ราชันเงาแห่งอเคเซีย

ตอนที่ 128 : เบื้องหลังการโจมตี (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,548
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    1 ธ.ค. 59

บทที่ 3 : เบื้องหลังการโจมตี (2)




    "บัดซบ! ใช้จารึกเคลื่อนย้าย!" เสียงสบถที่ตามมาด้วยเสียงตะโกนอันดังก้องออกมา


    พวกมันต่างใช้วิชาถนัดของตัวเองสร้างโอกาศในการเรียกใช้จารึกเวทย์ในทันที ซึ่งครรชิตหาได้สนใจการกระทำของพวกมันไม่ เขาได้หายตัวออกจากโดมแก้วไปตั้งแต่พวกมันถูกกักขังไว้ในนี้แล้ว


    การหายตัวไปของครรชิตสร้างความมึนงงให้แก่พวกที่ถูกขังในโดมแก้วอย่างยิ่ง เพราะศัตรูของพวกมันไม่แม้แต่จะสนใจหรือพยายามขว้างการหลบหนึของมันโดยสิ้นเชิง


    ทุกคนต่างปรากฏรางสังหรณ์อันเลวร้ายขึ้นมาในใจ ก่อนที่พวกมันจะต้องหน้าซีดเหมือนศพในวินาทีต่อมา


    ไร้พลังมานา! สิ่งนี้ปรากฏขึ้นในจิตใจของพวกมันทุกคน


    ภายใต้โดมแก้วสีดำนี้พวกเขาไม่อาจจะใช้มานาได้ มีเพียงพลังมานาที่อยู่ในร่างกายที่ยังคงอยู่ เมื่อใดก็ตามที่พลังมานาหลุดรอดออกจากร่างกายแม้เพียงเสี้ยววินาที พวกมันก็ถูกดูดกลืนหายไปในทันที จนเหมือนกับว่าพวกเขาไม่มีพลังมานาสักนิด


    "บ้า! บ้า! บ้า! บ้าเอ๊ย!" เสียงสบถดังขึ้นอย่างถี่ยิบในโดมแก้ว พร้อมกับเสียงทุบแก้วผลึกอย่างรุนแรง ซึ่งมันไม่ได้ทำให้โดมแก้วสีดำเกิดการสั่นขึ้นมาเสียงด้วยซ้ำ


    ด้านนอกของโดมแก้วสีดำ ชายหนุ่มเจ้าของโดมแก้วกำลังเดินตรงไปยังต้นไม้นับสิบ ที่มีร่างของพวกร้อยทมิฬอยู่ต้นละสิบถึงสิบห้าคน พวกมันถูกพันธนาการอย่างแน่นหนาและพลังมานาก็ถูกต้นไม้ดูดไปอย่างต่อเนื่อง จนไม่มีใครกล้าใช้พลังมานาออกมาอีกแล้ว เพราะไม่อยากมานาหมดตัวตายไปทั้งอย่างนั้น


    "หืม? ยังไม่หมดแรงกันอีกรึ" เขาหันกลับไปยังโดมแก้ว เพราะเสียงทุบโดมแก้วสีดำยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่อง


    "จะทนได้อีกสักกี่นาทีกันนะ เอาเถอะ พวกเรามาคุยกันหน่อยดีกว่า" เขาหันไปยิ้มหวานให้พวกที่ถูกขังอยู่นอกโดมแก้ว


    หลังจากเค้นถามและทรมานพวกมัน เพื่อให้คลายข้อมูลออกมามากเท่าที่จะมากได้ พวกมันก็ถูกฆ่าทิ้งอย่างเหี้ยมโหดทุกคน ก่อนจะเผาร่างของพวกมันจนเป็นเถาถ่านให้เป็นอาหารต้นไม้เสีย


    ครรชิตได้ส่งพวกมันไปพบกับเพื่อนทั้งสามคนก่อนหน้าที่ปรโลกเป็นที่เรียบร้อย แม้ว่าพวกมันไม่ได้ร้องขอก็ตามที


