เซียนกระบี่

ตอนที่ 9 : วิชาเกาทัณฑ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,269
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 95 ครั้ง
    4 ส.ค. 63

จงอย่าได้ถือดีในของวิเศษ ยอดฝีมือในระดับเดียวกับข้าสามารถทำลายเสื้อดาราทองได้ด้วยนิ้วมือเพียงนิ้วเดียว” จี้ยี่ฉวนกล่าวตักเตือน “ของเล่นเหล่านี้ล้วนเป็นของนอกกาย ความแข็งแกร่งที่เกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักต่างหากคือสิ่งที่สามารถพึ่งพาได้อย่างแท้จริง”

“ท่านพ่อกล่าวถูกต้องแล้ว” จี้หนิงรีบรับคำด้วยความสำรวม

“ด้วยรากฐานแห่งกายาเทพอสูรที่เจ้าฝึกปรือ ความแข็งแกร่งของร่างกาย ความรวดเร็วของการเคลื่อนไหว ความสามารถในการมองเห็นและการรับฟัง ตลอดจนความสามารถในการฟื้นฟูร่างกาย จะพัฒนาขึ้นจนถึงขั้นแตกตื่นสะท้านโลก”

“แต่ก่อนที่จะก้าวไปถึงจุดนั้น ขั้นแรกเจ้าต้องเรียนรู้การใช้อาวุธให้ชำนาญก่อน คนผู้หนึ่งต่อให้แข็งแกร่งทรงพลังถึงเพียงไหนก็ยากที่จะต้านทานความแหลมคมของศัตราวุธได้ มือกระบี่ที่บรรลุถึงขั้น ‘คนกระบี่ร่วมประสาน’ สามารถทะลวงลำคอของยอดนักสู้จอมพลังได้อย่างง่ายดาย ต่อให้เจ้าแข็งแกร่งกว่าศัตรูนับสิบเท่า ก็ยังอาจถูกลูกธนูยิงสังหารก่อนที่จะได้สำแดงพลังออกมา”

จี้หนิงเข้าใจในหลักเหตุผลเหล่านี้เป็นอย่างดี ความแข็งแกร่งของร่างกายย่อมเป็นเรื่องสำคัญ แต่ทักษะ ความชำนาญ ตลอดจนกลยุทธ์อันชาญฉลาด คือสิ่งที่จะช่วยเกื้อหนุนให้ความแข็งแกร่งนั้นถูกนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่

“เจ้าสนใจศัตราวุธชนิดใด?” จี้ยี่ฉวนกล่าวถาม

“ลูกหนิง เจ้าต้องคิดให้รอบคอบก่อนค่อยให้คำตอบ” อู่ฉีเซวียรีบกล่าวกระตุ้น

ที่จริงสองสามีภรรยาตระเตรียมแผนการฝึกบุตรชายไว้ในใจอยู่แล้ว หากทว่าทั้งสองต้องการให้จี้หนิงรู้จักคิดใคร่ครวญด้วยตนเอง จึงพยายามกล่าวอ้อมค้อมก่อนชักนำเขาไปสู่ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม

“ข้าต้องการเรียนรู้สามวิชา วิชาแรกคือเกาทัณฑ์…”

กายาเทพอสูรมอบสายตาและพลังกายที่ยอดเยี่ยมให้แก่เขา เขาย่อมต้องใช้สิ่งที่สวรรค์ประทานมาให้นี้อย่างคุ้มค่า อย่าว่าแต่เขาทราบจากตำราที่เคยอ่านว่าวิชาเกาทัณฑ์นั้นสามารถเรียนรู้ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

“สอง ข้าอยากเรียนวิชากระบี่คู่”

ตระกูลจี้สร้างตัวขึ้นจากวิชากระบี่ บิดาของจี้หนิงเองก็เป็นยอดมือกระบี่เจ้าของสมญานามกระบี่พิรุณโปรย เขาไหนเลยไม่เลือกเรียนวิชากระบี่ได้

“กระบี่คู่เช่นนั้นหรือ?” จี้ยี่ฉวนขมวดคิ้ว แต่ยังคงปล่อยให้จี้หนิงกล่าวต่อไป

“และสามคือวิชาท่าร่าง… นั่นคือสามสิ่งที่ข้าคิดว่าจำเป็นและอยากฝึกปรือ”

