ราชันเงาแห่งอเคเซีย

ตอนที่ 11 : หอสมุด (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,100
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 79 ครั้ง
    16 ส.ค. 59

บทที่ 1 : หอสมุด (2)



     บนชั้นสองของหอสมุดหลวงถ้ามีคนมองไปยังโซนที่สิบสามจะพบภาพที่เด็กชายคนหนึ่งที่กำลังเลือกหนังสือจำนวนหลายสิบเล่มออกจากชั้นแล้วนำมันไปวางที่กล่องคัดลอกที่ตั้งอยู่ที่หน้าชั้นหนังสือในโซนที่สิบสามหลายรอบแล้วทุกครั้งเด็กชายจะออกมาคัดลอกด้วยหนังสือด้วยจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบเล่มเสมอ

     แต่โชคดีที่ตอนนี้ในหอสมุดแทบจะไม่มีใครอยู่เลยเพราะแต่ละคนมุ่งความสนใจไปกับการสอบเข้าโรงเรียนหลองที่จะจัดต่อไปอีกสองวันรวมเป็นสามวันของการสอบเข้าวันนี้เป็นการสอบข้อเขียนจึงทำให้พวกหนอนหนังสือทั้งหลายไปดูโจทย์ที่สนามสอบกันหมด

    หลังจากที่ขนหนังสือมาคัดลอกเป็นรอบที่แปดเด็กชายก็หยุดมือก่อนจะเข้าไปยังโซนอ่านหนังสือซึ่งเป็นห้องเล็กๆหลายสิบห้องกระจายอยู่ตามมุมต่างๆของหอสมุดชั้นที่สองโดยทุกห้องมีค่าใช้จ่ายสิบเหรียญจิตอสูรพร้อมกับย้ายกองหนังสือที่คัดลอกแล้วเข้าสู่แหวนวงหนึ่งแล้วจึงก้าวเข้าสู่ห้องอ่านหนังสือ

     ห้องอ่านหนังสือเป็นห้องที่สร้างจากจารึกเวทย์และศิลาจิตอสูรของสัตว์เวทย์ระดับ 'สามนิทราสามราตรี' สามนิทราสามราตรีเป็นสัตว์เวทธาตุมืดมีรูปร่างคลายดอกทานตะวันสามดอกที่งอกออกมาจากต้นเดียวกันพวกมันเป็นดอกไม้ที่พบมากในป่าที่ไร้แสงหรือป่าโบราณที่มีพลังมานาอัดแน่นภายในป่า 

     ยามมันอยู่นิ่งมันจะเหมือนดอกทานตะวันทั่วไปแต่เมื่อมีสิ่งมีชีวิตใช้พลังมานาหรือเวทย์ใกล้ๆพวกมัน พวกมันจะลืมตาตื่นแล้วเปลี่ยนกลีบดอกไม้เป็นฟันที่แหลมคมค่อยโจมตีระยะใกล้และมีเข็มพิษที่จะทำให้สิ่งที่โดนยาพิษเหมือนหลับไปตื่นเดียวแต่รู้สึกและประสาทสัมผัสที่ได้รับกลับเป็นสามวันสามคืนแทนและพิษชนิดนี้จะทำให้ผู้ที่โดนรู้สึกเหมือนถูกกัดกินด้วยแมลงทั้งเป็น!

     เข็มพิษของมันมีฤทธิ์ที่ทำให้เจ็บปวดเหมือนโดนกัดกินเท่านั้นแต่เวทย์ที่แฝงมากับเข็มพิษต่างหากที่ทำให้ผู้โดนเกิดการบิดเบื้อนมิติทำให้เวลาแค่วันเดียวที่ได้รับพิษเหมือนได้รับพิษมาสามวัน!