    ในขณะเดียวกันเสียงทุบโดมแก้วก็เงียบลงไปนานแล้ว ภายในโดมทั้งยี่สิบคนต่างนอนทอดร่างอยู่บนพื้นอย่างหมดแรง และมีบ้างคนที่มีร่องรอยของอาการบาดเจ็บภายในอย่างหนัก


    "เรามาเริ่มกันใหม่ดีกว่า" เขายิ้มเย็น ก่อนจะลากพวกมันออกมาจากโดมเพื่อเค้นข้อมูลทีละคน


    ด้วยยากสะกดวิญญาณที่ใกล้หมดและยังไม่ได้แลกพวกมันเพิ่มเติม ทำให้เขาใช้วิธีที่รุนแรงกว่าเล็กน้อย ด้วยการใช้พิษและยาหลอนประสาทอย่างรุนแรง เพื่อให้มันเข้าสู่สภาวะเสมือนอยู่ในภวังค์เช่นกับยาสะกดวิญญาณ


    วิธีการเช่นนี้ผู้ถูกเค้นข้อมูลมักจะตายทันทีหลังจากยาหรือว่าพิษหมดฤทธิ์ นั้นคือผลเสียที่ร้ายแรงที่สุดของวิธีการนี้ ถ้ามีผลกระทบน้อยที่สุดก็คือการเป็นบ้าไปหรือสติฟั่นเฟือนก็ได้


    การใช้วิธีนี้ไม่อาจจะรู้ได้ว่าข้อมูลที่ได้เท็จจริงมากเท่าใดนัก เพราะมันไม่สามารถดึงคำตอบจากจิตใต้สำนึกได้โดยตรง ทำได้เพียงหลอกถามและวิเคราะห์ข้อมูลที่หลัง


    พวกมันทุกคนในกลุ่มร้อยทมิฬที่ถูกทรมานก่อนหน้า มีบ้างคนที่ใจแข็งไม่ยอมบอกข้อมูลให้ชายหนุ่มเสียที เขาก็จัดการให้พวกมันได้รับการทดสอบยาหลอนประสาทชนิดรุนแรงที่เขาทดลองขึ้นมา


    มันให้ผลที่หน้าพอใจพอสมควร แม้ข้อมูลที่ได้เกือบครึ่งจะเป็นข้อมูลไร้สาระก็ตาม แต่สิ่งที่เขาได้รับก็นับว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง


    "ตระกูลมาเวลกับตระกูลชิยาร่วมมือกันแล้วงั้นรึ พวกมันเคลื่อนไหวกันแล้วสินะ" เขาพึมพำออกมาหลังจากสอบปากคำหนึ่งในหมายเลขเดียวของกลุ่มร้อยทมิฬ


    "สองในเจ็ดตระกูลเบื้องหลังสมาพันธ์เก้าทมิฬเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว อีกห้ายังไม่รู้การเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้น" เขาค่อยๆคิดถึงแผนภาพในหัวเกี่ยวกับตระกูลขุนนางในเมืองหลวงอเคเซีย


    ตระกูลมาเวลและตระกูลชิยาเป็นตระกูลขุนนางชั้นกลางที่มีประวัติศาสตร์ของตระกูลเกือบสามร้อยปีได้แล้ว พวกมันเคยเป็นเพียงพ่อค้าวานิชทั่วไป แต่ได้ผันตัวเองเป็นขุนนางด้วยการแนะนำและจัดการของตระกูลขุนนางชั้นสูง'มัคเคน'


    ด้วยเส้นสายของพ่อค้าและสายสัมพันธ์ที่ดีระหว่างขุนนางชั้นสูง ทำให้ภายในเวลาไม่กี่สิบปีพวกมันก็เป็นขุนนางชั้นต้น มีหน้าที่จัดการดูและการเก็บภาษีของหมู่บ้านจำนวนหนึ่งรอบเมืองหลวง


    หน้าที่นี้ไม่ได้มีต่ำแหน่งใหญ่โตมากนัก เพราะมีขุนนางในต่ำแหน่งนี้นับสิบตระกูลที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกัน พวกมันทำผลงานอย่างดีโดยเฉพาะการเพิ่มเงินในพระคลังและชาวบ้านก็ยังคงอยู่ดีมีสุข ทำให้พวกมันถูกเลื่อนขั้นเป็นขุนนางฝ่ายการคลัง


