ราชันเงาแห่งอเคเซีย

ตอนที่ 46 : เทศกาลล่าสัตว์เวท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,861
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 63 ครั้ง
    1 ก.ย. 59

บทที่ 1 : เทศกาลล่าสัตว์เวท



     วันเวลาผ่านไปหลายวัน ภายในเรือนที่พักด้านหลังเรือนของเจ้าบ้าน ก็ยังคงอยู่ในความสงบไม่มีแม้แต่เงาร่างของเจ้าของเรือนแม้แต่คนเดียวที่ก้าวออกมาจากเรือนพักหลังนี้ โดยไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับทั้งสี่คนที่ขังตัวเองอยู่ในเรือนนอนหลังนี้ เพราะพวกเขาจะเจอก็เพียงแต่เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนพักเท่านั้นที่ค่อยออกมารับอาหารและของว่างเท่านั้น

     สภาพของเด็กหนุ่มก็ยังดูดี แต่ออกจากมีรอยคล้ำใต้ตาบ้างเล็กน้อยเทานั้น ร่างกายส่วนอื่นๆยังคงดูดี และบางครั้งที่ข้ารับใช้นำอาหารมาส่งก็ได้ยินเสียงคุณหนูพูดคุยกันอยู่บ้าน แต่บางครั้งก็ได้ยินเสียงที่ทำให้คนที่ได้ยินหน้าแดงไปตามๆกัน เมื่อส่งเสียงเรียกก็จะมีชายหนุ่มออกมารับอาหารแล้วปิดประตูโดยไม่พูดไม่จา และก็ได้ยินเสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง จนได้แต่หลบเลี่ยงที่จะเดินผ่านเรือนหอแห่งนี้กัน เพื่อไม่ให้รบกวนบุคคลที่อยู่ภายใน

     จนใกล้วันที่จะถึงเทศกาลล่าสัตว์เวทก็เห็นคุณหนูใหญ่เดินออกมาจากห้องเป็นบางครั้งบางคราว คุณหนูใหญ่ของพวกมันเปลี่ยนไปมาก เธอดูสดใสขึ้น ร่างกายดูมีน้ำมีนวลมากขึ้นกว่าแต่ก่อน รูปร่างเองก็ดูดีขึ้นไปอีกจนไม่เหลือไขมันส่วนเกินเลยแม้แต่น้อย ผมสีน้ำตาลก็ยาวจนถึงกลางหลังและเป็นเงางาม มีประกายสีเขียวแผ่ออกมาจางๆอีกด้วย นอกจากนี้ผิวพรรณก้ดูขาวอมชมพูเหมือนผิวเด็กอีกด้วย เรียกได้ว่าคุณหนูใหญ่สวยขึ้นอีกเป็นกอง

     ทุกคนที่ได้ยลโฉมของคุณหนูใหญ่ต่างพุดต่อกันปากต่อปาก คนที่ไม่เชื่อก็แอบมองไปทางเรือนหอก้พบว่าเป็นจริงดังที่ข้ารับใช้คนสนิทของคุณหนูเล็กได้บอกกล่าว จนในที่สุดข่าวนี้ก็ดังไปถึงหูของเจ้าของบ้านทั้งสามคน เมื่อทั้งสามคนมาเห็นก็อดประหลาดใจไม่ได้ว่า หญิงสาวไปทำสิ่งใดมาถึงได้ดูสวยขึ้นมากมายเช่นนี้ แต่ละคนต่างก็มีความไปต่างๆนาๆ

     หลังจากนั้นคุณหนูใหญ่ก็ออกมาทำงานตามเดิม แต่นั้นทำให้สาวใช้แต่ละคนอิจฉา เพราะไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่ของพวกเธอไปได้สูตรความงามนี้มาจากไหน บางคนก็มาเรียบๆเคียงๆถาม แต่คำตอบที่ได้ก็คือใบหน้าที่แดงซ่านของคุณหนูใหญ่และอาการเขินอายที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน ทำให้ใครหลายๆคนคิดไปทางเดียวกัน รวมทั้งบิดามารของเธอและยังรวมไปถึงพ่อตาของเธออีกด้วย

