ราชันเงาแห่งอเคเซีย

ตอนที่ 152 : จิตวิญญาณที่เหลืออยู่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,991
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    30 ธ.ค. 59

บทที่ 4 : จิตวิญญาณที่เหลืออยู่




   ในป่าเขาที่ดูอุดมสมบูรณ์ของภูเขาที่ซับซ้อนของตระกูลแอสลาส มีเงาสีดำที่เคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วราวกับภูตผี มันตัดผ่านป่าในบริเวณที่ไม่กองกำลังทหารหรือเหล่านักรบคอยตรวจตรา ทิศทางที่มันพุ่งไปเป็นภูเขาที่เป็นพื้นดินสุดท้ายของตระกูลรองของผู้อาวุโสยูโซ และมันเพิ่งเสียไปให้แก่ตระกูลรองวิหคเพลิงในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา


   เมื่อไม่มีใครรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเงานี้ ก็ไม่มีการขัดขวางจากใดที่จะหยุดเงานี้ได้ มันใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดี ด้านหน้าของมันก็เป็นเนินผาชันแห่งหนึ่งที่ดูธรรมดาสามัญเหมือนเนินผารอบๆนี้ แต่มันแตกต่างจากจุดอื่นเล้กน้อยตรงที่มันยังเต็มไปด้วยเถาวัลย์มากมาย ซึ่งโดยรอบมีเถาวัลย์น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด


   ร่างเงาได้ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าผาแห่งนี้ และมันก็กลับกลายเป็นรูปร่างมนุษย์อีกครั้ง มันหันหน้าเข้าสู่หน้าผาที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ ก่อนที่จะยืดตัวตรงและเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย มันยกยิ้มออกมาบางๆหลังจากปรากฏตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์


   ครรชิตในชุดผ้าไหมสีเทาทึบ ผมสีดำที่มัดเป็นหางม้ายาวไปถึงกลางหลังกำลังสะบัดไปมาเบาๆตามการก้าวเดินของชายหนุ่ม เครื่องประดับที่เป็นปลอกแขนสีเงินเพียงชิ้นเดียวที่เห็นได้ชัด เขาได้ยื่นปลอกแบนไปยังส่วนที่ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์


   เพียงแค่ปลอกแขนเข้าไปใกล้มันไม่ถึงเมตร เถาวัลย์ต่างแยกตัวออกจากกันกลายเป็นประตูบานหนึ่ง ก่อนที่มันจะเปิดออกให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่ด้านในถ้ำแห่งนี้


   จากทางเดินยาวตรงไปยังประตูวงกลมบานหนึ่ง ในตอนนี้มันมีห้องที่ถูกเจาะอยู่ตามทางเดินนับสิบห้อง ภายในมีโกเลมหลากหลายขนาดกำลังจัดเก็บเหรียญและสิ่งของต่างๆอย่างวุ่นวาย ทุกสิ่งอย่างทำงานได้ด้วยมันเองแทบทั้งสิ้น


   มีบางห้องที่มีการทำเป็นโรงตีเหล็กและสร้างอาวุธแปลกๆ หรือไม่ก็เป็นห้องที่กำลังทำการทดลองสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆอยู่ ที่ปลายอุโมงค์ยังคงเป็นประตูที่เต็มไปด้วยอักขระแปลกอยู่เช่นเดิม แต่มันมีไฟและแสงมาพอจะส่องให้เห็นทุกตัวอักขระบนนั้น


   ชายหนุ่มก้าวยาวๆไปยังประตูทรงกลมนั้น แต่กลับไม่ได้เข้าไปแก้ปริศนาที่รู้คำตอบแล้วในตอนนี้ แต่เป็นการไปสั่งการอะไรบางอย่างที่ห้องใกล้ประตูนั้นต่างหาก


   "เปิด!" เสียงตวาดเบาๆของครรชิตดังขึ้น


   วงแหวนบนพื้นพลันเรืองแสงขึ้นพร้อมกันหลายวง ก่อนที่วงหนึ่งจะเริ่มเกิดเป็นช่วงวางสีดำขนาดใหญ่ขึ้นอากาศ มันกลายเป็นประตูมิติไปเสียแล้วแทนที่จะเป็นเพียงการทำงานของวงเวทย์เคลื่อนย้ายทั่วไป


