้นการสร้างชั้นดินหรือหินขึ้นบนร่างกาย เช่นเดียวกับเต่าศืลานั้นเอง แต่ต่างกันตรงที่เต่าศิลาสร้างหนามหินได้ แต่หมูป่าสี่เขี้ยวทำได้แค่สร้างชั้นหินบนตัวมันเท่านั้น


    ตัวมันเองไม่ได้ใหญ่มากนัก มีนาดแค่รถมอเตอร์ไซค์เท่านั้นเอง แต่เมื่อมันใช้เวทย์เสริมเกราะ ร่างกายของมันจะหนาขึ้นอีกหนึ่งถึงสองนิ้วเลยทีเดียว และนั้นจะทำให้มันมีพลังป้องกันเพิ่มขึ้นอีก แต่ก็เฉพาะกับอาวุธมีคมเท่านั้น มันยังได้รับความบอบช้ำจากแรงกระแทกอยู่ดี ไม่เหมือนเต่าศิลาที่กันได้ทั้งอาวุธมีคมและไม่มีคม


    มันถือว่าจัดการง่ายกว่ากันเยอะ แต่สิ่งที่น่ากลัวคือมันมีความเร็วมากกว่าและมีความคล่องตัวที่สูงพอสมควร ทำให้ไม่สามารถระดมโจมตีอย่างเต่าศิลาได้


    "ทำเหมือนที่ตกลงกันไว้เมื่อเจอสัตว์เวทแบบนี้ ข้าจะดึงความสนใจมัน ส่วนพวกเจ้าก็คอยหาจังหวะโจมตี" ครรชิตเรียกดาบสองคมสีดำขนาดใหญ่ขึ้นมาถือไว้ในมือ ก่อนจะร่ายเวทย์เสริมเกราะลงไปบนตัวเช่นกัน การต่อสู้ที่ผ่านมาเด็กหนุ่มไม่เคยได้ใช้ลมปราณเลยสักครั้ง เพราะร่างกายของเขาแข็งแกร่งพอๆกับสัตว์เวทระดับสาม ทำให้เขาไม่เคยกังวลต่อการโจมตีจากสัตว์เวทระับหนึ่งหรือสองแม้แต่น้อย


    "ข้าไปล่ะ" หลังจากพูดจบเด็กหนุ่มก็พุ่งเข้าไปฟันดาบไปยังหมูป่าสี่เขี้ยวที่กำลังขุดดิน เพื่อหารากไม้กินอยู่


    อู๊ด! มันหันมาร้องก่อนจะพุ่งสวนชายหนุ่ม


    วืด! เคร้ง!


    ชายหนุ่มเบี่ยงตัวออกจากเขี้ยวของมันเล็กน้อย ก่อนจะวกดาบมาฟันเข้าที่สีข้างมัน แต่กลับไม่เกิดบาดแผลแม่แต่น้อยแถมยังทำให้เกิดประกายไฟจากการปะทะกันอีกด้วย


    "แข็งพอๆกับเหล็กเลยแหะ" ครรชิตพึมพำเบาๆ ก่อนจะหลบเขี้ยวทั้งสี่ซี่ที่งอกออกมาจากปากของเจ้าหมูป่าข้างละสองเขี้ยว


    ชายหนุ่มหลบแล้วก็ฟันส่วนไปยังส่วนลำคอที่เปิดกว้างอยู่ แต่ก็ได้เพียงสะกิดมันเท่านั้น และเกิดประกายไฟขึ้นในตอนที่ดาบปะทะกับหันงของมัน แต่ไม่มีบาดแผลอยู่เลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มได้แต่พุ่งไปพุ่งมารอบๆตัวของมัน เพื่อดึงความสนใจแล้วเปิดโอกาศให้สามสาวโจมตี


