เซียนกระบี่

ตอนที่ 78 : DE-78

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 338
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    20 ส.ค. 63

จี้หนิงไม่เคยทดลองใช้พยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่หกมาก่อน เมื่อครั้งที่ทำการฝึกปรือในนิเวศน์ใต้วารีเพียงแค่ระดับที่ห้าก็ทำให้เขาถึงขีดจำกัดแล้ว ยามนี้เมื่อผลพลอยได้จากเก้าคัมภีร์ค่ายกลช่วยให้เขาสามารถใช้พยุหะกระบี่ขั้นที่ห้าได้อย่างสมบูรณ์ จึงบังเกิดความคิดทดลองเสี่ยงใช้ขั้นที่หกดู

“ข้าต้องทำให้สำเร็จเท่านั้น หากล้มเหลวสิ่งเดียวที่รออยู่คือความตาย” กระบี่วิเศษสี่ร้อยแปดสิบหกเล่มล่องลอยอยู่รอบร่าง จี้หนิงมุ่งสมาธิไปยังกระบี่ที่เป็นแกนหลักแล้วปล่อยให้กระบี่ที่หลงเหลือถูกแกนหลักนั้นชักนำไป

อย่างลำบากยากเย็น ในที่สุดกระบี่วิเศษทุกเล่มก็เปล่งประกายแสงสีขาวออกมา ประกายแสงบีบอัดตัวกันขึ้นเป็นกระบี่แห่งแสงอันคมกล้าเบื้องหน้าของจี้หนิง

“สำเร็จแล้ว!” ไม่เพียงแต่จะต้องทุ่มเทจิตใจให้กับการควบคุมพยุหะกระบี่ เขายังต้องแบ่งแยกสมาธิไปกับการต่อต้านแมลงพิษและหลบหลีกการโจมตีของผีดิบขนดำอีกด้วย ดังนั้นความปลาบปลื้มยินดีของจี้หนิงในความสำเร็จครั้งนี้แทบไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้

“ไป!” จี้หนิงกำหนดจิตสั่งการ กระบี่แห่งแสงลากประกายอันเจิดจ้าตัดผ่านพื้นที่ว่างเข้าหาเป่ยจื้อชานราวกับดาวหางอันสุกสว่าง

“เด็กบัดซบรับความตาย!” แทบเป็นเวลาเดียวกัน เป่ยจื้อชานโบกสะบัดธงสีแดงเลือดท่ามกลางท้องฟ้าที่กลับกลายเป็นมืดหม่น ภูตพยาบาทตนแล้วตนเล่าปรากฎกายออกจากผืนธง พุ่งตรงเข้าหาจี้หนิง

ภูตพยาบาทเหล่านี้คือภูตร้ายที่ทวีความแข็งแกร่งขึ้นจากการกลืนกินซึ่งกันและกันระหว่างที่ถูกธงสีแดงเลือดกักขังเอาไว้ อานุภาพของสมบัติอาถรรพ์ที่จัดสร้างเสร็จสมบูรณ์เพียงครึ่งเดียวนี้ เพียงพอที่จะทำให้เป่ยจื้อชานเบียดเสียดขึ้นเป็นยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงชั้นแนวหน้าได้แล้ว

ภูตพยาบาทจำนวนนับไม่ถ้วนส่งเสียงกรีดร้องสาปแช่งพลางพุ่งทะยานเข้าหาจี้หนิงอย่างรวดเร็ว แต่กระบี่แห่งแสงของจี้หนิงยังรวดเร็วยิ่งกว่า เป่ยจื้อชานเห็นดังนั้นจึงรีบกวัดแกว่งแส้หางม้าเข้าปะทะ ทว่าครั้งนี้เส้นใยกลุ่มแล้วกลุ่มเล่ากลับถูกตัดขาดสะบั้น กระบี่แห่งแสงแม้อ่อนพลังลงยังคงพุ่งตรงไปเบื้องหน้า

เป่ยจื้อชานแตกตื่นตระหนกจนหน้าถอดสี มันไม่มีหนทางอื่นหลงเหลือได้แต่ยกคันธงขึ้นปิดป้อง

