ราชันเงาแห่งอเคเซีย

ตอนที่ 131 : พายุที่โหมกระหน่ำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,461
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    5 ธ.ค. 59

บทที่ 3 : พายุที่โหมกระหน่ำ




    "ทำไมหมู่บ้านของเราถึงได้มีคนมาเยอะขนาดนี้" เสียงของชายแก่ดังขึ้น ก่อนที่ทุกคนในบ้านหลังใหญ่นี้จะมีเสียงพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง


    "ไม่ทราบแน่ชัดขอรับ ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน" ผู้พูดเป็นชายหนุ่มที่ยังหนุ่มแน่นอยู่


    "จากที่สอบถามจากกลุ่มคนต่างๆ พวกมันตอบเพียงแต่ว่าเจ้านายของพวกมามาหาอะไรสักอย่างในป่าด้านหลังขอรับ" ชายหนุ่มคนเดิมเป็นผู้พูด ก่อนที่ทุกคนในห้องประชุมนี้จะพยักหน้าเห็นด้วย


    ตั้งแต่สองเดือนก่อน หมู่บ้านของพวกเขาก็เริ่มมีคนแวะเวียนมาพักมากขึ้น มากขึ้นเสียงจนที่พักและโรงแรมเพียงสองหลังที่เคยเพียงพอสำหรับกองคาราวานสินค้าขนาดใหญ่ ระหว่างอาณาจักรอเคเซียกับอาณาจักรลิโลเฮนมักจะผ่านที่หมู่บ้านแห่งนี้


    ด้วยความที่หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่อยู่เหนือสุดของอาณาจักรอเคเซีย และยังเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับเทือกเขาที่กั้นระหว่างอาณาจักรอเคเซียกับลิโลเฮน


    หมู่บ้านแห่งนี้จึงเป็นจุดสุดท้ายสำหรับกองคาราวานพ่อค้าจากอาณาจักรอเคเซีย และเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางคาราวานจากอาณาจักรลิโอเฮนที่ข้ามเขตแดนมา


    เส้นทางในเทือกเขา'อาเขต'หรือก็คือเทือกเขาที่กั้นอาณาจักรทั้งสองเอาไว้ มันเป็นเส้นทางสายเล็กๆที่ลัดเลาะไปตามเขตของสัตว์เวทระดับสูงทั้งหลาย เส้นทางนี้ไม่มากพอจะขนกองทัพขนาดใหญ่มาได้ และที่ปลายทางทั้งสองฝั่งก็มีป้อมปราการตั้งอยู่


    การบุกโจมตีของสองอาณาจักรจึงไม่มีทางเกิดขึ้น นอกเสียจากจะสามารถไล่สัตว์เวทระดับเจ็ดนับหมื่นตัวที่กระจายอยู่บนเทือกเขาไป มันก็มีทางที่จะบุกฝ่าไปยังฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแน่นอน


    สำหรับหมู่บ้านนี้กับป้อมปราการอยู่ห่างกันไม่กี่ชั่วโมง แต่เส้นทางก็เต็มไปด้วยความยากลำบากพอตัว ด้วยการที่มันเป็นภูเขา เทือกเขาที่เต็มไปด้วยหินและผืนป่าผสมๆกันไป ทำให้การเดินทางต้องชำนาญถึงจะไปรอดตลอดรอดฝั่ง


    เทือกเขาอาเขตก็เป็นเทือเขาหลักของเทือกเขาอเคเซีย เพราะเทือเขาอเคเซียก็เป็นเทือกเขาส่วนหนึ่งของมันที่โอบล้อมที่ราบแห่งหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันที่ตรงนั้นคือเมืองหลวงอเคเซียนั้นเอง


    ถัดจากเทือกเขาอเคเซียก็เป็นแนวเทือกเขาอาเขตซ่อนกันหลายสิบชั้น แต่ละชั้นก็เป็นแนวป้องกันและเส้นแบ่งของสองอาณาจักร ทางอาณาจักรอเคเซียมีแนวเทือเขาสามแนวอยู่ฝั่งตน ก่อนที่จะถูกคั้นด้วยแนวเทือกเขาหลักของเทือกเขาอาเขต