    หัวหน้าฝ่ายการคลังไม่ใช่ใครที่ไหน มันเป็นคนในตระกูลมัคแคนที่ชักชวนตระกูลทั้งสองเป็นขุนนาง ด้วยความคุ้นเคยและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในไม่ช้าทั้งสองคนก็กลายเป็นขุนนางชั้นกลางที่ค่อยทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีภาษี


    "มีใครที่เคลื่อนไหวอีกบ้างนะ สงสัยต้องไปเยือนกิลด์ค้าข่าวกับกลุ่มโจรภายใต้การสนับสนุนของพวกขุนนางแล้วสิ" เขาส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะจดจำแผนการใหม่ลงไปในความทรงจำ


    เมื่อการเค้นข้อมูลจบลง มีเพียงสามคนที่กลายเป็นคนสติไม่สมประกอบ ส่วนที่เหลือกลายเป็นผักไม่ก็ตายค้าที่ไปเลย เขาจัดการเผาทำลายซากศพคนที่ตาย ก่อนที่จะนำพวกที่สติไม่ดีไปปล่อยไว้ในป่า ส่วนพวกที่เป็นผักเขาก็จัดการเผาพวกมันไปพร้อมกับซากศพตั้งแต่แรก


    ข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของสมาพันธ์เก้าทมิฬ โดยพวกมันได้รับคำสั่งจากตระกูลที่สนับสนุนพวกมัน ให้ทำการโจมตีลูกขุนนาง เรียกค่าไถ่ ทำลายชื่อเสียงและอีกหลายคำสั่ง


    พวกมันจะรับงานตามแต่ที่แต่ละกิลด์ถนัด อย่างพวกร้อยทมิฬที่ถนัดการโจมตีขบวนสินค้า ก็จัดการกับพวกลูกขุนนางที่ออกไปพักผ่อนที่ต่างเมือง หรือไล่สังหารกลุ่มลูกขุนนางที่ออกฝึกฝนฝีมือ เป็นต้น


    แต่กลับเป็นโชคร้ายของพวกมันเพราะงานแรกก็ต้องมาเจอกับครรชิต เขาจัดการดับแผนการใหญ่โตของกลุ่มขุนนางกลุ่มหนึ่งไปเรียบร้อยแล้วเพราะร้อยทมิฬเป็นกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุดในมาพันธ์เก้าทมิฬ


    การสูญเสียกองกำลังหลักไปเช่นนี้ ทำให้สมาพันธ์เก้าทมิฬต้องเร้นกายไปสักพัก แต่ก็ใช้ว่าจะมีเพียงแค่กลุ่มกิลด์ทหารรับจ้างที่ทำตัวเป็นนักฆ่าแบบนี้เพียงกลุ่มเดียวเสียเมื่อไร ยังมีอีกนับสิบกลุ่มกิลด์ที่ทำตัวเช่นนี้


    ในตอนที่ครรชิตเดินกลับไปยังรถม้าของเขา เวลามันก็เกือบจะสิบโมงเช้าเสียแล้ว เขาถึงกับใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงในการเค้นข้อมูลจากพวกร้อยทมิฬ แม้จะผ่านการมาอย่างยาวนานนับชั่วโมง ทว่าเขากลับไม่มีความเมื่อยล้าสักนิดแถวยังรู้สึกสดชื่นเสียด้วยซ้ำ


    "ยินดีตอนรับกลับขอรับ นายน้อย" พ่อบ้าชราพูดอย่างยินดี ก่อนจะพาเขาไปยังกระโจมที่ตั้งอยู่ที่ชายป่าข้างทาง


    "อืม มีอะไรเกิดขึ้นบ้างไหมระหว่างข้าไม่อยู่" เขาถามออกมา เพราะตรงนี้อยู่ไกลจากปราณตรวจของเขามากเกินไป จนไม่อาจจะสัมผัสถึงสิ่งใดในที่นี้ได้


