เซียนกระบี่

ตอนที่ 8 : หัตถ์หนึ่งยึดกุมสุริยัน อีกหัตถ์นั้นถือครองซึ่งจันทรา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,308
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 97 ครั้ง
    4 ส.ค. 63

จี้หนิงรู้สึกได้ว่าจิตสำนึกของเขาพุ่งทะลวงขึ้นจากผืนแผ่นดินผ่านสิ่งกีดขวางชั้นแล้วชั้นเล่าจนเข้าสู่ห้วงจักรวาลอันไร้สิ้นสุด ในห้วงแห่งความว่างเปล่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานขนาดมหึมาสองแหล่ง

หนึ่งนั้นเป็นลูกกลมที่ถูกปกคลุมด้วยขนนกอัคคีอยู่ทั่วพื้นผิว เพลิงอันร้อนแรงสะบัดเปลวที่แผดจ้าส่องประกายเฉิดฉันในห้วงแห่งความว่างเปล่า อีกหนึ่งนั้นเป็นลูกกลมที่ถูกปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งนิรันดร์ ที่กึ่งกลางมีต้นหอมหมื่นลี้ขนาดยักษ์ ใบไม้จำนวนนับไม่ถ้วนเปล่งประกายยะเยือกทั้งลี้ลับทั้งเรืองรอง

ลูกกลมทั้งสองก็คือดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อันยิ่งใหญ่

“ช่างงดงามยิ่งนัก… น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก…” จี้หนิงเบิกตาค้าง ตกตะลึงไปกับความยิ่งใหญ่ของภาพที่ได้เห็นจากการชักนำของเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้า

แต่สิ่งที่เขามิได้ล่วงรู้ก็คือ มิใช่ผู้ฝึกปรือทุกคนจะ ‘มองเห็น’ ดวงดาวทั้งสองได้อย่างชัดเจนถึงเพียงนี้ เกือบทั้งหมดนั้นแทบไม่อาจจะรับรู้แม้เพียงเศษเสี้ยวแห่งพลังของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ด้วยซ้ำ
………..

ภายในห้องฝึกฝีมือ

จี้ยี่ฉวนและอู่ฉีเซวียก็จ้องมองภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าด้วยความเหลือเชื่อ ลำแสงแห่งดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนแตกระเบิดขึ้นรอบร่างของจี้หนิง ประกายร้อนแรงสีทองและประกายเย็นยะเยือกสีเงินกวาดกราดไปทั่วร่างที่กำลังหมอบคุกเข่าตลอดจนแขนที่เหยียดออกไปทั้งคู่

อย่างเชื่องช้าดวงดาวขนาดเล็กก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือข้างซ้ายของจี้หนิง ต้นหอมหมื่นลี้ค่อยๆปรากฏเด่นชัดขึ้นที่ใจกลางของดวงดาว ขณะเดียวกันดวงดาวอันร้อนแรงอีกหนึ่งดวงก็ก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือข้างขวา มีนกกาขนทองคำโบกบินอยู่โดยรอบ

ใบหน้าของจี้หนิงภายใต้แสงดาวที่สาดส่องเปล่งประกายพิสุทธิ์ งดงามและสงบนิ่ง

“นี่คือ… นี่คือ…” จี้ยี่ฉวนสองสามีภรรยาจ้องมองกันและกัน ตกตะลึงจนแทบมิอาจกล่าววาจาให้จบประโยค

“หัตถ์หนึ่งยึดกุมสุริยัน อีกหัตถ์นั้นถือครองซึ่งจันทรา กาทองคำเหินท่องทั่วนภา หอมหมื่นลี้ตรึงตราทั่วแดนดิน?!” จี้ยี่ฉวนกล่าวด้วยสีหน้าที่มิอาจรักษาความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์อีกต่อไป อู่ฉีเซวียก็ท่องประโยคเดียวกันออกมาโดยไม่รู้ตัว

สองสามีภรรยามิใช่คนธรรมดา ทั้งคู่ต่างก็เคยผ่านตาเนื้อหาของเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้าและรับรู้ถึงบททำนายว่าด้วยนิมิตแห่งการฝึกฝนมาแล้ว

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับจี้หนิง ‘หัตถ์หนึ่งยึดกุมสุริยัน อีกหัตถ์นั้นถือครองซึ่งจันทรา กาทองคำเหินท่องทั่วนภา หอมหมื่นลี้ตรึงตราทั่วแดนดิน’ นับเป็นนิมิตอันประเสริฐสุดเท่าที่เคยถูกบันทึกไว้ บ่งบอกให้รู้ว่านี่เป็นร่างที่สมบูรณ์แบบในการฝึกฝนวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้า

