Fic conan Spirytus (Amuro x Shinichi)

ตอนที่ 7 : 007 สุนัข

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 444
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 55 ครั้ง
    12 มิ.ย. 63

Spirytus

 

Pairing : Amuro (zero, Furuya)x Conan (shinichi, Spirytus)

Warning : Plot twist

สุนัข

 

“เธอบอกให้ผมเป็นสุนัขของเธอไม่ใช่เหรอ ผมก็กำลังทำหน้าที่สุนัขที่ดีพาเธอไปทานข้าวยังไงล่ะ”

ประโยคนั้นถูกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้ความรับผิดชอบ ก่อนที่สันติบาลหนุ่มซึ่งแอบแฝงเข้ามาในองค์กรจะขับรถไปตามจุดหมายที่ตั้งไว้ในใจโดยไม่สนใจสีหน้าที่ราวกับกำลังเริ่มหงุดหงิดของเด็กชาย

ก็ไม่ใช่ว่าไม่ใส่ใจเสียทีเดียว

แต่มันคือการลองเสี่ยง…

เพราะที่ผ่านมาสไปริทัสตัวน้อยหยวนอะไรหลายๆ อย่างให้เขา ทั้งคำถามที่สามารถละลาบละล้วงได้ ทั้งการที่สามารถเอาข้อมูลที่ได้ไปขัดขวางการทำงานของคนอื่นหรือไม่สนสักนิดว่าเขาเป็นตำรวจ ดังนั้นแล้วเบอร์เบิ้นจึงอยากที่จะก้าวข้ามเส้นปกติที่ตนระมัดระวังรวมถึงรักษาเอาไว้มาตลอดเพื่อได้รับความเชื่อใจ

อยากทดสอบดูว่าจะไปได้ไกลมากแค่ไหน

 

และสไปริทัสน่ะฝ่ายไหน ?

 

กระเป๋าไวโอลีนที่เจ้าตัวถือนั่น สไปริทัสอาจจะไม่รู้ตัวว่าเขารู้ว่าอีกฝ่ายได้มันมาจากใคร ฮิโรมิสึ… โมโรฟุชิ ฮิโรมิสึ เจ้าของโค้ดเนมสก๊อต

ฟุรุยะนึกถึงเพื่อนสนิทที่โดนไรย์ฆ่าตายไปของตัวเอง ในวันหนึ่งที่ว่างงานกันทั้งคู่และต่างพ้นจากสายตาของคนในองค์กร จู่ๆ เจ้าตัวก็ลากเขาไปที่ร้านขายอุปกรณ์เกี่ยวกับไวโอลีนเพื่อสั่งทำกระเป๋าใส่แบบพิเศษ

แบบที่เหมือนกับที่สไปริทัสตัวน้อยถือ

สันติบาลหนุ่มไม่มีทางจำผิดเพราะตนเป็นคนช่วยออกแบบเองกับมือ และยังจำได้ดีที่เคยเอ่ยถามเพื่อนรักออกไป

 

‘กระเป๋าเด็ก ? เอาไปให้ใครน่ะ ?’

‘หึ เอาไปเป็นเครื่องเซ่นให้ผู้ช่วยพิเศษ’ ไม่ว่าเปล่าสก๊อตยังขยับรอยยิ้มระรื่น ท่าทางชอบอกชอบใจ ปลายนิ้วเคาะไปตามโต๊ะขณะรอเจ้าของร้านไปหยิบเงินทอน

‘ผู้ช่วยพิเศษ ?’

