เซียนกระบี่

ตอนที่ 68 : DE-68

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 267
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    7 ส.ค. 63

จี้ยี่ฉวนที่สีหน้าเคร่งเครียดเดินมุ่งไปตามทางที่ปูด้วยอิฐศิลา

เขาทราบแน่แก่ใจว่านี่คือบททดสอบที่ตระกูลใหญ่ทุกตระกูลล้วนต้องพบเผชิญ มีแต่ฝ่าฟันข้ามผ่านไปให้ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า พวกมันจึงจะพัฒนาและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น สามารถยืนหยัดแผ่ขยายรากฐานและเติบโตสืบไป

แต่หากว่าเพลี่ยงพล้ำ สิ่งที่รอคอยอยู่คือชะตากรรมถูกล้มล้างและตามล่าสังหารทั้งตระกูล ขอเพียงมีทายาทเล็ดลอดหลบหนีไปได้ ก็ต้องขอบคุณสวรรค์เบื้องบนแล้ว

“นายท่าน! นายท่าน!” เพียงย่างเท้าเข้าสู่เขตที่พัก หญิงรับใช้ผู้หนึ่งก็ลนลานส่งเสียงร้องพลางวิ่งเข้ามาคุกเข่าที่เบื้องหน้า

“เกิดเรื่องอันใดขึ้น? เหตุใดจึงได้รีบร้อนถึงเพียงนี้?” จี้ยี่ฉวนขมวดคิ้วตำหนิ

“นายท่าน…” สีหน้าของหญิงรับใช้กลับกลายเป็นซีดขาวด้วยความหวาดหวั่น แต่ยังคงรวบรวมสติกล่าวต่อไป “นายหญิง… นายหญิงท่าน…”

คราครั้งนี้เป็นจี้ยี่ฉวนที่สีหน้ากลับกลายเป็นขาวซีด “นายหญิงเป็นอย่างไรแล้ว!?”

“นายหญิงเป็นลมสิ้นสติไปแล้ว!” หญิงรับใช้กล่าวด้วยร่างและน้ำเสียงที่สั่นเทา

การที่ยอดฝีมือด้านพลังปราณผู้หนึ่งเป็นลมสิ้นสติลงไปมิใช่เรื่องล้อเล่น เสียงกล่าวรายงานของหญิงรับใช้ไม่ทันสิ้นสุด ร่างของจี้ยี่ฉวนก็กลับกลายเป็นสายลมหอบหนึ่งหายลับไปจากที่ตรงนั้น
………

ร่างของอู่ฉีเซวียนอนนิ่งอยู่บนเตียงภายในห้องพัก ใบหน้าซีดเซียวหากยังคงความสงบงดงาม

จี้ยี่ฉวนปรากฎกายขึ้นภายในห้องโดยไร้สุ้มเสียง เขามองสำรวจร่างของภรรยาคู่ชีวิตก่อนหันไปทางหญิงรับใช้ที่นั่งปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง “เรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่?”

หญิงรับใช้ผู้นั้นรีบทรุดร่างหมอบลงแล้วกล่าวด้วยเสียงสั่นสะท้าน “เรียนนายท่าน ก่อนหน้านี้นายหญิงยังนั่งดื่มชาอยู่ตามปกติ ไม่มีผู้ใดแตะต้องหรือสนทนากับนาง แต่แล้วอยู่ๆร่างของนายหญิงก็ทรุดลงสลบไม่ได้สติ พวกเราจึงรีบนำตัวนางมาพักภายในห้อง แล้วส่งคนออกไปแจ้งต่อนายท่าน”

“รีบส่งคนไปเชื้อเชิญเฉาซินแส!” ใบหน้าของจี้ยี่ฉวนบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

หญิงรับใช้นางนั้นรู้สึกราวกับได้รับการนิรโทษ รีบวิ่งออกจากห้องไปในทันที ปล่อยให้สองสามีภรรยาอยู่ร่วมกันตามลำพัง

จี้ยี่ฉวนทรุดกายลงนั่งบนขอบเตียง มือที่หนักแน่นมั่นคงกลับสั่นไหวในยามที่ลูบไล้ไปตามใบหน้าซีดเซียวของผู้เป็นภรรยา

“วันนั้นมาถึงแล้วหรือ? ตั้งแต่ลูกหนิงลืมตาขึ้นมาดูโลก ข้าก็เฝ้ากลัวมาตลอดว่ามันจะมาถึง… ไม่จริง… เจ้าจะต้องไม่เป็นไร… เจ้าจะต้องอยู่เป็นเพื่อนข้าเฝ้ามองดูลูกของเราเติบใหญ่และพิชิตไปทั่วแดนดิน…”
………

