ราชันเงาแห่งอเคเซีย

ตอนที่ 151 : เยือนตระกูลแอสลาสอีกครั้ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,973
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    29 ธ.ค. 59

บทที่ 4 : เยือนตระกูลแอสลาสอีกครั้ง




    การเดินทางครึ่งเดือนเป็นไปด้วยความตื่นเต้นเล็กๆน้อยๆตลอดเวลา ทั้งโจรหลายสิบกลุ่มที่ถูกฆ่าและถูกจับส่งทางการ สัตว์เวทที่ดูจะมากมายผิดปรกติ กองทหารที่แตกแถวหลายกอง และเหล่าทหารรับจ้างที่แปรเปลี่ยนไปเป็นโจรรับจ้าง ยังดีที่นักผจญภัยไม่เป็นไปกับพวกมันด้วย


    แม้จะไม่มีปัญหาใหญ่โตให้ปวดหัวระหว่างเดินทาง แต่กลับมีปัญหาเรื่องลูกศิษย์ตัวแสบใหม่ทั้งสองคนแทน ทั้งคู่เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน แต่ทำไมหน้าตาและนิสัยต่างกันราวฟ้าับเหวก็ไม่รู้


    เขารับทั้งคู่เป็นศิษย์โดยตรงเพราะทั้งคู่มีสิ่งที่หายากในหมู่คนในแผ่นดินนี้ คือการที่มีเส้นลมปราณเป็นของตัวเองตั้งแต่เกิดนั้นเอง ทั้งสองคนสามารถใช้มานาในการโคจรตามเส้นลมปราณได้ตั้งแต่เกิด แต่ด้วยสิ่งนี้ทำให้ความคิดและนิสัยของทั้งคู่เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์


    เส้นลมปราณของคนพี่เป็นแบบเงียบสงบแต่กลับเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งพันปี ส่วนคนน้องกลับเกรี้ยวกราดแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นแทนเสียนี้ ทำให้นิสัยของทั้งคู่เลยกลายเป็นเย็นชาและแอบจิตสำหรับคนพี่ ส่วนคนน้องกลายเป็นคนซื่อๆและจริงจัง ซึ่งทั้งคู่กลับเข้ากันเป็นอย่างดีเมื่ออยู่ด้วยกัน


    ทั้งสองคนที่ตามเขามาด้วยเริ่มก่อเรื่องแบบไม่ตั้งใจแทบทุกเมืองหรือหมู่บ้านที่ผ่าน คนน้องอยากได้อะไรคนพี่จะหามาให้โดยใช้ความเย็นชาและโรคจิตของตัวเอง ส่วนคนน้องก็ดีอกดีใจราวกับเด็กๆ จนบ้างครั้งก็เผลอปล่อยให้ลมปราณสุดร้อนแรงที่เก็บเอาไว้กระจายออกมา ทำให้เกิดไฟไหม้ป่าไปหลายรอบ และหวุดหวิดจะทำให้หมู่บ้านล่มสลายไปเลยก็มี


    "เฮ้อ!" ครรชิตถอนหายใจออกมาอีกครั้ง หลังจากที่สองพี่น้องสร้างรูปปั้นน้ำแข็งและกองเพลิงขึ้นมาอีกแล้ว


    ที่หน้าขบวนเดินทาง รถม้าของครรชิตที่ตามหลังรถม้าของสองพี่น้อง สามารถมองเห็นกองโจรนับสิบคนที่กำลังกลายเป็นน้ำแข็งที่ข้างทาง และมีบางส่วนติดไฟราวกับกองไฟเล็กๆกองหนึ่ง


    "ไปดับไฟหน่อย" เขาโบกมือไล่ข้ารับใช้ที่มากลับรถม้าด้านข้าง ซึ่งพวกมันกำลังขับที่ขนาบข้างรถม้าของเขาอยู่ในตอนนี้


