Fic conan Spirytus (Amuro x Shinichi)

ตอนที่ 15 : 013 คุโด้ ชินอิจิ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 372
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    9 ส.ค. 63

คุโด้ ชินอิจิ

            

“หรือจริงๆ ต้องเรียกว่าฟุรุยะ เรย์กันนะ คงไม่ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้แล้วล่ะเนอะ ?” ชินอิจิแย้มรอยยิ้มหวานที่ไปไม่ถึงดวงตา “ถึงจะเคยคิดมาหลายครั้งว่ายังไงก็จะต้องบอกให้คุณรู้ แต่แบบนี้ก็ออกจะเหนือความคาดหมายเหมือนกันเนอะว่ามั้ย ?” 

สันติบาลหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ…

เด็กหนุ่มที่เอ่ยทักทายเขานั้นมีรอยยิ้มไร้เดียงสาเช่นเดิม หากแต่เมื่อรับรู้สถานะแล้วสันติบาลหนุ่มกลับไม่กล้าที่จะพูดออกมาว่าเจ้าตัวไร้เดียงสาอีกต่อไป เขาพูดไม่อออก 

ปลายนิ้วของชินอิจิกดลงที่กลางกลีบปากเขา กดย้ำราวกับจพหยอกเย้าและลองเชิง

“ทำไมครับ ตกใจ หรือว่าโกรธจนพูดไม่ออก ?” คนผมดำหัวเราะคิกคัก น้ำเสียงหยอกเย้าและติดจะถือดี มันคือการผสมกันระหว่างเด็กหนุ่มเพื่อนสนิทของลูกสาวโมริ โคโกโร่ที่เขากำลังจีบ กับเด็กชายเจ้าแผนการคนนั้น ทั้งย้อนแย้ง ทั้งลงตัว 

แต่คนที่ได้รับรู้ความจริงสมองหยุดทำงานไปเป็นที่เรียบร้อย

“เอาล่ะ ผมไม่แกล้งคุณดีกว่า เดี๋ยวไม่มีคนพาผมไปหาหมอ” ดวงตาหันมองคนที่ปีนกลับไปนั่งยังที่นั่งข้างคนขับพร้อมรอยยิ้มสบายๆ ด้วยความไม่เข้าใจ

            “เธอ ชินอิจิคุง…” เขาอยากถาม หากแต่ใบหน้าที่หันมามองนั้นแม้จะดูสบายๆ แต่กลับซีดเซียว เลือดเองก็ไหลลงมาเยอะมาก “ช่างเถอะ ไว้ทำแผลก่อนแล้วเราค่อยคุยกันก็ได้”

            ดูเหมือนว่าไม่ใช่เวลาที่เหมาะเท่าไหร่ที่จะคุย เขาเร่งรถ เหลือบมองเด็กหนุ่มที่เหมือนจะหลับเป็นระยะๆ พร้อมทบทวนความรู้สึกของตัวเองอยู่ใจใจ กระนั้นไม่ยอมตัดสินอะไรจนกว่าจะได้ฟังคำตอบ

            เมื่อมาถึงที่หมายเขาพาเจ้าตัวเข้าไปให้หมอขององค์กรทำแผล

            สันติบาลหนุ่มยืนกอดอกรอข้างนอก ไม่ได้เข้าไปด้วย คงเพราะกำลังสับสนเอามากๆ ไม่ว่าอย่างไรสไปริทัสก็เป็นไอ้เด็กเวรที่ร้ายกาจมากๆ คนหนึ่ง ตรงข้ามกับคุโด้ ชินอิจิ 

            อย่างน้อยอีกฝ่ายก็แสดงให้เขาเห็นแบบนั้น…

            เขาต้องการเวลาทบทวน

            และบังคับให้ตัวเองใจเย็นพอที่จะคุยกับคนเด็กกว่าให้รู้เรื่องภายในคืนนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

 

            ตกลงว่าตลอดมาเธอเสแสร้งออกมาทุกๆ อย่างเลยหรือเปล่านะ ชินอิจิคุง ?

 

            ไม่นานนักชินอิจิก็ออกมา ฟุรุยะเตรียมจะเปิดปาก ทว่าช้าไปเพราะคนเด็กนั้นชิงพูดขึ้นมาก่อนเสียแล้ว ใบหน้าของคนผมดำดูนิ่งสงบราวกับว่าเตรียมใจไว้แล้วกับเหตุการณ์เช่นนี้

            “เราไปเดินเล่นกันมั้ยครับ ?”