‘อื้อ เป็นเด็กหนุ่มที่โคตรเก่ง ไว้จะแนะนำให้รู้จักนะ’

บอกว่าเป็นเด็กหนุ่ม… แต่กระเป๋านั้นดูยังไงก็เป็นของเด็กไม่ถึงสิบขวบปีแท้ๆ ฟุรุยะมองของในมือเพื่อนสลับครุ่นคิดกับคำพูด

‘เด็กนี่… ในองค์กรน่ะเหรอ…’

‘ใช่ แต่หมอนั่นอยู่ฝั่งเดียวกับเรานะ อย่างน้อยก็คิดว่าแบบนั้นแหละ’

 

ตอนนั้นที่เอะใจเพราะว่าเพื่อนพูดว่าให้เด็กหนุ่ม ทว่าของที่สั่งทำกลับมีขนาดเท่าของของเด็กเล็ก มันจึงเป็นความทรงจำที่ติดอยู่ในใจ เดิมทีในครั้งแรกที่เจอกับสไปริทัส ฟุรุยะไม่ได้สังเกตหรือเอะใจมาก่อน จวบจนวันนี้ที่มองเห็นกระเป๋านั่นอีกครา เลยคิดแผนการเสี่ยงตายอย่างกะทันหันขึ้นมา

เพราะให้ว่าไปเบลม็อธก็ไม่แก่ลง..

คงไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้…

 

“ฮะ ?” ส่วนทางสไปริทัสอุทานออกมาอย่างไม่เข้าใจหลังได้ยินคำกล่าว และเสียงนี้เองทำให้ฟุรุยะหลุดออกมาจากความทรงจำ “ว่าไงนะ ?”

“ไปห้องผมไงล่ะ ที่นั่นมีเครื่องครัวครบเลยนะ ถ้าเธออยากทานอะไรก็แค่สั่ง รับรองผมจะทำให้เอง อย่างไงเสียการที่เด็กเล็กๆ แบบเธอกล้าออกมาทำภารกิจขององค์กรโดยไม่สนใจเวลาแบบนี้แปลว่าผู้ปกครองคงไม่มีปัญหาใช่มั้ยล่ะ ?” สันติบาลหนุ่มกลับมาสวมวิญญาณเบอร์เบิ้นอย่างรวดเร็วแล้วเริ่มอธิบาย ดวงตาสีซีดฉายแววใสกระจ่างราวกับว่าไม่มีเจตนาแอบแฝงใดๆ แค่หวังดีอยากพาคู่หูในการทำภารกิจชั่วคราวไปรัปรัทานข้าวที่ห้องจริงๆ

ดูใสซื่อและดูไร้พิษภัยแบบเดียวกับอามุโร่

“ผมไม่อยากกินอาหารฝีมือของหมาหรอกนะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะกินได้หรือเปล่า” สไปริทัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงอวดดี แม้เขาในร่างชินอิจิจะรู้ดีว่าคนตรงข้างกันทำอาหารเก่งแค่ไหน ทว่านี่คือสไปริทัส

สไปริทัสไม่ควรจะรู้…

และไม่ควรจะใจเย็นเวลาเกิดเรื่องเช่นนี้

“ไม่ลองสักหน่อยเหรอครับ บางทีอาหารหมาอาจจะถูกปากคุณมากกว่าที่คิดก็ได้นะ” ไม่ว่าเปล่ายังโน้มตัวเข้ามาใกล้อย่างไม่สนใจสักนิดว่าตนเองขับรถอยู่ ชินอิจิคิดว่าหากรถไปชนใครเข้าก็ไม่แปลกใจเลย

ดวงตาสองคู่มองสบกัน “ลดตัวมาหน่อยไม่เห็นเป็นไรไปเลยนี่ ปกติเธอก็เป็นหมาเหมือนกันนี่นา จริงไหมคุณลูกหมาขององค์กร ?”

ว่าแล้วก็ขยับกายถอยกลับไป ท่าทางสบายอกสบายใจ

“เอาล่ะ ดังนั้นไปทานอาหารที่บ้านผมดีกว่านะ”

“เบอร์เบิ้น!”