    "ขอรับ" ทั้งสองคันรถขานรับเสียงหนักแน่น ก่อนที่สองสามคนจากรถม้าแต่ละคันจะเหินร่างจากรถม้าออกไป


    ไฟที่จุดด้วยเปลวเพลิงลมปราณซึ่งใช้ร่างของมนุษย์เป็นเชื้อเพลิงถูกดับลงในเวลาไม่นาน ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเลยแม้แต่น้อย พวกมันไม่ลืมที่จะทำลายรูปปั้นน้ำแข็ง ส่วนใครที่มีหมายจับและมีค่าหัวมากหน่อยก็ถูกละลายและโยนเข้าไปในรถม้าที่มีกรงขนาดใหญ่ วึ่งในนั้นมีคนอยู่แล้วนับสิบคน


    ขบวนรถม้าจากเดิมที่มีประมาณห้าคันเพียงเท่านั้น ในตอนนี้มีเก้าคันเข้าไปแล้ว สี่คันที่เพิ่งเข้ามาเป็นรถขนส่งนักโทษที่พ่อบ้านโฮโอไปซื้อมาเพิ่ม เนื่องจากการเดินทางในสามวันแรกพวกเขาจับโจรที่มีค่าหัวได้หลายคน ซึ่งไม่พอสำหรับรถม้าของพวกเขา จึงต้องซื้อรถม้าเพิ่มในเมืองถัดไปทำให้ตอนนี้ทั้งขบวนจึงมีรถม้าถึงเก้าคันดังกล่าว


    อีกไม่ถึงสิบกิโลเมตรพวกเขาก็จะเจอกับเมืองสุดท้าย ก่อนที่เมืองต่อไปจะเป็นเมืองแบล๊คร็อคแล้ว ทุกคนเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเล็กน้อยเพื่อให้ทันกับพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า


    หลังจากเข้าเมือง ครรชิตและลูกศิษย์ทั้งสองก็เดินทางไปกับข้ารับใช้หลายคน ก่อนจะจองห้องพักหลายสิบห้องทั้งห้องสำหรับพวกเขาและสำหรับพวกข้ารับใช้ ถึงแม้ทุกคนจะสามารถเคลื่อนย้ายไปที่หมู่บ้านและกลับมาในตอนเช้าก็ได้ แต่เพื่อความปลอยภัยของหมู่บ้านทุกคนเลยทำทีเป็นนักเดินทางปรกติ ถึงแม้การมาพร้อมกับนักโทษและโจรจำนวนมากจะไม่ใช่เรื่องปรกติก็ตาม


    ในขณะที่พ่อบ้านโฮโอและข้ารับใช้ส่วนที่เหลือนำนักโทษและโจรไปขึ้นค่าหัวกับทางการ ซึ่งได้เงินมาไม่น้อยเลยทีเดียว แต่มันก็เทียบไม่ได้กับเงินที่พวกเขาได้จากการขายผลผลิตในหมู่บ้านของพวกเขา เพราะแค่พืชเวทย์ไม่กี่สิบต้น ก็มีราคามากกว่าค่าหัวของโจรที่จับได้ในวันนี้ทั้งวันเสียอีก


    "รีบพักผ่อน พรุ่งนี้เราจะเดินทางให้เร็วที่สุด สองเมืองนี้ห่างกันไม่ถึงร้อยกิโลเมตร น่าจะเดินทางแค่วันเดียวก็ถึงด้วยความเร็วเกือบสูงสุด" ครรชิตบอกกับทุกคนที่ล็อบบี้ของโรงแรม ก่อนที่จะแยกย้ายเข้าห้องนอนของแต่ละคนไป


    ในเย็นของวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็เดินทางไปถึงเมืองแบล๊คร็อคในที่สุด แต่ทว่าพวกเขาก็ยังไม่พ้นสภาพเดิมเหมือนตอนเข้าเมืองข้างเคียงเมื่อวาน ในรถม้าทั้งสี่คันด้านหลังพวกเขาเต็มไปด้วยโจรหลายสิบคนรวมทั้งทหารรับจ้างที่กลายเป็นโจรอีกมากมาย ทุกคนในขบวนต่างชินชากับเรื่องนี้ไปเสียแล้ว แต่กลับคนในเมืองมันไม่ใช่เช่นนั้น