    สำหรับฝั่งอาณาจักรลิโอเฮนก็มีสี่เทือกเขาเป็นปราการ ก่อนจะถึงเทือกเขาหลักของเทือกเขาอาเขต เทือกเขาหลักนี้มีบันทึกไว้วามีสัตว์เวทระดับสิบชนชั้นราชาอยู่ และยังมีผู้เฝ้าเทือกเขานี้เป็นถึงสัตว์อสูรเสียด้วยซ้ำ


    เส้นทางระหว่างสองอาณาจักรใช้เวลาเดินทางเกือบเดือนในฤดูการปรกติ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูผสมพันธุ์ของสัตว์เวทพวกเขาต้องใช้เวลาเดือนครึ่ง เพราะต้องอ้อมและหลบซ่อนตัวจากสัตว์เวทนั้นเอง


    "แล้วเราจะทำยังไงกันดีขอรับ ถึงแม้เงินที่ได้รับจะมากพอสำหรับขยายหมู่บ้านก็ตาม แต่ปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นเกรงว่าเราจะไม่มีโอกาศจะได้ใช้เงินเลย ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน" ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดออกมา ก่อนที่เขาจะให้เด็กชายที่ข้างกายส่งกระดาษไปให้ทุกคน


    "องค์ชายสิบเจ็ด องค์ชายสิบเก้า องค์ชายยี่สิบ ... และขุนนางการคลังอานาเบล" เสียงอันสั่นครือของทุกคนที่ได้รับกระดาษแผ่นนั้นไป ต่างพูดชื่อที่อยู่ในกระดาษออกมาแผ่วเบา แต่ละชื่อที่ผ่านไปทำให้พวกเขาหนาวเหน็บขึ้นเป็นอย่างมาก


    การรวมตัวขององค์ชายและขุนนางทรงอำนาจทั้งหลาย ไม่ว่าสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นค้นหาอยู่คืออะไร มันต้องนำพามาซึ่งการนองเลือดในอนาคตอย่างแน่นอน พวกเขาจะเอาตัวรอดจากเหตุการณ์นี้ได้อย่างไรกัน


    "นี้มันเรื่องบ้าอะไรกัน พวกคนในเมืองหลวงมาทำอะไรกันมากมายขนาดนี้!" เสียงที่แฝงไปด้วยโทสะและความหวาดกลัวอย่างที่สุด มันดังออกมาจากปากชายที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านอย่างรุนแรง


    "ผู้อาวุธโสเอเม ท่านแน่ใจแล้วใช่ไหมว่านี้คือกองกำลังของพวกเขาจริงๆ" มันถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ


    "ข้าไม่อยากจะโกหกเจ้า เอมเมล" ผู้อาวุธโสหรืออดีตหัวหน้าหมู่บ้าน'เอเม'พูดด้วยน้ำเสียงแหบๆ


    "มันเป็นความจริง และนี้เป็นเพียงสิ่งที่ข้าพอจะนึกออกสำหรับกองกำลังที่ข้าเคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว สำหรับกองกำลังอีกเกือบครึ่งข้าไม่ทราบว่าพวกเขาเป็นใครกัน" เอเมถอนหายใจออกมาหลังพูดจบ


    'ทำไมเวลามันผ่านไปเร็วขนาดนี้กันนะ' เอเมคิดในใจอย่างเยียบเย็น


    ในอดีตเขาเป็นทหารผู้คมกองร้อยลาดตระเวนรอบนอก พวกเขาได้ลาดตระเวนอยู่ระหว่างเมืองและหมู่บ้านรอบนอกของอาณาจักร ด้วยเหตุนี้ทำให้เขารู้จักกันคนหลายกลุ่ม รวมทั้งขั้วอำนาจของอาณาจักรนี้แทบทั้งหมด