     เมื่อคุณหนูใหญ่ออกมาทำงานได้ไม่ถึงสองวัน คุณหนูเล็กก็ออกมาจากเรือนหอเช่นกัน คุณหนูเล็กก็ดูสวยใส และดูน่ารักขึ้นเป็นอย่างมาก ด้วยผิวขาวๆและผมสีน้ำตาลที่ทำทรงทวินเทล ดวงตาสีน้ำตาลดวงใหญ่รับกับใบหน้ากลมๆน่ารักสมวัย ทำให้เธอเหมือนสาวน้อยในเทพนิยายเลยทีเดียว ทุกคนในบ้านต่างเห็นลิลลี่เป็นนางฟ้าตัวน้อยไปแล้ว

     ส่วนสองนายบ่าวยังไม่ได้ออกจากเรือนแม้แต่น้อย จนทำให้เกิดข่าวลือกันในหมู่คนรับใช้ว่า ลูน่ากำลังจะถูกแปลงโฉมเป็นสาวงามอีกคนหนึ่งแน่นอน แต่จะสวยแบบไหนนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้ทุกคนต่างอยากได้สูตรลับที่คูณหนูใหญ่และคุณหนูเล็กได้มาเสียจริง

     นอกจากความสวยและน่ารักแล้ว สองสาวยังมีฝีมือในการใช้มานาที่ดีขึ้นอีกด้วย ทำให้แต่ละคนก้าวหน้าไปอีกหนึ่งถึงสองระดับ ซึ่งเป้นการเลื่อนระดับที่รวดเร็วมาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามถึงวิธีการฝึกลับ เพราะวิธีการฝึกลับเป็นความลับที่จะสืบทอดกันในตระกูลเท่านั้น นอกจากนี้บุคคลที่จะได้วิธีการฝึกลับแบบนี้ต้องมีอาจารย์ค่อยให้คำแนะนำทุกขั้นตอน มิเช่นนั้นอาจเกิดอันตรายได้ เช่นวิชาประจำตระกูลแอสลาส ที่แม้แต่บิดาของจูเนียร์ก้ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ เพราะมีลำดับขั้นในตระกูลที่ไม่สูงพอ

     "วันนี้วันสุดท้ายแล้วนะลูก จูเนียร์กับลูน่ายังไม่พร้อมออกมาอีกหรอ" ดีลเจ้าของบ้านและร้านค้าที่ครรชิตอาศัยอยู่ ได้ถามลูกสาวคนโตของตนที่กำลังนั่งจิบชายามบ่ายกันอยู่

     "น่าจะตอนเย็นๆค่ะ แต่ข้าเองก็ไม่แน่ใจนักหรอค่ะ ท่านพ่อ" โรสแมรี่ตอบเสียงเหนื่อยหน่าย เพราะบิดาของตนถามหาจูเนียร์แทบจะทุกวัน ขนาดคนที่เป็นบิดาอย่างลุงบิชอบ ยังถามวันเว้นวันเลย เพราะเขารู้ดีว่าลูกตัวเอง เป็นคนที่ทำอะไรแล้วจะทำให้ถึงที่สุดนั้นเอง เขาจึงไม่ค่อยกังวลมากนัก

     "เฮ้อ แผนการที่เจ้าจูเนียร์มันให้มาก็ดีอยู่หรอก แต่บ้างอย่างลุงมาสันแกไม่ค่อยเข้าใจนะสิ แล้วพ่อก็ต้องเป็นกระบอกเสียงให้มัน เพราะลุงแกตอนนี้กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมเสบียงและยุทธภัณฑ์อยู่จนไม่มีเวลามาเอง" ดีลทอนหายใจเบาๆ ก่อนจะจิบชาอย่างช้าๆ

     "ว่าแต่ พวกเจ้าจะไปกันเองนะหรือ ไม่ไปกับพวกข้าหรอ มันจะทำให้พวกข้าเป็นห่วงเปล่าๆนะ" ดีลจ้องมองไปยังลูกสาวตนที่กำลังจดจ่ออยู่กับชาในมือ

