Fic conan นกสีฟ้า (amuro x oc) กำลังรีไรท์

ตอนที่ 14 : California - 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 346
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    21 ก.ค. 63

นกสีฟ้า

AMURO x OC

------------------------------------------------------

California - 1

 

You don’t ever have to be stronger than you really are
When you’re lying in my arms, baby
You don’t ever have to go faster than your fastest pace
Or faster than my fastest cars

 

หลังจากคริสตี้จากไปไม่นานโทรศัพท์เครื่องที่ไว้ใช้ติดต่อกับคนขององค์กรก็ดังขึ้นมาพอดี เหมือนว่าเบอร์เบิ้นจะถูกเรียกไปใช้งานระยะยาว แต่ยังโชคดีที่มันไม่ยาวพอทำให้กลับมาขัดขวางแผนการของรัมไม่ได้

แต่กระนั้นก็ต้องปล่อยเด็กหญิงไว้คนเดียวอยู่ดี

เรย์อดขมวดคิ้วมุ่นกับความรู้สึกที่ต้องทิ้งคริสตี้เอาไว้ไม่ได้ อาจเป็นเพราะความรู้สึกตอนที่ทิ้งไอรีนเอาไว้แล้วเธอก็ตายมันยังติดค้างในใจ ดังนั้นสันติบาลหนุ่มจึงอดถามเบลม็อธย้ำๆ เรื่องระยะเวลาวันโดยประมาณที่แน่นอนไม่ได้

ย้ำเสียจน

“แปลกนะที่นายสนใจเวลาเสร็จงานด้วย” ปลายสายเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสงสัยชัดเจน เบอร์เบิ้นหัวเราะ

“ครับ ผมพึ่งเอาแมวมาเลี้ยงน่ะ ไม่อยากให้มันเฉาตายก่อน”

“ตายจริงคงไม่ใช่น้องสาวของเธอหรอกนะ รู้ไหมว่าเรื่องที่เบอร์เบิ้นมีน้องสาวทำเอาคนในองค์กรอดแปลกใจไม่ได้เชียวล่ะ”

ว่าแล้วว่าต้องเดาได้

ดีจริงๆ ที่ตอนนั้นอุ้มคริสตี้ในท่าที่ทำให้เธอหันหลังเอาแก้มวางไว้บนบ่าเขาจึงไม่มีใครได้เห็นหน้า

“แต่ว่านะเบอร์เบิ้น

“ครับ”

“นั่นน่ะ น้องสาวจริงๆ หรือเปล่านะ”

เขาพูดคุยกับเบลม็อธจนเสร็จ แม้จะปวดหัวไปบ้างและรู้ดีว่าหญิงสาวไม่เชื่อถือตนนักแต่กระนั้นก็ไม่กระโตกกระตากออกไป

เรย์หันไปสั่งการคาซามิให้สอดมือเข้ามาในคดีให้แนบเนียน ก่อนที่จะรู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงเลยเวลานัดไปนานมากพอสมควร สันติบาลหนุ่มจึงออกรถไปหาร้านกาแฟใกล้ๆ นี่เพื่อรับตัวเด็กหญิง

 

 

ที่ร้านกาแฟนั้นชายหนุ่มแปลกหน้าที่เขาคิดว่าท่าทางคุ้นๆ ยืนกอดอกอยู่ข้างนอกท่าทางหัวเสีย เมื่อมองผ่านกระจกไปด้านในคริสตี้กำลังจิบเครื่องดื่มด้วยท่าทีใจเย็นแต่แววตาเต็มไปด้วยความเด็ดขาด

ทะเลาะกัน ?

“นี่นายน่ะ” น้ำเสียงนั้นเอ่ยเรียกเขาเอาไว้ สันติบาลหนุ่มเลิกคิ้วเมื่อชายคนนั้นเดินตรงเข้ามาทางตนเองพร้อมยื่นบางสิ่งให้

“ครับ ?” เรย์รับมันมาแบบงงๆ

“ฉันให้สร้อยคริสตี้ไป มันมีเครื่องติดตามตัวอยู่ ยัยนั่นชอบทำตัวอวดดีพุ่งเข้าใส่อันตรายดังนั้นฝากด้วยล่ะ ถ้ายัยนั่นหายไปจากบ้านเกินสามวันโดยไร้การติดต่อไปลากกลับมาให้ที” คำอธิบายนั้นแม้จะเต็มไปด้วยน้ำเสียงไม่พอใจปนรำคาญแต่ไม่อาจปิดบังความเป็นห่วงได้เลย