    แม้ผู้ที่เขารู้จักจะเป็นเพียงนายทหารยศต่ำเช่นเดียวกัน แต่มันก็ทำให้เขารู้ถึงสัญลักษณ์และการแต่งกายของแต่ละขั้วอำนาจอย่างดี มันเป็นสิ่งที่ทำให้เขารอดจากการฆ่าฟันกันเองกลุ่มที่ไม่ถูกกันมานักต่อนัก


    และเมื่อใกล้เกษียณ เขาก็นำครอบครัวและญาติ รวมทั้งมิตรสหายอีกหลายสิบครอบครัว พร้อมจ้างชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่สนิทกันๆ พาพวกเขาทั้งหมดมายังหม่บ้านแห่งนี้ แล้วเริ่มสร้างหมู่บ้านขึ้นมาใหม่


    ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ใกล้กับอำนาจของขุนนางหรือองค์ชายทั้งหลาย ตรงนี้ขึ้นตรงต่อองค์กษัตริย์เพียงผู้เดียวเท่านั้น และพื้นที่ทั้งหมดนี้ก็อยู่ใกล้ชายแดนมากเกินไป ใกล้จนแทนจะชิดติดกับป้อมชายแดนเลยด้วยซ้ำ ทำให้ไม่มีคนสนใจจะแผ่อำนาจมาที่นี้


    หมู่บ้านนี้ขึ้นตรงกับป้อมชายแดน เป็นหมู่บ้านหนึ่งในสิบของหมู่บ้านในระแวกนี้ หมู่บ้านทั้งสิบเป็นหมู่บ้านที่สร้างขึ้นมาในเทือกเขาที่สาม ทำให้มันอยู่ใกล้กับป้อมชายแดนมาก แต่มันก็ปลอดภัยจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแย่งชิงอำนาจ


    เขาอยู่รอดและไร้ซึ่งปัญหามาได้ถึงยี่สิบปี แต่เมื่อเขากำลังจะได้กลายเป็นปู่อย่างสบายอกสบายใจ กลับมีการแย่งชิงอำนาจลุกลามมาถึงหมู่บ้านของเขาในทันทีเสียนี้


    "พวกเราต้องย้ายคนที่ไม่มีหน้าที่ไปที่หมู่บ้านอื่นชั่วคราว หรือไม่ก็ตั้งกระโจมที่ปลอดภัยไกลจากหมู่บ้านี้สักหน่อย ไปที่ถ้ำแอมเบอร์ก็ได้ที่นั้นไม่มีสัตว์เวทอาศัยอยู่แล้ว" เอเมพูดออกมาหลังจากขบคิดอยู่หลายนาที


    ทุกคนต่างเห็นด้วยกับข้อเสนอของเอเม พวกเขาส่งครอบครัวและคนที่ไม่มีหน้าที่ดูแลนักเดินทางไปยังหมู่บ้านข้างเคียง ถึงแม้ที่แถบนั้นจะมีผู้คนจำนวนหนึ่งไปพักอยู่ แต่ก็น้อยกว่าที่นี้นับสิบเท่า


    โรงแรมและที่พักที่พวกเขาจัดหาให้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้คนที่มาที่นี้ จึงมีหลายสิบกลุ่มตั้งกระโจมอยู่รอบๆหมู่บ้านแห่งนี้


    ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก ที่ถ้ำแอมเบอร์ ถ้ำที่ผู้อาวุธโสเอเมบอกให้ชาวบ้านไปหลบภัยนั้น ภายในมีจิตสังหารและพลังกดดันมานาแผ่กระจายออกมาอย่างหนาแน่น


    ใครก็ตามที่เฉียดเขาไปใกล้กับถ้ำแห่งนี้ต่างทนต่อแรงกดดันอันมหาศาลไม่ได้ ถึงกับมีบางคนหรือบ้างกลุ่มบาดเจ็บสาหัสเสียด้วยซ้ำไป ใครที่เข้าไปใกล้มากพอถึงกับเสียชีวิตเลยก็มี จนทำให้แถบนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย


