เซียนกระบี่

ตอนที่ 7 : ประกายชาติ เก้าชั้นฟ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,338
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 93 ครั้ง
    31 ก.ค. 63

คัมภีร์เล่มบางหลายเล่มวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้า ‘อสูรหายนะ’ ‘โลหิตอสูรไม่แตกดับ’ ‘บทเพลงแห่งเพลิงใต้พิภพ’ ‘พุทธวัชรสูตร’ ‘วิญญาณไร้สภาพ’ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ‘ปริศนาโลกานิรันดร์’ ‘เคล็ดวิญญาณจิ้งจอก’ ‘สูตรพระศรีอาริย์’…

จี้หนิงสูดลมหายใจลึก ไม่ว่าเขาจะเลือกฝึกปรือวิชาใดก็ล้วนเป็นการตัดสินใจที่จะส่งผลกระทบไปชั่วชีวิต

เขาเริ่มหยิบคัมภีร์เล่มแรกขึ้นพลิกอ่าน…

‘อสูรหายนะ’ เป็นวิชาที่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้โดยเร็ว ผู้ฝึกจะจารึกอักขระลงทั่วร่าง จากนั้นขอเพียงสามารถทนการถูกเพลิงโลกันตร์หลอมร่างแปดสิบเอ็ดครั้ง ร่างของผู้ฝึกจะเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติ สามารถพ่นเพลิงโลกันตร์ออกทางลมหายใจ แม้แขนขาขาดจากร่างก็สามารถงอกออกได้ใหม่…

‘โลหิตอสูรไม่แตกดับ’ นี่ยังโหดร้ายยิ่งกว่า‘อสูรหายนะ’ ผู้ฝึกจะจารึกอักขระลงบนร่างแล้วรับทัณฑ์นรกทรมานสังขารตลอดระยะเวลาสามปี…

‘บทเพลงแห่งเพลิงใต้พิภพ’ เป็นวิชาที่ต้องฝึกฝนร่างกายในพื้นที่ที่เปลวเพลิงใต้พิภพเผาไหม้ จนกระทั่งสามารถก้าวลงในปล่องภูเขาไฟ หากฝึกปรือถึงระดับเหนือธรรมชาติจะสามารถควบคุมเปลวเพลิงได้ดังใจ…

แม้จะเพิ่งอ่านไปได้เพียงสามเล่ม ความมั่นใจของจี้หนิงก็เริ่มสั่นคลอน

“เด็กโง่” อู่ฉีเซวียกล่าวปนหัวเราะอย่างขบขันแกมเอ็นดู “มีเคล็ดวิชากายาเทพอสูรเพียงห้าเล่มจากทั้งสิบเก้าเล่มนี้ที่ฝึกปรือผ่านการทรมานสังขาร เจ้ากลับหยิบขึ้นมาอ่านเป็นสามเล่มแรก”

จี้ยี่ฉวนกล่าวเสริมขึ้นบ้างว่า “กายาเทพอสูรความจริงยากฝึกปรือได้อยู่แล้ว ทว่าวิธีทรมานสังขารนั้นเพียงเป็นแนวทางนอกรีตที่หวังประสบผลสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น วิชาเหล่านี้ย่อมไม่อาจสร้างรากฐานที่แท้จริงให้แก่ผู้ฝึก”

จี้หนิงแย้มยิ้มอย่างเขินอายแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะคัมภีร์หยิบเล่มถัดไปขึ้นมา

‘พุทธวัชรสูตร’ เป็นการฝึกปรือโดยอาศัยวิถีแห่งพุทธะ…

‘วิญญาณไร้สภาพ’ เป็นวิชาที่ใช้เวลาฝึกปรืออย่างยาวนาน แต่หากฝึกถึงระดับเหนือธรรมชาติ วิญญาณจะแปรเปลี่ยนเป็นไม่ยึดติดกับคราบสังขาร ต่อให้ร่างกายถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก็สามารถรวมตัวและฟื้นคืนชีพกลับมาได้ ถือเป็นวิชาที่ใช้พิทักษ์ชีวิตได้ดีที่สุด…

‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ เคล็ดวิชากายาเทพอสูรที่ถูกยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งโดยไร้ผู้โต้แย้ง…

“โอ!?” ดวงตาของจี้หนิงแทบปรากฎประกายไฟพวยพุ่งออกมา เขารีบไล่สายตาอ่านต่อไปด้วยความตั้งใจ

เคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้ามีทั้งสิ้นเก้าขั้น สามขั้นแรกสำหรับให้สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติฝึกปรือ สามขั้นต่อไปเป็นของสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ และสามขั้นสุดท้ายสำหรับสาวกตำหนักม่วง

“เพียงประการนี้ก็นับว่าสูงส่งกว่าเคล็ดวิชาอื่นแล้ว เคล็ดวิชาอื่นเพียงส่งเสริมให้ผู้ฝึกบรรลุถึงขั้นเหนือธรรมชาติ แต่ประกายชาดเก้าชั้นฟ้ากลับสามารถช่วยให้ข้ามผ่านไปถึงขั้นตำหนักม่วงได้”

จี้หนิงรีบอ่านสืบต่อ

เมื่อบรรลุถึงขั้นเหนือธรรมชาติ ผู้ฝึกจะสามารถควบคุมวารีและอัคคีได้ดังใจ ร่างกายแข็งแกร่งว่องไว ประสาทสัมผัสทั้งหกเฉียบคม แม้ร่างกายบางส่วนถูกตัดขาดก็สามารถงอกกลับคืนมาได้

เมื่อถึงขั้นตำหนักม่วง ผู้ฝึกปรือจะสามารถคืนชีพจากหยดโลหิต หากฝึกปรือถึงที่สุดจนบรรลุระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดง ร่างกายของผู้ฝึกจะสามารถรองรับการฝึกเทพวิชา เช่น ‘สามเศียรหกกร’ ‘กัวฟู่ไล่อาทิตย์’ ‘เนตรมังกรเพลิง’ ได้ ถ้าหากผู้ฝึกปรือมีโอกาสได้ครอบครองเคล็ดวิชาเหล่านั้น

“ข้าจะฝึกเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้า” จี้หนิงแทบไม่ต้องการอ่านคัมภีร์ที่เหลืออีกต่อไป

“เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?” จี้ยี่ฉวนถามย้ำ และได้รับคำยืนยันอย่างหนักแน่นจากบุตรชาย

“ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า…” จี้ยี่ฉวนเอ่ยขึ้นช้าๆ “ไม่เพียงแต่ถูกยกย่องให้เป็นเคล็ดวิชาอันดับหนึ่งด้านกายาเทพอสูรของจักรวรรดิเซี่ย หากผู้ฝึกยังสามารถใช้มันปรับพื้นฐานร่างกายให้เหมาะสมกับการฝึกเทพวิชาแขนงอื่น ช่วยต่อยอดการฝึกฝีมือออกไปได้ไม่สิ้นสุด”

“แล้วเจ้าทราบหรือไม่ ว่าเหตุใดสุดยอดวิชาเช่นนี้กลับไม่ถูกสงวนไว้เป็นความลับสุดยอด หากถูกยินยอมให้เผยแพร่ออกไปทั่วแผ่นดิน?” จี้ยี่ฉวนหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวย้ำอย่างชัดเจนทีละคำ “นั่นก็เพราะว่าถึงจะถูกเปิดเผยออกไปก็แทบไม่เคยมีผู้ใดที่สามารถฝึกสำเร็จได้เลย นี่คือข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวของเคล็ดวิชานี้ และเป็นเรื่องสำคัญที่สุด!”

จี้ยี่ฉวนกวาดตามองบุตรชายแล้วกล่าวสืบต่อ “ทั่วทั้งห้าเขตปกครองของตระกูลจี้ ไม่เคยมีแม้สักผู้เดียวที่สามารถฝึกขั้นที่สี่สำเร็จจนบรรลุถึงระดับเหนือธรรมชาติ”

“ท่านพ่อว่ากระไร?” จี้หนิงไม่อาจระงับความตื่นตกใจไว้ หากบอกว่าไม่เคยมีผู้ใดบรรลุถึงระดับตำหนักม่วงเขายังพอทำใจได้ แต่นี่กลับไม่เคยมีสักผู้เดียวที่บรรลุถึงระดับเหนือธรรมชาติ?