   ที่ปลายด้านหนึ่งของประตูนี้ มันคือหอคอยที่ฝังรากลึกของมันครึ่งหนึ่งลงไปใต้ดิน นี้เป็นดันเจี้ยนเก่าที่บิชอบเป็นผู้คนพบในการสำรวจภูเขารอบๆหมู่บ้านของเขา มันร้างเพราะแกนกลางดันเจี้ยนถูทำลายอย่างสมบูรณ์ไปแล้ว แต่ตัวโครงสร้างยังใช้ได้ดีเลยทีเดียว


   ชั้นที่ประตูถูกติดตั้งไว้คือชั้นลึกสุดของที่นี้ ด้านในมีโกเลมหลายตัวกำลังปรับปรุงดันเจี้ยนนี้ให้แข็งแรงขึ้นอยู่ แน่นอนว่าการเปิดประตูนี้ก็เพื่อที่จะย้ายของและที่ทำการไปยังดันเจี้ยนเก่านั้นเอง


   "พวกเจ้า ขนย้ายและดำเนินการต่อที่อีกฝากของประตูได้เลย" เขาส่งคำสั่งไปยังโกเลมทุกตัวในถ้ำแห่งนี้ด้วยปลอกแขน ก่อนที่โกเลมจะเริ่มทำงานตามที่เขาสั่งอย่างมีระบบ


   การขนย้ายเริ่มขึ้นจากคลังสมบัติ ซึ่งมันถูกนำไปเก็บไว้ที่ชั้นด้านบนของชั้นลึกสุดและขึ้นไปอีกสามชั้น ทั้งหมดสี่ชั้นไว้สำหรับทำเป็นโกดังซึ่งดันแปลงโครงสร้างเรียบร้อยแล้ว


   ดันเจี้ยนนี้มีทั้งหมดสิบสี่ชั้น โดยแบ่งเป็นอยู่ใต้ดินสิบชั้นและบนพื้นดินสี่ชั้น บนพื้นดินยังเต็มไปด้วยสัตว์เวทหลายระดับที่ยังคงยึดครองมันไว้ แม้แกนกลางจะหายไปแล้วก็ตาม แต่พลังมานาที่เข้มข้นก็ยังคงมีตกค้างอยู่เล็กน้อย ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับพวกสัตว์เวทระดับต่ำทั้งหลาย


   ในส่วนที่อยู่ใต้ดินด้วยความที่มันถูกปิดตายและไม่มีทางเข้าทางอื่นเลย ทำให้ครรชิตต้องเจาะมันขึ้นมาเองและทำการใส่ประตูและค่ายกลเวทย์ลงไป พร้อมกับใช้กับดักเวทย์และวงเวทย์บาเรียป้องกันเป็นด่านแรก ทำให้ชั้นที่ห้าเต็มไปด้วยกับดักและค่ายกลเวทย์


   ส่วนชั้นใต้ดินที่เหลือก็เป็นชั้นโล่งๆซึ่งกำลังถูกปรับปรุงตั้งแต่รากฐานขึ้นมาด้านบน ที่ตอนนนี้มีไม่กี่ชั้นที่ยังไม่เรียบร้อยดีนัก เพราะมันต้องใช้เวลาให้การปรับปรุงมันเข้าที่เข้าทาง


   เขาปรับปรุงมันให้เป็นโรงงานขนาดยักษ์ที่ใต้ดินขึ้นมา โดยมีชั้นล่างสุดเป็นศูนย์ควบคุม ชั้นบนขึ้นมาสี่ชั้นเป็นโกดัง และสี่ชั้นที่เหลือแบ่งเป็นชั้นสร้างโกเลม สร้างอุปกรณ์เวทย์ ชั้นสำหรับผลิตยาระดับกลางและสูง และสุดท้ายเป็นชั้นที่ไว้วิจัยและสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่ผสานเทคโนโลยีกับเวทมนตร์เอาไว้ด้วยกัน