ดูแล้วคริสตี้จะเป็นคนสำคัญกว่าที่คิด

“ครับ เข้าใจแล้ว” และเรย์ก็รับมาอย่างไม่มีขัด ว่ากันตามตรงแม้เขาจะยังไม่รู้ตัวตนเธอแต่ในฐานะสันติบาลก็ย่อมต้องดูแลและคุ้มครองประชาชนอยู่แล้ว

“จริงๆ ก็ไม่อยากบอกนายเท่าไหร่ แต่พี่ชายบุญธรรมของยัยนั่นชื่อคานาเอะ เซย์อิจิโร่ เหมือนว่าจะโดนฆ่าตายโดยคนที่ฆ่าครอบครัวจริงๆ ของตัวเองหรือยังไงเนี่ยแหละ ตรงนี้คริสตี้เหมือนจะรู้อะไรแต่ไม่พูด” ชายหนุ่มกล่าว ดวงตาเหลือบมองไปยังคนผมขาวที่นั่งอยู่ในร้าน “ยัยนั่นรักพี่ชายตัวเองมากดังนั้นคงรีบวิ่งโล่เข้าไปหาหลักฐานการตายของเขาทันทีที่มีกลิ่นของความน่าสงสัย ฉันเลยอยากฝากตำรวจอย่างนายยั้งไว้ให้หน่อย เพราะเห็นแบบนั้นแต่คริสตี้น่ะเชื่อฟังนายมากกว่าที่คิด”

ครั้นอยากจะเอ่ยถามว่าทำไมแต่ชายแปลกหน้ากลับจากไปแทบจะทันทีที่เอ่ยจุดประสงค์ของตัวเองจบ สันติบาลหนุ่มมองสมาร์ทโฟนในมือของตนที่พึ่งได้รับ ดูเหมือนมันถูกเซ็ตมาให้โทรเข้า โทรออกไม่ได้ มีไว้เพื่อดูแผนที่และตามคนอย่างเดียว

และคนที่ว่าก็ไม่แคล้วเป็นเด็กหญิงผมขาวในร้าน

“ไง คริสตี้”

“ไง พี่ชาย”

เด็กหญิงยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ดูยังไงก็เหมือนรอยยิ้มของผู้ใหญ่โตๆ มากกว่าเด็ก เรย์หวนคิดถึงคำกล่าวที่บอกว่าคริสตี้นั้นเชื่อฟังเขามากกว่าที่คิดแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม

เดิมทีเขาก็รู้สึกเหมือนกันว่าตัวเองเข้าใกล้เด็กหญิงได้มากกว่าทุกคน

แต่ก็นึกเหตุผลไม่ออกจนเผลอคิดว่าเข้าข้างตัวเองไปเหมือนกัน

แต่นี่ ขนาดลูกน้องของเจ้าตัวยังพูดออกมา

ทำไม

เธอเป็นใครกันแน่ คริสตี้ ?

 

“พรุ่งนี้บ่ายๆ ฉันจะไปทำงานให้องค์กรนะ ไปหลายวันหน่อย” ชายหนุ่มออกมาหลังจากนั่งลงที่ตรงข้ามเธอแล้วสั่งอาหารมารับประทานด้วยกัน เรย์สังเกตเห็นว่านิ้วมือของคริสตี้กระตุก ก่อนที่เด็กหญิงจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ

“งั้นเหรอ”

ไม่รู้ทำไมชายหนุ่มถึงคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เธออยากพูด

และเขาก็สังเกตคริสตี้มาพักหนึ่งแล้วว่าเธอมักแสดงออกมาอย่างเฉยชาหรือร้ายกาจเพื่อซ่อนบางสิ่ง

“ห้าวัน ประมาณนั้น”

และไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงบอกกำหนดการณ์ออกไป แต่เรย์ก็คิดว่าตนตัดสินใจไม่ผิดเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงหยุดชะงักไปอีกคราก่อนผงกศีรษะขึ้นลง แม้ใบหน้าจะยังนิ่งงันแต่แววตาของเธอมีแววความดีใจแฝงเอาไว้อยู่

ในอกสันติบาลหนุ่มคันยุบยิบ ภาพของไอรีนซ้อนทับคริสตี้อย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่มันจะหายไปในทันทีที่ได้ยินประโยคต่อไป

“งั้นระหว่างนี้หนูขอไปอยู่กับคนรู้จักนะคะ”

“ใครน่ะ ?” เรย์อดถามด้วยความแปลกใจไม่ได้เมื่อเด็กหญิงพูดถึงคนรู้จัก เพราะที่ผ่านมานอกจากชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นเขาไม่เคยเจอใคร

“ดอกเตอร์อากาสะค่ะ พอดีโคนันคุงชวนไปแคมป์กับพวกเด็กๆ น่ะ”

เห้ย

สนิทกันตอนไหนเนี่ย ?