“เจ้าได้ยินถูกต้องแล้ว ไม่เคยมีแม้สักผู้เดียว! นี่เป็นยอดวิชาที่ลึกลับและทรงพลังที่สุดแม้แต่ในยุคแห่งเทพอสูร แต่ความยากลำบากในการฝึกก็นับเป็นอันดับหนึ่งด้วยเช่นเดียวกัน”

“ถึงอย่างไร ข้าก็จะฝึก!”

จี้หนิงปราศจากความลังเลอีกต่อไป เขาถือกำเนิดมาพร้อมกับเคล็ดวิชาเพ่งจิต ‘ภาพวาดเทพธิดาหนี่วา’ ที่สามารถกระทั่งจะส่งเสริมให้เขาเป็นทหารสวรรค์ชั้นแนวหน้าได้ เขากล้าที่จะทดลองฝึก ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ก็เพราะถือดีในพื้นฐานอันยอดเยี่ยมนี้เอง ซึ่งที่จริงต่อให้ล้มเหลวแล้วจะเป็นไร? อย่างมากเขาก็แค่เลือกฝึกเคล็ดวิชาอันดับถัดไปเท่านั้นเอง

“ประเสริฐ!” เมื่อเห็นบุตรชายตั้งใจจริงถึงเพียงนี้ รอยยิ้มที่หายากยิ่งก็ปรากฎขึ้นบนใบหน้าของจี้ยี่ฉวน
“ข้าจะไปขอรับเคล็ดวิชาประกายชาดเก้าชั้นฟ้ามาให้เจ้าเอง”

“ขอบพระคุณท่านพ่อ” จี้หนิงรีบน้อมกายคารวะด้วยความคาดหวังอันเปี่ยมล้น
……….

รัตติกาล

ประตูห้องถูกปิดสนิท เทียนไขหยาบใหญ่เท่าท่อนแขนส่องประกายระริก ภายในห้องบรรจุไว้ด้วยครอบครัวจี้ยี่ฉวนสามชีวิต

จี้หนิงใช้สีหน้าเคร่งเครียดพลิกอ่านหนังสือเล่มหนาหนัก บนปกจารึกด้วยอักษรสีแดงฉาน ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’

ขั้นตอนการฝึกเคล็ดวิชานี้เริ่มตั้งแต่การสัมผัสให้ถึง ‘พลังสุดหยาง’ จากดวงอาทิตย์และ ‘พลังสุดหยิน’ จากดวงจันทร์บนท้องฟ้า เคล็ดวิชากายาเทพอสูรอื่นๆเน้นไปที่การดูดซับพลังงานธรรมชาติ เช่น อัคคี วารี อัสนี หาก ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ กลับบังคับให้ผู้ฝึกดูดซับพลังจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ เพียงเงื่อนไขข้อนี้ก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่อาจแม้แต่จะเริ่มฝึกปรือ

เมื่อสามารถดูดซับพลังแห่งสุริยันจันทรา บนร่างของผู้ฝึกจะเริ่มปรากฎอักขระศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เมื่ออักขระศักดิ์สิทธิ์ปรากฎครบสมบูรณ์ค่อยนับว่าฝึกปรือขั้นที่หนึ่งสำเร็จ สิ่งนี้ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอันเหนือชั้น เคล็ดวิชาอื่นผู้ฝึกจะต้องจารึกอักขระลงบนร่างกายของตนเอง แต่สำหรับ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ อักขระจะปรากฎขึ้นด้วยพลังแห่งดวงดาว

และถึงแม้ว่าเมื่อสำเร็จเคล็ดวิชาขั้นที่หนึ่งแล้วจะไม่เป็นการยากที่จะฝึกฝนต่อไปจนสำเร็จขั้นที่สาม แต่ผู้ฝึกจะต้องพบพานอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ก่อนจะก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติในขั้นที่สี่ นั่นคือจะต้องฝึกปรือให้ถึงขั้น ‘หยินหยางร่วมประสาน วารีอัคคีไม่แบ่งแยก’ซึ่งยากเย็นยิ่งกว่า…