เด็กหนุ่มในร่างเด็กเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน รู้สึกทั้งโกรธทั้งพลาด ทั้งที่น่าจะเดาได้อยู่แล้วว่าไอ้ลูกหมาโง่ตรงข้างกายนี้คิดไม่ซื่อ เพราะวันๆ เอาแต่หาเรื่องจะเอาข้อมูลองค์กรไปให้ทางสันติบาล แต่ใครจะไปคิดว่าจะหน้าหนาหน้าทนและใจกล้าได้ขนาดนี้

ไม่สิ ต้องบอกว่ามันบ้าที่เลือกใช้วิธีนี้ต่างหาก

“กลับไปทางเดิมเดี๋ยวนี้!”

“แค่ไปหาอะไรทานห้องผมเอง สไปริทัสกลัวผมเหรอ ? เอ หรือกลัวว่ากลับบ้านไม่ทันกัน แบบนั้นผู้ปกครองคงห่วงแย่เลยนะ”

เด็กน้อยเปิดกระเป๋าไวโอลีน นอกจากสไนเปอร์คู่กายสิ่งที่มีด้วยคือปืนพกขนาดพอดีมือที่เบลม็อธสั่งทำและได้เคยให้ตนไว้เพราะบอกว่าเบอร์เบิ้นไว้ใจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็น สมองเล็กๆ คิดคำนวณผลประโยชน์และข้อเสียในการฆ่าอีกฝ่าย ก่อนจะสับไกแล้วหันปากกระบอกปืนเข้าที่ข้างขมับเจ้าตัวในทันทีที่ออกมาจากถนนใหญ่ จนอยู่ในเส้นที่ร้างผู้คนได้

ถึงเขาจะแน่ใจว่าตัวเองไม่ใช่พวกป่าเถื่อนที่เอะอะยิงเอะอะยิงแบบยินแต่ในบางครั้งหากมีคนล้ำเส้นมันก็ไม่ได้ทำให้เขาชอบใจนัก ชินอิจิเบะปาก หากเบลม็อธรู้ว่าเขาหัวเสียกับเรื่องแค่นี้คงหัวเราะชอบใจแน่

แต่ใครจะสน…

ตั้งแต่วันนั้นเขาก็คิดแล้วว่าใครที่มันทำนอกเหนือคำสั่งหรือก้าวล้ำเส้นเข้ามาจะฆ่าให้หมดเพื่อตัดปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ทั้งที่ตอนเป็นเด็กเคยคิดเอาไว้ไม่ว่าใครจะทำผิดอะไรเราก็ไม่มีสิทธิ์ในการพิพาทษาชีวิตของใครทั้งสิ้น กระนั้นแล้วโลกก็ได้สอนความจริงอันโหดร้ายที่ทำให้ได้รู้ว่าการใจอ่อนนั้นมีแต่จะทำให้สูญเสียมากขึ้นและมากขึ้นทุกที

“อย่าท้าทายความอดทนของผมนักนะ”

เอ่ยเตือนด้วยแววตาเย็นเฉียบ เหมือนจะเข้าใจจุดประสงค์ขององค์กรชุดดำปลอมๆ นี่เข้ามาเล็กน้อย

เขาเชื่อว่า ฟุรุยะรู้แล้วว่าการไปส่งเขาในที่ที่เดิมซ้ำๆ นอกจากไม่ได้ประโยชน์อะไรยังตามหาเขาไม่เจอ ตราบใดที่ยังมีรถสาธารณะเขาก็สามารถกลับได้ และคงเดาได้แล้วว่าเขาไม่ได้กลับบ้านในรูปลักษณ์เดิม ดังนั้นจึงคิดว่าการถ่วงเวลาเขาเอาไว้ที่ห้องตัวเองจนรถไฟฟ้าหมดจะทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เขาจะสั่งให้อีกฝ่ายไปส่งยังที่พักจริงๆ

เจ้าเล่ห์สมเป็นหมาตำรวจ!