   ด้วยการปรับปรุงเช่นนี้ ทำให้เขาสามารถสร้างกองทัพขึ้นมาได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้มีโกเลมที่พร้อมสำหรับการต่อสู้แล้วนับร้อยตัว ส่วนใหญ่มีระดับอยู่ที่ผู้ใช้ศาสตราวุธขั้นสูงทั้งสิ้น ทำให้เขาสามารถบุกยึดอาณาจักรเล็กๆได้ตลอดเวลา


   "ของก็ย้ายไปเกือบหมดแล้ว ได้เวลาลงมือทำงานของข้าแล้วสินะ" ชายหนุ่มหันไปมองที่ประตูหินสีดำทรงกลม แล้วเดินไปยืนอยู่ต่อหน้ามันอย่างเงียบๆ


   เขากดฝ่ามือลงไปตรงกลางประตูทรงกลมนี้ ก่อนจะถ่ายเทพลังเวทย์ธาตุดินลงไป มันกระจายไปตามวงเวทย์แรกอย่างรวดเร็วจนเติมเต็มในไม่ช้า


   คลิ๊ก!


   เสียงสลักปลดล็อคดังขึ้นมาจากวงเวทย์ที่ได้รับพลังเวทย์ธาตุดินไป มันหมุนวนอยู่สักพักก่อนที่มันจะจัดรูปแบบวงเวทย์ใหม่ด้วยการผสานวงเวทย์ด้านในสุดกับวงแหวนอันที่สอง เกิดเป็นวงเวทย์ใหม่ขึ้นมาซึ่งมันต้องการพลังเวทย์ธาตุไฟในการปลดล็อคต่อไป


   เขาไม่รอช้าปล่อยพลังเวทย์ธาตุไฟสีแดงออกมาจำนวนมาก ซึ่งมันก็ไหลผ่านตัวอักขระและลงเวทย์ไป พลังเวทย์ทั้งธาตุดินและไฟเริ่มผสมและหลอมรวมกัน ทำให้วงเวทย์วงที่สองเริ่มเคลื่อนตัวและจัดรูปแบบใหม่อีกครั้ง


   เมื่อวงเวทย์ที่สามปรากฏออกมา ครรชิตก็อัดพลังเวทย์ธาตุลมลงไป วึ่งมันก็ปลดล็อคชั้นที่สามได้สำเร็จ จนกระทั่งวงเวทย์เหลือเพียงแค่วงเวทย์เดียวเท่านั้นที่ยังไม่ปลดล็อค


   "ดูท่าการที่ข้าเร่งสะสมทะเลลมปราณจะไม่เสียเปล่าจริงๆ ด้วยศิลาจิตอสุรของไฮดร้าเก้าเศียรระดับเจ็ด ก็มากพอจะทำให้ข้ามีพลังธาตุน้ำมากพอที่จะเปิดประตูนี้ได้เสียที" เขาพูดเบาๆ ก่อนจะถ่ายพลังเวทย์ธาตุน้ำลงไปยังวงเวทย์ขนาดใหญ่อันสุดท้าย


   เมื่อประตูหินสีดำทรงกลมได้รับพลังเวทย์ครบทั้งสี่ธาตุ ประตูมันส่งเสียงดังลั่นของการเคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง สีหน้าของครรชิตเต็มไปด้วยความยินดีอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่เขาจะได้ยินดีไปมากกว่านี้ประตูที่ปิดตามมาหลายร้อยปีจนถึงหลายพันปีก็เปิดออกมา


   กลิ่นอับและเสียงลมโหยหวนดังขึ้นอย่างชัดเจน ก่อนที่ด้านในจะสว่างด้วยตัวของมันเองในทันที จนมองเห็นถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ด้านหลังประตูหินอย่างชัดเจน


   มันเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ประมาณหนึ่งตารางกิโลเมตรเห็นจะได้ มันมีเพดานเป็นโดมสูงขึ้นไปจากทางเข้าประมาณหนึ่งกิโลเมตรเช่นกัน มันลดขนาดความกว้างลงจนคล้ายกับหลังคารูปโดม และมีดวงอาทิตย์จำลองอยู่ที่จุดศูรย์กลางของหลังคาโดมนี้


   ด้านในเต็มไปด้วยชั้นที่ทำจากวัสดุที่เหมือนกับประตูสีดำนี้ ทุกสิ่งอย่างเือบจะทำจากหินสีดำนี้ทั้งหมด ไมว่าจะเป็นผนัง โดมหลังคา พื้นหินด้านล่างหรือแม่กระทั่งชั้นวางของรอบๆนี้


   ชั้นวางของจัดเป็นรูปวงกลมคลายรัศมีของพระอาทิตย์ มันสลับกันเป็นแถวๆจนมองไปเห็นสิ่งที่อยู่ตรงกลางของชั้นวางของเลยแม้แต่น้อย นอกจากต้องเดินเข้าไปยังจุดศูนย์กลางด้วยตัวเอง


   ทุกชั้นวางเต็มไปด้วยแหวนมิติที่ระบุถึงสิ่งที่รักษาอยู่ด้านในไว้ทุกช่อง ชั้นหนึ่งมีประมาณสิบถึงสิบสามช่องที่มีแหวนมิติระดับต่ำอยู่ จากจำนวนนับร้อยช่องที่ควรจะมีแหวนมิติระดับต่ำอยู่ภายใน


   สิ่งของที่บรรจุเอาไว้ในนี้ถึงแม้จะไม่อาจจะเทียบได้กับสถานที่โบราณ แต่มันก็มีค่าที่แทบจะพอซื้ออาณาจักรนี้ทั้งอาณาจักรเลยก็ว่าได้ ทั้งวัตถุดิบระดับสูง อาวุธระดับกลางหลายร้อยชิ้น และนี้เป็นเพียงชั้นนอกสุดเท่านั้น


   ลึกเข้าไปในชั้นที่สอง พวกมันเริ่มเป็นวัตถุดิบระดับสูงที่หายากมากในอดีตจนถึงปัจจุบัน มีแม้กระทั่งวัตุดิบระดับวิเศษซึ่งใช้ทำยาและหลอมอุปกรณ์เวทย์ระดับสูงถึงของระดับวิเศษ แต่ไม่มากพอจะสร้างของในตำนานได้


   เมื่อเคลื่อนผ่านแถวที่สามของรัศมีชั้นวางของหินสีดำนี้ไป เขาก็พบกับชั้นวางของที่มีของวิเศษที่วางเอาไว้ในชั้นแทนที่แหวนมิติระดับต่ำ ของทุกชิ้นเป็นของวิเศษแทบทั้งสิ้น แต่ว่ามันกลับถูกวางไว้ด้วยค่ายกลและวงเวมย์ป้องกันที่ยากจะทำลายได้ แม้เขาจะใช้พลังทั้งหมดในตอนนี้ก็ตามที


   เขาได้แต่เดินผ่านชั้นต่างๆเข้าไปถึงหกแถว ซึ่งไม่ได้อะไรติดไม้ติดมืออกมาแม้แต่ชิ้นเดียว จนไปถึงทางเข้าไปยังจุดศูนย์กลางของห้องโถงทรงกลมนี้ มันเป็นโดมที่ทำจากหินสีดำเช่นกันและมีวงเวทย์อยู่ที่ประตูทางเข้า


   ด้านบ้างของประตูเป็นภาษาสมัยโบารณสักเอาไว้ ซึ่งมันไม่ยากมากนักเพราะแทบไม่ต่างจากภาษาสมัยนี้สักเท่าใด มีเพียงตัวอักษรบางตัวที่ไม่มีความหมายในปัจจุบันบางเท่านั้น