จี้หนิงระบายลมหายใจออกรุนแรงและยาวนานเพื่อสลายความคับข้องในอก ตักเตือนตนเองให้ละสายตาจากการอ่านต่อและพบพานอุปสรรคที่จะตามมามากไปกว่านี้

“ท่านพ่อได้โปรดชี้แนะแนวทางในการเริ่มฝึกปรือ”
แม้จี้หนิงจะมีความทรงจำอันเยี่ยมยอดแต่เขาก็อดมิได้ที่จะขอความช่วยเหลือจากบิดา นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิต เขาไม่ต้องการให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆทั้งสิ้น

“นั่นกลับไม่ยากนัก เจ้าเพียงทำท่าตามรูปภาพในคัมภีร์ก็พอ”

จี้หนิงหลับตาลง ยกชูกำปั้นทั้งสองขึ้น จากนั้นโน้มตัวไปด้านหน้า นี่คือกระบวนท่าแรกที่จารึกในคัมภีร์นาม ‘คารวะสุริยันจันทรา’

ร่างน้อยๆเคลื่อนไหวไปตามกระบวนท่าที่ปรากฎในคัมภีร์ด้วยท่วงทำนองที่ลื่นไหลราวกับกำลังประกอบพิธีร่ายรำอันศักดิ์สิทธิ์ได้ไม่นาน รัศมีอันสูงส่งเรืองรองก็เริ่มเปล่งประกายออกมา

จี้ยี่ฉวนสองสามีภรรยาได้แต่ใช้สายตาที่เหลือเชื่อจ้องมองผู้เป็นบุตรชาย “ลูกเรากลับประสบความสำเร็จในการทดลองฝึกครั้งแรก?”

กระบวนท่าในคัมภีร์นั้นยากที่จะเลียนแบบได้ อย่าว่าแต่จะร่ายรำให้พลิ้วไหวได้จังหวะ แต่เนื่องจากจี้หนิงฝึกเคล็ดวิชาเพ่งจิต ‘ภาพวาดเทพธิดาหนี่วา’ มาตั้งแต่เกิด ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้เขามีความทรงจำที่ยอดเยี่ยมในแบบของรูปภาพเท่านั้น ยังช่วยให้เขามีจิตใจที่เข้มแข็งและร่างกายที่สะอาดบริสุทธิ์เพียงพอที่จะบังคับการเคลื่อนไหวของร่างกายให้เป็นไปตามความคิด

จี้หนิงร่ายรำถึงท่าสุดท้าย ร่างทั้งร่างทรุดลงคุกเข่ากับพื้นอย่างรุนแรง แขนทั้งสองยืดเหยียดออกเบื้องหน้า ราวกับว่ามือข้างหนึ่งกำลังประคองดวงอาทิตย์และอีกข้างหนึ่งกำลังประคองดวงจันทร์เอาไว้

ความเงียบสงบปกคลุมทั่วทั้งห้อง

ลมหายใจของจี้ยี่ฉวนสองสามีภรรยาแทบหยุดนิ่ง ทั้งคู่ทราบดีว่านี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด การร่ายรำก่อนหน้านี้เพียงเป็นการชักนำร่างกายให้รับรู้ถึงพลังงานของมหาดาราทั้งสองเท่านั้น แม้ว่าในความเป็นจริงเพียงขั้นตอนนี้ก็นำพาความล้มเหลวมาสู่ผู้พยายามฝึก ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ นับคนไม่ถ้วนแล้วก็ตาม

แต่ถึงแม้ความหวังจะริบหรี่เพียงใด ในสายตาของคนเป็นพ่อแม่ มีผู้ใดบ้างไม่คิดเห็นบุตรของตนประสบความสำเร็จเหนือผู้อื่น? ทว่าสิ่งที่ทั้งสองทำได้ในตอนนี มีเพียงการรอคอยด้วยความคาดหวังเท่านั้น
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 93 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น