ราชันเงาแห่งอเคเซีย

ตอนที่ 115 : ข้อตกลง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,187
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    17 พ.ย. 59

บทที่ 3 : ข้อตกลง




    ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!


    เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากหน้าห้องที่ดูสะอาดสะอาด และมีความหไรูหราต่างจากตากส่วนอื่นๆของสถานที่ ที่มักจะเต็มไปด้วยสนิมเหล็กและเขม่าไฟทั่วทุกพื้นที่ และยังไร้ซึ่งเศษโลหะที่กระจัดกระจายอยู่โดยรอบ เหมือนกับว่าห้องแห่งนี้แยกตัวออกจากส่วนอื่นของสถานที่อย่างสมบูรณ์


    หน้าห้องมีป้ายที่ทำจากโลหะบางชนิดซึ่งสลักตัวอักษรเอาไว้ว่า 'ห้องเจ้าของโรงตีเหล็ก ม๊อคก้า' มันถูกสลักด้วยลายมือที่สวยงามและมีการใช้โลหะอีกชนิดหล่อลงไปบนรอยสลัก จนได้ป้ายชื่อห้องที่ดูสวยงามอย่างยิ่ง


    "สวัสดี ม๊อคก้า" เสียงชายหนุ่มดังมาจากหน้าห้องทำงานของชายที่ชื่อว่าม๊อคก้า


    ที่หน้าห้องของม๊อคก้า มีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดผ้าไหมสีดำ ซึ่งมันก็คลุมทั่วทั้งตัวของชายหนุ่ม มีเพียงส่วนของใบหน้าด้านบนเท่านั้นที่โผล่ออกมา ส่วนแขนซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าพันแขนสีดำซึ่งมันก็ทำจากผ้าไหมเช่นกัน


    มีเพียงเส้นผมที่ยาวและดูเงางามถูกปล่อยให้สยายอยู่ที่กลางหลัง พร้อมกับแววตาที่สามารถมองเห็นถึงความเอาจริงเอาจังเท่านั้น ที่มองเห็นได้นอกชุดผ้าไหมสีดำนี้ นั้นทำให้มันดูลึกลับเป็นอย่างมาก


    สัดส่วนและสรีระของร่างกายนี้เป็นของผู้ชายอย่างแน่นอน แต่มันกลับแทบจะไม่มีกล้ามเนื้อที่เด่นชัดให้เห็นเลยสักนิดเดียว แม้ชุดผ้าไหมนี้จะดูรัดรูปอย่างบ้างแต่ก็มีเพียงกล้ามเนื้อเล็กน้อยที่ปรากฏออกมา


    ครรชิตหันไปมองซ้ายขวาสักเล็กน้อย ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบเฉียบ ซึ่งการมาของเขาก็ไม่มีใครทราบ นอกเสียจากคนที่อยู่ห้องซึ่งเขาเพิ่งทักทายไปเมื่อสักครู่


    เมื่อเขาเข้าไปในห้องเรียบร้อยแล้ว เขาก็จัดการปิดประตูให้เรียบร้อย พร้อมกับจัดการกางอาณาเขตป้องกันเสียงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับบาเรียป้องกันการโจมตีอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ห้องกลายเป็นที่แยกออกจากโลกภายนอกอย่างแท้จริง


    "ขอโทษที่ต้องทำให้วุ่นวายเช่นนี้ ม๊อคก้า แต่ข้าไม่อาจจะให้ใครรู้ถึงการมาของข้าได้" ครรชิตมองไปยังชายแก่ที่กำลังจัดแต่งหนวดอย่างช้าๆบนเก้าอี้ทรงสูง ซึ่งมันอยู่ตรงกลางห้องซึ่งเต็มไปด้วยอาวุธและชุดเกราะที่บิดเบี้ยวจากความร้อน


    "ดูเหมือนธุระกิจจะไปได้สวยนี้" เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทำให้แปลงในมือของชายแก่หักลง พร้อมกับสายตาที่ดูบ้าคลั่งปรากฏให้เห็นลางๆ


