เซียนกระบี่

ตอนที่ 73 : DE-73

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 396
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    18 ส.ค. 63

อุโมงค์ทอดลึกตัดตรงลงไปใต้ผืนดินกว่าสามร้อยเมตร ถึงชายหนุ่มรูปงามจะโคจรพลังปราณจนร่างล่องละลิ่วอย่างแผ่วเบาราวขนห่านป่า ก็ยังต้องอาศัยมือเท้าแตะสัมผัสผนังอุโมงค์เพื่อชะลอความเร็วเป็นระยะจนกระทั่งบรรลุถึงพื้นเบื้องล่าง

“ที่แห่งนี้อยู่ลึกยิ่งนัก ไม่ทราบห้องลับของท่านอาจารย์ตั้งอยู่ที่ใด?” ชายหนุ่มรีบกวาดตามองหาเส้นทางภายในความมืดมิด จนพบประตูหินที่มีระลอกพลังสีเขียวอันน่าสะพรึงกลัวลอดผ่านออกมา

“ท่านอาจารย์” มันหยุดเท้าลงที่หน้าประตูหินแล้วกล่าวแสดงความเคารพ

“เจ้าเข้ามา” เสียงกรีดแหลมดังลอดผ่านช่องประตู

ชายหนุ่มรูปงามข่มความหวาดกลัวในจิตใจเปิดประตูหินก้าวเท้าเข้าไป ที่ด้านหลังของประตูเป็นห้องศิลาทรงกลมขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่าสิบเมตร

ชายร่างผอมบางสวมชุดยาวสีดำนั่งอยู่บนก้อนหินใหญ่ที่กึ่งกลางของห้อง ใบหน้าซูบเซียวใต้ผมยาวสยายถูกกลบบดบังไว้ด้วยประกายตาสีเขียวที่สาดรัศมีแห่งความชั่วร้ายราวกับปิศาจจากอเวจี

ที่ด้านหน้าของชายชุดดำวางไว้ด้วยกระถางขนาดใหญ่ เปลวเพลิงสีเขียวลุกไหม้อยู่เหนือกระถางทว่ากระแสพลังที่เปล่งออกมากลับเย็นยะเยียบ ในเปลวเพลิงปรากฏธงสี่เหลี่ยมผืนยาวที่มีสีแดงเลือด ลอยวนเวียนอยู่ภายใต้ประกายแสงสีดำที่แผ่ปกคลุม ใบหน้าของผู้คนมากหลายผลุบโผล่บนผืนธง ทุกใบหน้าล้วนกรีดร้องสาปแช่งและพยายามกัดกินซึ่งกันและกัน

ชายหนุ่มร่างสั่นสะท้าน ร้องตะโกนอยู่ภายในใจ “พลังบาปอันหนักหนารุนแรงยิ่งนัก”

ผู้เดินในเส้นทางสายวิสุทธิมรรคมุ่งสะสมกรรมดี ผู้เดินในเส้นทางสายอวิชชามุ่งสะสมกรรมชั่ว ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ฝึกวิชามารนอกรีตจะถูกปกคลุมด้วยรัศมีแห่งบาปอันหนาหนัก ทว่าพลังบาปที่ร้ายแรงจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่านี้กลับปรากฎขึ้นบนวัตถุสิ่งของ ต้องจัดว่าเป็นเรื่องอันน่าตระหนก

“นี่เป็นสมบัติวิเศษที่หลอมสร้างจากบาปอันไร้ที่สุด” ชายหนุ่มรูปงามทั้งเลื่อมใสและหวาดหวั่นไปในเวลาเดียวกัน

ผู้ที่ใช้อวิชชานอกรีตสร้างสมบาปกรรมเยี่ยงนี้ สามหายนะเก้าภัยพิบัติที่จะต้องเผชิญจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าปกติหลายเท่า แต่ที่ยังมีผู้คนมากหลายเลือกเดินในเส้นทางสายนี้ ก็เพราะพวกมันมั่นใจว่าวิชาที่ตนฝึกฝนนั้นจะสูงส่งจนช่วยให้ผ่านพ้นหายนะทั้งหลายไปได้โดยง่าย และในความเป็นจริงก็มีผู้อมตะสวรรค์จำนวนไม่น้อยที่ถือกำเนิดจากวิถีมาร

