เซียนกระบี่

ตอนที่ 76 : DE-76

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 336
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    20 ส.ค. 63

วิหคอัคคีฟ้าและอสรพิษดำที่เหินบินอยู่เหนือหุบเขาร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง พวกมันได้รับคำสั่งให้ติดตามตัวจี้หนิงกลับไป แต่หลังจากที่ออกตระเวนค้นหาเป็นเวลานานกลับไม่มีผลลัพธ์อันใด

“เป็นไปได้หรือไม่ว่านายน้อยจะไม่ได้อยู่ที่นี้แล้ว?” อสรพิษดำกล่าวอย่างร้อนรน

“พี่อสรพิษโปรดดูที่นั่น” วิหคอัคคีฟ้าคล้ายพบเห็นอันใด รีบกล่าวชักชวนให้อสรพิษดำมองตาม

ภาพที่เกิดแก่สายตาสร้างความตื่นตระหนกให้กับสัตว์อสูรทั้งสอง หุบเขาที่เงียบสงบเบื้องล่างจู่ๆก็ปรากฎร่างของนักรบเกราะเต๋านับหมื่นนายขึ้น ลักษณ์แห่งมังกรสมุทรซึ่งลอยอยู่เหนือพวกมันกำลังแผ่พุ่งพลังต่อต้านพายุน้ำแข็งและทะเลเพลิงที่ลุกท่วม

“นักรบเกราะเต๋าจำนวนหลายพันนายที่สามารถรวมพลังกัน? พลังทำลายล้างระดับนี้ ต่อให้พวกเราลงไปก็ไม่อาจช่วยเหลืออันใดได้”

ทั้งสองย่อมแตกตื่น กองกำลังระดับนี้ยังเหนือล้ำยิ่งกว่าขั้วอำนาจใดๆในเทือกเขานางแอ่น อาจบางทีคงมีแต่กองทัพประจำการของจักรวรรดิเซี่ยเท่านั้น ที่สามารถต่อต้านรับมือได้

“นายน้อยอยู่ตรงนั้น!”

ที่เบื้องหน้าของขบวนนักรบนับหมื่นคือจี้หนิงที่จิตสังหารแผ่ซ่านออกมาอย่างน่าหวาดหวั่น
………

เหล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ถูกผูกล่ามติดกับเสาหินต่างตกตะลึงต่อภาพที่ได้เห็นเช่นกัน

“นายน้อยจี้หนิง สาวกตำหนักม่วงผู้เป็นตัวการร้ายกำลังหลอมสร้างอาวุธนอกรีตจนไม่อาจปลีกตัวมา ท่านรีบหนีเร็ว” เมิ่งหยูร่ำร้องตะโกน

“จี้หนิงรีบหนีไป หากชักช้าจะไม่ทันการ!” จี้อูหยูตะโกนออกไปด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

พวกมันถูกจับมาทรมานเป็นเวลานาน ได้รับฟังสิ่งที่เหล่าศิษย์ของเป่ยจื้อชานและทาสรับใช้สนทนากันตลอดจนเห็นกับตาถึงการจัดสร้างภูตพยาบาท จึงไม่กล้าเพ้อฝันว่าจี้หนิงจะเอาสามารถบุกฝ่าเข้ามาช่วยเหลือพวกตนออกไป เพียงหวังให้จี้หนิงรักษาชีวิตกลับไปแจ้งขอความช่วยเหลือจากตระกูลเท่านั้น

ไม่เพียงคนของตระกูลจี้ สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่เหลือต่างฝากความหวังเอาไว้ที่จี้หนิง พวกมันพากันตะโกนร่ำร้องบอกให้เขารีบหลบหนีไป
………

จี้หนิงได้ยินคำเตือนทั้งหมดอย่างชัดเจน ทว่าจะให้เขาหนีไปที่ใด? ร่างกายของเขาถูกพิษอันร้ายแรงแทรกซึม ต่อให้หลบหนีออกไปได้ก็ต้องตายอยู่ดี มีแต่ยืนหยัดต่อสู้เสี่ยงชีวิตกับสาวกตำหนักม่วงนั้น ค่อยมีความหวังรอดชีวิตอยู่สายหนึ่ง

“ฆ่าให้หมดสิ้น!” จี้หนิงสลัดความลังเลทั้งปวง เร่งเร้าพลังในร่างตระเตรียมใช้การโจมตีขั้นสุดท้าย

กระบี่วิเศษสามร้อยกว่าเล่มลอยขึ้นรายล้อมรอบร่างของเขา ทุกเล่มเปล่งประกายแสงอันเกิดจากการเร่งเร้าพลังปราณและพลังงานของสมบัติวิเศษ