    "มีธุระอะไรก็รีบพูดมา ข้ายังไม่อยากทำลายของพวกนี้ไปมากกว่านี้อีกแล้ว!" น้ำเสียงที่ดุดันดังออกมาจากปากของชายแก่ ที่ตอนนี้นั่งผิงเก้าอี้มองมายังชายหนุ่มอย่างเย็นยะเยือก


    เมื่อต้องเจอกับสายตาที่แฝงความบ้าคลั่ง พร้อมกับความเย็นชาที่จ้องมองอย่างทิ่มแทงมาที่ตัวเอง ครรชิตยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะขยับมือเบาๆครั้งหนึ่ง


    มันทำให้โลหะที่ละลายอยู่บนพื้นขยับอย่างเชื่องช้า มันค่อยๆก่อตัวเป็นเก้าอี้เหล็กที่มีรูปร่างแปลกตา มันเป็นเก้าที่เหมือนทำจากดาบและโล่อย่างวิจิตรบรรจง และทุกชิ้นเหมือนกับว่าสามารถนำเอาไปใช้ได้จริงอีกด้วย


    เมื่อมันก่อตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็นั่งลงไปบนเก้าอี้อาวุธนั้น นั่นทำให้ชายหนุ่มในชุดผ้าไหมสีดำดูน่ากลัวอยู่ไม่น้อย


    นี้เป็นเวทย์ระดับกลางของเวทย์โลหะ ชื่อว่า'ควบคุมโลหะ' ซึ่งมันพัฒนามาจากเวทย์ระดับหนึ่ง'ควบคุมสินแร่' ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมโลหะที่ไร้มานาได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งนับว่าเป็นเวทย์ที่หน้ากลัวของจอมเวทย์ธาตูโลหะ


    ในตอนที่ยังเป็นผู้ใช้เวทย์ธาตุการร่ายมันหนึ่งครั้งต้องใช้พลังมานาจำนวนมาก พร้อมด้วยความยาวของคถาเวทย์ยาวยาวเกือบหนึ่งหน้ากระดาษ และยังต้องควบคุมพลังเวทย์ที่ออกมาอย่างดีอีกด้วย จึงจะสามารถควบคุมโลหะให้เป็นรูปลักษณ์ต่างๆได้


    แต่ถ้าต้องการใช้อย่างรวดเร็วเช่นชายหนุ่ม ก็มีอีกทางเลือกที่สามารถใช้ได้ มันเป็นการควบคุมแบบหยาบๆด้วยการใช้พลังเวทย์ที่แปลงออกมา ควบคุมเพียงผิวของโลหะเพื่อให้มันเบี่ยงออก หรือจัดรูปมันอย่างหยาบก็ได้เช่นกัน มันใช้พลังเวทย์เพียงหนึ่งในสิบของการควบคุมแบบสมบูรณ์


    ที่เขาสามารถใช้เวทย์บทนี้ได้ เพราะเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว เขาได้บรรลุถึงขั้นที่สามารถสร้างเม็ดพลังลมปราณที่ห้าได้แล้ว ประกอบกับเขามีศิลาจิตอสูรธาตุโลหะที่หายากในครอบครอง ทำให้เขาเริ่มหลอมมันเป็นเม็ดพลังอย่างไม่รอช้า


    มันเป็นศิลาจิตอสูรของกูรมะสีเงิน หรือเต่าที่มีลักษณะเหมือนเต่าอัลลิเกเตอร์ ที่มีขนาดใหญ่ประมาณน้องๆภูเขาลูกหนึ่ง มันมีทั้งเกราะที่แข็งแกร่งและสามารถควบคุมกระดองที่เป็นโลหะได้อย่างดี ทำให้มันมีการป้องกันที่แทบจะไร้ช่องโหว่


    ด้วยขนาดที่ใหญ่โตถึงแม้จะมีความเร็วที่ต่ำ แต่มันกลับสามารถไปได้ไกลนับกิโลเมตรจากการเดินเพียงก้าวเดียว ทำให้การฆ่ามันเป็นอะไรที่ต้องใช้ความอดทนและพลังเป็นอย่างมาก โดยเขาใช้เวลาไปเกือบสามอาทิตย์เพื่อไล่ตามและโจมตีมัน