     เมื่อมีจอมเวทย์หลายคนค้นพบเวทย์แฝงชนิดนี้นำเอามันมาปรับปรุงด้วยการจากรึกเพื่อดึงการใช้เวทย์นี้โดยเฉพาะและไม่ต้องรับผลจากพิษของมันอีกด้วยจนในที่สุดก็ได้ห้องที่สามารถเพิ่มเวลาเรียนรู้ได้แต่ถึงอย่างนั้นมันก้ไม่สามารถฝึกพลังในห้องนี้ได้เพราะมิติที่สร้างขึ้นมาจากเวทย์ของ 'สามนิทราสามราตรี' เมื่อมีการใช้พลังมานามันจะดูดกลืนและทำลายตัวเองทันที ไม่ว่าจะใช้จารึกกำกับอย่างไรก็ตาม ทำให้มันถูกใช้ในการอ่านหนังสือหรือวางแผนการณ์ต่างๆเท่านั้นเพราะนอกจากได้เวลาเพิ่มแล้วยังป้องกันการดักฟังหรือสอดส่องได้อีกตัวเพราะมันจะปล่อยหมอกหนาขึ้นมารอบๆห้อง

     ครรชิตกระตุ้นให้จารึกเวทย์ทำงานก่อนที่ตอนเองจะมาโผล่ในห้องเหมือนเดิมแต่นาฬิกาเดินช้าลงสามเท่า! ทุกการกระตุ้นจารึกจะทำให้มันทำงานได้หนึ่งชั่วโมงแล้วมันจะดับลงต้องรออีกสองชั่วโมงถึงจะใช้ห้องเดิมได้

     เด็กชายเริ่มหยิบหนังสือที่ดีกว่าหนังสือในหมู่บ้านกรีนพีชขึ้นมาอ่านและตรวจสอบอย่างคราวๆก่อนจะจัดหมวดหมู่และเก็บมันลงไปในแหวนเช่นเดิมก่อนจะวางแผนศึกษาพวกมันเพิ่มเติมหลังจากกลับถึงบ้านแล้ว ส่วนหนังสือจากโซนที่สิบและสิบสามชายหนุ่มค่อยๆอ่านบทนำและเนื้อหาเล็กน้อย อันไหนที่น่าสนใจก็แยกไว้อีกกอง อันไหนไม่น่าฝึกหรือมีแต่น้ำก็โดนไปอีกกอง และที่แปลกๆหรือขาดๆหายๆโดยจงใจเด็กชายก็แยกไว้อีกกอง

     แม้จะบอกว่าจะคนหาหนังสือเพื่อฝึกฝนอย่างจริงๆจังๆแต่ที่จริงแล้วก็หาหนังสือที่ชื่อน่าสนใจและแปลกๆเท่านั้น เมื่อแยกหนังสืออกไปเป็นสามกองใหญ่แล้วก็เริ่มอ่านอย่างจริงจังด้วยกองที่น่าสนใจก่อนมันมีอยู่ประมาณห้า-หกเล่มที่น่าสนใจแบ่งเป็นฝึกนักรบสองเล่มและนักรบมนตราสามเล่ม การฝึกนักรบมักเป็นการฝึกกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆของร่างกายทั้งภายในและภายนอก 

     เล่มแรกเป็นการฝึกร่างกายอย่างสมดุลเป็นตำราชั้นยอดของการฝึกนักรบโดยมีการบอกถึงวิธีการเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เมื่ออ่านได้สิบหน้าเด็กชายก็หน้าย่นก่อนจะบ่นออกมาเบาๆ "เสียเวลาอ่านจริงๆ ผลัดกายวชิระยังให้ผลดีมากกว่าสิบเท่า!" ที่หน้าสิบเป็นการบ่งบอกว่าการฝึกแต่ละขั้นจะได้ผลอย่างไรบ้างโดยการฝึกแบ่งเป็นสิบขั้นและการฝึกขั้นที่สิบหรือขั้นสูงสุดของหนังสือนี้เป็นการชำระสิ่งปฎิกูลของกล้ามเนื้อได้หนึ่งครั้ง! และยังต้องใช้เวลาเกือบสิบปี!