     "ข้าเข้าใจท่านพ่อ แต่ว่ายังไงพวกข้าก็จะออกล่ากันเองอยู่ดี และที่พวกเราออกล่าก็เป็นเขตที่ท่านเคยพาข้าไปเมื่อปีที่แล้วนั้นแหละ ไม่ต้องเป็นห่วงพวกข้าหรอก ข้าสิต้องเป็นห่วงพวกท่านและก็คนอื่นๆที่จะไปเทือกเขาอเคเซีย ที่สลับซับซ้อนและมีสัตว์เวทระดับกลางมากมาย" โรสแมรี่ส่งสายตาเป็นห่วงเป็นใยไปให้บิดาของตน

     ดีลยิ้มให้ลูกสาวก่อนที่จะยี้หัวเธอเบาๆ ก่อนจะลุกออกไปเมื่อเห็นมาสันโบกมือเรียกอยู่ที่หน้าประตูร้าน วันนี้เขาต้องไปตั้งกระโจมนำทัพที่เทือกเขาอเคเซีย เพื่อเป็นฐานที่มันทำให้เขาต้องออกเดินทางไปก่อนกองทัพหลักหนึ่งวัน ในการเดินทางครั้งนี้มีเพียงมาสัน บิชอบและเขาเท่านั้น เพราะทุกคนต่างมีอินทรีมรกต ซึ่งเป็นสัตว์เวทระดับสามที่บินเร็วที่สุดในหมู่สัตว์เวทมีปีก การเดินทางนี้ใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงที่หมายดังนั้นมันจึงไม่น่าจะมีปัญหา

     "โชคดีค่ะ ท่านพ่อ" โรสแมรี่โค้งตัวทำความเคารพบิดาตนที่กำลังเดินไปขึ้นนกอินทรีสีเขียวที่มีขนาดตัวเกือบหกเมตร ก่อนจะบินหายลับไปกับเส้นขอบฟ้า

     "พวกท่านไปกันแล้วรึ" ยังไม่ทันทีโรสแมรี่จะหันหลังกลับ ด้านหลังของเธอก็มีชายหนุ่มยืนแขนออกมาโอบกอดเธอเอาไว้แน่น

     "ใช่ค่ะ ท่านพี่" โรสแมรี่หันไปหยิกแขนคนที่โอบกอดเธอ ก่อนจะตอบคำถามของเจ้าตัวแสบด้านหลังเธอ

     "มันเจ็บน่ะ ควบคุมแรงหน่อยสิ ว่าแต่เตรียมของตั้งค่ายไปถึงไหนแล้วละ" ครรชิตถามหญิงสาวในอ้อมกอด

     "เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ แล้วลูน่าละคะ"

     "กำลังอาบน้ำอยู่ น่าจะเสร็จแล้วละมั้ง ถ้างั้นข้าไปเตรียมเสบียงกับยาละกัน"

     ทั้งสองคนต่างแยกย้ายกันไปเตรียมสิ่งของในการเข้าร่วมเทศกาลล่าสัตว์เวท โดยนัดพบกันในตอนเย็นของวันนี้ เพราะพรุ่งนี้เทศกาลจะเริ่มอย่างเป็นทางการแล้วนั้นเอง

     เช้าวันรุ่งขึ้น เทศกาลล่าสัตว์เวทก็ได้เริ่มต้นขึ้น บรรยากาศในเมืองเต็มไปด้วยความกังวล มันแสดงออกมาจากสีหน้าของประชาชนแทบจะทุกเพศทุกวัย เพราะเทศกาลนี้เหล่าคนหนุ่มสาวและผู้ที่มีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง ต่างก็ใช้มันเป็นบททดสอบในการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติสิ้นปี และยังเป็นบททดสอบว่าผู้นั้นมีความสามารถเหมาะสมเพียงใด ในการที่จะเข้ารับราชการอีกด้วย จึงทำให้ครอบครัวแต่ละคนต่างสงสายต่างเช่นนั้นออกมา เพราะบุตรหลานของตนต้องออกไปล่าสัตว์เวทอันแสนร้ายกาจด้านนอกกำแพงเมืองที่ปลอดภัยนั้นเอง พร้อมกับแบกความหวังของทุกคนในครอบครัวไว้ด้วย

