Fic conan Spirytus (Amuro x Shinichi)

ตอนที่ 9 : 009 ร้านปัวโรต์ ทางกลับบ้าน และสายฝน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 425
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    20 มิ.ย. 63

Spirytus

 

Pairing : Amuro (zero, Furuya)x Conan (shinichi, Spirytus)

Warning : Plot twist

 

ร้านปัวโรต์ ทางกลับบ้าน และสายฝน

                

                ช่วงหลังๆ มานี้พายุเข้าทำให้อากาศไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ฝนตกแบบไม่เป็นเวลา ผู้คนที่มักแวะเวียนเข้ามายังร้านปัวโรต์จึงค่อนข้างบางตาพอสมควร แต่คงต้องยกเว้นไว้กับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มักจะมาเป็นประจำจนแทบจะกลายเป็นลูกค้า

                คุโด้ ชินอิจิ นักสืบมัธยมปลายคนนั้น

                หากเป็นวันปกติที่มีการเรียนการสอนเจ้าตัวจะมาที่ร้านในช่วงเย็น หรือให้ว่ากันตามตรง คือแวะเข้ามาหลังจากที่ส่งโมริ รันถึงบ้านนั่นเอง เสียงบ่นของเด็กสาวที่บอกว่าไม่จำเป็นต้องมาส่งเพราะสุขภาพของเขาไม่ดีดังเข้าหูฟุรุยะอย่างสม่ำเสมอจนเขาอดไม่ได้ที่จะเพิ่มเมนูเพื่อสุขภาพลงในรายการอาหาร แม้คราแรกอาซึสะจะแสนสงสัยว่าทำไมร้านคาเฟ่ถึงมีเมนูเพื่อสุขภาพเพิ่มเข้ามาด้วยโดยไม่ได้ปรึกษาอีกคน แต่เพราะว่ามันขายดีมาก ซ้ำพวกตาลุงตำรวจที่ชอบแวะเวียนมาเทียวจีบเทียวเต๊าะสาวเจ้ายังชอบ ดังนั้นหญิงสาวจึงปล่อยผ่านให้มีมันต่อไป

                ส่วนในช่วงวันหยุดนั้นจะได้เจอกับเจ้าตัวเสาร์เว้นเสาร์ หรือถ้าหายไปนานกว่านั้นก็คืออาการป่วยกำเริบ และในวันนั้นเองที่ร้านปัวโรตืก็จะพบภาพของชายหนุ่มผมบลอนที่คอยชะเง้อมองหาลูกค้าเจ้าประจำคนนั้นเสมอๆ จนหญิงสาวเจ้าของร้านเอ่ยถามออกไปว่าทำไมไม่โทรหา

                ก็ไม่มีเบอร์…

                แม้จะได้คุยกันบ่อยขึ้น สนิทกันขึ้น แต่ฟุรุยะดันลืมเรื่องขอเบอร์ไปเสียสนิท!

                เป็นเรื่องน่าอายมากที่คนที่ใครๆ ก็คิดว่าเข้าใจคนอื่นหรือน่าจะจีบคนเก่งอย่างเขาลืมเรื่องการขอเบอร์ในทุกๆ ครั้งที่สนทนากับชินอิจิ เพราะเพียงแค่มองดวงตาที่เปล่งประกายวาวหรือรอยยิ้มซุกซนนั่นก็…

                ‘ให้ฉันขอให้มั้ยคะคุณอามุโร่’

                ‘ไม่เป็นไรครับ… ผมขอ.. ลองพยายามเอง…’

                โดนอาซึสะที่เหมือนว่าจะเอือมระอาอาสาเข้าช่วยเสียนี่

และวันนี้ก็เป็นวันดี วันเสาร์ที่เด็กหนุ่มแวะเวียนเข้ามา ดังนั้นจึงเป็นช่วงสายของวันที่ทำเอาชายหนุ่มผมบลอนอารมณ์ดีตั้งใจบริการเต็มที่ ทว่าในช่วงเย็นที่ใกล้ปิดร้านนั้นท้องฟ้ายังคงไม่เป็นใจเช่นเดิมกับทุกที พุยังคงเข้ามาอย่างกะทันหัน เช่นเดียวกับครั้งแรกที่พบกันกับเด็กหนุ่ม 