     ถึงแม้ผลัดกายวชิระจะเหมือนการนั่งสมาธิแต่ที่จริงแล้วเป็นการใช้ลมหายใจที่แฝงไปด้วยพลังมานาในการกรุยทางเพื่อรองรับการไหลเวียนลมปราณในอนาคต สิ่งที่อุดตันและขัดขว้างการไหลเวียนของลมปราณจะค่อยๆถูกชะล้างแล้วขับออกมาเรื่อยๆเป็นการฝึกฝนภายใน แต่ตำราการฝึกกล้ามเนื้อเล่มนี้เป็นการฝึกภายนอกด้วยการให้กล้ามเนื้อบีบรัดและคล้ายตัวจนขับสิ่งปฎิกูลออกมาในที่สุด เมื่อฝึกฝนสำเร็จก็มีโอกาศเปลี่ยนไปฝึกนักรบมนตราได้

     ในสายตาของครรชิตอาจจะเห็นว่ามันไร้ค่าแต่สำหรับคนที่มีพลังมานาน้อยก็ถือว่านี้เป็นตำราที่สามารถเปลี่ยนชีวิตได้เลยทีเดียว!

     ครรชิตหยิบเล่มที่สองออกมาแล้วก็โยนไปรวมกับกองที่ไม่หน้าฝึกอีกครั้งเพราะมันเป็นการฝึกอวัยวะภายในด้วยการทรมานตน! ซึงในขั้นสุดท้ายก็ช่วยขจัดสิ่งปฎิกูลภายในอวัยวะได้หนึ่งครั้งเช่นเดียวกัน หลังจากหมดหวังกับการฝึกแบบนักรบชายหนุ่มก็หยิบการฝึกนักรบมนตราขึ้นมาเล่มที่เป็นการอธิบายขอบเขตกว้างๆของนักรบมนตรา 

     นักรบมตราแบ่งเป็นสองประเภทคือพวกที่ฝึกนักรบเป็นหลักกับพวกฝึกเวทย์เป็นหลัก การฝึกด้วยนักรบเป็นหลักในสามระดับแรกจะฝึกคล้ายกับการฝึกนักรบแต่จะใช้พลังมานาโดยไม่แปลงเป็นพลังเวทย์ให้มันไหลเวียนหนุนเสริมในร่างนี้คงเป็นเหตุผลที่การฝึกนักรบจะต้องมีการชำระร่างกายให้ได้หนึ่งครั้ง นี้เองเป็นเหตุผลที่นักรบจะเปลี่ยนเป็นนักรบมนตราได้

     ในระดับที่สี่จะเริ่มใช้พลังมานาแปลงเป็นพลังเวทย์ในขั้นนี้จะเป็นการฝึกควบคุมพลังเวทย์เป็นหลักเพราะนักรบมนตราแบบฝึกนักรบเป็นหลักไม่ได้มีพลังเวทย์ให้ใช้มากแบบนักเวทย์ได้ เพราะส่วนหนึ่งต้องใช้พลังมานาเป็นเกราะป้องกันตัวและใช้อีกส่วนหนึ่งแปลงเป็นพลังเวทย์เพื่อใช้โจมตี คำอธิบายจบลงแค่ตรงนี้สำหรับฝึกด้วยนักรบเป็นหลัก

     ในส่วนการฝึกแบบเวทย์เป็นหลักเหมาะสำหรับผู้ที่มีพลังมานาปานกลางขึ้นไปโดยจะฝึกเน้นไปทางด้านการแปลงมานาเป็นเวทย์แล้วใช้ในการเสริมการโจมตี ป้องกันหรือสร้างจังหวะและโอกาศในการพิชิตคู่ต่อสู้โดยไม่เน้นที่ความแข็งแกร่งของร่างกายมากนัก

     และการฝึกนักรบมนตราอีกแบบที่ไม่ค่อยเห็นมากนักนั้นคือนักเวทย์รบ มีการกล่าวถึงสั้นๆในหน้าหนึ่งว่าเป็นผู้ใช้เวทย์ที่เปลี่ยนการฝึกฝนจากการฝึกเวทย์เป็นนักรบเพื่อเข้าสู่แนวหน้าของสนามรบด้วยการใช้พลังมานาสร้างเป็นเกราะที่เห็นได้ชัดและใช้พลังเวทย์เสริมในอาวุธและชุดเกราะอีกชั้นแล้วเข้าสู้ถือเป็นแนวหน้าที่น่าหวาดกลัวในสงครามเลยทีเดียวเพราะแทบจะไม่มีใครทำลายเกราะมานาได้เพราะมันแข็งแกร่งกว่าที่นักรบขั้นเดียวกันจะทำลายมันได้