     ปีนี้นักเรียนจากโรงเรียนหลวงอเคเซียเข้าร่วมเทศกาลล่าสัตว์เวท เพื่อเป็นการทำภารกิจจบการศึกษานั้นเอง นอกจากโรงเรียนหลวงแล้ว ยังมีนักเรียนจากโรงเรียนอัศวินอเคเซีย ที่ส่วนใหญ่เป็นนักรบและนักรบมนตรา นอกจากนนี้โรงเรียนเวทมนตร์อเคเซียก็ส่งนักเรียนเข้าร่วมเช่นกัน ปีนี้ยอดนักเรียนที่เข้าร่วมเทศกาลจากทั้งสามโรงเรียนมีทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นกว่าคน

     โรงเรียนของอาณาจักรอเคเซียแบ่งเป็นสามโรงเรียนหลัก ได้แก่โรงเรียนหลวงอเคเซีย เป็นโรงเรียนสำหรับผู้ที่จะเข้าสอบเป็นขุนนางหรือต้องการเป็นพ่อค้า ส่วนใหญ่จะมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเมืองการปกครองและการใช้มานาเล็กน้อย ทำให้วิชาส่วนใหญ่เป็นเรื่องทั่วไป การใช้สัญญาแบบต่างๆและการปกครอง โรงเรียนนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนคุณหนูหรือโรงเรียนคนรวยนั้นเอง

     โรงเรียนที่สองคือโรงเรียนอัศวินอเคเซีย มันเป็นโรงเรียนของพวกทหารนั้นเอง ส่วนใหญ่เน้นไปที่การเมืองการปกครองในกองทัพ การฝึกใช้ความสามารถทางร่างกายของตน จึงทำให้โรงเรียนนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีมานาน้อยและอยากเป็นนักรบกับนักรบมนตรานั้นเอง วิชาส่วนมากจะเป็นการปฏิบัติ การฝึกซ้อมและการทำภารกิจเกี่ยวกับทหารต่างๆ โรงเรียนแห่งนี้เป็นความใฝ่ฝันของเหล่าลูกอัศวินหรือนายทหารทั้งหลาย

     โรงเรียนหลักแห่งสุดท้าย โรงเรียนเวทมนตร์อเคเซีย มันเป็นโรงเรียนที่มีผู้อยากจะเข้าเรียนเป็นอันดับหนึ่ง เพราะความที่ว่าการเป็นผู้ใช้เวทย์ได้ถือว่ามีเกียรติยศมากในแผ่นดินทลายฟ้า รวมทั้งยังมีรายได้มหาศาลและชีวิตความเป็นอยู่จะดีขึ้นเป็นอย่างมากนั้นเอง จึงทำให้ใครๆต่างอยากเป็นผู้ใช้เวทย์กันทั้งนั้น โรงเรียนเวทมนตร์เป็นโรงเรียนที่เน้นไปในการศึกษาเวทย์เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ก็ยังมีการสอนการใช้สัญญาบาง และโรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนเดียวที่ไม่เก็บเงินค่าเล่าเรียน แต่ก่อนการจบการศึกษาต้องเขียนหนังสือวิจัยเกี่ยวเวทมนตร์ออกมาหนึ่งฉบับ เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ใช้เวทย์รุ่นต่อๆไป

     ที่ประตูทางออกจากเมือง มีทหารในชุดเกราะสีทองจำนวนหนึ่งคอยตรวจสอบและบันทึกผู้เข้าร่วมเทศกาลที่กำลังจะออกจากเมืองไป ในขณะเดียวกันก็แจกกระบอกไม้สีแดงให้กับกลุ่มหรือบุคคลที่กำลังจะออกไป มันมีม้วนสัญญาเตือนภัยที่จะกระตุ้นก็ต่อเมื่อมีอันตรายถึงชีวิต หรือเจอกับสัตว์เวทระดับกลางขึ้นไป โดยจะมีจอมเวทย์ค่อยจับตาดูอยู่ที่สัญญาตัวจริง เมื่อสัญญาตัวจริงถูกเผาไหม้มันจะเกิดตำแหน่งขึ้นที่แผ่นที่หนังสัตว์ขนาดใหญ่ในลานกว้าง