ชั่วครู่ให้หลัง ชายชราเครายาวในชุดขนสัตว์สกปรกก็เร่งรุดมาถึงพร้อมกับกลิ่นสมุนไพรอันฉุนเฉียวมี่ฟุ้งตลบออกมาจากร่างของมัน

ผู้มีความรู้ในด้านการแพทย์นั้นไม่ว่าจะอยู่ในโลกใดล้วนได้รับการเคารพอย่างสูง อย่าว่าแต่ในโลกอันกว้างใหญ่แห่งนี้เต็มไปด้วยสมุนไพรล้ำค่าจำนวนมากมายมหาศาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญยิ่งมีโอกาสค้นคว้าผสมผสานฤทธิ์ยาให้มีอานุภาพกว้างไกลยิ่งขึ้น ‘เฉาซินแส’ นับเป็นแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญในการใช้สมุนไพรมากที่สุดในเมืองเขตปกครองตะวันตก

“ซินแส ภรรยาข้าเป็นลมสิ้นสติไปโดยไร้สาเหตุ ขอซินแสได้โปรด…” จี้ยี่ฉวนสูญสิ้นความเยือกเย็นทั้งหมดที่เคยมี

“ท่านผู้บัญชาการโปรดหลบออกไปก่อน” ชายเครายาวกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง จี้ยี่ฉวนทราบดีว่าตนเองเป็นฝ่ายเสียกริยาจึงรีบหลบไปยืนมองอยู่ทางด้านหลัง

เฉาซินแสหลับตาลง มืออันเหี่ยวแห้งราวกับขาไก่ยื่นออกแตะบนหน้าผากเรียบลื่นของอู่ฉีเซวีย ประกายสีเขียวแผ่ซ่านออกจากใจกลางฝ่ามือซึมซาบลงสู่ร่างที่นอนนิ่ง กลิ่นสมุนไพรอันฉุนเฉียวอบอวลไปทั่วทั้งห้อง

ผ่านไปเนิ่นนานเฉาซินแสจึงลืมตาขึ้นและดึงมือกลับ เปลือกตาที่ปิดสนิทของอู่ฉีเซวียพลันบังเกิดความเคลื่อนไหวค่อยๆลืมขึ้น

จี้ยี่ฉวนทั้งแตกตื่นทั้งยินดี ยามนี้เขาจึงกล้าเคลื่อนกายมาที่เบื้องหน้าพร้อมกับส่งเสียงถามไถ่ “อาการของนางเป็นอย่างไรบ้าง?”

“โปรดอภัยที่ข้าไร้ความสามารถ” เฉาซินแสสั่นศีรษะ “ข้าเกรงว่าหนทางเดียวที่หลงเหลือคือท่านผู้บัญชาการต้องเรียนเชิญผู้นำตระกูลให้เดินทางมาด้วยตนเอง”

“ท่านผู้นำตระกูล?” หัวใจของจี้ยี่ฉวนตกวูบลง
ที่ว่าผู้นำตระกูลย่อมเป็นผู้นำสูงสุดของตระกูลจี้ทั้งห้าเขตปกครอง ‘ผู้เฒ่าเก้าอัคคี’ ผู้อาวุโสสูงสุดที่เฝ้าปกป้องตระกูลจี้มากว่าสี่ร้อยปี ยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงผู้นี้ไม่เพียงมีพลังฝีมือสูงล้ำ ยังศึกษาวิชาค่ายคูประตูกลและการแพทย์สมุนไพร ระดับความรู้ที่สั่งสมมาหลายร้อยปีย่อมเหนือล้ำกว่าเฉาซินแสโดยไม่ต้องสงสัย

“ข้าจะรีบนำภรรยาออกเดินทางในทันที” จี้ยี่ฉวนไม่ต้องการปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเสียเปล่าแม้แต่น้อย

“ช้าก่อน” เฉาซินแสรีบกล่าวทัดทาน “ฮูหยินท่านไม่อาจทนทานรับการกระทบกระเทือนใดๆทั้งสิ้น ท่านผู้บัญชาการยังคงหาทางเรียนเชิญผู้นำตระกูลให้เดินทางมาเองจะดีกว่า”

เฉาซินแสไม่กล้าเสนอความเห็นใดอีก ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของตระกูลจี้ทั้งห้าเขตปกครองสูงส่งถึงเพียงไหน มันทราบดีว่าการร้องขอเช่นนี้มิใช่เรื่องง่ายดาย

จี้ยี่ฉวนขบคิดเล็กน้อยแล้วผงกศีรษะพลางส่งเสียงแจ้งต่อบ่าวรับใช้ด้านนอก “ส่งคนออกไปเรียนเชิญผู้บัญชาการฮัวมาที่นี่”

ไม่นานนักสตรีในชุดสีแดงเจ้าของวิหคอัคคีฟ้าก็เดินทางมาถึง “ยี่ฉวน เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”