           

           

วันต่อมาหลังจากจัดข้าวของเตรียมไปแคมป์เสร็จแล้ว แฟนหนุ่มที่ปัจจุบันคงสถานะพี่ชายก็เป็นคนพาเธอมาส่ง เขาไม่มีเวลาได้ซักถามเธอมากนักว่าไปสนิทกับเด็กแว่นคนนั้นตอนไหน เนื่องจากตัวเองก็ต้องไปทำภารกิจขององค์กรด้วยเช่นกัน

ดังนั้นไอรีนหวังว่าหลังเขากลับมาจากทำงานจะลืมเรื่องที่อยากถามแล้วปล่อยผ่านเรื่องเธอไปเสีย

“ให้ตาย ไม่อยากมาที่นี่จริงจริ๊ง”

แน่นอนว่ามีการเปลี่ยนจุดหมายจากบ้านดอกเตอร์อากาสะเป็นบ้านคุโด้ด้วยเหตุผลอย่างเจ้าของบ้านไม่อยู่

“ไง มาถึงจนได้นะ เก็บข้าวเก็บของมานอนกับผู้ชายแบบนี้พี่ชายเธอไม่ว่าเหรอ ? ตอนแรกผมกลัวอยู่พอดีว่าพี่ชายของเธอที่เป็นเด็กส่งของคนนี้จะไม่ยอมพาเธอมาส่งเลยนะ”

ทันทีที่มาถึงหน้าบ้านของคุโด้ โดยที่คนมาส่งคือเรย์ สึบารุที่รออยู่แล้วก็เอ่ยคำทักขึ้นมาทำเอาดวงตาสีซีดของพี่ชายปลอมๆ หรี่ตาลงมาจับผิดในทันที และในฐานะคนที่อยู่กับสายตาแบบนั้นมานานไอรีนสามารถพูดได้เลยว่ามันคือสายตาที่ราวกับกำลังถามว่าเธอรู้จักกับเขาด้วยเหรอ

            โว้ย

            “ล้อเล่นน่ะ โคนันคุงฝากผมดูแลเธอก่อน คริสตี้ใช่มั้ย ? น่ารักสมกับที่เขาเล่าเลย มิน่าล่ะพวกเด็กๆ ถึงชอบเธอนักหนา” แต่คนบางคนก็คล้ายไม่รับรู้เลยว่าคำพูดของตัวเองชักนำหายนะให้เข้าสู่ตัวของเธอเขายังคงเอ่ยวาจาต่ออย่างลื่นไหล

            คนคนนี้นี่มัน..

            ไอรีนถลึงตามองคนสวมแว่นที่ตีหน้ามึนพร้อมรอยยิ้ม

            ดูเหมือนสิ่งที่คนตรงหน้าทำจะเรียกว่าการปั่นนะ

            “ค่ะ คุณคือพี่สึบารุของพวกเด็กๆ ใช่มั้ยคะ ? โคนันคุงบอกแล้วค่ะว่าเขากับดอกเตอร์ออกไปรับเด็กๆ เพื่อเตรียมตัวไปแคมป์กัน หนูต้องอยู่กับคุณสักพักหนึ่งจนกว่าพวกเขาจะเสร็จสินะคะ ขอรบกวนด้วยค่ะ” ทั้งๆ ที่รู้ว่าคนตรงหน้าแค่จงใจปั่นทั้งเธอและเรย์ กระนั้นเด็กหญิงกลับตีหน้าซื่อพร้อมด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสาไม่ต่างจากที่ทำใส่ผู้อื่นที่ไม่รู้ตัวตนของเธอจริงๆ แต่แววตากลับเชือดเฉือนราวกับจะประท้วงในทางอ้อม

            “ไม่รบกวนหรอก เป็นผมที่รบกวนทางนั้นไว้เยอะ ถือว่าแฟร์ๆ คนละห้าสิบ ห้าสิน่ะนะ”