    ไกลจากถ้ำเกือบหนึ่งพันเมตร มีกลุ่มคนสามกลุ่มกำลังยืนประชัดหน้ากันอยู่ กลุ่มหนึ่งมีผู้นำเป็นชายหนุ่มในชุดคลุมสีทองหรูหรา ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความอวดดีและเย้ยหยันทุกสิ่งอย่าง หัวหน้ากลุ่มที่สองเป็นชายหนุ่มรูปร่างอ้อนแอ้นคล้ายสตรี ไม่เพียงแค่รูปร่างคล้ายกับสตรีใบหน้าของเขาก็ออกไปทางอ่อนหวานไม่คมเข้มแบบบุรุษแม้แต่น้อย


    ส่วนกลุ่มสุดท้ายมีผู้นำกลุ่มถึงห้าคน พวกเขาคือกลุ่มขององค์ชายสิบเจ็ด องค์ชายสิบเก้า องค์ชายยี่สิบ องค์ชายยี่สิบสามและองค์ชายยี่สิบหกที่ได้รับข้อมูลยืนยันเป็นกลุ่มแรก แต่พวกเขากลับเดินทางช้าไปเพียงก้าวเดียวเท่านั้น


    หลังจากที่พวกเขาเรียกกองกำลังทั้งหมดกลับมา ก็เป็นช่วงเดียวกับที่องค์ชายระดับต้นๆได้ข้อมมูลมาเช่นกัน พวกเขาเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องรอระดมพลเช่นพวกเขา เพียงแค่เลือกเอากองทหารสักหนึ่งกองของพวกเขามาก็พอแล้ว


    จึงทำให้พวกเขาทั้งสามกลุ่มเดินทางมาถึงสถานที่เกิดข่าวลือในช่วงเวลาเดียวกัน และเป็นจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้ากันอยู่ในตอนนี้


    "ทิวาสวัสดิ์ พระเชษฐาทั้งสอง ลมอะไรหอบพวกท่านมายังที่นี้กัน" เมิลเวิลพูดออกมาในฐานะที่เขาเป็นพี่ใหญ่สุดในกลุ่ม


    "ข้าเพียงแค่มาสำรวจอะไรสักเล็กน้อย ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า" ชายหนุ่มที่ท่าทางเย่อหยิ่งเป็นผู้พูด พร้อมกับส่งสายตาที่เหยียดหยามมาทางกลุ่มคนทั้งห้า ซึ่งพวกเขาได้แต่ยิ้มอย่างฝืนๆไปให้


    "ข้ามากินลมชมวิวแถวนี้แหละ น้องชายที่รักของพี่" ชายหนุ่มรูปร่างอ้อนแอ้นยิ้มหวานให้พวกเขา ก่อนจะขยิบตาโปรยเสน่ห์ใส่พวกเขาอย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้แต่ชายหนุ่มที่อวดดีคนนั้นก็ตาม ทำให้ทุกคนต่างขนลุกตามๆกันไป


    "เจ้าวิปริต เมอคิวรี่ อย่างมาทำท่าทางเช่นนั้นกับข้า!" เสียงของชายหนุ่มที่อวดดีตะโกนขึ้นอย่างเหลืออด พร้อมกับสายตาที่ฆ่าคนได้มันคงฆ่าคนไปแล้วมุ่งตรงไปยังชายหนุ่มรูปร่างอ้อนแอ้นนั้นอย่างเครียดแค้นเสียนี้กระไร


    "จุ๊จุ๊ อย่าทำสายตายเช่นนี้ใส่ท่านพี่อย่างนั้นสิ แอมเม็ด ท่านพี่อย่างข้าก็หวั่นไหวเป็นน่ะ" เมอคิวรี่ยิ้มอย่างเอียงอายให้กับสายตาที่เครียดแค้นของแอมเม็ด


    'พวกเราไปกันเถอะ อย่างอยู่ที่นี้นานนัก การต่อสู้กำลังจะเริ่มแล้ว เราไม่ได้ต้องการยุ่งกับสงครามของสองคนนั้น' เสียงกระซิบของเมิลเวิลส่งตรงไปยังน้องชายทั้งสี่คนของเขา และกระจายไปยังคนของเขาทั้งหมดเกือบร้อยคนที่ด้านหลัง