    ตลอดทางที่พวกเขาเดินเข้าเมืองไปต่างได้รับเสียงกระซิบกระซาบจากคนในเมือง ซึ่งตอนแรกครรชิตก็ไม่คิดอะไรมาก จนกระทั้งพลังลมปราณของศิษย์ทั้งสองคนของเขาเริ่มแปรปรวนนั้นเอง ทำให้เขาสั่งการบ้างอย่างกับพ่อบ้านโฮโอ


    "ไปล้างสีเวทย์ที่ปกปิดสัญลักษณ์ตระกูลออก ข้ายังไม่อยากให้เมืองนี้ถูกแช่แข็งหรือถูกเผาหรอกนะ" เขาพูดเบๆ ซึ่งพ่อบ้านโฮโอก็เข้าใจในทันที เพราะเขาเองก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความร้อนและเย็นที่แผ่มาจากหน้าขบวน


    รถม้าหยุดก่อนจะเข้าเมืองไปไม่ไกล เหล่าข้ารับใช้หลายคนออกมาล้างคราบสกปรกและคราบสีบนรถม้าออกไป ทำให้รถม้าทั้งห้าคันที่พวกเขานำมาจากหมู่บ้านจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกมันกลายเป็นรถม้าที่ดูดีและน่าเรงข้าม พร้อมด้วยสัญลักษณ์ของตระกูลแอสลาสที่โชว์เด่นหลาอยู่บนรถม้า


    ด้วยสภาพรมม้าที่ดูเปลี่ยนไปพร้อมกับสัญลักษณ์ของตระกูลแอสลาส ก็พอจะปิดปากของชาวบ้านได้มากพอสมควร เช่นเดียวกับเหล่าทหารที่ปล่อยพวกเขาเข้าไปในเมืองอย่างง่ายดาย


    พวกเขามุ่งตรงไปยังศาลากลางเมืองเพื่อส่งนักโทษก่อน แล้วก็เดินทางไปยังภูเขาของตระกูลแอสลาส ซึ่งทั้งหมดใช้เวลาตลอดทั้งเย็นจนมืดค่ำ ทำให้พวกเขาหาที่พักก่อนจะเดินทางไปยังตระกูลในตอนเช้าแทน


    "พวกเจ้ากลับไปที่หมู่บ้านหรือจะไปที่เมืองโคลอสเซียมทะเลทรายก็ได้ การจะไปที่ตระกูลกับข้าจะเป็นการทำให้เรื่องมันยุ่งเสียมากกว่า" เขาพูดกับสองพี่น้องที่กำลังทำสีหน้าราวกับจะร้องไห้


    "ท่านอาจารย์ ท่านจะทิ้งพวกเราใช่ไหมครับ อึกๆ" เสียงสะอื้นของเด็กชายทำให้ครรชิตหน้าเสียได้เลยทีเดียว


    "ฟรอสต์ ข้าไม่ได้จะทิ้งเจ้ากับเฟลมเสียหน่อย ข้าต้องไปทำธุระของข้าเป็นการส่วนตัว ข้าให้พวกเจ้าไปเที่ยวกันสักหลายวันเท่านั้นเอง" เขาพูดด้วยสีหน้าเลิกลั่ก ก่อนจะมองไปยังเฟลมที่กำลังกลับมามีสีหน้าปรกติเช่นเดียวกับฟรอสต์ที่กำลังยิ้มออกมาน้อยๆ


    หลังจากจัดการเรื่องราวของสองพี่น้องเสร็จเรียบร้อย พวกเขาทั้งขบวนเดินทางก็เริ่มออกเดินทางจากเมืองไป