กระบี่และคันธงปะทะกันอย่างรุนแรง กระบี่แห่งแสงถูกกระแทกเบี่ยงเบนเล็กน้อยก่อนพุ่งเข้าใส่สมบัติวิเศษประเภทเกราะที่เป่ยจี้ชานสวมในรูปของเสื้อคลุมสีดำแล้วสลายไปโดยไม่อาจทำอันตรายอีกฝ่ายได้

“กระบวนท่าอันร้ายกาจนัก แม้จะฉิวเฉียดถึงที่สุดแต่ข้าก็หยุดมันลงได้” หัวใจของเป่ยจื้อชานยังคงเต้นระทึก การต่อสู้ระหว่างสุดยอดฝีมือมักเป็นเช่นนี้เอง ความเป็นและความตายถูกกั้นจากกันด้วยเส้นใยอันบางเบา

“ภายใต้การกลุ้มจู่โจมของภูตพยาบาท มันย่อมไม่มีโอกาสใช้กระบวนท่าอันร้ายกาจเช่นนั้นได้อีก สุดท้ายยังคงไม่อาจรอดพ้นจากชะตาถูกกัดกินจนตาย” เป่ยจื้อชานเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาอีกครั้ง
………

จี้หนิงตกเป็นเป้าโจมตีของฝูงภูตพยาบาทจนมือไม้ปั่นป่วน พวกมันฝ่าชั้นป้องกันของกลีบบงกชวารีอัคคีเข้าไปอย่างง่ายดาย ดวงวิญญาณอาฆาตเหล่านี้ทั้งไม่เกรงกลัวคมอาวุธและธาตุทั้งห้า กองทัพภูตร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนบุกฝ่าเข้าห้อมล้อมรอบกายของจี้หนิง พยายามแทรกซึมเข้าไปภายในร่างของเขา

เป่ยจื้อชานเฝ้ารอชมวาระสุดท้ายของจี้หนิงด้วยความมั่นใจ แต่แล้วผืนธงในมือพลันสั่นกระตุกอย่างรุนแรง รัศมีแห่งความตายอันเข้มข้นกลับจืดจางลงอย่างรวดเร็ว

ใบหน้าชั่วร้ายของเป่ยจื้อชานแปรเปลี่ยนตาม ส่งเสียงอุทานด้วยความแตกตื่นและโกรธเกรี้ยว “นี่… เป็นไปได้อย่างไร?”

ธงสีแดงเลือดซึ่งมันยึดถือเป็นของวิเศษที่จะช่วยให้ครอบครองความเป็นใหญ่เหนือแดนดินกำลังอ่อนแอลงไปทุกขณะ ความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวคือภูตพยาบาทของมันกำลังถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่อง

“เป็นไปไม่ได้!”

ภูตพยาบาทนั้นเป็นเพียงวิญญาณที่อาศัยพลังแห่งความแค้นและความเกลียดชังในการปรากฎรูป เนื่องจากพวกมันไม่มีชีวิตจึงไม่มีอาวุธชนิดใดที่จะเข่นฆ่าหรือทำร้ายมันได้อีก แม้แต่ยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงก็ทำได้เพียงงอมือรอให้พวกมันกัดกินดวงวิญญาณจนสูญสลายไปเท่านั้น
………

ภายในห้วงสำนึกของจี้หนิง

ภูตพยาบาทจำนวนนับไม่ถ้วนรุกล้ำเข้าล้อมประชิดจิตวิญญาณของเขา พวกมันล้วนไม่อาจควบคุมบังคับตนเอง มีเพียงความต้องการที่จะกัดกินดวงวิญญาณเบื้องหน้าเพื่อเติมเต็มความแค้นอันไร้ที่สิ้นสุดของตนเท่านั้น