    "อัดอากาศ" "ลิฟท์" เมื่อมีโอกาศสองสาวพี่น้องต่างรายเวทย์ออกมา โดยลิลลี่ที่มีพลังมานาน้อยกว่าได้ใช้เวทย์อัดอากาศทำให้มันกระเด็นขึ้นจากพื้นเล็กน้อย แล้วตามด้วยโรสแมรี่ที่ใช้เวทย์ระดับกลางลิฟท์ ยกเจ้าหมูป่าสี่เขี้ยวขึ้นจากพื้นดินนับสิบเมตร โดยมันแทบจะชนกับกิ่งไม้ที่อยู่ด้านบน


    อู๊ด~~~ เจ้าหมูป่าร้องเสียงดังขณะที่มันตกลงมาด้วยความสูงนับสิบเมตร จนมันตกถึงพื้นก็ค่อยๆเงียบเสียงลงไป


    ทั้งสี่คนเริ่มชำแหละร่างของหมูป่าสี่เขี้ยว ครั้งนี้ได้ทั้งศิลาจิตอสูรและอัญมณีเวทย์ธาตุดิน แต่ภายในมีวงเวทย์ธรรมชาติเสริมเกราะระดับหนึ่งอยู่ ทำให้มันไม่ค่อยมีราคาสักเท่าใด เพราะนักเวทย์แทบทุกธาตุต่างก็ใช้เสริมเกราะได้ แม้แต่นักรบมนตราก็ใช้ได้ ส่วนใหญ่มักจะนำเอามันไปเสริมกับชุดเกราะของพวกนักรบ แต่ด้วยความที่หาได้ง่ายจึงไม่ค่อยมีค่านั้นเอง


    เวลาผ่านไปได้อาทิตย์กว่า กลุ่มของเด็กหนุ่มได้สำรวจป่าชั้นในในรัศมีสิบกิโลเมตรจนหมดสิ้น ส่วนใหญ่พวกเขาพบสัตว์เวทระดับสองมักจะเป็นเจ้าหมูป่าสีเขี้ยว หมาป่าทมิฬ กวางเขาเลื่อย กวางเขาดาบ งูยักษ์ ตะขาบยักษ์ เสื้อหางดาบและเต่าศิลา ในป่าด้านในมีบางส่วนเป็นบึงน้ำ ซึ่งจะพบเต่าศิลาหลายคู่เดินอยู่บริเวณนั้น


    บางส่วนก็เป็นหนองบึง ตามหนองพวกเขามักพบงูยักษ์ ตะขาบยักษ์และจรเข้ยักษ์ ซึ่งจรเข้ยักษ์จะพบมันได้ต้องอยู่ในน้ำหรือริบน้ำจริงๆถึงจะเจอ นอกจากนี้ยังมีพวกกบยักษ์ แมลงปอยักษ์ที่เป็นสัตว์เวทระดับหนึ่งบางเป็นบางครั้ง


    พื้นที่ส่วนใหญ่ในป่าชั้นในเป็นป่าดงดิบ ทำให้ด้านในเต็มไปด้วยแมลงและสัตว์มีพิษ เช่นงูมรกตทั้งระดับหนึ่งและสองที่เจอบ่อยที่สุด รองลงมาก็ผึ้งยักษ์/ต่อยักษ์ บางครั้งเขาก็เจอพวกตะขาบยักษ์เช่นกัน บริเวณไหนที่เป็นป่าโปร่งเล็กน้อยก็จะพบพวกกวางเขาเลื่อยและกวางเขาดาบ พวกมันมักจะพบได้บ่อยๆ นอกจากนี้ยังพบพวกหมาป่าทมิฬและเสือหางดาบได้บ่อยพอๆกัน