ซึ่งความจริงนี่มิใช่เรื่องประหลาดมหัศจรรย์แต่อย่างใด จี้หนิงฝึกฝนเคล็ดวิชาเพ่งจิต ‘ภาพวาดเทพธิดาหนี่วา’ มาตั้งแต่เกิด ยอดวิชาชุดนี้ช่วยให้เขารักษาร่างกายที่สะอาดบริสุทธิ์ของทารกแรกเกิดเอาไว้ทั้งยังช่วยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณจนเข้มแข็งแกร่งกร้าว เขาจึงมีร่างกายและจิตวิญญาณที่เกือบจะเทียบได้กับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ ซึ่งเป็นสภาวะที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการฝึกฝนกายาเทพอสูร

“ลูกเรากลับเป็นผู้มีพรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด…” อู่ฉีเซวียตื่นเต้นจนใบหน้าแดงก่ำ ร่างอ่อนแอ้นสั่นสะท้านด้วยความพลุ่งพล่านตื้นตัน

“ถูกต้องแล้ว…” จี้ยี่ฉวนขานรับด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ยังไม่สงบลงเช่นกัน เมื่อครั้งที่แผ่พุ่งพลังเข้าสำรวจร่างของบุตรชายตอนแรกเกิด เขารับรู้ได้ว่าเส้นชีพจรในร่างของทารกช่างเปราะบางนัก สัดส่วนโครงกระดูกก็พื้นเพธรรมดา

ในตอนนั้นถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่าบุตรชายผู้นี้ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่อยู่ในครรภ์ แต่จะมากจะน้อยก็ยังอดบังเกิดความรู้สึกผิดหวังมิได้ ในโลกอันรกร้างโหดร้ายที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอเช่นนี้ ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ย่อมไม่มีปัญหา แต่วันใดที่เขาต้องจากโลกนี้ไปเล่า?

“นี่คือบุตรชายของข้า บุตรชายของจี้ยี่ฉวน!”

สามีภรรยากุมมือกันและกัน ดวงตาทั้งสองคู่เต็มไปด้วยประกายแห่งความภาคภูมิและคาดหวังต่ออนาคต

ปากจะกล่าวอย่างไรก็ตาม ในหัวอกของผู้เป็นบิดามารดา ใครบ้างไม่มุ่งหวังให้บุตรของตนเป็นพญามังกรที่เหินบินขึ้นสู่ท้องฟ้า?
………..

จี้หนิงยังคงหลับตา ร่างกายนิ่งค้างอยู่ในท่าคุกเข่า แขนยื่นเหยียดไปเบื้องหน้า ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เปล่งประกายอยู่ในมือทั้งสองข้าง ถ่ายทอดพลังงานเข้าสู่ทุกอณูในร่างกาย ทำการผลัดกล้ามเนื้อเปลี่ยนกระดูกของเขาโดยไม่หยุดยั้ง

ทันใดนั้นชั้นน้ำแข็งพลันปรากฏขึ้นพอกคลุมครึ่งร่างซีกซ้ายของจี้หนิง ในขณะที่เปลวเพลิงลุกไหม้ขึ้นบนร่างซีกขวาของเขา ชั้นน้ำแข็งและเปลวเพลิงปะทุพอกพูนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งจนชุดขนสัตว์บนร่างของจี้หนิงเริ่มเปื่อยสลาย

จี้ยี่ฉวนขมวดคิ้วคราหนึ่ง ใช้พลังอย่างแคบคายแผ่พุ่งลำแสงสีฟ้าออกจากปลายนิ้วเข้าตัดแยกชุดขนสัตว์ของจี้หนิงจนหลุดออกจากร่างโดยไม่รบกวนให้เขารู้สึกตัวแม้แต่น้อย

เห็นลำแสงสีเงินที่เย็นยะเยียบและสำแสงสีทองที่ร้อนระอุสาดพุ่งออกจากแผ่นหลังที่อ่อนเยาว์และเปล่าเปลือยของจี้หนิง ลากเป็นรูปอักขระอันงดงามตระการตา

“อักขระศักดิ์สิทธิ์!” อู่ฉีเซวียรำพึงด้วยเสียงแผ่วเบา “ลูกหนิงได้รับอักขระศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่การฝึกครั้งแรก ด้วยอัตราการก่อเกิดของอักขระในลักษณะนี้ ไม่เกินสิบวันก็คงจะเสร็จสมบูรณ์ ลูกของเราจะสำเร็จวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้าขั้นแรกภายในสิบวัน”
………..