“ท่านน้าฮัว” จี้ยี่ฉวนรีบกล่าว “ข้าต้องขอรบกวนให้ท่านได้โปรดรุดไปยังเมืองเขตปกครองกลางเพื่อเรียนเชิญท่านผู้นำตระกูลให้เดินทางมายังเมืองเขตปกครองตะวันตกสักครั้ง”

“เรียนเชิญท่านผู้นำตระกูล? ข้านี่หรือ?” สตรีชุดแดงตื่นตัวขึ้นมา ผู้เฒ่าเก้าอัคคีเก็บตัวไม่ถามไถ่เรื่องราวในตระกูลมาหลายปีแล้ว ด้วยศักดิ์ศรีอันสูงส่งของมัน ต่อให้จี้หยงเดินทางไปเชื้อเชิญด้วยตนเองก็ยังไม่แน่ว่าจะสำเร็จ

“ขอเพียงแจ้งต่อท่านผู้นำว่าข้าจี้ยี่ฉวนต้องการความช่วยเหลือในเรื่องสำคัญถึงชีวิต ท่านผู้นำย่อมเข้าใจเอง”

เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อให้สตรีชุดแดงยังไม่มีความมั่นใจก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีก “เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าจะรีบออกเดินทางสู่นครหมื่นกระบี่ในทันที”

นางกล่าวคำร่ำลาแล้วขึ้นขี่บนวิหคอัคคีฟ้าเหินบินจากไปอย่างรวดเร็ว
………

ภายในห้องหลงเหลือเพียงจี้ยี่ฉวนสองสามีภรรยา บรรยากาศกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

“ยี่ฉวน…” อู่ฉีเซวียส่งเสียงเรียก พยายามฝืนยิ้มให้กับผู้เป็นสามี จี้ยี่ฉวนรีบยื่นมือออกไปยึดกุมมือของนาง

“ข้ารู้อาการของตัวเองเป็นอย่างดี ท่านเองก็เช่นกัน หลังจากที่พวกเราเอาชีวิตรอดกลับมาจากทะเลอุดรทมิฬในครั้งนั้น สิบปีที่ผ่านมานี้เป็นช่วงเวลาที่ข้ามีความสุขที่สุดในชีวิต ข้าปราศจากความสำนึกเสียใจอันใด”

“หากว่าในครั้งนั้นเจ้าตัดสินใจที่จะไม่คลอดบุตร…” เสียงของจี้ยี่ฉวนแตกพร่า

อู่ฉีเซวียสั่นศีรษะ “อย่าได้กล่าวเช่นนั้นแล้ว นี่คือลูกของเราทั้งสองคน การตัดสินใจทอนอายุขัยของตัวเองใช้เคล็ดวิชาลับนับว่าคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง ด้วยอาการบาดเจ็บในครั้งนั้นหากไม่คลอดลูกหนิงออกมา ข้าคงไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีก ลูกหนิงไม่เพียงสืบเชื้อสายของตระกูลจี้และตระกูลอู่ฉี ชีวิตของเขายังเป็นสิ่งที่พี่ชายของข้าใช้ชีวิตของตนแลกกลับมา”

จิตใจของทั้งคู่พลันประหวัดหวนนึกถึงเงาหลังของบุรุษที่แข็งแกร่งสูงใหญ่และสุ้มเสียงอันหาญกล้า “ไปซะ! รีบนำน้องสาวของข้าจากไปเดี๋ยวนี้!”

นี่เป็นเหตุการณ์ที่ติดตรึงอยู่ในใจของทั้งคู่อย่างไม่มีวันลืมเลือน

“หากครั้งนั้นข้าเลือกที่จะไม่ให้ลูกหนิงเกิดมา ต่อให้ข้าสามารถมีชีวิตต่อไปได้อีกสักหลายปีแล้วจะเป็นไร? ข้าคงต้องใช้ชีวิตที่หลงเหลือนั้นตำหนิตนเองไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ” น้ำเสียงของนางยังคงนุ่มนวลอ่อนโยน “ช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมาพวกเราสองคนได้ใช้ชีวิตร่วมกันทั้งยังให้กำเนิดบุตรอันประเสริฐผู้หนึ่ง ข้ายังจะเรียกร้องอันใดจากสวรรค์อีก”

มือของจี้ยี่ฉวนที่กุมมือภรรยาเอาไว้สั่นสะท้าน

“ลูกหนิงเป็นความสุขและความภาคภูมิใจชั่วชีวิตของข้า” นางกล่าวอย่างเชื่องช้าทว่าเต็มไปด้วยความหนักแน่นมั่นคง “ข้าไม่เคยนึกเสียใจที่ให้กำเนิดเขาขึ้นมา”