    ทำให้ศิลาจิตอสูรที่เก็บได้ส่วนมากจากเป็นของกวาง เสือและหมาป่า นอกนั้นได้ไม่กี่อันเท่านั้น อัญมณีเวทย์เองก็แทบไม่ได้เลย เพราะส่วนใหญ่สัตว์เวทที่ใช้เวทย์ได้มักเป็นสัตว์เวทระดับสองที่ใกล้จะถึงระดับสามแล้วนั้นเอง แต่ที่พวกเขาเจอส่วนใหญ่อยู่ระดับสองต้นๆเท่านั้น ทำให้เขาได้อัญมณีเวทย์เพิ่มขึ้นเพียงสองก้อนเท่านั้น


    ก้อนหนึ่งจากหมาป่าทมิฬที่สามารถใช้เวทย์บอลธาตุได้นั้นเอง อีกก้อนก็ได้มาจากเต่าศิลาตัวหนึ่งในจำนวนนับสิบตัวที่เขาสู้ ส่วนใหญ่เต่าศิลาที่พวกเขาเจอมักไม่สามารถใช้เวทย์ได้ ทำให้ล่าพวกมันได้อย่างง่ายดาย ไม่เหมือนเต่าศิลาระดับสองตัวแรกที่พวกเขาเจอ จากการปรึกษากัน มันน่าจะเป้นเต่าศิลาที่เป็นเจ้าของบึงสักแห่ง ก่อนจะถูกท้าชิงละมั้ง มันเลยออกมาไกลขนาดนั้น


    ในตอนนี้สัตว์ระดับสองการต่อสู้เป็นทีมไม่ค่อยมีปัญหาเท่าใดนัก เพราะทุกคนต่างจับจังหวะของกันและกันได้แล้ว มีเพียงลูน่าเท่านั้นที่ยังไม่อาจสร้างบาดแผลให้สัตว์เวทระดับสองได้มากนัก เพราะพลังมานามีไม่เพียงพอต่อการใช้จารึกเวทย์ระดับสูงได้ และตัวเองก็ไม่สามารถใช้เวทย์ได้อย่างคนทั่วไป เพราะเธอไม่มีเม็ดพลังมานานั้นเอง จึงทำได้แต่ใช้มานาในจุดชีพจรและเส้นชีพจรในการปล่อยพลังมานาออกมา


    "ลูน่าและทุกคนวันนี้พอก่อนเถอะ ข้าจะช่วยลูน่าสร้างเม็ดพลัง" ครรชิตเอ่ยปากออกมา หลังจากล้มเสือหางดาบขนาดสี่เมตรได้แล้ว ซึ่งมันเป็นสัตว์เวทระดับสองระดับต้น


    "ยังไม่เที่ยงเลยพี่จูเนียร์ ให้ข้ากับพี่โรสล่าต่อไปนะ ข้ายังไม่เหนื่อยเลย" ลิลลี่งอแงออกมา เธอเป็นคนที่กระตื้อรื้อล้นในการล่าครั้งนี้มาก เพราะทุกครั้งที่ออกล่ามันจะทำให้พลังมานาและการโคจรมานาของเธอดีขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นเหมือนกับการเธอได้ของเล่นที่ถูกใจนั้นแหละ เธออยากได้มันอีกเยอะๆ


    "พี่โรส" ชายหนุ่มหันไปขอความคิดเห็นของหญิงสาวที่โตที่สุดในกลุ่มดู เธอเป็นคนที่พัฒนาได้ไวยิ่งกว่าลิลลี่ซ่ะอีก เพียงสามอาทิตย์ที่ผ่านมา เธอก็แทบจะเข้าสู้ขั้นผู้ใช้เวทย์ธาตุลมระดับสูงอยู่แล้ว


    "ได้สิจ๊ะ เดี๋ยวพี่สาวไปเป็นเพื่อนเอง แต่อยู่ในเขตป่าชั้นนอกนะ" โรสแมรี่ลูบหัวน้องสาว ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินออกไปด้านป่าชั้นนอก ทิ้งให้สองนายบ่าวที่กำลังพักให้อยู่ที่เดิน