“ทำไมครับ กลัวจริงๆ งั้นเหรอ ?” เจ้าตัวยังคงถามหน้าระรื่นคล้ายไม่ทุกข์ร้อนกับปืนที่จ่ออยู่ข้างขมับตัวเอง กระนั้นแล้วเด็กหนุ่มในร่างเด็กชายรู้ว่ามันไม่ใช่ความไม่ทุกข์ร้อนหากแต่เป็นเพียงการลองใจเสียมากกว่า

เหมือนกับใครบางคน…

“คุณจะยิงผมจริงๆ เหรอ ?”

 

‘ทำไมล่ะ จะยิงฉันจริงๆ หรือไงเจ้าหนู ?’ ชายหนุ่มผมยาวสวมหมวกไหมพรมเคยเอ่ยกล่าวเอาไว้ขณะที่ท้าทายความอดทนจนชินอิจิต้องเอาปืนจ่อหัว ใช่ คนคนแรกที่รู้ตัวตนของเขา คนแรกที่ทำเขาหลุดจนเสียอาการมากขนาดนี้

‘ทำไมจะไม่กล้าล่ะ ?’

‘เธอฆ่าฉันไม่ลงหรอก เพราะจุดอ่อนของเธอก็คือ…’

 

“เงียบนะ!” ตะคอกใส่น้ำเสียงของใครบางคนที่ลอยเข้ามาในหัวพร้อมๆ กับนิ้วที่ลั่นไกปืนออกไปในทันที สุนัขบ้าที่จัดการส่งกลับไปยังเอฟบีไอเป็นที่เรียบร้อยก่อนจะนิ่งงันเมื่อพบว่าสันติบาลหนุ่มมีท่าทีตกใจไม่น้อยกับการกระทำของตน

ใบหน้าของคนอายุมากกว่าจ้องมองเด็กที่พึ่งยิงกระสุนเฉียดแก้มตนจนได้แผลถลอก ทว่าแทนที่จะโกรธที่เจ้าตัวสร้างแผลให้แก่ตนเองหรือว่าทำให้ภายในตัวรถเสียหาย เขากลับตกใจกับแววตาที่ราวกับกำลังหวาดกลัวและสับสนนั่นเสียมากกว่า

สไปริทัสขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้าย

ไม่ว่าใครเขาก็กล้าที่จะฆ่า เป็นมันสมองขององค์กร

เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังแผนก่อการร้ายที่แสนสำคัญ

แต่กระนั้นเด็กตรงหน้ายามนี้กลับดูสมเป็นเด็กขึ้นมา แม้จะขัดกับปืนในมือและรอยกระสุนที่ฝังอยู่ข้างประตูรถของเขาก็ตามทีเถอะ…

“กลับรถแล้วไปทางเดิมซะเบอร์เบิ้น ผมไม่มีอารมณ์เบ่นตามเกมของนายหรอกนะ”

ในน้ำเสียงนั้นไม่มีแววล้อเล่นอีกต่อไป

ไม่มีแววสนิทสนม ราวกับว่าการหยอกล้อเล่นของพวกเขาที่เคยมีและความเชื่อใจในช่วงปฏิบัติภารกิจหายไปเหลือเพียงศูนย์ ทำให้คนขับรถหนุ่มรับรู้ได้ว่าตนเองล้ำเส้นเกินไปและควรจะถอยได้แล้วก่อนที่สถานะระหว่างพวกเขาจะย่ำแย่กว่านี้จนไม่มีโอกาสได้ทำงานคู่กันอีก

แบบนั้นคงพลาดข้อมูลดีๆ เยอะเชียวล่ะ

ชายหนุ่มยอมแวะไปยังร้านสะดวกซื้อข้างทาง เอ่ยเอาใจว่าจะลงไปซื้อของมาให้เองแล้วจะพากลับ ก่อนกำชับให้เด็กน้อยที่ปั้นหน้าเคร่งขรึมจริงจังนั่งรออยู่บนรถ ขณะที่ตัวเองลงไปซื้อของกินจำพวกข้าวและขนมโดยตรวจเช็คโภชนาการให้เหมาะกับเด็กวัยเจ็ดขวบ