   หลังจากลองแปลไปได้สักครู่หนึ่ง เขาก็รู้ถึงวิธีเปิดประตูนี้ได้เสียที


   "พลังเวทย์ธาตุทั้งสี่ธาตุหลักสินะ" เขาพูดออกมาเบาๆ ก่อนจะแปลงพลังมานาให้เป็นพลังเวทย์ธาตุต่างๆ แล้วส่งมันไปยังวงเวทย์ที่อยู่กลางประตู


   เสียงปลดล็อคดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ตัวเลขที่เหนือประตูเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นเลขเลขสิบแปดทับ(/)ยี่สิบกลายเป็นเลขสิบเก้าทับ(/)ยี่สิบ ประตูก็เปิดออกให้เห็นถึงลูกแก้วลูกหนึ่งที่อยู่ด้านใน มันกำลังกระพริบแสงสีฟ้าเป็นจังหวะเหมือนหัวใจที่กำลังเต้นอยู่


   นอกจากลูกแก้วที่ลอยอยู่กลางอากาศในห้องตรงกลางนี้แล้ว มันยังมีรูปภาพสิบแปดรูปประดับอยู่บนฝาผนังอีกด้วย รูปภาพรูปสุดท้ายช่างมีหน้าตาคล้ายกับคนในตระกูลหลักคนหนึ่งที่เขาเคยเห็นเป็นอย่างมาก


   ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นนายน้อยคนหนึ่งของตระกูลหลักที่ลงประลองเมื่อครั้งที่แล้ว ซึ่งเขาให้ความสนใจกับมันเล็กน้อยในระหว่างรอการต่อสู้ของตัวเองอยู่


   "หืม?" เสียงที่ฟังดูไม่เหมือนเสียงของสิ่งมีชีวิต มันดังออกมาจกาห้องทั้งห้องราวกับวาห้องนี้คือลำคอของมัน


   เสียงนี้ได้กระตุ้นสัญชาตญาณของครรชิตให้ตึงเครียดอย่างสูงสุด จนกระทั่งเขาเผลอปลดปล่อยพลังทั้งหมดเพื่อเตรัยมพร้อมออกมาในเสี้ยวพริบตา ราวกับว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับสัตว์เวทระดับเก้าอย่างใกล้ชิด


   พลังที่ปลดปล่อยออกมาทำให้รูปภาพและลูกแก้วสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนที่พวกมันจะหยุดนิ่งในไม่กี่อึดใจ เมื่อทุกอย่างเงียบสงบลงแต่ไม่ใช้กับพลังของครรชิตที่ลุกโชนจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ในตอนนี้


   "ไม่เลว! นานมากแล้วที่ข้าไม่เคยพบกับผู้สืบทอดที่มีพลังมากมายเพียงนี้ ดูเหมือนว่าเจ้าจะหลุดกรอบของผู้ฝึกฝนไปแล้วสินะ" เสียงนั้นเอ่ยออกมาจากทุกทิศทาง ทำให้ครรชิตมองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง


   เสียงนั้นเงียบไปราวสิบวินาที แต่ทว่าครรชิตราวกับว่าภายในความทรงจำของเขากำลังถูกตรงสอบอย่างละเอียด แม้จะตรวจสอบในเรื่องราวของโลกในยุคปัจจุบันนี้เพียงอย่างเดียวก็ตาม แต่ก็นับว่าเขาถูกอ่านความทรงจำไปมากมายทีเดียวเชียว


   "ข้าหลับไหลมาแล้วสามพันปีสินะ ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครจดจำตาเฒ่าผู้นี้ได้อีกต่อไปแล้ว เจ้าหนุ่มเจ้าชื่อว่าบิชอบ จูเนียร์ ดิ แอสลาสสินะ หรือจะให้ข้าเรียกเจ้าว่าครรชิตอย่างที่เจ้าชอบเรียกตัวเองดีละ" มันพูดออกมา ในขณะที่ลูกแก้วที่กำลังกระพริบแสงสีฟ้าเป็นจังหวะจะปล่อยหมอกควันออกมา