ผลลัพธ์จากความรุดหน้าในวิชาค่ายกลส่งผลให้พยุหะพันกระบี่จำลองพัฒนาขึ้นไปอีกหลายขั้น พยุหะกระบี่ที่เขาใช้ออกในครั้งนี้มิใช่เพียงการบังคับกระบี่แต่ละเล่มให้ล่องลอยตามแผนภาพในความทรงจำเช่นที่ผ่านมา แต่เป็นการผลักดันพยุหะกระบี่ทั้งหลังให้เคลื่อนที่ชักนำซึ่งกันและกันอย่างทรงประสิทธิภาพโดยอาศัยแผนภาพในความทรงจำเป็นพื้นฐาน

ยอดฝีมือเหนือธรรมชาติในขบวนเกราะเต๋าที่หลงเหลืออยู่เพียงแปดคนต่างตกตะลึงเมื่อเห็นจี้หนิงควบคุมสมบัติวิเศษจำนวนมากให้ล่องลอยอยู่เหนือพื้นดิน พวกมันเพียงเคยได้ยินคำร่ำลือที่ว่าสาวกตำหนักม่วงสามารถบังคับสมบัติวิเศษเหินบิน ย่อมคาดคิดไปไม่ถึงว่าที่จี้หนิงใช้ออกนั้นแท้จริงคือพลังจิตตานุภาพ

“ที่แท้มันเป็นสาวกตำหนักม่วง… นายท่าน… เจ้าเด็กผู้นี้เป็นสาวกตำหนักม่วง!” เสียงร้องโอดครวญดังออกมาจากขบวนรบ

“ตาย!” ลำแสงจากพยุหะพันกระบี่จำลองขั้นที่สี่ก่อตัวเป็นกระบี่แห่งแสงที่เบื้องหน้าของจี้หนิงแล้วปลดปล่อยพลังทำลายออกไป พลังกระบี่อันงดงามสายแล้วสายเล่าพาดผ่านนภากาศเข้าหาขบวนรบเกราะเต๋าที่ปั่นป่วนรวนเร

พลังป้องกันของขบวนรบที่ไม่อาจรวมตัวอย่างสมบูรณ์แบบนี้ยังอ่อนด้อยยิ่งกว่ายักษาทั้งเก้าแห่งนิเวศน์ใต้วารี เมื่อพลังกระบี่ตัดผ่านไปถึงก็ถูกฟาดฟันทำลายลงทีละขบวน

“สาวกตำหนักม่วง!”

“มันเป็นยอดฝีมือระดับตำหนักม่วง!”

เสียงคร่ำครวญด้วยความคับแค้นที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องสะท้อนสะท้านไปทั่วหุบเขา หากทราบอยู่ก่อนว่าคู่มือมีพลังในระดับตำหนักม่วง พวกมันคงยอมจำนนไม่กล้าออกจากถ้ำมาตั้งแต่แรก
………

อสรพิษดำและวิหคอัคคีฟ้าจ้องมองจนปากอ้าตาค้าง

กระบวนท่าที่จี้หนิงเพิ่งใช้ออกเป็นพลังในระดับที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง นี่แทบไม่ต่างอะไรกับการที่ยอดฝีมือเหนือธรรมชาติผู้หนึ่งสังหารหมู่กองทัพของยอดฝีมือระดับธรรมชาติ

ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติที่หลงเหลือทั้งแปดในขบวนรบตกตายหมดสิ้นอย่างรวดเร็ว นักรบที่หลงเหลือแตกพ่ายหลบหนีกระเจิดกระเจิง

“จี้หนิง… บรรลุระดับตำหนักม่วงแล้ว?” อสรพิษดำที่เฝ้ามองจี้หนิงมาตั้งแต่แรกเกิดก็แทบไม่ยินยอมเชื่อสายตาตนเองเช่นกัน
………

เหล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ถูกพันธนาการไม่อาจมองเห็นการต่อสู้ในวงกว้างเท่าพวกอสรพิษดำ เพียงสามารถมองเห็นนักรบเกราะเต๋าขบวนแล้วขบวนเล่าถูกพลังกระบี่ทำลายแตกพ่าย ทั้งยังได้ยินเสียงร่ำร้องก่อนตายของพวกมันที่ว่า ‘สาวกตำหนักม่วง’ ทุกผู้คนต่างคาดเดาไปต่างๆนาๆ กระทั่งคิดไปถึงว่ามียอดฝีมือระดับตำหนักม่วงบุกเข้ามาในหุบเขาพร้อมกับจี้หนิง

แต่ทันใดนั้นเอง เงาดำสายหนึ่งก็โผพุ่งออกจากประตูที่ทอดสู่ห้องลับใต้ดิน มันหยุดยืนใข้ดวงตาสีเขียวชั่วร้ายกวาดมองพื้นที่โดยรอบ น่าสมเพชทาสรับใช้สองคนที่บังเอิญซ่อนตัวอยู่บริเวณปากอุโมงค์ กลับถูกพลังแห่งความตายย่อยสลายทั้งเป็นจนหลงเหลือเพียงน้ำเหลืองสองกอง