“ข้าสมควรรับมือพวกมันอย่างไร?” ดวงวิญญาณเป็นรากฐานของชีวิต หากสูญสิ้นไปกระทั่งจะกลับสู่สังสารวัฏก็ยังทำไม่ได้ จี้หนิงทบทวนครุ่นคิดหาทางด้วยความตื่นตระหนก เขาจะอย่างไรไม่เคยมีประสบการณ์ต่อสู้กับวิญญาณร้ายมาก่อน

ชั่วขณะที่ดูเหมือนจะไร้สิ้นทุกหนทาง จี้หนิงพลันหวนรำลึกถึงสิ่งหนึ่ง… ดวงแสงอันสูงส่งบริสุทธิ์พลันสว่างวาบขึ้นในจิตใต้สำนึกของเขา

ที่กึ่งกลางของห้วงสำนึกอันเวิ้งว้างไร้ซึ่งกาลเวลาในดวงวิญญาณของจี้หนิง ร่างของเขาในชุดสีขาวนั่งขัดสมาธิ เหนือขึ้นไปเบื้องบนศีรษะเป็นร่างของเทพธิดาหนี่วาผู้เป็นดั่งมารดาแห่งสรรพชีวิต ดวงตาของหนี่วาที่มองมายังเหล่าภูตเต็มไปด้วยความรักเวทนา รัศมีอันแสนอบอุ่นแผ่ออกจากร่างอาบคลุมพื้นที่โดยรอบ

พลังแห่งความชั่วร้ายของเหล่าภูตพยาบาทที่บุกเข้าใกล้และสัมผัสถูกรัศมีของเทพมารดรค่อยๆจางหายไป ใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราดของพวกมันกลับคืนสู่รูปลักษณ์ของมนุษย์ที่แย้มยิ้มด้วยความสงบและปิติอย่างแท้จริง ดวงวิญญาณเหล่านั้นเหลียวมองดูจี้หนิงด้วยความสำนึกขอบคุณ บ้างถึงกับคุกเข่าลงแสดงความเคารพอย่างสูงก่อนที่จะหายตัวหวนคืนสู่ยมโลก

ซึ่งความจริงหากเหล่าภูตพยาบาทที่ยังไม่สมบูรณ์รุกเข้าปะทะจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งจนเทียบได้กับระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงของจี้หนิง พวกมันทั้งหมดอาจเป็นฝ่ายถูกทำลายจนไม่อาจไปผุดเกิด ก่อเป็นบาปอันสาหัสแก่ตัวเขา

ทว่าการที่จี้หนิงหวนระลึกถึงภาพของเทพธิดาหนี่วาในวาระอันคับขันครั้งนี้ กลับกลายเป็นการสร้างกุศลอันประเสริฐ ช่วยปลดปล่อยเหล่าวิญญาณแค้นให้กลับคืนสู่ห้วงสังสารวัฏอีกครั้ง
………

ยามบรรยายแม้ยืดยาว แต่เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเท่านั้น

พลังสภาวะของจี้หนิงหวนคืนกลับมา เขาใช้สายตาอันมุ่งมั่นจับจ้องไปยังจอมบงการ กระบี่วิเศษรอบร่างเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง

กระบี่แห่งแสงสี่เล่มพุ่งทะยานเข้าหาเป่ยจื้อชานอย่างต่อเนื่อง จี้หนิงวางเดิมพันครั้งสุดท้ายไว้กับกระบี่ทั้งสี่เล่มนี้ เขาไม่มีพลังปราณหลงเหลือเพียงพอสำหรับการโจมตีใดๆหลังจากนี้อีกแล้ว

“นี่… เป็นไปได้อย่างไร เด็กบัดซบกลับรอดชีวิตจากการถูกภูตพยาบาทกัดกินดวงวิญญาณได้” เป่ยจื้อชานยังไม่คลายจากอาการตกตะลึงพรึงเพริด มือของมันยังกุมคันธงที่เสื่อมฤทธิ์เอาไว้อย่างแนบแน่น