    ขบวนเดินทางในครั้งนี้เหลือเพียงแค่หนึ่งรถม้าเท่านั้น ด้วยการที่คนที่คอยมาดูแลสองพี่น้องได้เดินทางกลับไปด้วย ซึ่งทั้งสี่รถม้าถูกส่งไปยังสถานที่ที่ต้องการด้วยเวทย์เคลื่อนย้ายหลังจากออกนอกเมืองเข้าไปในป่าได้ไม่ไกลมากนัก


    การเดินทางในตอนนี้จึงเป็นไปด้วยความรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง เพียงใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีชายหนุ่มก็มาถึงหน้าประตูทางเข้าที่ทำจากไม้เช่นวันวาน มันผ่านมานานหลายเดือนจนเป็นปีที่เขาไม่ได้มองดูประตูไม้นี้อย่างใกล้ชิด ตอนนี้มันกลับดูราวกับว่ามันใกล้จะพังอยู่ไม่ไกลเสียแล้ว


    มีรอยแตกและรอยหักของไม้หลายร้อยรอย ดูเหมือนจะเป็นรอยเล็กของสัตว์เวทหลายชนิดเป็นผู้กระทำ คงไม่แปลกอะไรมากนัก เพราะที่เมืองและหมู่บ้านรอบๆนี้เองก็มีสภาพคล้ายๆกัน ตามกำแพงหรือรั้วไม้ต่างเต็มไปด้วยรอยเล็บเช่นนี้


    ยิ่งมองไปตามกำแพงพวกเขาก็ยิ่งเห็นความเสียหายที่มากขึ้นไปอีก แต่ก็มีชายหนุ่มและหญิงสาวหลายคนกำลังซ่อมแซมมันอยู่เช่นกัน


    ถึงแม้ตระกูลจะอยู่บนภูเขานี้มาหลายพันปี แต่ใช้ว่าพวกเขาจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวเสียเมื่อไร เพราะบนภูเขาก็ยังมีสัตว์เวทที่อาศัยอยู่มากมาย ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ไม่ยุ่งเกี่ยวซึ่งกันและกันมานาน แต่ด้วยภัยแล้งที่ส่งผลกระทั่งแผ่นดิน ทำให้พวกมันบางส่วนเริ่มออกมาจากเขตที่กักพวกมันเอาไว้


    เขตแดนแรกก็เป็นกำแพงเหล่านี้นี้เอง ด้วยการกั้นพวกมันกับพื้นที่ของตระกูลไว้ ทำให้มันเป็นด่านแรกที่พวกสัตว์เวทต้องเจอ ที่พวกมันต้องการฝ่าเข้าไปยังหลังกำแพงเพราะด้านในอาหารและน้ำยังคงอุดมสมบูรณ์ ป่าไม้ยังคงเขียวชอุ่มแตกต่างจากด้านนอกที่ต้นไม้มีแต่ใบสีเหลืองและแห้งกรอบ


    ด้วยการที่ภูเขาเกือบทั้งหมดของตระกูลแอสลาสและตระกูลใหญ่อีกสองตระกูล พวกมันได้มีเวทย์ของบรรพชนที่เคยเขียนสลักลงไปบนภูเขา ถึงแม้มันจะอ่อนกำลังมากแล้วในตอนนี้ แต่ก็ได้รับการเติมเต็มพลังมานาอยู่เรื่อยๆทั้งจากพวกมันและจากธรรมชาติ ทำให้แผ่นดินแถบนี้ยังคงอยู่รอดได้ต่อไป เช่นเดียวกับเขตเมืองอื่นๆที่มีเวทย์คล้ายๆกันนี้


    "ข้ามาตามคำเชิญนี้" ครรชิตตะโกนเสียงดังอีกครั้งเหมือนครั้งก่อน แต่ครั้งนี้แตกต่างตรงที่ชายหนุ่มมากับพ่อบ้านส่วนตัวและข้ารับใช้อีกสองคน