    "เอาล่ะ เรามาชำแหละเจ้านี้ แล้วกลับกระโจมกันเถอะ" ครรชิตชวนหญิงสาวอีกคนให้ช่วยเขาจัดการกับซากเสือหางดาบ เธอคือทาสสาวนักปรุงยาที่เขาซื้อมานั้นเอง ตอนนี้เธอมีพลังเทียบเท่าผู้ฝึกลมปราณระดับจิตแห่งเจตจำนงแล้ว


    การฝึกลมปราณและการฝึกเซียนอมตะคล้ายกันก็จริง แต่แตกต่างกันตรงขั้นตอนสองขั้นตอนแรก ผู้ฝึกลมปราณจะโคจรลมปราณที่ไม่หนาแน่น ให้มันชำระร่างกายในขั้นแรก และขั้นตอนที่สองเป็นการสะสมลมปราณให้อยู่ในจุดชีพจรและเส้นชีพจร ก่อนจะก่อกำเนิดเม็ดพลังลมปราณในขั้นตอนที่สาม ส่วนการฝึกเซียนขั้นแรกและขั้นที่สองเป็นการสะสมลมปราณในร่างกายด้วยการชำระร่างกายทั้งภายในและภายนอก โดยการสูดเอาลมปราณให้เข้าสู่ร่างกายทีละเล็กทีละน้อย ก่อนจะค้นหาเม็ดพลังที่กำเนิดขึ้นมาหลังจากชำระร่างกายในขั้นที่สามนั้นเอง


    "เจ้าค่ะ" ทั้งสองคนชำแหละซากเสือเสร็จก็ใช้เวทย์เคลื่อนย้ายไปโผล่ที่กระโจมเวทย์ของพวกเขา


    หลังจากออกมาจากวงเวทย์ ทั้งคู่ต่างจัดการตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะมานั่งอยู่ในห้องโถงของกระโจมเวทย์ โดยทั้งคู่นั่งหันมาจ้องกันอยู่บนโซฟาที่มีโต๊ะไม้เตี้ยๆขั้นอยู่


    "เจ้าพร้อมไหม" ครรชิตถามลูน่า ขณะเดียวกันก็เอาผลวิวัฒน์ออกสิบสามลูก ก่อนจะกลั่นพวกมันเป็นลมปราณบริสุทธิ์


    "เจ้าค่ะ" ลูน่าพยักหน้า ก่อนจะส่งสายตาเด็ดเดี่ยวไปให้เด็กหนุ่มตรงหน้า


    ครรชิตไม่ได้ตอบทาสสาวของเขา เขาค่อยๆเคลื่อนเม็ดลมปราณทั้งสิบสามเม็ดไปจ่อที่ปากของลูน่า ก่อนที่ส่งมันเข้าไปในร่างกายของเธอ ร่างกายของเธอกระตุกอย่างรุนแรงทันที หลังจากที่เม็ดพลังลมปราณบริสุทธิ์ทั้งสิบสามลูกเข้าสู่ร่างกายของเธอ


    ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยสีหน้าที่เจ็บปวด ทั้งทั้งตัวต่างปรากฏเหงื่อจำนวนมหาศาลที่ไหลออกมา ในตอนแรกเหงื่อเหล่านี้ก็มีสีใสปรกติ แต่เมื่อลูน่าเริ่มโคจรมานาในร่างกาย เหงื่อของเธอก็เริ่มมีสีคล้ำขึ้นและส่งกลิ่นเหม็นออกมา ทำให้ทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นเน่าเหม็น


    ภายในร่างกายของลูน่านั้น กล้ามเนื้อของเธอส่งเสียปริแตกออกมาตลอดเวลา แต่มันก็ถูกรักษาด้วยลมปราณของชายหนุ่มที่อยู่ด้านหน้านั้นเอง นอกจากกล้ามเนื้อแล้วทั้งผิวหน้า เส้นผมหรือแม้กระทั่งเล็บ ต่างก็เริ่มหลุดลอกและแตกกระจายออกมาเป็นชั้นๆ ทำให้ตอนนี้บนพื้นเต็มไปด้วยเศษผิวหนังและซากปฏิกูลอื่นๆ กองอยู่เต็มไปหมด