กระบี่แห่งแสงคุกคามใกล้เข้ามาในชั่วพริบตา เป่ยจื้อชานรีบบงการให้เรือวิเศษลอยหลบเลี่ยง แต่ความเร็วของเรือเหาะไหนเลยสู้ความเร็วของกระบี่แห่งแสงได้ มันหลบเลี่ยงไปได้สองครั้งครา สุดท้ายแม้ถูกกระบี่แห่งแสงเล่มหนึ่งปักทะลุผ่านหน้าผาก และอีกเล่มหนึ่งตัดคอจนขาดกระเด็น ใบหน้าบนศีรษะไร้ชีวิตที่หลุดลอยยังเต็มไปด้วยความคลางแคลงไม่เชื่อถือ

ความเคลื่อนไหวของผีดิบขนดำหยุดยั้งลงในทันที ส่วนตัวต่อพิษเมื่อไร้ผู้บังคับบงการก็หยุดการต่อสู้เสี่ยงชีวิตล่าถอยกลับเข้าไปในรวงรัง

จี้หนิงแทบไม่อาจบังคับร่างและพยุหะกระบี่อีกต่อไป “สำเร็จแล้ว? ข้าสังหารสาวกตำหนักม่วงลงได้จริงๆ?”

ทันใดนั้นเองประกายแสงสีทองพุ่งออกจากซากร่างของเป่ยจื้อชานที่กำลังร่วงหล่นลงจากท้องฟ้า ด้วยพลังจักษุของจี้หนิงเขายังสามารถจำแนกได้ว่านั่นเป็นแมลงสีทองตัวหนึ่ง

จี้หนิงเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย แม้จะรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่เขาก็ไม่มีพลังหลงเหลือพอที่จะสกัดยับยั้งอันใดได้แล้ว

ฉับพลันท้องฟ้าทิวากลับกลายเป็นราตรี ดวงจันทร์เด่นกระจ่างอยู่กลางหาว แสงสว่างนับพันนับหมื่นสายฉายส่องลงบนโลกหล้าจากทะเลดาราเบื้องบน

แสงสว่างจากจันทราจับลงมาบนร่างของแมลงสีทอง แมลงทองคำคล้ายรู้สึกได้ถึงภัยคุกคาม มันเร่งความเร็วหมายจะบินหนีออกจากหุบเขา

แสงจันทร์ควบรวมจนปรากฎเป็นหัตถ์สสารคว้าจับแมลงสีทองที่ส่งเสียงละล่ำละลักด้วยความหวาดกลัว “โปรดยั้งมือไว้ชีวิต… โปรดยั้งมือไว้ชีวิต…”

หัตถ์แสงจันทร์บีบร่างของแมลงสีทองจนแหลกเป็นผุยผงแล้วค่อยๆสลายไปพร้อมกับท้องฟ้าที่กลับคืนสู่สภาพปกติอีกครั้ง

จี้หนิงที่มองเห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจนกล่าวกับตนเองราวกับละเมอ “หมื่นดาราร่วมสำแดง… ปรมาจารย์หมื่นสำแดง!”

“เจ้าออกจะประมาทเกินไปนัก” เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้า บุรุษผู้หนึ่งเหยียบย่างบนสายลมร่อนลงสู่พื้นดิน มันสวมเสื้อคลุมยาวสีฟ้า ปล่อยผมยาวสยายให้พัดพลิ้วไปตามกระแสลม ใบหน้าที่เปี่ยมสง่าราศีประดับไปด้วยรอยยิ้มอันเป็นมิตร “เจ้าทุ่มเทอย่างหนักเพื่อกำจัดเป่ยจื้อชาน สุดท้ายกลับเปิดโอกาสให้มันอาศัยร่างแมลงกู่หลบหนีจนแทบทำให้ความพยายามที่แล้วมาต้องสูญเปล่า”

ในเทือกเขานางแอ่นไม่เคยปรากฎสุดยอดฝีมือระดับนี้มาก่อน จี้หนิงทราบดีว่าอีกฝ่ายต้องมีความเป็นมาใหญ่หลวงจึงรีบแสดงความเคารพ “ผู้เยาว์จี้หนิงกราบพบผู้อาวุโส”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น