            “เอาสิครับ”

            เพราะแบบนั้นพวกเขาทั้งคู่จึงไม่ได้กลับไปยังรถ แต่เลือกที่จะเดินไปตามถนนโล่งๆ แถวนี้แทน ชินอิจิก้มมองโทรศัพท์ของตัวเองพร้อมส่งข้อความออกไปเป็นระยะๆ คงเพื่อรายงานผลว่าตัวเองปลอดภัยดี

            ฟุรุยะถอนหายใจ…

            บรรยากาศเย็นจัด ไม่เหมาะกับการเดินคุยเลย เขานึกอยากชวนเจ้าตัวกลับไปคุยในรถ เพราะอย่างน้อยก็ไม่หนาวเท่า ทว่าคิดดูอีกทีคนเด็กกว่าคงไม่ยอม

            “สไปริทัสหรือชินอิจิคุงครับ ?”

            “เรียกชินอิจิก็ได้ครับคุณฟุรุยะ เพราะนั่นคือชื่อของผม ผมเองก็จะเรียกคุณว่าฟุรุยะเหมือนกัน”

            เขาเคยคิด…

            ว่าตัวเองที่ใช้ตัวตนของอามุโร่ โทรุเข้าไปจีบใครสักคนมันไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก มันคือการโกหกและหลอกลวง คิดหนักจนถึงขั้นว่าจะต้องบอกความจริงกับชินอิจิในสักวันหนึ่ง

            ดังนั้นพอเจอว่าอีกฝ่ายก็มีเรื่องปิดบังแบบนี้…

            ไปไม่ถูกเลย

            ตอบไม่ได้ว่าระหว่าง โกรธ ผิดหวัง เสียใจ อะไรกันแน่คือสิ่งที่เขารู้สึก หรือว่าแท้จริงแล้วจะไม่ได้รู้สึกอะไรก็ตามที่ว่าไปเลย อาจจะเป็นความรู้สึกอื่นที่ไม่เข้าใจ

            “ครับชินอิจิคุง”

            “ผมคิดว่าคุณคงสับสน” เด็กหนุ่มว่า ไอควันจากสภาพอากาศที่เย็นจัดลอยฟุ้งจนทำให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ดูราวกับภาพเบลอ “แต่ในเมื่อคุณรู้แล้วว่าผมคือคนเดียวกับสไปริทัสผมก็จะบอกความจริงกับคุณ”

            “ส่วนผมคงไม่ต้องบอกอะไรเธอแล้วใช่หรือเปล่า ?”

            ก็เล่นรู้ไปทุกอย่างแล้วนี่นา…

            “ครับ ไม่ต้องเลย” ชินอิจิยิ้มเขารู้เรื่องของอีกคนดี เพราะสืบมาตั้งแต่ต้นที่ยังไม่คิดจะเข้าหาเสียด้วยซ้ำ 

หรือจะเรียกว่าสืบก็…

ฮิโรมิสึ…

“แม่ของผมถูกฆ่าตายตอนที่ผมยังเด็ก”

            ประโยคเกริ่นนำนั้นทำให้สันติบาลหนุ่มหันไปมองคนข้างกายด้วยความตกใจ แน่นอนว่าคดีของดาราสาวคุโด้ ยูกิโกะค่อนข้างจะเป็นที่สนใจพอสมควรเพราะเธอนั้นค่อนข้างที่จะมีชื่อเสียง เหล่าแฟนคลับของเธอต่างพากันไว้อาลัยอย่างยิ่งใหญ่

            แต่ถ้าเขาจำไม่ผิด…

            คดีนั้น…

            

            “เธอถูกฆ่า แต่สื่อและตำรวจต่างบอกว่าเธอโดนรถชน”

            

ใช่ มันถูกรายงานเอาไว้ว่าเป็นอุบติเหตุและหาคนร้ายไม่เจอเนื่องจากเจ้าหล่อนดันโดนรถชนในที่ที่ไม่มีคนและไม่มีทั้งกล้องวงจรปิด เป็นคดีที่ไร้พยานและหลักฐานโดยสมบูรณ์แบบ

อย่างน้อยที่ออกข่าวและในรายงานก็ว่าไว้แบบนั้น…

            “พ่อของผมพยายามหาหลักฐานเกี่ยวกับคดีของแม่ แต่ยิ่งลงลึกเท่าไหร่ พ่อและผมก็ตกอยู่ในอันตราย พ่อเป็นคนดัง มีแต่คนจับตามอง พวกมันทำอะไรพ่ออย่างเปิดเผยไม่ได้ เพราะงั้นจึงลงมาที่ผมซึ่งเป็นเพียงเด็กที่ยังไม่ค่อยมีหน้ามีตาเท่าไหร่”

            น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเย็นเฉียบขณะเล่าเรื่อง มันเย็นชาและดุดันเกินกว่าจะเป็นน้ำเสียงของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ด 

            แววตานั้นมีความต้องการที่จะฆ่า ความต้องการนั้นรุนแรงอย่างที่สันติบาลหนุ่มไม่เคยพบเห็นมาก่อนไม่ว่าจะจากเจ้าตัวตอนที่เป็นชินอิจิหรือกลายมาเป็นสไปริทัส ไม่เลยแม้เพียงครั้ง