ผีดิบขนดำไม่สนใจเหล่าเชลยและทาสผู้เคราะห์ร้าย ร่างของมันพุ่งปราดไปทางทิศที่ยังคงมีการต่อสู้

“นายน้อยโปรดระวัง!” เมิ่งหยูรีบตะโกนเตือนจี้หนิงอย่างสุดกำลัง
………

เมื่อสังหารยอดฝีมือเหนือธรรมชาติในชุดเกราะสีดำจนหมดสิ้นจี้หนิงก็ดึงพยุหะกระบี่คืนกลับ จะอย่างไรเขายังต้องสงวนพลังปราณเอาไว้ กระบวนท่าที่มีพลังทำลายร้ายแรงเช่นนี้เขาสามารถใช้ออกได้อีกไม่กี่สิบครั้งเท่านั้น ในขณะที่ศัตรูที่แท้จริงคือยอดฝีมือตำหนักม่วงผู้ลึกลับยังมิได้ปรากฏตัวขึ้น

ไม่ทันที่จี้หนิงจะกำหนดการเคลื่อนไหวขั้นต่อไป เขาก็ได้ยินเสียงคำรามพร้อมกับเงาร่างสีดำที่ถาโถมเข้าหา

“หรือจะเป็นยอดฝีมือตำหนักม่วงผู้นั้น?” จี้หนิงขยับปีกวิเศษส่งร่างเป็นวงโค้งทอดระยะห่างระหว่างเขากับศัตรู

เงาปริศนานั้นทิ้งตัวลงสู่พื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของมันกดกระแทกผืนดินจนแตกเป็นวงกว้างกว่าสามสิบเมตร รัศมีแห่งความตายสีดำทะมึนหมุนวนรอบร่าง

จี้หนิงนิ่งตะลึง “พลังอันกล้าแข็งและท่าร่างที่รวดเร็วยิ่งนัก”

ผีดิบสีดำจ้องมองมาที่จี้หนิง ร่างในขนสีดำรุงรังของมันทำให้เขาหวนคิดไปถึงตัวประหลาดขนดำแห่งนิเวศน์ใต้วารี เพียงแต่ตัวประหลาดนั้นไม่มีรัศมีแห่งความตายแผ่ซ่านเช่นนี้

“ฆ่า…” ผีดิบสีดำลอยตัวขึ้นจู่โจม

จี้หนิงอาศัยท่าร่างเคลื่อนที่หลบเลี่ยงการปะทะแล้วโจมตีสวนกลับไป แต่กระบี่อุดรทมิฬอันคมกล้ากลับทำได้เพียงทิ้งริ้วรอยสีขาวจางๆไว้บนตัวมันเท่านั้น

“มันกลับคลับคล้ายตัวประหลาดขนดำไม่น้อย มีทั้งพละกำลังที่แข็งแกร่ง ความรวดเร็วที่เหลือเชื่อ และความทนทานของร่างกาย ยังดีที่ดูเหมือนมันจะยังด้อยกว่าตัวประหลาดขนดำนั้นในทุกด้าน” จี้หนิงต่อสู้พลางครุ่นคิดหาหนทางรับมือ เขาพบว่าถึงแม้คู่มือผู้นี้จะมีพละกำลังมหาศาลและการเคลื่อนไหวอันรวดเร็ว แต่ระดับสติปัญญาของมันกลับหลงเหลืออยู่ไม่มากนักทำให้กระบวนท่าและการเคลื่อนไหวของมันค่อนข้างทื่อด้านและง่ายต่อการคาดคำนวณ

“ด้วยกระบวนท่าที่พื้นเพเหล่านี้คาดว่ามันคงไม่ใช่จอมบงการผู้นั้น ยาถอนพิษที่ข้าต้องการก็คงไม่ได้อยู่ในร่างของมันเช่นกัน นี่แสดงว่าตัวสาวกตำหนักม่วงผู้นั้นต้องอยู่ในสภาวะที่คับขันไม่น้อย ข้าต้องรีบฉวยโอกาสลงมือกำจัดศัตรูเข้มแข็งผู้นี้ไปก่อน”

เขาอาศัยปีกวิเศษที่กลางหลังเร่งความเร็วของท่าร่างปีกวายุจนถึงขีดสุด เหินร่างเป็นวงโค้งอ้อมหลบและทอดทิ้งผีดิบสีดำไว้เบื้องหลัง

“จี้หนิง” เสียงเย็นเยียบอำมหิตดังขึ้นจากปากถ้ำที่เบื้องหน้า

เมื่อกวาดตามองไปตามเสียง จี้หนิงก็พบชายในชุดยาวสีดำหลวมกว้างปล่อยผมยาวสยายปรกใบหน้าที่ซีดขาว ดวงตาสีเขียวชั่วร้ายของมันยังสร้างความตื่นตะลึงให้แก่จี้หนิงยิ่งไปกว่าผีดิบสีดำตนนั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น