     ใกล้ประตูทางออกนั้นเอง มีสัตว์เวทระดับสี่ตัวหนึ่งที่บรรทุกผู้โดยสารสี่คนไว้บนหลังของมัน ตัวมันมีลักษณะเป็นสิงโตผสมกับปีกของนกอินทรี มันคือสิงโตวายุคลั่งระดับสามนั้นเอง แต่บรรยากาศรอบๆมันกลับเป็นของสัตว์เวทระดับสี่ ทำให้พูดคนรอบข้างพอจะทราบได้ว่ามันถูกยกระดับด้วยผลวิวัฒน์แล้วนั้นเอง เจ้าสิงโตวายุคลั่งนี้กำลังเดินต่อแถวตามแถวคนออกจากเมืองที่ต่างก็มีสัตว์ขี่กันทั้งนั้นไปอย่างช้าๆ โดยมีผู้โดยสารทั้งหมดสี่คน ทั้งหมดต่างสวมฮูดปิดบังใบหน้ากันทุกคน

     "หยุด! ไม่ทราบว่าใครจะออกไปกับเจ้าสิงโตวายุคลั่งตัวนี้บ้าง" ทหารยามผู้มีอายุมากที่สุดถามไปยังผู้โดยสาร ที่มีชายหนุ่มหนึ่งคนและหญิงสาวอีกสามคน

     "นี้ครับ" ชายหนุ่มยืนบัตรแสดงตนของตัวเองและสองสาวไปให้ พร้อมชี้ไปที่ปลอกคอของหนึ่งสาวด้านหลังตน

     "รอสักครู่" ทหารยามเดินหลบเข้าไปในกระโจมหน้าประตูเมือง ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกระบอกไม้สีแดงสี่อัน

     "เอานี้เจ้าหนุ่ม ใส่มานาตรงนี้เมื่อเกิดอันตราย ส่วนอันนี้เป็นใบภารกิจสำหรับนักผจญภัยที่ไม่ได้รับภารกิจมา เอาไปสิ" เด็กหนุ่มรับสัญญาเตือนภัยกับใบภารกิจปึกหนึ่งมาจากทหารยาม ก่อนที่เขาจะก้มหัวรับรู้แล้วเตะเท้าไปที่สีข้างของสิงโตวายุคลั่งทำให้มันบินหายไปในท้องฟ้าทันที

     "หนุ่มสาวนี้ไฟแรงกันจังเลยน่า" ทหารยามกลับไปตรวจบัตรของคนต่อไป โดยไม่ได้สนใจกลุ่มเด็กหนุ่มคนนั้นเอง

     ทางต้านทิศตะวันตกห่างจากเมืองหลวงอเคเซียราวๆร้อยกิโลเมตร ปรากฏภูเขาขนาดเล็กที่ล้อมรอบไปด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ภายในเต็มไปด้วยสัตว์เวทระดับหนึ่งถึงสองมากมายที่ส่งเสียงร้องกันอย่างวุ่นวาย ลึกเข้าไปในป่าความวุ่นวายกลับน้อยลงจนเห็นได้ชัด เหมือนกับสัตว์เวทระดับต่ำเกรงกลัวอะไรบ้างอย่างที่อยู่ด้านใน 

     ก่อนจะถึงป่าที่แผ่กระจายมาจากภูเขา ด้านหน้ามีแต่ทุ่งหญ้าโล่งๆ ที่พอจะเห็นสัตว์กินพืชหลากหลายชนิด รวมทั้งสัตว์ป่าอีกหลายชนิดที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ้มไม้และตามชายป่า ที่ทุ่งหญ้าด้านบนปรากฏร่างของสิงโตวายุคลั่งที่กำลังร่อนลงมาบริเวณหนึ่ง ตรงนั้นมันเป็นที่โล่งกว้างพอสมควรและรอบๆก็ไม่มีสัตว์ป่าแม้แต่น้อย มีกลุ่มคนลงมาจากบนหลังสิงโตวายุคลั่ง พวกเขาเริ่มเอาของต่างๆออกมากองไว้ที่ด้านข้าง แล้วเริ่มตั้งกระโจมขึ้นมา