     ครรชิตที่ได้เห็นย่อหน้านี้ถึงกับครุ่นคิดเลยที่เดียวถ้าตนฝึกแนวทางนี้ก็จะสามารถใช้ลมปราณได้โดยไม่ถูกสงสัยแน่นอนเพราะมันคล้ายกับเกราะมานาของนักเวทย์รบ

     โดยไม่เสียเวลาชายหนุ่มได้หยิบกระดาษและปากกาขนนกขึ้นมาจดบันทึกข้อมูลต่างๆและสรุปข้อมูลเกี่ยวกับหนังเล่มนี้ด้วยภาษาบ้านเกิดที่มีสี่สิบสีตัวอักษร วรรณยุกต์สี่รูปและห้าเสียงทันทีแล้วจัดเก็บมันไว้ในแหวนมิติวงสุดท้ายที่นิ้วชี้ที่เอาไว้เก็บของสำคัญๆก่อนจะให้ความสนใจกับหนังสืออีกสองเล่ม

     หนังสือทั้งสองเล่มแบ่งเป็นการฝึกนักรบมนตราแบบนักรับและนักเวย์อย่างละเล่มชายหนุ่มจดจำและสรุปเนื้อหาใส่กระดาษไว้ก่อนจะโยนทั้งคู่ไปรวมกับเล่มอื่นๆก่อนหน้าเพราะมันไม่ได้อธิบายแตกต่างจากการฝึกเวทย์ที่ชายหนุ่มมีอยู่เท่าไรนักและการฝึกแบบนักรบก็ไม่อยู่ในสายตาเด็กชายเลยสักนิด

     เมื่อมองไปยังนาฬิกาตอนนี้ก็เกือบจะสองชั่วโมงแล้วที่เขาเข้ามาอยู่ในห้อง ครรชิตหยิบเอาเจ้าหนังสือสี่เล่มสุดท้ายออกมา

     เล่มแรกชื่อ 'ยาวิเศษแห่งภูเขามานา' เป็นการฝึกเพิ่มพูนมานาด้วยยาวิเศษที่มีวิธีจัดสร้างที่แปลกๆที่ดูแล้วเหมือนไม่ประติดประต่อข้ามไปข้ามมา ชายหนุ่มให้ความสนใจเพราะมันคล้ายกับมันเป็นข้อความลับที่ต้องแก้รหัสลับเสียก่อนถึงจะเข้าใจในการสร้างยาแต่ละชนิด ด้วยความที่เป็นผู้สร้างเกมย่อมต้องสร้างปริศนาและข้อความลับมาบ้างหนังสือเล่มนี้จึงดึงดูดความสนใจของเขาเต็มๆ

     แม้ในตอนนี้พอจะคลาดเดาการแบ่งข้อความแล้วเรียงลำดับได้แต่ยังไม่สามารถไขกุญแจข้อความได้จึงค่อยๆจัดเรียงมันด้วยการตัดและเรียบเรียงใหม่ในสูตรยาแรกจนครบแต่ยังถอดความไม่ได้จึงเก็บไว้ในส่วนของของสำคัญไปก่อนโดยใช้เวลาไปกับเล่มนี้ครึ่งชั่วโมงทีเดียว

     ในเล่มที่สองเป็นหนังสือที่ชื่อว่า 'สลักวิญญาณ' เป็นหนังสือเกี่ยวกับการจารึกเวทย์ลงบนสิ่งมีชีวิตและสิ่งของซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะอย่างที่ทราบกันทั่วทั้งแผ่นดินทลายฟ้าว่าการสลักจารึกลงบนสิ่งมีชิวิตเสมือนการหยุดน้ำหนึ่งหยดบนมหาสมุทรเพราะร่างกายของสิ่งมีชีวิตต่างก็มีการไหลเวียนพลังมานาเฉพาะในตัวเองจึงไม่อาจใส่มานาอื่นเพื่อสร้างวงจรมานาได้อีกมานาใส่ลงไปก็ถูกมานาในร่างกายดูดซับจนสิ้น