    กว่ามันจะล้มในอาทิตย์สามเขาต้องใช้พลังมานาไปจำนวนมาก ซึ่งมากพอจะทำลายภูเขาได้นับสิบลูกเลยทีเดียว นั่นนับว่ากินแรงเขาไปมากโขกจนเข็ดจากการล่ามัน ซึ่งมันก็มีอีกหลายร้อยตัวกระจายอยู่ทั่วทั้งชั้นที่ห้าของภูเขามานาแกล และถือเป็นสัตว์เวทที่แข็งแกร่งที่สุดในระดับห้าด้วยซ้ำไป


    "ข้าจะเอาพวกนี้มาขาย" ครรชิตโยนแหวนมิติขนาดเล็กไปให้ม๊อคก้า ซึ่งชายแก่ใช้พลังมานารับมันเอาไว้ก่อนจะเปิดดูข้างในเล็กน้อย


    มันมองมายังครรชิตอย่างตกใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างช้าๆให้แก่ชายหนุ่ม แล้วเรียกเอาเหล้าองุ่นออกมาพร้อมกับแก้วสองใบ ก่อนจะรินมันแล้วส่งมาให้ครรชิตอย่างเสียไม่ได้


    "ตกลง ข้าจะรับซื้อพวกมันเอาไว้ ราคาก็ตามที่ข้าเห็นสมควร และแน่นอนว่ามันเป็นราคาที่ยุติธรรมอย่างแน่นอน ว่าแต่เจ้ามีมีกสลักโลหะเวทมนตร์กี่เล่มกันแน่" มันพูดทีละประโยคอย่างหนักแน่น ก่อนจะถามคำถามปิดท้ายอย่างสงสัย


    เพื่อเป็นการตอบคำถามโดยไม่ต้องพูด ครรชิตสบัดมือไปบนอาการอย่างรวดเร็ว ในอากาศเกิดหลุมดำขนาดเล็กหลายสิบหลุม ซึ่งมันเป็นภาพติดตาจากการสบัดมือของชายหนุ่ม ที่แต่ละหลุดดำปรากฏเป็นมีดสั้นที่เหมือนกันที่กระเบี้ยดนิ้วขึ้นมานับสิบเล่ม


    อย่างน้อยบนอากาศระหว่างพวกเขาทั้งสองคนก็มีดสั้นเกินห้าสิบเล่มเข้าไปแล้ว แต่ละเล่มมีสัญญาลักษณ์เป็นรูปมงกุฎบนหัวกระโหลก ซึ่งมีดาบปักเอาไว้เด่นเป็นสง่าบนปลายด้ามจับทุกเล่ม มันคือยี่ห้อของครรชิตที่เขาสลักมันลงไปด้วยตัวเอง


    นี้เป็นผลงานที่เขาสร้างจากโลหะเวทมนตร์เหลวสีแดงที่มีอยู่อย่างมากมาย เพื่อฝึกควบคุมรูปร่างของการสร้างรูปร่างของอาวุธต่างๆ ซึ่งในตอนนี้เขาสามารถควบคุมโลหะเวทมนตร์เหลวได้เป็นอย่างดีแล้ว


    ทำให้ตอนนี้ในแหวนมิติวงหนึ่งเต็มไปด้วยอาวุธ และโล่ที่ทำจากโลหะเวทมนตร์อยู่เต็มไปหมด จนแทบจะไม่มีที่ว่างเหลืออยู่เลย


    "นี้คงพอสินะ" เมื่อเขาเรียกพวกมันกลับเข้าแหวนมิติไป ก็ทำให้ม๊อคก้าที่มองตาค้างกับภาพมีดสั้นที่ทำจากโลหะเวทย์ที่หายาก จำนวนมหาศาลที่เพิ่งปรากฏให้เขาเห็นต่อหน้า นั้นทำให้เขาตกตะลึงอยู่ไม่น้อย เพราะของพวกนี้ไม่ใช่จะหากันได้ง่ายๆเหมือนแร่ธรรมดาทั่วไป