            และที่จำเป็นต้องทำท่าทางน่ารักสมวัยทั้งที่คนตรงหน้ารู้อายุจริงๆ ของเธออยู่แล้วนั่นเป็นเพราะเธอแค่กำลังหลอกสันติบาลหนุ่มข้างกาย

            ไอรีนจงใจแสดงออกให้เขารู้ว่าต่อหน้าคนที่รู้จักเธอในร่างโต คริสตี้จะไม่ใช้คำว่าหนูแทนตัวเองแต่ใช้ฉันเหมือนคนโตตามปกติ แต่กับคนอื่นรวมทั้งเรย์เธอจะใช้คำว่าหนู

            หญิงสาวในร่างเด็กแสดงออกมาเช่นนี้ให้เขาเห็นโดยแสร้งทำเป็นว่ากำลังลืมตัว

            มันคือการสร้างคาร์แรคเตอร์อย่างหนึ่ง

            เพื่อฝังความคิดนี้ลงไปในสมองคนช่างสังเกต เธอจะไม่สามารถพูดมันออกมาตรงๆ ได้แต่ต้องแสร้งว่าเป็นนิสัยเท่านั้น แล้วเขาจะจำมันเอาไว้แทน เพราะในทันทีที่ไอรีนกล่าวจนจบประโยคแววตาสงสัยของชายหนุ่มผิวแทนก็คลายลงไปหลายส่วน

            ส่วนหนึ่งที่มันง่ายขนาดนี้คงเพราะเขาระแวงคนสวมแว่นมากกว่าเธอด้วย

 

            เหมือนว่าจะรู้จักกันจริงๆ สินะ สองคนนี้

 

            เรย์เลิกสนใจสึบารุก่อนย่อตัวลงมาให้ระดับสายตาเท่ากันกับเด็กหญิง มือวางบีบบ่าเธอแล้วเอ่ยกำชับ “เอาล่ะ ถ้ากลับจากแคมป์อะไรยังไงลองโทรหาพี่ก็ได้นะ ให้เบอร์ไปแล้วจำได้ใช่มั้ย ?”

คำพูดและการแสดงออกเป็นไปอย่างธรรมชาติจนไอรีนไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงสามารถแฝงตัวเข้าไปในองค์กรจนเป็นคนที่ได้รับคำสั่งจากรัมลงมาโดยตรงได้

ก็เล่นเนียนขนาดนี้นี่นะ

            “อื้อ หนูจำได้ค่ะ กลับจากแคมป์หนูจะโทรหาพี่โทโอรุนะ!

            พี่น้องปลอมๆ พูดคุยกันอยู่พักหนึ่งก่อนที่เรย์จะแยกตัวออกไปเพราะถูกทางองค์กรเร่ง ในทันทีที่ไอรีนหันกลับเข้ามาบ้านคุโด้แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบ ทำเอาชายหนุ่มข้างกายส่งเสียงหัวเราะในลำคอเสียงเบาก่อนเอ่ยล้อออกมา

            “ดูชินกับการเป็น พี่ น้อง แล้วนี่นา”

            “แหม ล้อเล่นได้ร้ายมากนะคะ” หญิงสาวในร่างเด็กกดเสียงต่ำ “คุณเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ อากาอิ ชูอิจิ”

            ใช่ เธอรู้ชื่อจริงของเขา

            ที่ได้ข้อมูลมาเร็วนั้นส่วนหนึ่งเพราะเธอเองก็เคยมีน็อคแฝงอยู่ในองค์กรนั่นแหละ ดังนั้นการเชื่อมโยงจึงไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก เพียงแค่รู้สึกทึ่งในแผนการของเขาเท่านั้น

            “จะว่าไปปลอมตัวได้แนบเนียนพอๆ กับผู้หญิงคนนั้นเลยนะคะ แต่ก็เข้าใจแหละค่ะที่ต้องพยายามให้เนียนขนาดนี้ เพราะตัวตนจริงๆ คุณเป็นผีที่สมควรตายไปแล้วนี่นะ”