“แย่จังเลย… แต่ดีนะที่วันนี้ฉันให้พี่ชายมารับ” อาซึสะบ่นเมื่อเห็นว่าสายฝนสาดเทลงมาอีกครั้ง

“โชคดีไปนะครับคุณอาซึสะ” ฟุรุยะกล่าวกับสาวเจ้า ก่อนหันไปมองใครบางคนที่อยู่ในโต๊ะส่วนที่ลึกสุดของร้านแต่ยังสามารถมองเห็นได้หากมองจากเคาท์เตอร์

“…”

ชินอิจิเผยใบหน้าหงอยๆ พร้อมพรูลมหายใจยาวคล้ายกำลังจะประท้วงว่าวันนี้คือวันโชคร้ายของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น

แม้จะไม่ได้กลัวฝนอะไร ซ้ำยามปกติยังสามารถวิ่งผ่าไปเลยก็ได้ ทว่าว่าวันนี้ไม่สามารถตัดใจทำเช่นนั้นได้ลงเป็นเพราะว่าในวันนี้เจ้าตัวไม่ได้มาร้านปัวโรต์ตัวเปล่าหากแต่มีถุงใส่หนังสืออยู่ด้วย จะให้ทำซ่าวิ่งผ่าสายฝนก็กระไรอยู่

คนทนได้แต่หนังสือทนไม่ได้…

คนผมบลอนที่ลอบมองอยู่เข้าใจในทันทีและคิดว่าบางทีนี่อาจจะเป็นจังหวะที่ดี…

                “ชินอิจิคุงให้ฉันไปส่งให้ไหม ?” เอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงราวกับหวังดี ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วจะให้อีกฝ่ายฝากหนังสือไว้ที่ร้านก่อนก็ได้หากอยากวิ่งผ่าสายฝนกลับไป ทว่าคนอย่างฟุรุยะ เรย์จะไม่ยอมพลาดโอกาสซ้ำสองเด็ดขาด

                อีกอย่างถ้าระหว่างขับรถกลับสามารถขอเบอร์ติดต่อไว้ได้ก็คงจะดี

                ทว่าใบหน้าอ่อนเยาว์ฉายแววลังเล

                ใบหน้านั้นเองทำเอาคนมองเอะใจขึ้นมาบ้างเหมือนกัน ครั้งแรกชินอิจิไม่อมนั่งรถเขากลับบ้านแต่เลือกวิ่งตากฝนไปทั้งๆ ที่สุขภาพของตัวเองไม่ดี คราวนั้นฟุรุยะยังพอเข้าใจได้ว่าอาจจะเป็นเพราะว่ายังไม่สนิทกัน แต่ทว่าตอนนี้พวกเขาก็รณู้จักกันมานานและได้พูดคุยกัน (โดยที่ชินอิจิไม่หนีเขา) มาเกือบสองเดือนแล้ว จะบอกว่ายังไม่สนิทกันมันก็…

                อ่า หงอยนะเนี่ย

                แต่ก่อนที่จะคิดอะไรไปมากกว่านั้นคนตัวเล็กกลับชิงอธิบายขึ้นมาเสียก่อน

                “จริงๆ ผมไม่ค่อยถูกกับรถยนต์เท่าไหร่”

                คำกล่าวนั้นมาพร้อมกับสีหน้าลำบากใจของเจ้าตัว ชวนให้คิดถึงวันแรกที่เจอกัน ชินอิจิเองก็ไม่ยอมขึ้นรถของเขาเช่นกัน ทำเอาสันติบาลหนุ่มผู้อยู่ในคราบของพนักงานร้านปัวโรต์อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วสงสัย

                “ทำไมล่ะ ถามได้หรือเปล่า  ?”