    "พอแล้ว ว่าแต่เจ้ามีธุระเพียงเท่านั้นรึ มันจะดีกว่าถ้าเจ้าส่งเป็นแค่จดหมายเหมือนครั้งก่อน" มันพูดขึ้นพร้อมกับจิบเหล้าองุ่นไปด้วย


    ครรชิตมองไปที่ม๊อคก้าอย่างสนใจ ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพราะเขาไม่คิดว่าคนสมองเกือบจะมีแต่กล้ามเนื้ออย่างม๊อคก้าจะคิดถึงขนาดนี้ได้


    "ข้าจะไม่อ้อมค้อมแล้วกัน" เขาโยนหินก้อนหนึ่งไปให้ม๊อคก้า ซึ่งมันแทบจะไม่ต่างจากหินทั่วไปเลยสักนิดเดียว


    ม๊อคก้าโยนหินในมือไปมา ก่อนจะลองบีบทำลายและตรวจสอบด้วยพลังมานาดู สิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงแค่หินที่แตกสลายกลายเป็นผง และไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองต่อมานา มันไม่ใช่แร่ที่ใช้สำหรับทำอาวุธและไม่ใช่แร่ด้วยซ้ำไป มันจึงมองไปที่ชายหนุ่มอย่างสงสัย


    "มันคืออะไร" มันอัดเศษฝุ่นผงเป็นก้อนด้วยพลังมานา ก่อนจะยื่นส่งมันคือให้ชายหนุ่ม


    "หินไฟทมิฬ" เขารับเอาผงของหินที่ถูกอัดเป็นก้อนกลับมา ก่อนจะป่นมันอีกครั้งจนมีความละเอียดเป็นอย่างมาก จนแทบจะกลายเป็นฝุ่นละเอียดเลยทีเดียว


    "การใช้มันก็ตามนี้" ครรชิตพูดพร้อมกับเอาสิ่งของหลายอย่างออกมาจากแหวนมิติ


    เขาเทผงหินไฟทมิฬลงบนถาดที่ทำจากหินกันไฟ ซึ่งสามารถทนอุณหภูมิสูงขนาดลาวาได้อย่างสบาย เขาเทมันไปเพียงเล็กน้อย


    บนถาดวางไว้ด้วยเบ้าหลอมที่ทำจากหินกันไฟเช่นกัน โดยมีขาตั้งที่ยกขึ้นจากพื้นถาดจนมันอยู่เหนือจากพื้นพอสมควร ก่อนที่เขาจะเทพวกเศษโลหะเวทมนตร์สีแดงลงไปในเบ้าหลอม ก่อนจะจุดประกายไฟบนผงหินไฟทมิฬ


    เพียงแค่ประกายไฟหนึ่งสะเก็ดกระเด็นเข้าไปโดยผงหิน มันก็จุดปะทุขึ้นเป็นเปลวไฟสีดำที่ดูอันตรายอย่างยิ่ง พร้อมด้วยความร้อนมหาศาลที่แผ่ไปทั่วทั้งห้อง ทำให้โลหะบางชิ้นเริ่มร้อนจนแทบจะหลอมละลาย


    แต่กับมนุษย์ทั้งสองคนพวกเขายังคงนั่งอย่างไม่ทุกข์ร้อน พร้อมกับสภาพแวดล้อมรอบๆตัวของพวกเขายังคงเหมือนปรกติดีทุกอย่าง ทั้งคู่ต่างมองไปยังเบ้าหลอมที่เริ่มกลายเป็นสีแดงเล็กน้อย พร้อมกับเสียงเดือนของโลหะที่อยู่ภายใน


    "สังเกตดูให้ดี นี้แหละความมหัศจรรย์ของหินไฟทมิฬที่แท้จริง นอกจากจะให้เปลวเพลิงที่ร้อนแรงและยาวนานแล้ว มันยังให้สิ่งนี้อีกด้วย" สิ่งที่เขาพูดถึง คือพลังมานาจำนวนเล็กน้อยที่ลอยออกมาจากเปลวเพลิงสีดำ มันก่อตัวเป็นรูปร่างของกลุ่มก้อนของพลังงาน