“มิน่าเล่าท่านอาจารย์จึงกล่าวว่าหากสมบัติวิเศษชิ้นนี้หลอมสร้างเสร็จสิ้น ต่อให้ต้องเผชิญกับปรมาจารย์หมื่นสำแดงก็ไม่มีอันใดต้องกลัวอีกต่อไป”

“เจ้าเจ็ด” ชายชุดดำกล่าวจากท่านั่งขัดสมาธิ “ศิษย์พี่กังของเจ้าเป็นศิษย์คนแรกของข้า เป็นศิษย์รักที่เปรียบเสมือนบุตรในสายเลือดของข้า ‘เป่ยจื้อชาน’ ข้าจะไม่มีวันให้อภัยแก่ผู้ที่สังหารมัน”

ดวงตาสีเขียวชั่วร้ายของเป่ยจื้อชานจ้องมองศิษย์คนเล็ก “เพียงแต่ตอนนี้การหลอมสร้างสมบัติวิเศษมาถึงขั้นตอนสำคัญ ข้าไม่อาจปลีกตัวไปจัดการกับมันด้วยตนเอง”

การเดินทางลัดย่อมมีราคาที่ต้องจ่ายออกไป การหลอมสร้างสมบัติวิเศษแห่งบาปเช่นนี้ มิใช่อยากหยุดยั้งหรือยกเลิกเมื่อใดก็สามารถกระทำได้ตามใจชอบ ที่ผ่านมายังปรากฎยอดฝีมือจำนวนไม่น้อยถูกสมบัติวิเศษที่ตนเองหลอมสร้างกลืนกินดวงวิญญาณ

“ที่จริงหากไม่มีความจำเป็นจนถึงที่สุด ข้ายังไม่อาจตัดใจใช้ของล้ำค่าเช่นนี้ออกไป แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นข้าจะมอบ ‘ผงกร่อนดวงใจ’ ให้แก่เจ้า” มันโยนกระปุกเคลือบใบหนึ่งให้ผู้เป็นศิษย์อย่างไม่ใส่ใจเท่าใด แต่ชายหนุ่มรูปงามกลับต้องปลุกปลอบสมาธิในการรับและประคองเอาไว้ด้วยความระมัดระวัง มันรู้ซึ้งถีงความร้ายกาจของพิษชนิดนี้เป็นอย่างดี

ราคาของพิษชนิดนี้ยังสูงกว่าสมบัติวิเศษที่มีอันดับ ยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงจำนวนมากมายล้มตายลงเพราะมัน อย่าว่าแต่ต่อให้มีทรัพย์สินเงินทองก็ใช่ว่าจะสามารถซื้อหามาครอบครองได้ ยาพิษขวดนี้เป็นอาจารย์ของมันดำเนินการผ่านเส้นสายภายในสำนักจึงสามารถได้มาไว้ในครอบครอง

“จดจำไว้ ทุบกระปุกให้แตกภายในระยะไม่เกินสามสิบเมตรจากตัวมัน ต่อให้พิษชนิดนี้ต้องใช้เวลากว่าสามวันจึงกำเริบถึงชีวิต แต่ยามใดที่พิษแทรกซึมเข้าสู่ร่างจะไม่มีหนทางใดสามารถกำจัดออกได้ ต่อให้กายาเทพอสูรที่มันฝึกฝนจะยอดเยี่ยมเพียงใดก็ตาม ส่วนตัวเจ้าเมื่อทำงานสำเร็จให้รีบถอนตัวล่าถอย หากพลาดพลั้งถูกพิษให้รีบกลับมารับยาถอนพิษที่ข้า”

ชายหนุ่มรูปงามรีบผงกศีรษะรับคำด้วยความนอบน้อมกลัวเกรง “ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ธุระอันเล็กน้อยเพียงนี้ศิษย์ย่อมต้องทำจนสำเร็จสมบูรณ์”

“เจ้าไปได้แล้ว” เป่ยจี้อชานออกปากขับไล่แล้วหันเหความสนใจทั้งหมดกลับไปที่ธงสีแดงเลือดอีกครั้ง