     พวกเขาคือกลุ่มของครรชิตนั้นเอง นอกจากพวกเขาแล้วรอบๆนั้นยังมีกลุ่มคนอีกหลายกลุ่ม ได้เริ่มมาจับจองพื้นที่สำหรับฐานล่าสัตว์ในครั้งนี้ ส่วนใหญ่ผู้ที่มาที่นี้มักจะเป็นกลุ่มนักเรียนเสียส่วนใหญ่ ครรชิตหันไม่มองยังกลุ่มต่างๆ ก่อนจะตั้งกระโจมขนาดใหญ่พอๆกับบ้านขึ้นมาหลังหนึ่ง รอบๆกระโจมก็มีเสาไม้ขนาดใหญ่เท่าท่อนขาปักไว้รอบๆ ก่อนที่จะเอาไม้มาขัดกันจนเป็นกำแพงไม้สูงท่วมหัวเด็กหนุ่มขึ้นมา

     "ป้องกัน!" ครรชิตโยนจารึกเวทย์บาเรียขั้นสูงที่ได้ซื้อมาจากป้ามาเรีย เพราะตนเองยังไม่มีฝีมือมากพอจะเขียนขั้นสูงได้ ทำได้แต่ระดับต่ำเท่านั้นจึงจำเป็นต้องหาซื้อมาใช้สำหรับครั้งนี้

     บาเรียสีทึบปรากฏขึ้นรอบๆกำแพงไม้ มันบดบังการมองเห็นของทุกคนจากภายนอกไว้ทั้งหมด และยังช่วยพรางสิ่งก่อสร้างภายในให้ไม่มีใครสังเกตเห็นได้ในยามฉุกเฉินอีกด้วย นอกจากนี้ครรชิตยังใช้จารึกที่ตนเขียนขึ้นที่เรียกว่าจากรึกกันเสียงนั้นเอง โดยมันจะสร้างชั้นสูญอากาศขึ้นระหว่างชั้นบาเรีย เพื่อกันเสียงไม่ให้เดินทางผ่านได้ ทำให้เหมือนกระโจมหลังนี้หายไปจากประสาทสัมผัสทางเสียงและการมองเห็นนั้นเอง

     "เตรียมการเสร็จแล้วสินะ" ครรชิตปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าก่อนจะเดินไปยังกระโจม ที่ด้านในสาวๆต่างเริ่มทำอาหารกลางวันกันแล้ว
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 63 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,037 ความคิดเห็น

  1. #871 phairatw (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 19:51
    ขอบคุณครับ
    #871
    0
  2. #430 Gnuh (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 5 กันยายน 2559 / 16:11
    ขอบคุณครับ
    #430
    0
  3. #352 Aoom Aoom (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 กันยายน 2559 / 12:25
    นั่นเอง....ประโยคคลาสสิคที่เห็นจน....นั่นเอง
    #352
    0
  4. #314 หยาดน้ำบนยอดหญ้า (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2559 / 01:01
    เริ่มแล้ว...
    #314
    0
  5. #312 Jacky Holiday (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2559 / 00:55
    รวมๆแล้วแต่งได้ดีเลยครับ สู้ๆนะ อย่าพึ่งหมดไฟซะก่อน
    #312
    0
  6. #304 wit000 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2559 / 00:00
    ขอบคุณครับ
    #304
    0
  7. #278 toy (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2559 / 21:58
    ขอบคุณมากครับ
    #278
    0
  8. #272 kamol1122 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2559 / 21:33
    สนุกดีครับ
    #272
    0
  9. #271 Ultimated (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2559 / 21:22
    เปลี่ยนบรรยากาศสินะ หุหุหุ
    #271
    0
  10. #270 แว่นใส (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2559 / 21:19
    อยากได้บ้างเนอะ
    #270
    0