    "ไม่มีขอรับนายน้อย ท่านจะเข้าไปชำระร่างกายเลยหรือไม่ ตอนนี้คุณหนูทั้งสามและเมดส่วนตัวของท่านกำลังรออยู่ที่ห้องรับประทานอาหารแล้วขอรับ" พ่อบ้านโฮซาเอลพูดพร้อมกับรอการตัดสินใจของชายหนุ่ม


    "บอกให้พวกนางรอข้าสักครู่" เขาพูดจบก็เดินเข้ากระโจมไป


    ในกระโจมเป็นเพียงกระโจมขนาดใหญ่ประมาณห้องพักหนึ่งห้อง ที่กลางกระโจมมีอ่างอาบน้ำที่ทำจากไม้ขนาดใหญ่กว่าตัวคนถึงสามเท่าตั้งอยู่ ข้างๆนั้นยังมีพวกสบู่และของใช้อื่นๆอีกหลายอย่างวางเอาไว้บนโต๊ะ


    เขาจัดการปลดชุดผ้าไหมสีอ่อนออก ก่อนจะลงไปแช่น้ำและเริ่มอาบน้ำอย่างสบายใจ


    เวลาผ่านไปได้เกือบสิบนาที ครรชิตที่แต่งตัวด้วยชุดผ้าไหมสีเข้มแทนที่สีอ่อนที่ใส่เป็นประจำ พร้อมด้วยการใส่ปลอกแขนสีเงินที่ไม่ได้ใส่มาหลายวัน ทำให้เขาสามารถสั่งเกตความเคลื่อนไหวได้มากขึ้น


    ด้วยการใช้เจ้าปลอกแขนนี้เป็นเรดาห์อีกหนึ่งอันนอกจากปราณตัวสอบในระยะห้าร้อยเมตร เพราะด้วยปลอกแขนนี้สามารถตรวจสอบสภาพแวดล้อมได้ไกลถึงสามกิโลเมตร แต่มันก็สามารถทำให้สัตว์เวทและผู้คนที่มีพลังมานามากกว่าเขาสัมผัสได้ถึงคลื่นมานาอันแผ่วเบาได้


    "พวกเจ้ารอข้านานหรือไม่" ครรชิตยิ้มให้สาวๆหลังจากที่ตัวเองเดินไปกระโจมอีกหลังหนึ่ง ซึ่งหลังนี้มีการตกแต่งที่หรูหรากว่าอีกอันอย่างเทียบไม่ติด


    มันเป็นกระโจมที่กว้างใหญ่พอๆกับห้องโถงขนาดย่อมๆเลยทีเดียว ด้านในมีโต๊ะอาหารขนาดสิบที่นั่งถูกจัดเตรียมเป็นอย่างดี ทั้งเครื่องแก้วและจานชามต่างถูกจัดไว้สำหรับการทานอาหารของชนชั้นขุนนาง พร้อมด้วยรถเข็นอาหารที่จอดรอเสิร์ฟอยู่ด้านข้าง


    "เชิญเลย พ่อบ้านโฮซาเอล" ครรชิตที่นั่งลงบนโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว เขาได้พยักหน้าและพูดเบาๆไปยังพ่อบ้านของเขา


    อาหารถูกเสิร์ฟออกมาอย่างต่อเนื่อง นับแล้วมีอาหารเกือบสิบอย่างด้วยกัน ทั้งจานเนื้อ จานปลา จานสลัด เครื่องเคียงและอีกหลายอย่างที่ดูหรูหราเกินไปสำหรับการเดินทางในป่าเช่นนี้


    พวกมันถูกจัดเตรียมด้วยพ่อบ้านและสารถีเพียงสองคนเท่านั้น แต่มันกลับเป็นอาหารที่หากินได้เฉพาะในเมืองใหญ่ และในตระกูลขุนนางชั้นกลางขึ้นไปแทบทั้งสิ้น และทุกอย่างถูกจัดเตรียมอย่างประณีตโดยบุรุษเพียงสองคนเท่านั้น!