            และแน่นอนว่ามันถูกต้อง เพราะทันทีที่เอ่ยกล่าวออกไป เด็กหญิงรับรู้ได้ว่าร่างของชายหนุ่มหยุดชะงักไปเสี้ยววินาทีหนึ่ง ไอรีนทำเป็นไม่สนใจเธอเดินก้าวตรงต่อไปในบ้าน ส่วนในใจนั้นกรีดร้องว่าเข้าใจรึยัง เข้าใจความรู้สึกตอนฉันถูกไล่ต้อนรึยัง-

แน่นอนว่าคนอายุมากกว่า (นับตามกายภาพ) ก็ไม่ได้คิดแก้ตัวแต่อย่างไร หญิงสาวไม่แปลกใจเลย เธอคาดเดาว่าเขาคงรู้อยู่แล้วว่าเธอนั้นเอะใจและต้องหาข้อมูลมาแน่ๆ การร่วมมือกันขั้นแรกคือเราต้องมีความเชื่อใจกันและกัน เขาจึงปล่อยให้เธอสืบหา

 

กลายเป็นตอนนี้เขารู้ความลับเธอ เธอรู้ความลับเขา

คนละครึ่งทางล่ะนะ

 

            “จะว่าไปเธอเองก็รู้ตัวไวกว่าที่คิดเสียอีก ฉันคิดว่าเธอจะใช้เวลาต่ออีกสักสองสามสัปดาห์”

            “ไม่เท่ากับที่คุณรู้ตัวตนของฉันหรอกค่ะ” ไอรีนกล่าว น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเสียดสี แต่ทว่ามันคือความจริง เธอรู้ความเคลื่อนไหวของฝั่งชายหนุ่มผู้สวมแว่นตาคนนี้ช้ากว่าที่เขารับรู้เรื่องของเธอ เพราะแบบนั้นจึงลงมือช้ากว่าแถมตกเป็นรองตั้งแต่ที่เจอกันในครั้งแรกเสียด้วยซ้ำ

            “คุณทำอย่างกับว่าข้อมูลมันหามาได้ง่ายๆ ถึงจะเห็นฉันทำหน้านิ่งๆ แบบนั้นแต่จริงๆ แล้วก็เฟลเหมือนกันนะ”

            “ทำสุภาพสตรีรู้สึแย่แบบนี้ฉันรู้สึกผิดจริงๆ นะเนี่ย”

            แย่จริงๆ

            น้ำเสียงนั่นระรื่นผิดกับคำพูดลิบลับ

            “ฉันมีข่าวใหม่เกี่ยวกับพวกมันมาจากคนในทีม” ริมฝีปากเล็กกล่าว ใบหน้าสะอาดเงยมองชายหนุ่ม “ข่าวจากศัตรูแสนรักของเราเลยล่ะ”

            แต่ไอรีนรู้ดีว่า ไม่ใช่แค่เธอที่แค้นพวกองค์กรชุดดำจนเข้ากระดูก เขาเองก็เช่นกัน

            “ฉันก็มี เรามาแลกกันระหว่างรอพวกเด็กๆ มาดีกว่า”

 

            ไอรีนไม่ได้โกหกเรย์ว่าเธอจะไปเข้าแคมป์กับพวกโคนันและชิโฮะ หรือไฮบาระ ไอ ทว่าเธอแค่บอกไม่หมดว่าระหว่างรอพวกนั้นไปรับเด็กๆ ตามบ้านและหาซื้อข้าวของเธอจะมานั่งสุมหัวแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเอฟบีไอเท่านั้นเอง

            สองมือเล็กถอดกระเป๋าสะพายใบใหญ่ออกจากบ่า ของที่พกไปมีไม่เยอะนัก มีแค่เสื้อผ้า และยาเท่าที่จำเป็นรวมถึงอุปกรณ์ผ่าตัดแบบพกพาเท่านั้น เพราะแรกเลยคือถึงจะเรียกว่าแคมป์แต่จริงๆ เป็นโรงแรมร่วมสมัยที่ตั้งอยู่กลางเขาต่างหาก จึงไม่ต้องใช้พวกเต้นท์ แต่ก็ต้องทำอาหารเองอยู่ ส่วนอุปกรณ์ผ่าตัดนั้น สาเหตุที่เอาไปเป็นเพราะว่าเธอพึ่งได้รับมาจากคิริฮาระ หรือคนในทีมที่นำสร้อยและอุปกรณ์สำหรับภารกิจมาให้เธอเมื่อไม่กี่วันก่อน

 

            เผื่อมีเรื่องไม่คาดฝัน

 

            เพราะหมอนั่นกำชับแบบนั้นด้วยสีหน้าจริงจัง

            และอีกอย่าง

 