กาลเวลาเวียนพ้นผ่าน อักขระศักดิ์สิทธิ์บนร่างของจี้หนิงเริ่มปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นเรื่อยๆ บนแผ่นหลังฝั่งซ้ายคล้ายเป็นรูปลักษณ์ของกระต่าย ส่วนทางฝั่งขวาคล้ายเป็นร่างของนกกา จวบจนสมบูรณ์จึงเห็นชัดว่าเป็นกระต่ายวิเศษจันทรา และกาสุริยันทองคำ

จี้หนิงระบายลมหายใจออกยาวนานแล้วลืมตาขึ้น รอยอักขระบนร่างจางหายไปพร้อมกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ในมือ

“ช่างเป็นพลังที่แข็งแกร่งยิ่งนัก” เขายกมือขึ้นกำเป็นหมัด รู้สึกได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย

“ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย” เสียงที่เย็นชาหากคุ้นเคยดังขึ้นที่ข้างหู

จี้ยี่ฉวนพลิกฝ่ามือวูบ เสื้อผ้าชุดหนึ่งปรากฏขึ้นจากอากาศอย่างไร้ร่องรอย เขาโยนเสื้อในมือให้จี้หนิงที่รีบรับมาสวมใส่ภายใต้สายตาอันอ่อนโยนและภาคภูมิใจของผู้เป็นมารดา นางทราบดีว่าลูกผู้นี้จะไม่ทำให้นางต้องผิดหวัง เขาจะมีอนาคตที่ก้าวไกลไม่สิ้นสุด

“ลูกหนิง…” จี้ยี่ฉวนกล่าวช้าๆ “เจ้ามีพลังซ่อนเร้นและพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ แต่ทว่าการจะรุดหน้าเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติเพื่อไล่ตามเส้นทางสู่ความเป็นอมตะนั้นมิใช่เรื่องที่จะอาศัยเพียงพรสวรรค์ก็กระทำได้ เจ้าจะต้องได้รับการฝึกอย่างถูกต้องด้วย”

“ท่านพ่อได้โปรดสอนสั่ง” จี้หนิงรีบสำรวมกิริยาแล้วกล่าวด้วยความเคารพ

บิดามารดาของจี้หนิงหันไปพยักหน้าให้แก่กัน อู่ฉีเซวียพลิกฝ่ามือคราหนึ่ง ก้อนหินสองก้อนก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือขาวประดุจหยกของนาง ก้อนหนึ่งเป็นหินหยกสีเขียวขนาดเท่าเล็บนิ้วมือ อีกก้อนหนึ่งมีขนาดเท่ากำปั้นทั้งยังเคลือบด้วยประกายสายรุ้ง

“หินเขียวก้อนนี้คือ ‘หินหยกเขียว’ ซึ่งเป็นของวิเศษตามธรรมชาติ ภายในมีมิติพิเศษสำหรับใช้เก็บของ เจ้าจะนำมันไปทำเป็นแหวนหรือหัวเข็มขัดก็ได้ เพียงแต่เจ้าต้องใช้เลือดของตัวเองสร้างพันธะความเป็นเจ้าของขึ้นก่อน”

“หินหยกเขียว” จี้หนิงอุทานด้วยความลิงโลด

การฝึกฝนเพื่อมุ่งสู่ความเป็นอมตะนั้นมีเส้นทางหลักสองเส้นทาง ทางสายแรกคือฝึกปรือ ‘กายาเทพอสูร’ ซึ่งมุ่งเน้นเพียงการพัฒนาร่างกายของผู้ฝึก ส่วนอีกเส้นทางก็คือการฝึก ‘พลังปราณ’ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติ ผู้ฝึกจะเริ่มสามารถใช้งานของวิเศษผ่านพลังปราณได้ โดยของวิเศษระดับยิ่งสูงก็ยิ่งต้องใช้พลังปราณในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้นแม้แต่ผู้ที่ฝึกกายาเทพอสูรเองก็มักจะฝึกพลังปราณควบคู่ไปด้วยกัน