    ครรชิตสะบัดไปข้างหน้าหลังจากตะโกนเสร็จ จดหมายพร้อมซองของมันก็ได้ไปปักอยู่บนหน้าประตู ทั้งเสียงตะโกนและเสียงของวัตถุได้ปักไปบนประตู ทำให้ใครหลายคนต่างหยุดมือและหันมามอง ก่อนที่บนบันไดลงมาจากเขาจะปรากพ่อบ้านหลายคนวิ่งลงมาจากเขาอย่างรวดเร็ว จนเห็นเพียงฝุ่นควันบางๆตามหลังมาเท่านั้น


    ราวกับภาพเดิมฉายซ้ำขึ้นอีกครั้ง เขาถูกขานชื่อและเชิญเขาไปในตระกูลจากพ่อบ้านคนเดิม ลักษณะการเดินทางขึ้นไปก็คฃ้ายเดิม จะต่างก็ตรงที่เขาไม่ได้ถูกล้อมกรอบก่อนจะถูกเชิญและมีผู้ติดตามของเขามาด้วยก็เท่านั้น


    หลังจากนั้นเขาก็ถูกนำไปยังภูเขาของตระกูลหลัก ที่นั้นเขาพบกับเด็กหนุ่มและเด็กสาวหลายคนที่อายุไล่เรี่ยกับเขา และส่วนมากเป็นคนของตระกูลรองทั้งหลาย มีเพียงไม่กี่คนที่ถูกเชิญมาเหมือนกับเขา


    เมื่อไปถึงเรือนพักของเขา ในนั้นมีหลายคนได้จับจองห้องไว้อยู่ก่อนแล้ว จากที่ดูเหมือนกับว่าเรือนหลังนี้จะมีทั้งหมดสิบห้องด้วยกัน และผู้ที่เชิญมาพร้อมกับเขาที่มาจากตระกูลรองที่ถูกยุบจะมีอยู่ถึงแปดคนด้วยกัน ซึ่งห้องทั้งหมดถูกจองไว้เกือบหมดเหลือเพียงห้องสองห้องด้านในสุด


    "เชิญนายน้อยบิชอบ จูเนียร์เข้าพักที่เรือนพักนี้ได้เลยขอรับ กระผมขอตัวไปแจงข่าวและกำหนดเวลาการทดสอบให้กับทุกท่านเสียก่อน" พ่อบ้านลาจากไป ทิ้งให้ครรชิตอยู่ในเรือนรับรองที่มีสายตาของคนหลายสิบคนจองมองมายังเขา


    โดยไม่สนใจถึงสายตาของใครหลายคน ครรชิตเดินไปยังห้องสุดท้ายและเปิดประตูเข้าไปพร้อมกับข้ารับใช้โดยไม่คิดอะไรมาก


    ด้านในเป็นห้องที่กว้างพอจะเรียนได้ว่าบ้านหนึ่งหลังด้วยซ้ำ ภายในแบ่งเป็นห้องอีกสี่ห้องด้วยกัน ห้องรับแขก ห้องน้ำ ห้องครัวและห้องนอน ซึ่งห้องนอนมีขนาดใหญ่พอๆกับห้องประชุมขนาดกลางเลยทีเดียว


    หลังจากจัดของอีกเล็กน้อย พวกเขาก็ได้ที่อยู่สำหรับพวกเขาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งมันดูหรูหรากว่าตอนแรกเป็นอย่างมากและยังดูน่าเกรงขามอีกด้วย การตกแต่งนี้เป็นความคิดของพ่อบ้านโฮโอ ซึ่งเห็นว่าพวกเขาต้องอยู่ที่นี้อย่างน้อยก็อีกเดือนหนึ่ง เพราะระยะเวลาในการรวมตัวยังเหลืออีกเกือบสามอาทิตย์