เหล่าภูตพยาบาทบนผืนธงยังคงกรีดร้องอย่างคลั่งแค้น บางตนพยายามยื่นหน้าออกมา ปรารถนาจะกัดกินเลือดเนื้อและวิญญาณของเป่ยจี้ซาน แต่ดวงตาสีเขียวชั่วร้ายคู่นั้นหาได้มีความหวั่นไหวอันใด ยังคงมุ่งมั่นประกอบพิธีกรรมต่อไป

ชายหนุ่มรูปงามย่อมไม่มีกำลังขวัญเยี่ยงนั้น มันรีบแสดงความเคารพอย่างรวดเร็วคราหนึ่งแล้วล่าถอยออกจากห้องลับใต้ดินทันที

ประตูเหล็กกล้าปิดสนิทลงไล่หลังของมัน กลิ่นอายแห่งความตายอันชั่วร้ายรุนแรงถูกตัดขาดลงอีกครั้ง
………

ภายใต้หมอกสีดำที่ปกคลุม

จี้หนิงทุ่มเทสมาธิจิตใจในการตีความและหาหนทางทลายค่ายกล รูปแบบความเป็นไปได้ต่างๆนับไม่ถ้วนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผ่านห้วงสมองของเขาไปอย่างรวดเร็ว แต่แล้วสัมผัสอันแหลมคมของเขาพลันไหววูบขึ้น

“อันตราย?” จี้หนิงลืมตาขึ้นสำรวจไปรอบกาย

หมอกดำที่ด้านขวาของเขาแหวกออกเป็นแนว ขนของแส้ปัดหางม้าพุ่งทะลวงเข้ามาหมายรัดพันร่างกายของจี้หนิง ที่ไกลออกไปชายหนุ่มรูปงามที่ลอบโจมตีล้มเหลวในครั้งก่อนถือด้ามของแส้ปัดอยู่ในมือข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งกำผนึกแห่งเต๋าเอาไว้

จี้หนิงขมวดคิ้วเข้าหากันตระเตรียมอาศัยกลีบบงกชวารีอัคคีต้านทานการโจมตีพลางเรียกกระบี่ออกมาถือไว้ในมือทั้งสอง

แต่เมื่อขนของแส้ปัดปะทะกับกลีบบงกช กลับปรากฏเสียงระเบิดเบาๆขึ้น จี้หนิงเพิ่งสังเกตว่าภายในกลุ่มขนอันหนาแน่นนั้นซ่อนไว้ด้วยกระปุกยาใบหนึ่ง ใบหน้าของจี้หนิงแปรเปลี่ยนไปด้วยความตระหนก สัมผัสแห่งอันตรายกรีดร้องเตือนภัยอยู่ภายในจิตวิญญาณของเขา

จี้หนิงยกมือขึ้นกุมหน้าอกส่งเสียงอุทานด้วยความแตกตื่น กระแสความเจ็บปวดทิ่มทะลวงหัวใจจนใบหน้าของเขากลับกลายเป็นซีดขาว พลังศักดิ์สิทธิ์ของประกายชาดเก้าชั้นฟ้าโคจรหมุนเวียนสำรวจไปรอบร่างแต่กลับไม่อาจตรวจพบพิษหรือสิ่งแปลกปลอมใดๆ สิ่งผิดปกติเพียงหนึ่งเดียวที่รู้สึกได้คือความเจ็บปวดที่ตำแหน่งหัวใจซึ่งค่อยๆแพร่กระจายไปสู่อวัยวะส่วนต่างๆเท่านั้น

พริบตาที่ลงมือประสบผลชายหนุ่มรูปงามก็ไม่รอรั้งชักช้า ใช้พลังปราณในร่างเร่งเร้าผนึกแห่งเต๋าที่เตรียมพร้อมไว้แต่แรก ให้ส่งร่างของมันหายลับไปในทันที

ห้วงสมองของจี้หนิงหวนนึกไปถึงคำตักเตือนของโคชราสีดำแห่งนิเวศน์ใต้วารี เหล่าผู้ฝึกฝนสู่เส้นทางแห่งความเป็นอมตะล้วนไม่อาจดูแคลน ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้ว่าศัตรูที่ต้องเผชิญนั้นมีความสามารถเช่นใดซ่อนเร้นอยู่ ต่อให้มีพลังฝีมือสูงเยี่ยมเทียมฟ้า ฝ่ายตรงข้ามก็ยังมีวิธีอีกมากมายที่จะสังหารตนลงได้โดยไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าต่อสู้