    พลังฝีมือของทั้งสามกลุ่ม มีเพียงกลุ่มของห้าพี่น้องที่อ่อนแอกว่าอีกสองกลุ่มเล็กน้อย ทั้งสองกลุ่มนั้นมีจอมเวทย์สามคนอยู่ในทั้งสองกลุ่ม และที่เหลือเป็นผู้ใช้เวทย์ธาตุขั้นสูงทั้งหมด


    ส่วนกลุ่มของพี่น้องมีจอมเวทย์เพียงสองคนเท่านั้น และที่เหลือก็มีแต่ผู้ใช้เวทย์ธาตุขั้นสูงแปดในสิบส่วน และผู้ใช้เวทย์ขั้นกลางอีกสองส่วน


    พวกเขาถอยกลับไปอย่างเงียบเฉียบ แล้วมุ่งตรงไปยังถ้ำแอมเบอร์อย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เมอคิวรี่และแอมเม็ดโต้ฝีปากกันไปมาอีกหลายสิบนาที


    "เตรียมตัว เราจะเข้าไปอย่างรวดเร็วและออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่พวกพี่ๆของข้าจะหันกลับมาสนใจพวกเราอีกครั้ง" เมิลเวิลสั่งการไปยังน้องชายของเขา


    "ครับ" ชายหนุ่มทั้งสี่คนตอบรับก่อนจะสั่งคนของตัวเองให้บุกอย่างรวดเร็ว


    ทุกคนเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องจนถึงระยะสิบเมตรก่อนจะถึงถ้ำ แรงกดดันทำให้พวกผู้ใช้เวทย์ธาตุขั้นกลางถึงกับเสียศูนย์ แต่ไม่มีอันตรายมากกว่านั้นจึงทำให้พวกเขาได้แต่เฝ้าหน้าถ้ำเอาไว้ ปล่อยให้คนที่ยังไหวเข้าไปยังภายในถ้ำต่อไป


    "อาซิน เฟริล พวกเจ้าช่วยผู้ใช้เวทย์ธาตุยี่สิบคนและจอมเวทย์ธาตุ'เดอวิงก์' ให้พวกมันค่อยโจมตีสนับสนุน ข้าจะไปกับ'ซีวาส'จอมศาสตราวุธ เราจะดึงความสนใจของมันให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาร์คเซลและวินเชอร์ เจ้าสองคนนำทัพพวกนักธนูและผู้ใช้โล่ทั้งหมดเอาไว้ ก่อกวนและปกป้องนักเวทย์ของเราให้ได้" เมิลเวิลสั่งการยาวเหยียด


    พวกเราเริ่มเตรียมความพร้อมในทันที เพราะข้างหน้ามีเสียงลมหายใจที่ดังไปทั่วทั้งถ้ำ และเต็มไปด้วยกลิ่นขอการเผาไหม้อย่างรุนแรงรอบๆถ้ำด้านหน้า


    "ไป!" เสียงตะโกนของเมิลเวิล พร้อมกับที่เขาและผู้ใช้อาวุธเป็นดาบขนาดใหญ่พุ่งเข้าไปส่วนลึกของถ้ำ


    เสียงลมหายใจที่วงบกลับกลายเป็นเสียงลมหายใจฟืดฟาดอย่างหงุดหงิด ในจังหวะเดียวกับที่เสียงตะโกนดังขึ้นเสียด้วยซ้ำไป


    นอกจากเสียงลมหายใจที่เปลี่ยนไปแล้ว อุณหภูมิภายในถ้ำก็เพิ่มขึ้นสูงมาก พร้อมกับแสงสว่างที่เกิดจากเปลวไฟในส่วนลึกของถ้ำ


    "ระวัง! มันเห็นพวกเราแล้ว" เสียงตะโกนของนักธนูคนหนึ่ง หลังจากที่พวกเขาผ่านหัวโค้งเข้าไปยังส่วนลึกของถ้ำ


    "หาที่ปลอยภัย! โจมตีเต็มกำลัง!" วินเชอร์ในชุดเกราะเต็มตัวพูดขึ้น ก่อนจะตั้งโล่สีดำขึ้นในซอกหินงอกแห่งหนึ่ง