ทว่าสวรรค์ก็มักจะเว้นทางออกให้แก่ผู้คนอยู่เสมอ บางครั้งธรรมชาติก็ให้กำเนิดสิ่งวิเศษที่มนุษย์ธรรมดาสามารถสร้าง ‘พันธะโลหิต’ ขึ้นครอบครองและใช้งาน และหินหยกเขียวก็เป็นหนึ่งในวัตถุเหล่านั้น

จี้หนิงรับหินหยกเขียวมาถือไว้ ใช้มีดสั้นสะกิดปลายนิ้วแล้วหยดเลือดลงไป เลือดหยดนั้นถูกซึมซับเข้าในเนื้อหินอย่างรวดเร็ว หินหยกเขียวเปล่งประกายโลหิตจางๆออกมา

“เข้าไป” มีดสั้นหายวับจากมือของจี้หนิงเข้าไปปรากฎที่ห้วงมิติภายในหินหยกเขียว

“ออกมา” มีดสั้นกลับมาอยู่ในมือของเขาอีกครั้งราวกับไม่เคยหายไปไหนมาก่อน

จี้หนิงพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เขาทราบมานานแล้วว่าโลกใบนี้มีของวิเศษเช่นนี้อยู่ แม้ว่าความจุของมันจะเล็กกว่าของวิเศษที่ถูกหลอมสร้างขึ้นก็ตาม

“ท่านแม่ได้โปรดเย็บหินหยกเขียวนี้ลงบนเข็มขัดของข้า”

“ย่อมได้ หินหยกเขียวนั้นอาจเป็นของวิเศษตามธรรมชาติแต่ก็เพียงเป็นสิ่งของทั่วไปในสายตาของตระกูลจี้เรา อย่าว่าแต่ด้วยศักดิ์ฐานะของบิดาเจ้า หินหยกเขียวเพียงแค่นี้จะนับเป็นอย่างไรได้ ของชิ้นที่สองนี้ต่างหากที่ทรงคุณค่าอย่างแท้จริง บิดาของเจ้าได้รับมันมาจากการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในอดีต”

อู่ฉีเซวียยื่นหินสีรุ้งในมือให้แก่บุตรชายพร้อมสั่งให้อีกฝ่ายสร้างพันธะโลหิต

จี้หนิงใช้มีดสะกิดปลายนิ้วอีกครั้ง หยดเลือดถูกดูดเข้าไปในหินสีรุ้งและแพร่กระจายไปตามเนื้อหินที่ซับซ้อนราวกับเส้นเลือด ก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นพลันละลายเป็นของเหลวสีรุ้งไหลซึมเข้าไปในร่างที่สั่นสะท้านของจี้หนิง

“เช่นเดียวกับหินหยกเขียว สิ่งนี้เป็นของวิเศษตามธรรมชาติเรียกว่า ‘เสื้อดาราทอง’” อู่ฉีเซวียกล่าวกับจี้หนิงที่มีสีหน้างุนงง “เมื่อเจ้าสร้างพันธะโลหิต มันจะกลับกลายเป็นหนึ่งเดียวกับผิวหนังของเจ้า เมื่อได้รับการปกป้องจากเสื้อดาราทอง การโจมตีจากผู้ที่มีระดับต่ำกว่าเหนือธรรมชาติจะไม่สามารถทำร้ายเจ้าได้”

“แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น?” เรื่องของเสื้อดาราทองไม่เคยมีบันทึกอยู่ในหนังสือที่จี้หนิงเคยอ่าน

“จักรวรรดิ์เซี่ยนั้นคงอยู่มาตั้งแต่ยุคสมัยแห่งเทพอสูร ความกว้างใหญ่ไพศาลและประวัติศาสตร์อันยาวนานมิอาจวัดคำนวณได้ ตระกูลจี้เราอาจเป็นใหญ่ในเทือกเขานางแอ่น แต่ในดินแดนที่ห่างไกลออกไปยังมีชาติตระกูลและเผ่าพันธุ์ที่ทรงอำนาจยิ่งกว่าอยู่อีกมากมาย” จี้ยี่ฉวนกล่าวขึ้นบ้าง “ตระกูลอันยิ่งใหญ่ที่สืบเชื้อสายมายาวนานเหล่านั้น มักมอบเสื้อดาราทองนี้ให้แก่ผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์สูงส่งของตระกูล”

กระแสอันอบอุ่นผุดขึ้นภายในจิตใจของจี้หนิง ความรักใคร่เอ็นดูที่เคยโหยหา เขาได้รับมันจากบุพการีทั้งสองในชาติภพนี้อย่างเต็มเปี่ยม
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 97 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น