     แต่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงการจารึกบนสิ่งมีชีวิตว่าต้องจารึกมันลงบนแกนวิญญาณหรือเม็ดพลังจึงจะได้ผล แต่ก็อีกนั้นแหละทุกคนในแผ่นดินต่างก็ทราบกันดีว่าเมื่อสิ่งมีชีวิตยังไม่ตายก็ไม่อาจจะแยกเม็ดพลังออกมาจากร่างกายได้เพราะมันจะไม่มีตัวตนแต่เจ้าของสัมผัสถึงมันได้แต่เมื่อตายเม็ดพลังจะปรากฎขึ้นมาเองที่หัวใจของสิ่งมีชีวิต

     แม้เขาจะรู้ว่ามันอาจจะเป็นไปได้แต่ใครจะกล้าลองล่ะเพราะถ้าแยกเม็ดพลังออกมาจริงๆสิ่งมีชีวิตนั้นคงดับสูญเป็นแน่ เขาได้แต่สงสัยและคิดถึงความเป็นไปได้ก่อนจะข้ามในส่วนนี้ไปยังส่วนอื่น

     ในส่วนที่สองกล่าวถึงการสร้างจากรึกบนสิ่งของและการวงจรมานาลงไปด้วยความที่เป็นนักเขียนโปรแกรมครรชิตเข้าใจถึงการจารึกเวทย์อย่างรวดเร็วเพราะการเขียนจารึกเวทย์ไม่ต่างอะไรกับการเขียนโปรแกรมเลยแม้แต่น้อย! เขาได้ประยุกต์มันเล็กน้อยเพราะในหนังสือเล่มนี้บอกว่าตัวอักษรอะไรทำอะไรได้บ้างเพียงไม่กี่สิบตัวเท่านั้นแต่มันยังบอกถึงการสร้างตัวอักษรจารึกเองอีกด้วย ด้วยส่วนนี้เองครรชิตได้สร้างภาษาพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ขึ้นมาบนแผ่นดินนี้!

     หลังจากศึกษาและสร้างภาษาขึ้นมาได้ไม่นานเข้าก็ปรากฎตัวอยู่ที่ในหน้าห้องพร้อมด้วยของเช่นเดิมแต่หมอกที่ค่อยบดบังสายตาด้านนอกสลายไปหมดสิ้น
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 79 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,037 ความคิดเห็น

  1. #2028 Biebm (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 01:06
    แค่เลือกหนังสือพี่แกยังเล่นหาชะยาวแล้วตอนฝึกละไม่อยากจะคิด
    #2,028
    0
  2. #1846 Waiwit (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 18:25
    ก็ดีนะครับบอกข้อมูลก่อนเปะดี ถึงจะมีคำผิดบ้าง แต่ก็อ่านได้ ขอบคุณมากครับ
    #1,846
    0
  3. #1565 ฉันคือผู้ชมที่ดี (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2559 / 15:03
    สู้ๆ ครับไม่ต้องสนใจคนอ่านมากหรอก บางคนก็รู้จริง บางคนก็ทำฟอร์ม เป็นชาญเชี่ยว
    #1,565
    0
  4. #918 cussendo (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2559 / 16:07
    ข้อมูลดีนะครับ แต่มันเยอะเกิน จนไม่น่าสนใจนี่ละครับ
    #918
    0
  5. #545 phairatw (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 12:23
    ขอบคุณครับ
    #545
    0
  6. #390 Gnuh (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 กันยายน 2559 / 22:42
    ขอบคุณครับ
    #390
    0
  7. #283 หยาดน้ำบนยอดหญ้า (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2559 / 22:23
    ช่วงศึกษาข้อมูล... เตรียมความพร้อม
    #283
    0
  8. #116 James'z Ks'jaxdd (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 03:22
    ขอบคุณค้าบบ
    #116
    0
  9. #106 toy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2559 / 23:54
    ขอบคุณครับ
    #106
    0
  10. #20 arm (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2559 / 02:17
    ขอบคุณคับ
    #20
    0