    ในขณะเดียวกันกับเสียงตะโกนของวินเชอร์ดังขึ้น เปลวไปก็ถูกพ่นออกมาจากหัวของเบเฮมอธศิลาเพลิง ทั้งเมิลเวิลและซีวาสได้กระโดดหลบเปลวเพลิงไปไกล เช่นเดียวกับกลุ่มนักธนูที่พุ่งไปหลังโล่ของพวกอัศวินที่สวมชุดเกราะหนักและโล่หอคอยกันไฟ


    เปลวเพลิงเผาไหม้อยู่สามวินาที จนกระทั่งเสียงหายใจอย่างติดขัดของเจ้าเบเฮมอธดังขึ้น เปลวเพลิงก็มอดดับลงพอดี


    ในจังหวะนั้นทุกคนถึงได้เห็นตัวจริงของเจ้าเบเฮมอธศิลาเพลิง มันเป็นเสือขนาดใหญ่ที่มีลำตัวกว้างเกือบสิบเมตร ความยาวของมันยาวถึงสิบห้าเมตรเป็นอย่างต่ำ ผสมหนังของมันเป็นลาวาหลอมเหลวสีแดงเข้ม มันไหลเวียนอยู่บนร่างกายเป็นผิวหนังที่เปลี่ยนลวดลายได้


    ถึงแม้ส่วนใหญ่มันจะเหมือนกับเสือโคร่งขนาดใหญ่เท่านั้น แต่มันก็มีสิ่งที่ไม่ควรจะมีในสิ่งมีชีวิตประเภทเสือ นั้นคือเขาของวัวกระทิงคู่หนึ่งที่งอกมาจากหัวของมัน พร้อมกับนอแรดที่กลางหน้าผาก


    นอแรดนี้มีสะเก็ดเพลิงปลิวออกมาอย่างแผ่วเบา ราวกับว่ามันกำลังจะมอดดับลงเสียอย่างนั้น เช่นเดียวกับลาวาบนผิวของมันที่ดูเคลื่อนไหวได้อบ่างเชื่องช้าเป็นอย่างยิ่ง


    หลังจากเปลวไฟใช้ไม่ได้ผล เขากระทิงทังสองข้างของมันก้เรืองแสงสีน้ำตาลออกมา บรรดาพื้นหินเริ่มสั่นไหว เกิดเป็นรอยแตกกระจายออกมาจากตัวมันอย่างมากมาย ในรอยแตกแต่บะรอยจะปรากฏเสือหินกับเสือไฟอย่างละตัวออกมา รวมแล้วเกือบสิบตัวที่ค่อยๆคลานออกมาจารอยแยก


    และการต่อสู้ในรอบที่สองก็เริ่มต้นขึ้น ทั้งเสือหินและเสือไฟต่างกระโจนใส่อัศวินเกราะหนัก ส่วนเบเฮมอธศิลาเพลิงก็พุ่งเข้าใส่ศัตรูที่ค่อยก่อกวนมันไม่หยุดหย่อน ทำให้การต่อสู้ขยายวงกว้างไปอีกหลายสิบเมตร



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,037 ความคิดเห็น

  1. #1538 jasweem (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2559 / 13:28
    ขอบคุณครับ
    #1,538
    0
  2. #1484 หยาดน้ำบนยอดหญ้า (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2559 / 13:29
    ขอบคุณครับ
    #1,484
    0
  3. #1481 Gnuh (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2559 / 13:16
    ขอบคุณครับ
    #1,481
    0
  4. #1450 phenixdevill (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 21:09
    ออ่  มาล่า เบเฮมอธ นั่นเอง
    #1,450
    0
  5. #1449 kamol1122 (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 11:48
    สนุกดีครับ
    #1,449
    0
  6. #1448 phairatw (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 08:38
    ขอบคุณครับ
    #1,448
    0
  7. #1446 wit000 (จากตอนที่ 131)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2559 / 00:39
    ขอบใจจ้า
    #1,446
    0