                

ก็ไม่ทำไม…

            เพราะครั้งแรกไม่ยอมขึ้นนี่นา ถ้าครั้งนี้ยอมขึ้นอย่างว่าง่ายก็น่าสงสัย…

            เดี๋ยวคุณก็รู้สิครับ ว่าโดนเข้าหาอยู่น่ะ…

                

                คนโดนถามยิ้มเผยรอยยิ้มเขินอายปนลำบากใจ ทั้งที่ในใจนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง หากแต่ปากกลับเอ่ยตอบไปอย่างลื่นไหล แม้ใครต่อใครในองค์กรจะบอกว่าเบอร์เบิ้นนั้นถนัดการสวมหน้ากาก เขาเปลี่ยนบุคลิกได้ราวกับว่าเป็นคนละคน ถึงขั้นเก่งกว่าเบลม็อธที่ปลอมตัวเก่งจนได้รับฉายาว่าแม่มดเสียอีก

                แต่ทว่า…

                พวกที่สนิทกับสไปริทัสนั้นรู้ดี ว่าหน้ากากของเด็กหนุ่มแน่นหนากว่านั้นนัก

                “แม่ของผมท่านเสียจากอุบัติเหตุรถยนต์ครับ คุณอามุโร่จะบอกว่าผมขี้กลัวเป็นเด็กๆ ก็ได้นะครับ แต่ผม… อ่า..” ดวงตาสีฟ้าหลุบลงราวกับว่าการพูดถึงนั้นไปตอกย้ำความทรงจำสักส่วนจนทำให้พูดไม่ออก แต่กระนั้นแล้วก็ไม่ได้แสดงท่าทางเศร้าสร้อยอะไรนัก ริมฝีปากยิ้มขัดกับแววตา แต่การแสดงออกมาเท่านั้นก็มากพอที่จะทำให้คนผมบลอนสะดุ้งโหยงรีบโบกไม้โบกมือไปมาเอ่ยคำขอโทษออกมาอย่างระล่ำระลัก

                “ชินอิจิคุงฉันขอโทษ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรนะ… โถ่เอ้ย..”

                “ไม่เป็นไรเลยครับ รู้กันไว้ตั้งแต่ตอนนี้ก็ดีออก ตอนแรกผมก็เกรงใจไม่กล้าพูดเพราะรู้ว่าคุณอามุโร่น่ะหวังดี แต่ไปๆ มาๆ ก็คิดว่าคุณน่าจะเข้าใจ.. ขอบคุณที่เข้าใจนะครับ” เด็กหนุ่มว่า ริมฝีปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ไม่ว่ามองจากมุมไหนก็ดูบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยความยินดีจากใจจริง

                ฟุรุยะส่ายหน้าไปมาราวกับจะบอกว่าไม่เป็นไร

                ชายหนุ่มครุ่นคิด ก่อนที่สุดท้ายจะตัดสินใจทำอะไรที่มันออกจะเรียกได้ว่าค่อนข้างบ้า… ไม่สิ ไม่ใช่ค่อนข้าง แต่มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะยอมทำอะไรแบบนี้

และใช่… เขาบ้า

                “กลับกับฉันเถอะ หมายถึงเดินกลับไม่ต้องขึ้นรถ เพราะว่าฉันมีร่มคันใหญ่จะเดินไปส่งเธอเอง”

                “เอ๋ แต่จริงๆ ผมถือเองก็ได้” ชินอิจิว่าสีหน้าเกรงใจ “แค่ยืมไป แล้วเดี๋ยววันหลังจะเอามาคืน…”

                “ถือเองเหรอ…”

                ปลายนิ้วของคนอายุมากกว่าชี้ไปยังกองหนังสือในถุงสองกองของเจ้าตัว คล้ายกับจะถามว่าถ้าถือหนังสือแล้วจะเอามือไหนถือร่ม สุดท้ายเด็กหนุ่มจึงจำยอมที่จะปล่อยให้คนมีรถเดินไปส่งอย่างช่วยไม่ได้