    พ่อบ้านหนุ่มคนนี้ตกแต่งมันเหมือนตำหนักของครรชิตในหมู่บ้านเลยทีเดียว และเครื่องใช้ก็แทบจะใช้ของที่คนในหมู่บ้านที่มีฝีมือทำให้ทั้งสิ้น แม้แต่เครื่องครัวและจานชามก็ถุกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เตียงก็ถูกเปลี่ยนและมีห้องนอนที่ถูกแบ่งออกมาสำหรับข้ารับใช้อีกห้องหนึ่ง


    วันแรกห้องทั้งห้องก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นห้องพักสุดหรูไปเสียแล้ว ทุกคนช่วยกันจัดห้องโดยให้เจ้าของห้องอย่างครรชิตไปพักผ่อนด้านนอกเสียนี้ เขาได้เดินเล่นไปรอบๆเรือนพักแห่งนี้


    รอบเรือนพักมันดูแปลกตาสำหรับเขาเล็กน้อย เพราะต้นไม้ทั้งที่เป็นสีเขียวชอุ่มและกลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา มันดูราวกับว่าอากาศและสภาพแวดล้อมที่มองไม่เห็นมันไม่ได้สดใสไปด้วย เหมือนกับว่ามันเต็มไปด้วยความแปรปรวนราวกับอยู่ในเตาอบ แต่อากาศกับเย็นสบายเสียอย่างงั้น


    มีเพียงบ้างจุดที่ดูเป็นปรกติ นี้คงเป็นความเสื่อมถอยของวงเวทย์ที่ถูกสร้างมาหลายพันปีแล้วนั้นเอง ถึงแม้จะได้รับการดูแลและซ่อมแซ่มมาตลอด แต่ถ้าไม่มีผู้เขียนเป็นผู้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คงทำได้แต่ประคองวงเวทย์นี้ไปเรื่อยๆเท่านั้นเอง


    "เอาเถอะในเมื่อไม่มีอะไรทำ ข้าก็คงต้องไปลองปลดล๊อคประตูในถ้ำดู ถ้าได้ข้าจะส่งข้อความให้กับโฮโอว่าไม่ต้องห่วง" สิ้นเสียงครรชิตก็หายไปยังแนวต้นไม้ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นเงาที่หายในพริบตา



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,037 ความคิดเห็น

  1. #1758 Gnuh (จากตอนที่ 151)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 19:21
    ขอบคุณครับ
    #1,758
    0
  2. #1735 phairatw (จากตอนที่ 151)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 22:23
    ขอบคุณครับ
    #1,735
    0
  3. #1732 oThe Nighto (จากตอนที่ 151)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 12:04
    ... เราจะมาตบคนในกูลกัน 5555
    #1,732
    0
  4. #1731 cattycall (จากตอนที่ 151)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 10:17
    #1,731
    0
  5. #1730 Warakorn Triamthaisonglg (จากตอนที่ 151)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 08:59
    จะปลดล็อคประตูแล้ว รอลุ้นครับ
    #1,730
    0
  6. #1729 kamol1122 (จากตอนที่ 151)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 08:57
    สนุกดีครับ
    #1,729
    0
  7. #1728 หยาดน้ำบนยอดหญ้า (จากตอนที่ 151)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 08:48
    ขอบคุณครับ
    #1,728
    0
  8. #1724 บีเลตต้า นุ (จากตอนที่ 151)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 07:50
    รอเธอทุกวันเลย บอกเลยนะว่า ชอบตอนมาถล่มตระกลูจริงๆ รอตอนต่อไปนะคร้าบบบบ
    #1,724
    1
    • #1724-1 cutehell(จากตอนที่ 151)
      29 ธันวาคม 2559 / 08:01
      ไม่ถล่มหรอก ไม่เห็นมันจะบู๊มันส์สักที เดี่ยวก็คงผ่านไปแบบรวบรัดตัดจบ
      #1724-1
  9. #1723 kunasin46 (จากตอนที่ 151)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 07:22
    ขอบคุณครับ
    #1,723
    0