            “เพื่อผมพ่อเลยวางมือ” ชินอิจิหัวเราะ น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยันและสมเพช “ถ้าเพียงผมแข็งแกร่งกว่านี้พ่อคงไม่ต้องปล่อยมือจากเธอ”

            เธอผู้เป็นที่รัก

            แม่…

            ดวงตาสีครามขึ้นสีแดง ทั้งข่มกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลและโกรธจัด

            เด็กหนุ่มจำได้ดี…

            พ่อของเขาไม่ใช่คนที่จะหลั่งน้ำตาได้ง่ายๆ แม้แต่ในการศพของแม่พ่อก็ยังเยือกเย็น แต่คนคนนั้นกลับร้องไห้ออกมาเป็นครั้งแรกหลังจากที่บอกแก่เขาว่าจะวางมือเรื่องคดีของแม่

            พ่อแอบร้องไห้เงียบๆ เพียงลำพัง

            พ่อไม่อยากให้เขานั้นคิดมาก

            “มันไม่ใช่ความผิดเธอ…” ฟุรุยะกล่าว มือยื่นออกไปหวังจะจับบ่าของเด็กหนุ่มเพื่อให้หันหน้ากลับมามองตากันและปลอบใจ หากแต่กลับโดนปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี ชินอิจิดูเหมือนจะคุมตัวเองไม่ได้ทันทีที่ได้ยินคำนั้น มันราวกับว่าไปแตะโดนคำต้องห้ามของเจ้าตัวเข้าให้

            “จะไม่ใช่ความผิดของผมได้ยังไง!?”

            สองมือกระชากคอเสื้อของคนอายุมากกว่า ใบหน้ายื่นเข้าไปใกล้

            “ผมอ่อนแอ อ่อนแอเกินไป ไม่สามารถทำอะไรได้เลย นั่นแหละครับคือความผิดของผม!”

            ทั้งหมดนั่น…

            ไม่ใช่ว่าฟุรุยะไม่เข้าใจ

            ตอนที่ฮิโรมิสึตายเขาก็…

            ชินอิจิก้มหน้าลง ก่อนจะยอมปล่อยมือ เด็กหนุ่มถอยกลับไปพลางสูดลมหายใจลึก ไหล่ทั้งสองข้างสั่นเทาอย่างน่าสงสาร เจ้าตัวพยายามที่ตั้งสติให้มากที่สุดเพื่อเล่าเรื่องต่อไป “ตอนที่ผมสิ้นหวังองค์กรก็เข้ามา ยื่นมือมาให้ผม… องค์กรทำข้อแลกเปลี่ยนกับผม ผมใช้อำนาจที่ได้จากการช่วยเหลืองานองค์กรคอยสืบเรื่องแม่จนคืบหน้า น่าตลกที่สุดตรงที่ผมย้อมตัวเองให้เป็นสีดำแล้วก็ยังพบเจอกับกำแพง”

            เลี่ยงที่จะกล่าวถึงเอฟบีไอ…

            “อำนาจที่องค์กรเข้าไปไม่ได้”

            ชินอิจิไม่อยากลากความลับคนอื่นออกมาเปิดเผย เขาบอกว่าจะเล่าให้สันติบาลหนุ่มฟังก็จริง แต่นั่นก็แค่เรื่องของตัวเอง แค่เรื่องของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้คิดจะเอาคนอื่นมาร่วมหัวจมท้ายด้วย

            “อำนาจนั้น…” ฟุรุยะพึมพำ คล้ายว่าเขาจะเดาบางสิ่งออก

            ขอร้อง…

            อย่าใช่เลย อย่าให้สิ่งที่คาดเดานั้นถูก

 

          “ใช่ครับ เบื้องหลังคดีของแม่มันเกี่ยวกับตำรวจความมั่นคง ผมเลยเข้าหาคุณ”

 

            สันติบาลหนุ่มหน้าชา

            “ผมรู้ว่าคุณสนใจตัวเองก็เลยหลอกใช้คุณ ผมเข้าใกล้คุณเพื่อที่จะหาวิธีเอาข้อมูลจากทางหน่วยงานความมั่นคง ทุกอย่างและทั้งหมดมันเป็นเพียงแผนที่คุณวิ่งเข้ามาติดกับเองทั้งนั้น”

            ชินอิจิยังคงกล่าวออกมาอย่างใจร้าย ดวงตาสีครามหลุบต่ำลง ก่อนจะก้าวถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง น้ำเสียงของใครบางคนดังเข้ามาในหัวทำให้รู้ว่าตนเองจะต้องใจร้ายให้ได้มากกว่านี้

            

            ‘ฉันได้ยินไอริชมันพูดอะไรแปลกๆ ก่อนตาย’