                “ขอรบกวนด้วยนะครับ…”

                “ด้วยความยินดีเลยล่ะชินอิจิคุง”

 

                หลังจากตกลงกันสักพักและเห็นว่าเด็กหนุ่มนั้นสามารถกลับบ้านได้แล้วโดยไม่ต้องวิ่งตากฝน อาซึสะก็ตัดสินใจเก็บร้าน แน่นอนว่าชินอิจิอาสาช่วยด้วยอีกแรงเพราะอย่างไรเสียก็เป็นลูกค้าคนสุดท้ายซ้ำยังมาอาศัยพื้นที่ร้านของเธอนั่งอ่านนิยายบ่อยๆ

                และก็…

                เพราะชินอิจิรู้นั่นแหละว่าเธออยากปิดร้านแล้วเพราะตั้งแต่ฝนตกลูกค้าก็หายแต่ที่เปิดอยู่นั่นเพราะเป็นห่วงเขา

 

                ใจดีเกินไปจริงๆ คนใจดีเนี่ย โดนเอาเปรียบง่ายนะ

 

                “คุณอาซึสะก็กลับไปแล้ว ทีนี้ก็เหลือแค่เราแล้วสินะ เรากลับกันบ้างเถอะชินอิจิคุง”

                “เอ๊ะ เดี๋ยวครับ-”

หนังสือในถุงของเด็กหนุ่มถูกสันติบาลยกขึ้นไปถือ แม้เจ้าตัวจะบอกว่าถือเองได้และพยายามเอาคืนมา เพื่อให้ให้เจ้าของร่มถือร่มที่เบากว่าก็พอ แต่กลับไม่สามารถโต้แย้งคนอายุมากกว่าได้เลย

สุดท้ายจึงแต่จำยอมเดินคู่เจ้าตัวพร้อมถือร่มให้คนถือหนังสือเท่านั้น

 

                “บ้านผมอยู่ไม่ไกลจากบ้านรันหรือร้านปัวโรต์เท่าไหร่ ถึงจะไม่เปียก แต่ก็น่าจะทำให้มือเย็นตัวเย็นตอนไปถึงพอดี ถ้าคุณอามุโร่ไม่รังเกียจจะแวะดื่มชาร้อนๆ แล้วรอฝนซาไหมครับ ? เดี๋ยวคุณจะป่วยเอา”

                เพราะระหว่างทางค่อนข้างเงียบ ซ้ำลมหนาวยังพัดแรงทำเอาคนสุขภาพไม่ดีจามเอา จามเอาหลายรอบ แต่แทนที่จะห่วงตัวเองชินอิจิดันหันมองคนที่เดินถือหนังสือตัวเองมาส่งก่อนเสียนี่

                ฟุรุยะสั่นศีรษะไม่ใช่ปฏิเสธแต่เป็นการเอ็นดู

                “เธอนั่นแหละที่จะป่วย”

                “โถ่…” ชินอิจิเถียงไม่ออก เพราะรู้ดีว่าสุขภาพตนเองเอาไปเทียบกับคนปกติไม่ได้ สันติบาลหนุ่มยิ้มก่อนที่จะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

                “แต่ว่าขอรบกวนหลบฝนในบ้านเธอจนกว่าฝนจะซาหน่อยนะ”

                เพราะอย่างไรเสียเสร็จจากวันนี้ก็ไม่มีภารกิจต่อ

                เหมือนว่าหลังจากที่โดนอากาอิพาตัวไปในวันนั้น สองสามวันต่อมาสไปริทัสก็ติดต่อเขามาว่าไม่เป็นไร และรายงานภารกิจเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็หายไปยาว เบอรณ์เบิ้นโดนสั่งทำงานคู่กับเบลม็อธอีกครั้ง