    มันค่อยๆเคลื่อนที่ไปตามการเหนี่ยวนำของพลังมานาในโลหะเวทมนตร์ ก่อนจะเข้าไปรวมกับพลังมานาที่อยู่ด้านใน จนเกิดเป็นพลังมานาจำนวนมากที่ไหลเวียนอยู่ภายในโลหะเวทมนตร์ที่แทบจะไม่เหลือสภาพอยู่แล้ว จากการถูกใช้พลังมานาเพื่อเปลี่ยนรูปร่างจนแทบจะหมดสิ้น ให้มันกลับมาเป็นเหมือนใหม่อีกครั้ง


    ไม่มีทีท่าว่าโลหะเวทมนตร์จะแข็งตัวแม้แต่น้อย มันเหมือนกลับเป็นโลหะเวทมนตร์เหลวของจริงเลยทีเดียว เพียงแต่ว่ามันมีพลังมานาภายในน้อยกว่าของจริง ซึ่งน้อยกว่าเกือบเท่าตัวแต่ก็นับว่าดีอย่างที่สุดแล้ว


    "อยากจะลองใช้มันดูไหมละ ถึงแม้จะต้องใช้พลังมานามากกว่าของจริงมากก็ตามที และคุณสมบัติอื่นๆเหมือนจากสินแร่โดยตรงแน่นอน เพียงแต่การเปลี่ยนรูปร่างค่อนค้างจำกัดเล็กน้อย" เขาผลักถาดหินกันไฟไปให้ม๊อคก้า ซึ่งทำหน้าตาตกตะลึงเป็นรอบที่สองตั้งแต่พบกันแล้ว


    นี้นับว่่าเป็นของล้ำค้าสำหรับช่างตีเหล็กเสียด้วยซ้ำ ด้วยหินชนิดนี้ทำให้พวกเขาสามารถสร้างอาวุธจากเศษโลหะเวทมนตร์ได้ดีขึ้น และสามารถใช้มันเป็นวัสดุทดแทนโลหะเวทมนตร์เหลวได้เลย แม้มันจะควบคุมได้ยากมากกว่าก็ตาม


    แต่สำหรับช่างตีเหล็กที่ต้องความคุมไฟเวทมนตร์มาตลอดชีวิตเช่นเขาแล้ว การจะควบคุมพลังมานาในโลหะเวทมนตร์ของเทียมนี้ ไม่นับว่ายากเกินไปสักเท่าไร เขาใช้เวลาเพียงไม่นานก็ขึ้นรูปมันเป็นใบมีดสั้นเล่มเล็กๆได้ ซึ่งมันเป็นใบมีดสั้นที่ดูคมและดูดีเลยทีเดียว


    "สุดยอด!" ม๊อคก้าพูดอย่างตื่นเต้น ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาในทันที เพราะสิ่งนี้อาจจะนำมาซึ่งความหายนะก็เป็นได้


    "เข้าใจถึงเรื่องที่ข้ามาหาท่านแล้วสินะ" ครรชิตพูดยิ้มๆ ถึงแม้เขาจะอยากให้หินชนิดนี้กับลุงคามิลก็ตาม แต่ผลที่จะตามมันใหญ่โตเกินกว่าที่โรงตีเหล็กเล็กๆจะรับไหว ถ้าเป็นโรงตีเหล็กของม๊อคก้าน่าจะจัดการเรื่องนี้ได้อยู่บ้าง


    "เจ้าต้องการอะไรกันแน่" ชายแก่ถามครรชิตอย่างระแวดระวัง พร้อมกับลูบหนวดและเขาอย่างเป็นกังวล