สันติบาลหนุ่มใช้ปลายนิ้วกดคลึงเข้าที่ข้างขมับตัวเองคล้ายอ่อนอกอ่อนใจ แววตาที่ดูสับสนราวกับคนหลงทางอยู่ในความทรงจำของสไปริทัสยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความคิด ซ้ำมันยังไปซว้อนทับกับเสี้ยวหน้าด้านข้างของใครบางคน

 

เหมือนคุโด้คุงตอนนั้นเลยนะ…

 

ตอนที่บอกให้รอเพราะจะไปส่งเองเนื่องจากฝนตก เขาทันได้เห็นแววตาครุ่นคิดนั่นจากด้านข้าง ก่อนที่จะกลับมาและพบว่าอีกฝ่ายไม่อยู่เสียแล้ว คืนที่ได้พบกันครั้งแรก

 

…ก็ยอมรับว่านอกจากความฉลาด ลักษณะนิสัย และท่าทางก็เป็นแววตานั่นแหละที่ทำให้เขาสนใจเด็กหนุ่มจนเอาตัวเองเข้าไปยัดเยียดให้แต่โดนปฏิเสธมาด้วยการกระทำ

 

มือคว้าขวดน้ำขึ้นมา ก่อนจะชะงักกับเงาสะท้อนจากตู้น้ำซึ่งหันออกไปทางที่จอดรถ

 

สไปริทัส ?

กับใคร ?

 

ดวงตาสีซีดเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าอยู่ดีๆ ชายหนุ่มในชุดสีดำสนิททั้งตัว หน้าตามองเห็นไม่ชัดนักจากการปกปิดด้วยหน้ากากอนามัยพ่วงหมวกไหมพรม เดินเข้ามาเปิดประตูรถ ใจของฟุรุยะเต้นแรง ไม่ใช่เพราะว่าหวาดกลัวแต่เพราะจำได้ดี ไม่มีทางจำผิดเด็ดขาด หน้าตาของศัตรูน่ะ

“อากาอิ ชูอิจิ!” ชายหนุ่มขบฟันแน่น มองเห็นคนคนนั้นพูดอะไรกับเด็กชายในรถแล้วจัดการ แบก เด็กน้อยขึ้นพาดบ่าไปเสียดื้อๆ โดยที่สไปริทัสไม่ทันขัดขืน

 

ไม่ใช่ไม่ขัดขืน แต่เหมือนตกใจจนไม่ทันคิดเรื่องขัดขืนหรือหลบหนีเสียมากกว่า

 

ชิบหาx

 

เบอร์เบิ้นวางข้าวของทุกอย่างที่เตรียมซื้อเก็บเข้าไปในชั้นวางแล้ววิ่งพรวดออกไปในทันที ทว่าช้าไปเมื่อชายหนุ่มในชุดสีดำนั้นไปไกลแล้ว ครั้นหันมามองยังรถของตัวเองที่เคยมีเด็กน้อยนั่งอยู่กลับพบกระดาษหนึ่งใบ

 

ขอยืมตัวเด็กคนนี้ก่อนล่ะ

 

มันอะไรกันนักกันหนาวะ!?

 

TBC.

------------------------------------------------------------------------------

 

หายไปนานนี่มีธุระค่ะ แง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 55 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #26 PrincessDark (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2563 / 12:40
    พี่ชูทำไรน้องงง
    #26
    0
  2. #8 mon111 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 16:58
    ศึกชิงนาง 555
    #8
    0
  3. #7 feb16 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 13:07

    รออ่านนะคะ มันแบบรู้สึกตัวเองเป็นไบโพล่า สับสนมึนงงไปหมด555555
    #7
    0
  4. #6 Plang2503 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 12:27
    สู้ๆนะคะ ไรท์
    #6
    0
  5. #5 Kudo Kamolchanok (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2563 / 21:38

    หึ้ยยย อยากอ่านตอนต่อไปแล้ว><

    #5
    0