                พอลองลอบๆ เคียงๆ ถามถึงสไปริทัสก็ต้องฟังหญิงสาวบ่นถึง เจ้าเด็กดื้อ ของเธอคนนั้นพักใหญ่กว่าจะได้คำตอบว่ามีงานที่ต่างประเทศ ฟุรุยะไม่รู้จะให้ความสนใจประโยคไหนก่อน ระหว่าง ประโยคที่เธอเรียกเด็กนั่นว่าเจ้าเด็กดื้อด้วยน้ำเสียงเอ็นดูหรือประโยคที่บอกว่ามีงานที่ต่างประเทศ

                นั่นไม่ใช่แค่ดื้อแล้ว นั่นมันเด็กเวร เข้าตำราลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคนชัดๆ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมยินถึงได้อดทนไม่เอาปืนเป่าเด็กนี่ได้ทั้งๆ ที่หัวร้อนออกจะขนาดนั้น

                และงานต่างประเทศ… พ่อกับแม่ของเด็กนี่ปล่อยขนาดไหนกัน ลูกชายไม่ถึงสิบขวบปล่อยไปต่างประเทศได้เลยหรือ จะไม่เอะใจเลยหรือไง หรือความจริงพ่อกับแม่อยู่ในองค์กร ?

และแม้จะรู้สึกว่ามันแฟนตาซีเกินไปแต่ทว่าในบางคราก็อดคิดไม่ได้ว่าสไปริทัสไม่ใช่เด็กอายุเจ็ดแปดขวบแต่เป็นผู้ใหญ่มากๆ คนหนึ่ง

                “ครับ” ชินอิจิตอบรับคำกล่าวจิบชาในบ้านตนเอง ใบหน้าอ่อนเยาว์ผงกขึ้นลง ริมฝีปากขยับเป็นรอยยิ้ม

                คนอายุมากกว่าที่แอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเจ้าตัว ดวงตาเป็นประกายด้วยความพึงพอใจและอ่อนโยนลงหลายส่วน เสียงฝนตกกระทบพื้น เสียงรถ ทุกอย่างรอบตัวราวกับเบาลงไปเพราะเขาเพียงแต่สนใจที่คนข้างกายเท่านั้น

                ความสบายใจที่หาไม่ได้นานมากชวนให้รู้สึกอบอุ่น

                และสายตาที่มองมาอย่างจริงใจนั้นเองทำเอามือที่กุมด้ามร่มเผลอบีบแน่น

                

                ไม่ได้เจอสายตาแบบนั้นจากใครนอกจากรันและคุณพ่อมานานแล้ว

                

                ความรู้สึกผิดกัดกินขึ้นมาแวบหนึ่งในห้วงความคิด แต่เมื่อนึกถึงคุณแม่ที่ตายลงอย่างไร้เหตุผลขึ้นมาได้ ความรู้สึกจึงถูกตัดออกไปในทันที

                “จะว่าไปคุณอามุโร่นี่ดูรักรถตัวเองเอามากๆ นะครับ” เริ่มเอ่ยชวนคุยอีกครั้ง อีกฝ่ายร้องเอ๋ คล้ายแปลกใจ

                “ทำไมคิดงั้นล่ะ ?”

                “คุณดูภูมิใจตอนพูดถึงมันนี่นา อีกอย่างสองเดือนมานี้คุณพูดถึงรถบ่อยกว่าสาวๆ อีกนะครับ” ชินอิจิว่าพลางหัวเราะ ใบหน้าอ่อนเยาว์ฉายแววหยอกล้อ “ไม่ใช่ว่าสาวๆ ที่คุณชอบจะเป็นสาวที่รักการนั่งรถหรอกนะ”

                “อืม ก็จริงฉันชอบรถฉันมากเลยล่ะ” ฟุรุยะพยักหน้า แม้เขาจะใช้งานมันทนทานแถมเอาไปเสี่ยงตายนั่นนี่ จนบางทีส่งซ่อมแล้วแทบจะโดนช่างบ่นก็เถอะ แต่กระนั้นมันก็ถือเป็นลูกรักของเขาอยู่ดี

                “แต่ว่าผิดแล้วนะคุณนักสืบ”