    "ข้าขอข้อตกลงในการจัดหาหินไฟทมิฬให้โรงตีเหล็กของเจ้า ด้วยปริมาณหนึ่งกิโลกรัมต่อเดือนเป็นเวลาสามปี แลกกับการใช้ประโยชน์จากโรงตีเหล็กแห่งนี้ สำหรับการจัดหาวัตถุดิบและอาวุธแก่ตระกูลดีลเลอร์และบ้านของข้าก็พอแล้ว" ครรชิตพูดพร้อมกับหยิบแผ่นหนังสัตว์ออกมา แล้วเริ่มทำการใช้สัญญาเปล่ากับมัน จนมันกลายเป็นสัญญาซื้อขายขึ้นมาหนึ่งฉบับ ซึ่งภายในมีข้อตกลงและรายละเอียดถึงขอบเขตต่างๆอย่างระเอียด พร้อมกับกำกับวงเวทย์สัญญาซื้อขายอย่างเรียบร้อย


    เขายื่นสัญญาที่เสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งไปให้ม๊อคก้า ก่อนจะส่งเข็มและปากกาขนนกไปให้ทีหลัง เพื่อใช้ในการประทับตราและยอมรับข้อตกลงในสัญญาฉบับนี้


    ม๊อคก้าอ่านรายละเอียดทุกตัวอักษร ก่อนจะเริ่มเจรจาต่อรองอีกเล็กน้อย ซึ่งพวกเขาก็หาข้อยุติก่อนจะลงตราประทับโลหิตทั้งสองฝ่าย พร้อมกับลงรายมือกำกับอีกชั้น เมื่อเสร็จสิ้นสัญญาก็ลุกไหม้จนมอดไหม้จนหมดสิ้น ก่อนจะหลงเหลือเถ้าถ่านสีเทาเท่านั้น แต่นั้นยังไม่จบสิ้นเสียทีเดียว


    เถ้าถ่ายลอยขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อตัวเป็นวงจรเวทย์อันหนึ่งและสลายหายไปบนอากาศ แล้วปรากฏเป็นม้วนหนังสัตว์เล็กๆสองอัน โดยแต่ละอันก็ปรากฏบนมือของคู่สัญญาแต่ละคน ซึ่งทั้งคู่ก็เก็บมันลงไปในแหวนมิติ แล้วก็ล่ำลากันไปซึ่งแยกไปตามทางใครทางมัน


    ครรชิตหายตัวออกจากห้องไป ส่วนม๊อคก้าก็มองกล่องขนาดเล็กที่มีหินไฟทมิฬบรรจุอยู่ มันมีน้ำหนักถึงหนึ่งกิโลกรัมตามสัญญา ซึ่งครรชิตทิ้งไว้เป็นของเดือนแรกและเป็นของขวัญแก่ม๊อคก้าอีกด้วย



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,037 ความคิดเห็น

  1. #1361 jasweem (จากตอนที่ 115)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 / 13:58
    ขอบคุณครับ
    #1,361
    0
  2. #1305 phairatw (จากตอนที่ 115)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 / 18:41
    ขอบคุณครับ
    #1,305
    0
  3. #1301 Gnuh (จากตอนที่ 115)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 / 14:13
    ขอบคุณครับ
    #1,301
    0
  4. #1273 neschan (จากตอนที่ 115)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 13:08
    จะรออ่านตอนต่อไปจ้า
    #1,273
    0
  5. #1272 ปกเงิน& (จากตอนที่ 115)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 10:07
    ขอบคุณคับ
    #1,272
    0
  6. #1271 หยาดน้ำบนยอดหญ้า (จากตอนที่ 115)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 01:20
    ขอบคุณครับ
    #1,271
    0
  7. #1269 กระต่ายน้อย (จากตอนที่ 115)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 23:58
    ขอบคุณค่ะ อ่านสนุกมากค่ะ รอตอนต่อไปอยู่นะค่ะ
    #1,269
    0
  8. #1268 มังกรอหังการ (จากตอนที่ 115)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 22:51
    พระเอกไม่ค่อยได้โชเทพเลยช่วงนี้
    #1,268
    0
  9. #1267 kamol1122 (จากตอนที่ 115)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 22:41
    สนุกมากครับ
    #1,267
    0