“ฮาฮาฮา” เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นจากที่ไกลออกไป “จี้หนิง ไม่ว่าเจ้าจะเป็นอัจฉริยะหรือปิศาจ คราครั้งนี้เจ้าก็ต้องตายอย่างแน่นอน”

สีหน้าของจี้หนิงแปรเปลี่ยนจนปั้นยาก พิษชนิดนี้ไม่เพียงไร้สีไร้กลิ่น ยังไร้สภาพจนพลังปราณและพลังศักดิ์สิทธิ์ไม่อาจตรวจสอบได้ ทว่าเขากลับรับรู้ได้ถึงประสิทธิภาพอันร้ายกาจของมันที่ค่อยๆแทรกซึมเข้ากัดกร่อนทุกอณูในร่างกายอย่างช้าๆ

“หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เพียงแค่สองถึงสามวันข้าคงไม่อาจทนทานได้อีกต่อไป” ประกายตาของจี้หนิงแทนที่จะทดท้อกลับลุกไหม้ไปด้วยเพลิงแห่งความมุ่งมั่น

“เมื่อไม่อาจหนีพ้นก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด ไม่ว่าอย่างไรข้าต้องทลายค่ายกลนี้ออกไปให้ได้ภายในสามวัน ต่อให้ต้องตายก็จะขอลากพวกมันลงนรกไปด้วยกัน”
………

เมื่อชายหนุ่มรูปงามเดินกลับเข้าสู่ภายในหุบเขาด้วยความยินดี เขาพบว่าเหล่ายอดฝีมือของตระกูลจี้ล้วนใช้สายตาที่เคียดแค้นจ้องมองมาที่ตนเอง

“จ้องมองอันใด? นายน้อยของพวกเจ้าต้องตายแน่นอน ต่อให้สาวกตำหนักม่วงถูกพิษชนิดนี้เข้าไปก็ต้องตายภายในสามวันเช่นกัน”

“ท่านผู้นำตระกูลจะไม่ปล่อยพวกเจ้าไปอย่างแน่นอน”

“ไม่เพียงพวกเจ้าทั้งหมดจะถูกกวาดล้าง นายน้อยจี้หนิงก็จะถูกช่วยเหลือเช่นกัน”

เหล่าเชลยยังคงพยายามโต้เถียง พวกมันจะอย่างไรไม่อาจทำใจยอมรับในสิ่งที่ได้ยิน

“ผู้นำของตระกูลเล็กๆในเทือกเขานางแอ่นอันห่างไกลจะสามารถทำอันใดได้? สิ่งนี้หาใช่พิษธรรมดาสามัญไม่… พวกเจ้าไม่ต้องจ้องมองข้า ข้าไม่มีทางแพร่งพรายนามของพิษชนิดนี้ออกไปแน่”

เหล่ายอดฝีมือของตระกูลจี้เริ่มต้นก่นด่าสาบแช่งมันอีกครั้ง ครานี้กระทั่งยอดฝีมือของตระกูลอื่นก็พากันสาปแช่งมันด้วยความสิ้นหวังเช่นกัน
………

เมืองเขตปกครองตะวันตกตระกูลจี้

จี้ยี่ฉวนนั่งอยู่เป็นเพื่อนภรรยา สายตาของเขาอดมิได้ต้องหันไปมองเส้นขอบฟ้าอยู่บ่อยครั้ง

ทันใดนั้นเงาเพลิงสีฟ้าก็ปรากฎแก่สายตา บนหลังของวิหคอัคคีฟ้านอกจากสตรีชุดแดงแล้วยังมีชายชราผมแดงในชุดยาวสีเทานั่งมาด้วย นี่คือบุคคลที่จี้ยี่ฉวนเฝ้ารอคอย ประมุขแห่งตระกูลจี้ทั้งห้าเขตปกครอง

‘ผู้เฒ่าเก้าอัคคี’

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น