    เขารับประทานอาหารกันอย่างเพลิดเพลิน แม้ลูน่าจะถูกจัดอยู่ในหนึ่งเมดของตระกูล แต่เธอก็มีสถานที่ดีกว่าเมดทั่วไปมากนัก เธอมีอาหารและที่พักส่วนตัวซึ่งถูกเตรียมด้วยเมดคนอื่นในบ้านตระกูลเมอลีน เช่นกันในตอนนี้เธอก็ได้รับการปฏิบัติราวกับเป็นคนในตระกูลแอสลาสเช่นครรชิต


    เมื่ออาหารถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว มันก็เป็นเวลาเดียวกับที่ด้านนอกเป็นเวลาเกือบสิบเอ็ดโมงเช้า ซึ่งพวกเขาใช้เวลามากว่าที่คาดคิดเอาไว้อย่างมาก เพราะแผนการของเขาคือกลับบ้านในตอนเช้า และจะกลับไปยังมิติในบ้านส่วนตัวในตอนเย็น


    แต่ทว่าในตอนนี้พวกเขากลับถึงบ้านในตอนเที่ยง เวลาในการเตรียมความพร้อมก็คงน้อยลงไปอย่างมาก ถึงแม้จะไม่มีอะไรที่ต้องทำมากไปกว่าการไปบอกกล่าวกับผู้ใหญ่ก็ตาม


    ในระหว่างรอให้พ่อบ้านและสารถีจัดการกับกระโจมทั้งสอง พวกเขาทั้งห้าคนได้ฝึกซ้อมกันเล็กๆน้อยๆระหว่างรอไปด้วย


    "พี่จูเนียร์ มีพวกโจรที่เก่งมากๆบ้างไหมอ่ะ ข้าไม่เคยเจอโจรคนไหนเก่งพอจะสู้กับข้าเลยตั้งแต่เมื่อปีก่อนแล้ว" ลิลลี่พูดอย่างตื่นเต้น เพราะพวกเธอเคยได้รับการโจมตีจากพวกโจรหลายครั้งในระหว่างออกล่าสัตว์เวทแก้เบื่อ ซึ่งพวกมันบางคนอ่อนแอกว่าสัตว์เวทที่พวกเธอไปล่าเสียอีก


    "ไม่เห็นมีนะ พวกนี้มันโจมตีขบวนสินค้าและผู้คนบ่อยมากเลยหรอ" ครรชิตถามอย่างสงสัย เพราะจากการตรวจสอบของเขาพร้อมกับคำบอกเล่าของพวกเธอ มีเพียงไม่กี่สิบกว่าครั้งที่พวกเธอออกไปล่าสัตว์เวทด้วยตัวเอง และไม่เล่าว่าโดนโจรดักปล้นสักครั้งเลย


    ในการออกไปล่าสัตว์เวทของทั้งสามคน พวกเธอไปกับคนกลุ่มใหญ่ของหน่วยจอมเวทย์หลวงเป็นส่วนมาก และการล่ามักจะเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีสัตว์เวทจำนวนมากในคราวเดียว


    มีเพียงไม่กี่ครั้งที่พวกเธอออกไปกับคนในตระกูลเมอลีน และเพียงเจ็ดถึงแปดครั้งที่พวกเธอไปกันเอง ในพื้นที่ที่ห่างไกลหรือหมู่บ้านเพิ่งเปิดใหม่


    ส่วนมากการออกไปล่าจะประสบความสำเร็จและไม่ค่อยเกิดความเสียหายมากนัก มีเพียงแต่การไปกับคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องการล่าสัตว์เวทระดับหกขั้นสูงเท่านั้น ที่มีคนตายไปหลายสิบคนจากการโจมตีไม่คาดคิดของสัตว์เวท


    "ข้าไม่แน่ใจนะ พวกข้าสามคนเคยโดนสักสิบถึงยี่สิบครั้งได้ในปีที่ผ่านมา ทำไหมหรอกพวกมันก็ออกอาระวาดไปทั่วอยู่แล้วไม่ต้องไปสนใจหรอก" โรสแมรี่พูดอย่างไม่ใส่ใจ