“ถูกต้องแล้ว” จี้ยี่ฉวนรวบรวมสติกลับคืน พยักหน้าและกล่าว “ข้าเข้าใจในสิ่งที่เจ้าพูดเป็นอย่างดี อีกไม่เกินสองชั่วโมงท่านผู้นำตระกูลก็สมควรเดินทางมาถึง อาจบางทีเรื่องราวจะไม่เลวร้ายถึงเพียงนั้น”

“หากข้าสามารถมีชีวิตต่อไปได้อีกปีหรือสองปี ขออย่าได้บอกเรื่องนี้ต่อลูกหนิง แต่หากว่าข้าจะอยู่ได้อีกไม่นาน โปรดเรียกตัวเขากลับมาพบข้าอีกครั้ง” ประกายตาที่แตกซ่านของนางคล้ายปรากฎแววแห่งชีวิตคืนมาวูบหนึ่ง “ยี่ฉวน ข้าช่างโชคดีที่มีท่านและลูกหนิงอยู่เคียงข้าง”
………

จี้ยี่ฉวนและอู่ฉีเซวียไหนเลยทราบว่าบุตรชายของตนกำลังตกอยู่ท่ามกลางความเป็นความตายเช่นเดียวกัน

จี้หนิงยังคงนั่งขัดสมาธิภายใต้การปกป้องของกลีบบงกชวารีอัคคีที่หมุนวน ครุ่นคิดตีความในเนื้อหาของเก้าคัมภีร์ค่ายกล
………

ที่ใจกลางของหุบเขาร้าง

เสียงกรีดร้องสาปแช่งยังคงดังขึ้นไม่ขาดสาย ที่ใจกลางของหุบเขาแห่งนี้จัดตั้งไว้ด้วยเสาหินหลายร้อยต้นที่ผูกล่ามร่างของมนุษย์ทั้งหญิงชายเอาไว้ ทุกร่างล้วนเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผล

ฟาดโบย ทุบตี หยามเหยียด ลงทัณฑ์ทรมาน ความรุนแรงเลวร้ายทั้งมวลล้วนถูกใช้ลงบนร่างของพวกมัน

“เหนือธรรมชาติ? ยังคิดว่าตัวเองยังเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอยู่อีกหรือ? กินปัสสาวะของบิดาลงไป เผื่อจะดับกระหายลงได้บ้าง!” ทาสร่างยักษ์หัวร่ออย่างชั่วร้าย

ท่ามกลางวงล้อมของเสาหิน บุรุษสตรีหกคนในเครื่องแต่งกายอันงดงามยืนมองภาพเบื้องหน้าราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา

“พวกเรากว้านซื้อทาสกว่าหนึ่งล้านคนในพื้นที่แถบนี้ไว้ ทั้งยังจับตัวยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติกว่าร้อยคนมาได้ แต่ดูเหมือนว่าจะยังห่างไกลจากสิ่งที่ท่านอาจารย์ต้องการอยู่อีกช่วงใหญ่” สตรีชุดดำที่มีแมงป่องเกาะอยู่เหนือไหล่กล่าวขึ้น

“ศิษ์พี่ใหญ่กำลังอยู่ในระหว่างออกไปจับกุมตัวยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติที่ภายนอก คาดว่าอีกไม่นานก็น่าจะได้ครบถ้วน” ชายหนุ่มรูปงามกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “แต่ว่าสัตว์อสูรรับใช้ของท่านอาจารย์ถูกศัตรูสังหารภายในค่ายกลที่ปากหุบเขา ศิษย์พี่ทั้งหลายเห็นว่าสมควรจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร?”

“ศิษย์น้อง เจ้าเองก็มากด้วยพรสวรรค์ ไยมิใช่เป็นผู้เหมาะสมที่สุดที่จะออกไปจัดการ?”

บุรุษสตรีทั้งหลายต่างหันมองไปทางชายหนุ่มรูปงามที่ถูกยันกลับจนมีสีหน้าเขียวคล้ำ พวกมันมิใช่คนโง่เขลา ถึงแม้ทุกคนล้วนมีพลังฝีมือสูงส่ง ทว่าการที่ศัตรูสามารถสังหารสัตว์อสูรรับใช้ลงอย่างรวดเร็วแม้ตกอยู่ในค่ายกล ย่อมหมายความว่าผู้มาไม่ใช่เนื้อบนเขียงที่จะถูกจัดการโดยง่าย

ทันใดนั้นเอง ประตูเหล็กกล้าบนผิวภูเขาพลันถูกพลังลึกลับผลักกระแทกเปิดออกจนเผยให้เห็นทางระเบียงอันมืดมิดภายใน ประกายแสงสีเขียวและรัศมีเย็นยะเยียบพวยพุ่งออกมาจากส่วนลึก

บุรุษสตรีทั้งหกรีบส่งเสียงแสดงความเคารพ “ท่านอาจารย์”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น