                “ครับ ?” ชินอิจิเอียงคอ

                “คนที่ฉันชอบน่ะไม่ใช่สาวที่ชอบนั่งรถหรอก แต่เป็นคนที่กลัวการนั่งรถต่างหากล่ะ”

                ไม่ว่าเปล่าดวงตาสีซีดยังจ้องมองลงมาคล้ายกับต้องการสื่อความหมายให้แก่คนอายุน้อยกว่ารับรู้ ใบหน้าของชินอิจิเห่อร้อน คนตัวเล็กรีบหันหน้าหนีอีกฝ่ายโดยเร็วเพื่อหลบซ่อน

                ฟุรุยะหัวเราะ…

                ระหว่างพวกเขาตกลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่มันไม่อึดอัดเสียเท่าไหร่

                ไม่สิ ต้องบอกว่ามันก็ไม่เลวเหมือนกัน

 

                สุดท้ายไม่นานคนทั้งคู่ก็มาถึงบ้านหลังหนึ่งซึ่งป้ายหน้าบ้านเขียนเอาไว้ชัดว่าบ้านคุโด้

ชินอิจิเปิดบ้านพาคนอายุมากกว่าเข้าไปดื่มชาด้วย เจ้าตัวทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี หาผ้าขนหนูผืนนุ่มส่งให้คนผมบลอนก่อนชงชาฝรั่งมาให้แก่ชายหนุ่ม ไอควันชาร้อนกรุ่นหอมไปทั่วก้องนั่งเล่น บรรยากาศสอบอุ่นผสมกับเงียบเหงาทำให้คนมาเยี่ยมเยียนบ้านคล้ายจะรับรู้ได้ถึงตัวตนเด็กหนุ่มตรงหน้าเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย

                “ฝีมือผมอาจสู้คุณอามุโร่ไม่ได้นะครับ” ชินอิจิกล่าวดักออกไปก่อนด้วยท่าทีไม่จริงจังนัก ฟุรุยะมองสายฝนข้างนอกที่เริ่มเบาลง เขารู้ว่าคงมีเวลาโอ้เอ้อยู่ที่นี่ไม่นานแล้ว แต่แม้จะอยากคุยกับเจ้าบ้านต่อมากแค่ไหน

                ทว่าสิ่งสำคัญคือสุขภาพของเจ้าตัวต่างหาก

                “เธอไปอาบน้ำสระผมเถอะ ทำร่างกายให้อุ่นเข้าไว้ วันพรุ่งนี้จะได้ไม่ป่วยหนัก ฉันอยู่คนเดียวได้”

                “เอางั้นเหรอครับ โอเค คุณอามุโร่รอผมก่อน แต่ถ้าฝนซาจะไปเลยก็ได้นะครับ ถ้ามัวแต่รอเดี๋ยวมันจะตกหนักขึ้นกว่าเดิมเอา คุณยิ่งทิ้งรถไว้ด้วย…” เด็กหนุ่มว่า ท่าทางเป็นกังวลไม่น้อย

                สันติบาลหนุ่มมองใบหน้าอ่อนเยาว์นั้น ก่อนที่ในที่สุดจะนึกบางสิ่งขึ้นมาได้

                “ชินอิจิคุง”

                “ครับ ?”

                เจ้าของชื่อตอบรับ หยุดฝีเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปจากห้องเพื่อเตรียมอาบน้ำ หันมามองชายอายุมากกว่าด้วยแววตาสงสัย

                ฟุรุยะเกาแก้ม…

                “ถ้าฉันขอเบอร์เธอไว้จะได้ไหม ?” คำกล่าวนั้นถูกกล่าวออกไปรวดเดียว แต่ในทันทีที่ดวงตาสีซีดมองเห็นท่าทางตะลึงงันของเด็กหนุ่มที่ถูกขอเบอร์เขาก็พลันคิดว่าพลาดแล้ว สมองจึงครุ่นคิดหาคำแก้ตัวในทันที

                “เอ่อ…เอาไว้ติดต่อ… เวลาที่-”