หากสู้ไม่ได้ก็หลบหนี มีแต่รักษาชีวิตเอาไว้จึงจะสร้างโอกาสให้กับตนเองได้ใหม่

อู่ฉีเซวียหัวเราะเบาๆ “เจ้าเดินมาถูกทางแล้ว แต่ข้าคิดว่าเจ้าเริ่มจากกระบี่เดี่ยวจะเหมาะสมกว่า ในตระกูลจี้เราไม่มียอดฝีมือกระบี่คู่ที่จะชี้แนะเจ้าได้แม้แต่ผู้เดียว นอกจากนี้ผู้ฝึกกระบี่ถือสาการแบ่งแยกสมาธิ สิ่งที่เจ้าควรทำคือทุ่มเทสมาธิจิตใจลงในกระบี่เพียงเล่มเดียว”

“มารดาเจ้ากล่าวถูกต้องแล้ว” จี้ยี่ฉวนกล่าวสนับสนุน

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าสามารถแบ่งจิตใจเป็นสองทางได้ตั้งแต่เกิด” จี้หนิงไม่ทราบจะอธิบายเรื่องเคล็ดวิชาเพ่งจิต ‘ภาพวาดเทพธิดาหนี่วา’ ให้บิดามารดาเข้าใจได้อย่างไร จึงกลบเกลื่อนไปว่านี่เป็นความสามารถที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

เค้าความประหลาดใจปรากฎชัดบนใบหน้าของบิดามารดาจี้หนิงอีกครั้ง

“เจ้าเข้าใจจริงหรือว่าการแบ่งจิตใจเป็นสองทางหมายความว่าอย่างไร? นั่นมิใช่เพียงแค่กระทำเรื่องราวสองประการพร้อมกันเท่านั้น หากยังต้องสามารถกระทำได้อย่างเป็นเอกเทศและปราศจากการรบกวนซึ่งกันและกันอีกด้วย”

“ข้าเข้าใจดี”

“ถ้าเช่นนั้น…” ความพึงพอใจเริ่มเข้าแทนที่ความประหลาดใจในแววตาของของจี้ยี่ฉวน มือของเขาปรากฎแท่งหินสีขาวขึ้นสองแท่ง

“เจ้าจงใช้หินทั้งสองก้อนนี้เขียนตัวอักษรบนพื้น มือซ้ายเขียนชื่อมารดาเจ้า มือขวาเขียนชื่อข้า ข้าต้องการให้เจ้าเขียนอย่างต่อเนื่องพร้อมกันทั้งสองมือตั้งแต่ต้นจนจบ”

จี้หนิงผงกศีรษะอย่างมั่นใจแล้วรับเอาก้อนหินมาถือไว้ในมือแต่ละข้าง เขาเริ่มต้นเขียนตัวอักษรตามที่บิดาสั่ง ตัวอักษรที่เขียนมิเพียงไม่สับสน ยังทั้งงดงามทั้งทรงพลัง

ครั้งนี้แม้ว่าจะทำใจไว้ก่อน ทั้งสองก็ยังอดตกตะลึงไม่ได้

“มิน่าเล่า… มิน่าเล่า เจ้าจึงสามารถเรียนรู้เคล็ดวิชา ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ได้อย่างรวดเร็ว ที่แท้พลังแห่งจิตของเจ้าแข็งแกร่งจนถึงขั้นสามารถแบ่งแยกจิตใจเป็นสองทางได้จริงๆ” จี้ยี่ฉวนกล่าวออกมาอย่างพึงพอใจ สายตาที่จ้องมองบุตรชายเต็มไปด้วยความชื่นชมและตื่นเต้น นี่คือหยกงามไร้ตำหนิที่รอการเจียระไนอย่างแท้จริง

“ข้าใช้เวลาเนิ่นนานในการฝึกปรือกว่าที่จะสามารถเรียนรู้การแบ่งจิตใจเป็นสองทางได้ เมื่อถึงตอนนั้น วิถีกระบี่ของข้าก็ยึดมั่นกับกระบี่เดี่ยวจนยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ส่วนเจ้าเมื่อสามารถทำได้มาตั้งแต่เกิด ก็เท่ากับชะตาได้ลิขิตเอาไว้แล้วว่าเจ้าจะเดินไปในวิถีแห่งกระบี่คู่ ศัตรูของเจ้าจะรู้สึกราวกับถูกกลุ้มรุมโดยมือกระบี่สองคนอย่างพร้อมเพรียง ทั้งยังเป็นมือกระบี่ที่ประสานเสริมกันโดยปราศจากช่องว่างรอยโหว่อีกด้วย”

“นับจากวันนี้เป็นต้นไป ข้าจะเป็นคนสอนวิชากระบี่ให้เจ้าเอง!”

.

.




เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

จี้หนิงติดตามบิดาของเขาตัดฝ่าพลังงานธรรมชาติอันหนาแน่นที่แผ่กระจายปกคลุมผืนดินในรูปของสายหมอกยามเช้า มุ่งหน้าไปยังสนามฝึกซ้อม

ครั้นบรรลุถึง จี้ยี่ฉวนก็แนะนำผู้บุตรต่อชายเคราครึ้มในชุดขนสัตว์ “ลูกหนิง นี่คือ เมิ่งหยู (มัจฉาโง่งม) ยอดมือเกาทัณฑ์อันดับหนึ่งของตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตก”

เมื่อกล่าวจบจี้ยี่ฉวนก็หันไปกล่าวกับชายเคราครึ้ม “มา! เมิ่งหยู เจ้าจงสำแดงยอดวิชาให้เด็กน้อยผู้นี้ได้เปิดหูเปิดตา”

โดยไม่รอฟังคำตอบ จี้ยี่ฉวนเดินไปยังโต๊ะหินสี่ตัวที่เบื้องหน้า แต่ละตัวล้วนมีน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัม*

โต๊ะหินตัวแรกถูกเขาซัดขว้างหมุนคว้างออกไปอย่างรวดเร็ว และเพียงพริบตาถัดมาโต๊ะหินทั้งสี่ตัวก็กลับกลายเป็นจุดสีดำเล็กๆสี่จุดบนท้องฟ้า

ทันใดนั้นในมือของเมิ่งหยูพลันเพิ่มคันธนูสีดำทะมึนพร้อมลูกศรสี่ดอกขึ้นราวกับปาฏิหาริย์ ในเสียงดังกระหึ่มราวมังกรคำราม ลูกศรทั้งสี่ดอกหายวับไปราวกับไม่เคยปรากฎขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงตามมาด้วยเสียงระเบิดจากบนฟากฟ้า จุดสีดำทั้งสี่แตกสลายกลายเป็นผงธุลี

จี้หนิงอ้าปากค้างเนิ่นนาน ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นจนทำอะไรไม่ถูก

“นายน้อย ตามตำนานกล่าวไว้ว่า เทพเกาทัณฑ์ ‘โฮ่วอี้’ เคยสำแดงอานุภาพยิงธนูติดต่อกันเก้าดอกสังหารกาทองคำ(ดวงอาทิตย์)ทั้งเก้าในคราเดียว ฝีมืออันน้อยนิดของข้ายังนับว่าห่างไกลนัก” เมิ่งหยูส่งเสียงหัวเราะดังลั่น

“ท่านอาจารย์เมิ่งหยู เศษหินและลูกศรที่ร่วงหล่นลงมาจะทำให้ใครได้รับบาดเจ็บหรือไม่?” จี้หนิงเพิ่งเรียกสติกลับคืนมาได้

จี้ยี่ฉวนส่ายหน้า “ลูกหนิง เมิ่งหยูเป็นยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติ ด้วยพลังที่บรรจุไว้ในลูกศรเหล่านั้น เมื่อกระทบถูกเป้าหมาย ทุกสิ่งล้วนถูกทำลายจนสูญสิ้น ไหนเลยหลงเหลือเศษเสี้ยวให้ร่วงหล่นได้อีก”

จี้หนิงรับฟังจนยอมรับนับถืออย่างหมดหัวใจ

“นับจากวันนี้เป็นต้นไป ทุกเช้าเจ้าจะต้องมาเรียนรู้วิชาเกาทัณฑ์กับอาจารย์เมิ่งหยูเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง… เมิ่งหยู หลังจากนี้ต้องรบกวนเจ้าแล้ว”

“ได้รับเลือกให้ถ่ายทอดวิชาแก่นายน้อย นับเป็นความยินดีของเมิ่งหยู” เมิ่งหยูรับคำพร้อมหัวเราะเสียงดัง

จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะ หันกายจากไป
………

สนามฝึกซ้อมกลับคืนสู่ความเงียบสงบ ลานอันกว้างใหญ่คงมีเพียงเมิ่งหยูกับจี้หนิงยืนเคียงคู่กัน

“นายน้อย สิ่งที่สำคัญที่สุดของมือธนูก็คือคันธนูและลูกศร ลูกศรนั้นแบ่งออกเป็นสามส่วนคือส่วนหัว ก้าน และหาง ส่วนคันธนูนั้นประกอบไปด้วยแกนหลักและสาย ลูกธนูจำเป็นต้องจัดสร้างขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นคันธนูคือส่วนที่สำคัญอย่างแท้จริง”

“คันธนูมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือคันธนูที่แกนหลักโค้งงอได้และมีสายที่แข็งตึง เมื่อออกแรงน้าว แกนธนูจะโค้งเข้าหากันก่อให้เกิดแรงดีดส่งลูกศรออกไป นี่คือคันธนูประเภทที่ประดิษฐ์ง่ายดายและใช้กันอย่างแพร่หลาย ประเภทที่สองคือคันธนูที่มีแกนหลักแข็งเกร็งและมีสายที่ยืดหยุ่น เมื่ออกแรงน้าว สายธนูจะถูกเหนี่ยวให้ยืดออกโดยที่แกนหลักยังคงรูปตามเดิม ธนูในมือของข้าก็คือธนูประเภทที่สองนี้” กล่าวจบ เมิ่งหยูก็ยื่นส่งคันธนูในมือให้แก่จี้หนิง

จี้หนิงรับคันธนูที่ดูเรียบง่ายนั้นมาสำรวจอย่างตั้งใจ มันมีน้ำหนักมหาศาลอย่างน่าประหลาด ส่วนแกนจัดสร้างจากวัสดุคล้ายโลหะเงาวาววับสีดำสนิท ส่วนสายที่เป็นสีฟ้านั้นหยาบเท่านิ้วมือ เขารู้สึกได้ว่ามีรังสีอันชั่วร้ายเบาบางแผ่ออกมาจากสายธนูเส้นนี้

“คันธนูนี้ชื่อว่า ‘ธนูมังกรสายฟ้า’ ส่วนแกนของมันหลอมขึ้นจาก ‘โลหะวายุอัสนี’ ที่แข็งแกร่งทนทาน ส่วนสายนั้นยังล้ำค่ายิ่งกว่า มันถูกจัดสร้างขึ้นจากเส้นเอ็นของสัตว์อสูรที่เรียกว่า ‘มังกรอสรพิษ’ ต่อให้ข้ามีเรี่ยวแรงมากกว่านี้อีกสิบเท่า ก็เหนี่ยวมันให้ขาดไม่ได้”

“นายน้อยโปรดเชิญทางด้านนี้ เราจะเริ่มฝึกกันตั้งแต่กระบวนท่าพื้นฐาน” ธนูอีกคันหนึ่งปรากฎขึ้นในมือของเมิ่งหยู

“สิ่งที่ข้าจะถ่ายทอดให้นายน้อยในเบื้องต้นนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน คือการฝึกกระบวนท่าพื้นฐาน ยืนยิง หมอบยิง ยิงกลับหลัง ยิงขณะทิ้งตัว ยิงขณะเคลื่อนตัว ทั้งห้ากระบวนท่า และการฝึกฝนจิตใจ”

“สำหรับกระบวนท่าพื้นฐานทั้งห้า นายน้อยต้องฝึกปรือจนกระทั่ง มือ สายตา และธนู รวมประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ยิงจู่โจมถูกเป้าหมายทุกครั้งครา จึงจะสามารถผ่านเข้าสู่ขั้นถัดไป”

“ในส่วนของการฝึกฝนจิตใจ กระบวนท่าใดล้วนไม่สลักสำคัญ ท่านจะต้องผสานจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับลูกศรจนไม่จำเป็นต้องใช้ดวงตาในการจับเป้าหมาย ในการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดไม่มีคู่ต่อสู้ใดที่ยินยอมให้ท่านตั้งท่าเล็งลูกศร ชั่วพริบตาที่ท่านคิดจะยิง ลูกศรก็ควรลั่นเข้าสู่เป้าหมายแล้ว”

จี้หนิงรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วเริ่มหัดยิงในกระบวนท่าต่างๆภายใต้การควบคุมของเมิ่งหยู

“ช่วงเอวเหยียดให้ตรง! แขนซ้ายให้เหยียดออก!”

“เยี่ยงนี้ค่อยเข้าท่าอยู่บ้าง ค้างท่วงท่านี้เอาไว้!”

“ท่านยิงไปที่ใด? ตาบอดหรือไร?”

เมิ่งหยูเป็นคนเปิดเผยห้าวหาญ คำพูดที่ใช้ก็เป็นถ้อยคำอันหยาบกร้าน จี้หนิงกลับตั้งใจฝึกปรือโดยไม่ปริปากบ่นแม้แต่น้อย เขาเข้าใจดีว่าอาคารที่สูงค้ำฟ้าย่อมต้องเริ่มสร้างจากฐานรากที่แข็งแกร่ง
………
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 95 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น