    "อย่างงั้นหรอ ปีที่ผ่านมามันถี่ขึ้นสินะ" เขาพูดคนเดียวเบาๆ ก่อนที่จะหาที่นั่งพักระหว่างรอให้ทั้งสี่สาวต่อสู้กันอย่างสนุกสนาน เพราะมันเป็นการย่อยอาหารที่ดีอย่างหนึ่งเลยทีเดียว


    หลังจากคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปได้สักพัก พวกเขาก็ขึ้นรถม้าแล้วมุ่งตรงกลับเมืองโดยไร้ซึ่งสิ่งรบกวนอีก รอบข้างมีเพียงทุ่งหญ้าและไร่นาที่สามารถสังเกตเห็นได้ทั่วทั้งบริเวณ


    ที่สุดสายตาของพวกเขาปรากฏเงาอันเลือนรางของกำแพงเมืองขนาดใหญ่ ก่อนที่พวกเขาจะมองเห็นกำแพงเมืองอย่างชัดเจนที่สุดเขตไร่ข้าวสาลีด้านหน้าของพวกเขา หลังจากเดินทางผ่านทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์และไร่นามาแล้วนับสิบนาที


    ผู้คนที่กำลังทำไร่และเลี้ยงสัตว์อยู่ต่างมองมายังรถม้าอย่างสงสัยใคร่รู้ เพราะนานๆจะมีรถม้าที่ดูหรูหราเช่นนี้เดินทางเข้าออกเมืองสักที ส่วนมาจะเป็นรถเกวียนและรถม้าสำหรับรับส่งผู้คนเท่านั้นที่จะผ่านเส้นทางนี้


    ครรชิตคิดไปถึงสภาพของหมู่บ้านกรีนพีชในความทรงจำ พวกชาวบ้านก็คงมีสภาพความเป็นอยู่ไม่ต่างจากที่นี้มากนัก และมีเพียงรถม้าของลุงดีลเท่านั้นที่เข้าไปยังหมู่บ้านเป็นประจำ ยกเว้นก็เพียงตอนเทศกาลหรือประเพณีอเคเซีย ที่จะมีผู้คนหลายแสนเคลื่อนผ่านหมู่บ้านไป


    แต่ทว่าก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น เพราะจุดมุ่งหมายของพวกเขาอยู่ที่เมืองหลวงมิใช่เหมู่บ้านเล็กๆเช่นนี้


    หลังจากจมอยู่ในภวังค์อยู่หลายนาที เขาก็รู้สึกตัวหลังจากเด็กสาวนามลิลลี่เย่าแขนเขาเบาๆ ที่ด้านนอกำแพงที่ดูเล็กนิดเดียวกลายเป็นกำแพงที่สูงนับร้อยเมตรไปเสียแล้ว


    "ไปยังประตูเลย โฮซาเอล" ครรชิตพูดเสียงดังออกจากทางหน้าต่างบานเล็กไป


    "ขอรับ" พวกเขาก็ตรงไปยังประตู ก่อนจะเข้าไปในเมืองหลังจากนั้นไม่นาน



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,037 ความคิดเห็น

  1. #1536 jasweem (จากตอนที่ 128)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2559 / 12:58
    ขอบคุณครับ
    #1,536
    0
  2. #1478 Gnuh (จากตอนที่ 128)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2559 / 12:44
    ขอบคุณครับ
    #1,478
    0
  3. #1467 ปกเงิน& (จากตอนที่ 128)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2559 / 22:04
    ขอบคุณคับ
    #1,467
    0
  4. #1425 หยาดน้ำบนยอดหญ้า (จากตอนที่ 128)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2559 / 01:57
    ขอบคุณครับ
    #1,425
    0
  5. #1424 kamol1122 (จากตอนที่ 128)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2559 / 23:11
    สนุกดีครับ
    #1,424
    0
  6. #1422 phairatw (จากตอนที่ 128)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2559 / 20:25
    ขอบคุณครับ
    #1,422
    0
  7. #1421 Cocoz (จากตอนที่ 128)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2559 / 18:50
    สนุกมากครับ
    #1,421
    0