    ไม่เว้นแม้กระทั่งกระดูกเองก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เหมือนกับมันกำลังบิดงออยู่ภายใน เมื่อเสียงนี้เกิดขึ้นร่างกายของลูน่าเริ่มกระตุกรุนแรงอีกครั้ง และเลือดสีคล้ำเริ่มไหลออกจากทวารทั้งเก้าอย่างต่อเนื่อง จนเด็กหนุ่มต้องป้อนยาผสานเลือด ที่เป็นยาระดับกลางที่สามารถเร่งการสร้างเลือดและลดอากาศสูญเสียเลือดจำนวนมากได้


    การไหลออกของเลือดเสียใช้เวลาเกือบสิบนาทีถึงจะเสร็จเรียบร้อย มันใช้เวลามากกว่าการขับสิ่งปฏิกูลจากอวัยวะเกือบเท่าตัว หลังจากผ่านการชำระร้างอย่างหนัก ในที่สุดลูน่าก็รู้สึกตัวและตื่นจากภวังค์การโคจรมานา


    "มานามันแปลกไปเจ้าค่ะ" ลูน่าพูดออกมาอย่างกังวล เพราะมานาที่เธอโคจรในตอนนี้มันดูเหมือนสายน้ำที่ไหลไปตามแม่น้ำ ต่างจากเดินที่เธอรู้สึกว่าว่ามานาเหมือนหมอกที่ไหลไปตามทางภายในร่างกายของเธอเท่านั้น


    ครรชิตยิ้มให้หญิงสาวและลูบหัวเธอ ก่อนจะพูดออกมา "มันเรียกว่าลมปราณ มันเป็นมานาที่กลั่นตัวจนกลายเป็นของเหลว เหมือนที่อยู่ในผลวิวัฒน์นั้นแหละ"


    "อ่ะ" ลูน่าเผยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสน


    "ฮ่าๆ เจ้าไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น การฝึกฝนในเส้นทางนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ขั้นต่อไปเจ้าต้องสร้างเม็ดพลังให้ได้ เอาล่ะข้าจะบอกจุดที่เม็ดพลังอยู่ เจ้าต้องส่งลมปราณที่มีอยูเข้าไปทะลวงให้มันเปิดออกมา" ครรชิตอธิบายไปก็ส่งลมปราณให้เคลื่อนไปยังจุดที่เม็ดพลังมานาอยู่นั้นเอง ถึงแม้ลูน่าจะไม่มีพลังมานา แต่เธอก็ยังมีเม็ดพลังมานาอยู่ดี และนั้นก็เป็นข้อได้เปรียบของคนในโลกนี้ ที่ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อจะสัมผัสถึงเม็ดพลังลมปราณของพวกเขา พวกเขามีมันตั้งแต่เกิด!



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,037 ความคิดเห็น

  1. #1860 Waiwit (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 07:34
    แล้วก็มีลมปราณแต่ไม่มีเคล็ดวิชาต่อสู้เลยอ่ะ
    #1,860
    0
  2. #1635 ฉันคือผู้ชมที่ดี (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 15:08
    เดินช้ามากเบยเนื้อเรื่อง น่าเบื่อ
    #1,635
    0
  3. #875 phairatw (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 20:22
    ขอบคุณครับ
    #875
    0
  4. #437 Gnuh (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 5 กันยายน 2559 / 20:14
    ขอบคุณครับ
    #437
    0
  5. #351 wit000 (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 00:11
    #351
    0
  6. #349 kamol1122 (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 1 กันยายน 2559 / 20:50
    สนุกดีครับ
    #349
    0
  7. #348 หยาดน้ำบนยอดหญ้า (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 1 กันยายน 2559 / 20:24
    สู้ต่อไป...
    #348
    0