   หมอกควันรวมตัวเป็นชายหนุ่มในชุดที่ดูหลงยุคเป็นอย่างมาก มันเหมือนชุดสมัยยุคโรมันเลยทีเดียว เพียงแต่มันดูหน้าเรงข้ามและแข็งแกร่งกว่าที่เห็นเป็นอย่างมาก มันเป็นชุดเกราะเต็มตัวที่ดูน่าหวาดหวั่นทั้งศัตรูและพวกเดียวกัน


   ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของครรชิต มันมีรูปร่างหน้าตาที่ดูเหมือนกับถูกแกะสลักมาจากหินอ่อน มันดูทั้งแข็งกร้าว ดุดัน และทรงเสน่ห์ดั่งวีรบุรุษในคงามฝันเสียจริง มันเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยซึ่งไม่แสดงออกถึงความเย่อยิ่งหรือยิ่งยโส แต่เปิดการเชิดหน้าในเกียรติภูมิจากความสำเร็จของตัวเอง แววตาของมันไม่อาจจะอ่านออกว่าคิดอะไรอยู่ มันราวกับมหาสมุทรที่ไร้ขอบเขต


   ครรชิตทำได้เพียงลดพลังและยืนนิ่งๆอยู่ตรงนั้นอย่างโง่งม ราวกับว่าวิญญาณได้หลุดออกจากร่างไปเสียแล้ว


    "ถ้าเจ้าไม่แนะนำตัวเพราะข้า เช่นนั้นข้าขอเสียมารยาทสักเล็กน้อย ข้าขอแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ ข้าผู้พิชิตทั่วหล้าตั้งแต่ผืนพิภพตะวันออกจนถึงตะวันตกจากเหนือจรดใต้ ผู้คนต่างขนานนามของข้าว่า'ผู้พิชิตไมนอสแห่งฟิวรัว' ข้าฟาดฟันเหล่าอริราชด้วยพลังธาตุทั้งสี่ ซึ่งหลอมรวมเป็นร่างกายของข้า" วีรบุรุษหนุ่มโค้งคำนับชายหนุ่มเล็กน้อย ก่อนจะยืนตัวตรงและยิ้มอย่างอบอุ่นมาให้ครรชิต


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,037 ความคิดเห็น

  1. #1759 Gnuh (จากตอนที่ 152)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 19:31
    ขอบคุณครับ
    #1,759
    0
  2. #1748 แพมแพม (จากตอนที่ 152)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 20:16
    รอลุ้นว่าจะดีหรือร้ายกับพระเอกของเราค่ะไรท์
    #1,748
    0
  3. #1747 Warakorn Triamthaisonglg (จากตอนที่ 152)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 17:19
    บรรพชนสินะ
    #1,747
    0
  4. #1746 หยาดน้ำบนยอดหญ้า (จากตอนที่ 152)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 16:35
    เจอบรรพบุรุษแล้ว...
    #1,746
    0
  5. #1745 cattycall (จากตอนที่ 152)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 15:44
    ขอบคุณมาก
    #1,745
    0
  6. #1744 พาน (จากตอนที่ 152)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 15:38
    ใครง่ะมาให้อยากแล้วท่านก้อจากไป
    #1,744
    0
  7. #1743 phairatw (จากตอนที่ 152)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 15:11
    ขอบคุณครับ
    #1,743
    0
  8. #1742 kamol1122 (จากตอนที่ 152)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 14:21
    สนุกดีครับ
    #1,742
    0
  9. #1741 wit000 (จากตอนที่ 152)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 14:17
    ขอบใจจ้า
    #1,741
    0
  10. #1740 pipawat (จากตอนที่ 152)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 14:16
    ปู่ทวด ของต้นตระกูลดิแอสลาส หรือเปล่าหว่า
    #1,740
    0
  11. #1738 oThe Nighto (จากตอนที่ 152)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 14:06
    ... ตบมันเยยมั้ย นี้ก๊จะหาเรื่องอย่างเดียวเลย
    #1,738
    0
  12. #1737 Gardena (จากตอนที่ 152)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 13:59
    ขอบคุณค่ะ
    #1,737
    0
  13. #1736 phatcharaa (จากตอนที่ 152)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 13:36
    ขอบคุณค่ะ
    #1,736
    0