            ‘ฉันคิดว่ามันอาจจะไม่ตาย คงต้องตรวจสอบ…’

            

            ยินและเบลม็อธที่กำลังคุยบางสิ่งกัน โดยคิดว่าเขานั้นหมดสติไปแล้วจึงไม่ควรจะได้ยิน คำพูดพวกนั้นทำให้รู้ว่าไอริชทำให้แผนของเขาพลาดเสียแล้ว

            ไม่รู้ว่าองค์กรจะยืนยันได้เมื่อไหร่…

            เพราะฉะนั้นต้องใจร้ายมากกว่านี้

            ถ้าไม่อยากให้มีใครตายมากไปกว่านี้ก็ต้องใจแข็ง อย่าได้ใจอ่อน อย่าได้ให้อารมณ์มานำพาความรู้สึก

            

            “ชินอิจิคุง…” คนผมบลอนมีท่าทางเหมือนลูกหมาที่ตกน้ำจนเปียกมะล่อกมะแล่กไปทั้งตัว ดวงตาสีซีดจ้องมองมายังเขาอย่างไม่อยากเชื่อ มันเต็มไปด้วยความคาดไม่ถึงและเสียใจ

            เจ้าของชื่อเหยียดยิ้ม

            สองเท้าขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่าย ก่อนเขย่งตัวเข้าหาจนริมฝีปากแตะเข้าที่ใบหูอีกคน “และผมก็ได้มันมา ดังนั้นคุณหมดประโยชน์แล้ว”

            มือผลักอกอีกฝ่ายออก “ผมจะจัดการคนที่ทำแม่ของผม แน่นอนว่าหน่วยงานความมั่นคงสั่นคลอนแน่ๆ คุณจะห้ามหรือเปล่าล่ะครับ ซีโร่ ?”

เด็กหนุ่มเอ่ยถามแต่ดูไม่ต้องการคำตอบ เขาหันกายกลับ

            ไม่ได้สนใจสีหน้าที่ราวกับโลกทั้งใบกำลังแตกสลายจากคนด้านหลังแม้แต่น้อย

            

            

            “มาตรงเวลานี่นา”

            รถจอดลงตรงหน้า เมื่อกระจกถูกลดลงก็เผยให้เห็นใบหน้าของอากาอิ ชูอิจิ เอฟบีไอหนุ่มกวาดมองสำรวจชินอิจิตั้งแต่หัวจรดเท้า ฟุรุยะเข้าใจในทันทีว่าคนที่เด็กหนุ่มส่งข้อความหาคือใคร

            “ไม่ได้อาการหนักเท่าที่ได้ยินนี่นา”

            “ผมมันพวกตายยากนะ” เด็กหนุ่มว่าออกมาด้วยน้ำเสียงซุกซนก่อนก้าวเข้าไปในรถ ดวงตาหันกลับมามองสันติบาลหนุ่มอย่างเย็นชา ก่อนจะปิดประตูเพื่อกั้นไม่ให้อีกคนมองเห็นตน

            

            สันติบาลหนุ่มพรูลมหายใจ เขาหลับตาลง ทบทวนตัวเองอยู่ในใจได้ไม่นานก็ต้องหยุดชะงัก…

            “แก…” รถที่ไม่ต่างอะไรจากคันเมื่อครู่จอดลงตรงหน้าเขา

            ใครบางคนลดกระจกลงมาก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

            “ชินอิจิล่ะ ?”

            ฟุรุยะเลิกคิ้ว รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเท่าไหร่นัก เขาขยับเข้าไปใกล้รถของเอฟบีไอหนุ่ม กวาดมองจนทั่วก่อนเอ่ยถามออกไป เป็นคำถามที่ทำเอาคนผมดำถึงกับสบถออกมาด้วยความร้อนใจ

 

            “เดี๋ยว ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้แกรับเขาไปเหรอ  ?”

 

TBC.

-------------------------------------------------------

#ใครพาชินอิจิไป

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #55 SAKURA_YJ27 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 16:53
    อ่านต่อนะ
    #55
    0
  2. #54 Iด็กไม่รู้จัnโต (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2563 / 23:54
    อ๊สกกก อยากได้ตอนต่อปายยย เลื่อนไม่ได้อ่ะ แง้
    #54
    0
  3. #53 nep7 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 00:30
    เชี่ยๆๆๆๆๆๆฟวฟวฟวฟ ม่ายยยย
    #53
    0
  4. #52 PACHALAM (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 00:03
    เด่วก่อนนนน เวทอะมินิท! เทออออออออ กรี้ดดดดด ไม่ได้ น้องง ยหากยไม

    ฉันพูดไม่ออกเลย!!!
    #52
    0
  5. #51 eeyballaL (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2563 / 22:21
    เบลม็อธ!!!!
    #51
    0