            หลังจากวันที่ได้สู้กับชายที่ชื่ออากาอิไอรีนเองก็ไม่อยากประมาทอีกแล้ว ต้องยอมรับว่าร่างกายของเธอตอนนี้มันไม่ใช่ร่างที่เหมาะสมสำหรับการต่อสู้เอาเสียเลย ถึงจะมีความคล่องตัวและรวดเร็วกว่าผู้ใหญ่ แต่แรงกลับน้อยมากซ้ำกล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรงเท่าแต่ก่อนที่ใช้เวลาฝึกและบ่มเพาะมานาน

 

            ร่างคริสตี้นั้นไม่สามารถเตะคนจนซี่โครงหักหรือต่อยคนให้น็อคได้ในหมัดเดียวเหมือนเมื่อก่อน มีแต่จะเป็นฝ่ายถูกหักเองด้วยซ้ำ

 

            “เข้าค่ายไหงพกไอ้นั่นด้วยล่ะ” น้ำเสียงของเอฟบีไอหนุ่มดังขึ้น

อากาอิ ชูอิจินั่งอยู่บนโซฟาพลางพยักเพยิดใบหน้ามายังสิ่งของในกระเป๋าของคนตัวเล็ก จริงๆ ด้วยระยะประมาณนี้และขนาดของสิ่งของคนทั่วไปอาจมองไม่เห็น ทว่าชายหนุ่มผู้เป็นมือสไนเปอรืนั้นตาดีกว่าคนทั่วไปไปมาก

และเขาก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมการเข้าค่ายตั้งแคมป์ของเด็กๆ คนไม่เด็กแต่อยู่ในร่างเด็กตรงหน้าจะต้องพกสิ่งนั้นไปด้วย

 

ดวงตาสีม่วงคล้ายตาปลอมของไอรีนมอง ไอ้นั่น หรือ เครื่องช็อตไฟฟ้าด้วยแววตานิ่งเรียบ นั่นคือสิ่งที่สันติบาลหนุ่มส่งมาให้พร้อมคำกำชับ

           

            เชื่อฉันว่าอย่าประมาทดวงของโคนันคุง พกไว้เถอะ ไม่ปกป้องตัวเองก็ปกป้องเขากับเด็กๆ จากดวงที่ราวกับมีเทพแห่งความตายตามติดจนเป็นที่เลื่องลือนั่นที

           

            อืม

 

            “มีคนบอกว่าอย่าประมาทกับดวงของโคนันคุงค่ะ”

            เธอไม่คิดว่าเรย์จะเป็นคนเชื่อเรื่องโชคราง ทว่าเมื่อมองสีหน้านั้นก็ได้แต่พกมาอย่างช่วยไม่ได้ พร้อมหวังว่าแคมป์นี้จะไม่ต้องมีเหตุการณ์ที่ต้องใช้มัน

 

            “นั่นก็ถูก ถ้าไม่ติดว่าเธอเด็กฉันจะแนะนำให้พกปืนด้วยซ้ำ

           

เหวยๆ พวกนาย ยังเป็นผู้ใช้กฎหมายกันอยู่ป่ะ!?

 

            “เอาล่ะ เลิกนอกเรื่องกันดีกว่า นี่คือข้อมูลของทางฉันค่ะ” ไอรีนเปลี่ยนบทสนทนาอย่างรวดเร็วเมื่อหาแฟลชไดร์ฟเจอ ร่างเล็กๆ ปีนขึ้นไปบนโต๊ะคอมก่อนนำแฟลชไดร์ฟเสียบเข้าด้วยความชำนาญ แน่นอนว่าเอฟบีไอหลายคนในห้องนี้ไม่เอ่ยขัดใดๆ ทั้งสิ้น

            เพราะนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอแตะคอมในบ้านนี้

            และการที่พวกเขาไว้ใจเธอก็ทำให้เด็กหญิงอดพอใจไม่ได้

           

           

            ไม่นานนักขบวนการนักสืบยาวชน (พวกเขาแนะนำตัวแบบนี้ในครั้งที่สองที่รู้จักกัน) ก็กลับมาพร้อมด้วยโคนันและไฮบาระ ไอรีนพยักหน้าให้ทั้งสองคนยามที่ปิดคอมพิวเตอร์ลงด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ

            แน่นอนว่าเธอไม่ได้กลัวเด็กสองคนหลังเห็นข้อมูล

            เธอกลัวพวกเด็กๆ คนอื่นเห็นแล้วเกิดสนใจสงสัยขึ้นมาต่างหาก

“สวัสดี” เธอเอ่ยทักทายพวกเขา พลางพยักหน้าให้พอเป็นพิธี ดูไม่ได้ตื่นเต้นแต่ก็ไม่เฉยชาจนเกินไป

            “คริสตี้จังไปกับเราจริงด้วย!” อายูมิร้องอย่างตื่นเต้น เพราะเธอค่อนข้างชอบพี่สาวผมสีขาวคนนี้ไม่น้อย แต่จริงๆ ต้องบอกว่าถ้าเป็นเด็กที่ชอบของสวยๆ งามๆ ย่อมชอบมองไอรีนอยู่แล้วอันเนื่องมาจากใบหน้าและรูปร่างหัวโต ตัวเล็กไม่มั่นคงของเจ้าหล่อนชวนให้นึกถึงตุ๊กตากระเบื้องเคลือบตามตู้โชว์ ส่วนเก็นตะกับมิซึฮิโกะก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร พวกเขาเคยได้เล่นกับไอรีนบ่อยๆ และพบว่าแม้เธอจะนิ่งๆ แต่ก็ตามใจดี

            “อื้อ รบกวนพวกเธอด้วยนะ ฉันไม่ค่อยได้ไปแคมป์เท่าไหร่”

            “ได้เลย แต่ไม่ต้องห่วงน้า ถึงจะเรียกว่าแคมป์แต่ว่ามีโรงแรมให้ล่ะ แค่เป็นแบบบริการตัวเองเท่านั้นเอง คริสตี้จังถ้าไม่เข้าใจอะไรถามพวกเราได้เลย!” ยังคงเป็นเด็กหญิงผมดำที่กล่าวออกมาด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ ส่วนโคนันนั้นส่งสายตามาให้แก่ไอรีนราวกับจะบอกว่า เหรอ ไม่เคยเข้าแคมป์เหรอ

            “ใช่แล้วครับ อีกอย่างดอกเตอร์กับคุณไฮบาระเองก็ทำอาหารคล่องแคล่วมาก ถ้าทำไม่เป็นคุณคริสตี้สามารถปรึกษาพวกเขาได้เลยล่ะ” มิซึฮิโกะเองก็ต้อนรับเพื่อนใหม่ที่อายุมากกว่าอย่างยินดี

            “หรือจะทำข้าวหน้าปลาไหลก็ได้นะ ง่ายสุดๆ เลยล่ะ”

            “เก็นตะคุงนี่ล่ะก็

            “อือ ขอบใจนะ” หญิงสาวในร่างเด็กว่าพลางคลี่ยิ้มจนดวงตาหยี ดูงดงามเสียจนพวกเด็กๆ มองตาค้าง ก่อนที่เธอจะขนของตัวเองขึ้นไปบนรถ แม้จะดูชิลเกินไปบ้างที่ออกไปเที่ยวทั้งๆ ที่มีแผนการเตรียมขัดขวางรัม ในอีกไม่นานนี้ แต่กระนั้นเธอไม่คิดว่ามันผิดอะไร การจมอยู่กับสิ่งที่ทำมากไปทั้งๆ ที่รู้ว่าจะไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจะทำให้ความระแวงและความประสาทในตัวมันกำเริบซะมากกว่า

            ก็กลัวว่าถ้าเครียดมากจากแผนที่มันดีๆ เดี๋ยวมันจะแย่เอานี่นา

           

ไม่จำเป็นต้องทำตัวเข้มแข็งกว่าที่เธอเป็นเลย
โดยเฉพาะยามอยู่ในอ้อมกอดของฉัน
ไม่จำเป็นต้องวิ่งให้เร็วเกินกว่าที่เธอจะวิ่งได้
หรือวิ่งไกลกว่ารถของฉันสักนิด


TBC.

------------------------------------------------------

ดวงของโคนันน่ะเหรอ ก็ แหะๆ หนีไป คริสตี้หนีไป!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

61 ความคิดเห็น

  1. #56 icesupicha (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 มกราคม 2564 / 21:07

    ชอบความแซะดวงของโคนันจริงๆ

    #56
    0
  2. #21 581412 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2563 / 22:42
    จิ้นกับโคนันได้มั่ยอะ5555
    #21
    0