                ทว่ายังไม่ทันที่ข้ออ้างในการขอเบอร์จะหลุดออกไปจนหมด ริมฝีปากของชินอิจิพลันปรากฎเป็นรอยยิ้มกว้างจนดวงตาหยีลงเป็นเสี้ยวจันทร์ และคำพูดต่อมาของเด็กหนุ่มก็ทำเอาสันติบาลผมบลอนแทบหยุดหายใจ

                “ครับ”

                “…”

                “ดีใจจัง คิดว่าจะไม่ขอแล้วซะอีก ผมก็ตั้งใจไว้ว่าถ้าคุณอามุโร่ไม่ขอผมจะขอเองแล้วนะ”

            ฟุรุยะยกมือปิดหน้า พยายามห้ามไม่ให้ตัวเองยิ้มอย่างสุดความสามารถ

ครับ…

                แพ้แล้วครับ…

 

TBC.

----------------------------------------------------

พี่ฟุรุยะคะ เด็กเวรของพี่มันก็คนเดียวกับเด็กน่ารักอะค่ะ... 55555555555555555555555555555

จริงๆ นะคะ ยืนยันว่าเรื่องนี้จบแบบสุขนิยม (คนอ่านต้องแย้ง มาขนาดนี้แกยังสุขได้อีกเหรอ 555555555) เราไม่ได้แกงนะคะ เราพูดจริงค่ะ เราวางพล็อตให้แบบจบแฮปปี้จริงๆ ใกล้แล้วค่ะ ใกล้จบ ? ใกล้ค่อนทาง เพราะเรามาเลยครึ่งนิดนึงแล้ว ฮา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #28 PrincessDark (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 14:52
    คุณอามุโร่ เขินนนนนนนน
    #28
    0
  2. #18 Plang2503 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 15:47
    น่าสงสานคนอามุโร่นะคะ 555
    #18
    0
  3. #17 Zitrin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 15:37
    ครับ แพ้แล้วครับ ''แพ้แล้วครับ!!"
    ใครสั่งใครสอนให้พี่พูดจาแบบนี้วะครับ!

    ใจน้องบ่อดี แพ้แล้วค่ะ แพ้หมดรูปเลยค่าาา อยากไปเป็นเด็กเวรของพี่จังเลยค่ะ
    #17
    0
  4. #16 choco*nana (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 10:17
    เขินไม่ไหวแล้ววว น่ารักจังเลยค่ะ เรย์ซังเวลาจีบน้องเนี่ย55555555 แต่ถ้ารู้ว่าเป็นคนเดียวกัน จะทำหน้าแบบไหนนะ รอให้ถึงตอนนั้นไม่ไหวแล้ววว55555555555
    #16
    0
  5. #15 สายน้ำสายหนึ่ง (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 07:10
    เเบบอยากรู้ว่าตอนพี่เเกรู้ความจริงจะทำหน้ายังไง5555
    #15
    0
  6. #14 Kudo Kamolchanok (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 06:19

    หึ้ยยย เขินตัวบิดแล้วว ชอบมากๆ รออ่านตอนต่อไปนะคะhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-05.png

    #14
    0
  7. #13 Irineknight (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 03:10

    ตัยแล้ววว อร๊ายยย อยากเห็นรีแอ็คชั่นของพี่อามุ ตอนที่รู้ว่าหนุ่มน้อยน่ารักของพี่อามุ คือคนเดียวกับเด็กเวรเด็กเปรตที่อยากเป่าหัว จุงเบย

    #13
    0
  8. #12 PACHALAM (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 02:33
    เลิกลั่ก เรย์ซังจะรู้มั้ยว่าเด็กเวรที่พี่แกอยากเอาปืนเป่าหัวน่ะมันคือคนเดียวกับที่พี่แกเพิ่งหยอดคำหวานไป
    #12
    0
  9. #11 Garnet.N (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 02:32
    ยัยน้องมันร้ายค่ะคุณพี่ อย่าไปหลงมารยาน้องมากน้าาาาาา5555
    #11
    0