เซียนกระบี่

ตอนที่ 64 : DE-64

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 346
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    6 ส.ค. 63

วิกาลราตรีคลี่คลุม

จี้หนิงกับชิวเยี่ยนั่งอยู่ข้างกองไฟโดยมีม่ออู่คอยเฝ้าระวังมิให้สัตว์ร้ายหรือบุคคลไม่รู้ความล่วงล้ำเข้ามาในบริเวณที่นายน้อยของตนกำลังพักผ่อน

ระยะทางจากทะเลสาบอสรพิษเหินหาวไปยังเผ่าฟันดำนั้นห่างไกลไม่น้อย แม้จะควบขี่สัตว์ร้ายสีดำตลอดทั้งวันและหยุดพักเพียงในยามค่ำคืนก็ยังต้องใช้เวลาถึงสามวันเต็ม

“ตอนที่ยังติดอยู่ในนิเวศน์ใต้วารีนั้นข้าต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเร่งพัฒนาฝีมือเพื่อเอาชีวิตรอด จนถึงบัดนี้ข้ายังแทบไม่มีโอกาสได้สำรวจข้าวของอื่นๆที่ได้รับนอกเหนือจากสมบัติวิเศษเลย” จี้หนิงนั่งทบทวนเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วจนแทบตั้งรับไม่ทัน

“ผลลัพธ์ไม่คาดฝันจากสิ่งของที่ได้รับก่อนการทดสอบด่านที่หนึ่งและสองคือบันทึกกระบี่ที่สามารถเทียบเคียงกับเคล็ดกระบี่พิรุณโปรย ส่วนในช่วงก่อนการทดสอบด่านที่สามนั้นข้าทำได้เพียงสร้างพันธะครอบครองสมบัติวิเศษที่ใช้เก็บของและต้องเผชิญหน้ากับตัวประหลาดขนดำในแทบจะทันที” เขาทยอยนำเอาสิ่งของต่างๆออกมาไล่พิจารณาทีละชิ้น ภายใต้สายตาสนใจใคร่รู้ของชิวเยี่ยที่นั่งอยู่ไม่ไกล

“คัมภีร์วายุกระจ่าง? นี่กลับเป็นวิชาฝีมือที่น่าสนใจอีกเล่มหนึ่ง…” จี้หนิงทดลองเปิดอ่านดูและพบว่านี่เป็นคัมภีร์กระบี่อีกเล่มหนึ่งที่สามารถเทียบเคียงได้กับเคล็ดกระบี่พิรุณโปรย เพียงแต่คัมภีร์วายุกระจ่างเน้นที่การบรรลุถึงความรู้แจ้งแห่งสายลม

ความสามารถในการตีความวิชาฝีมือของจี้หนิงเวลานี้สูงส่งกว่าในครั้งอดีตมากมาย เมื่อเขาค้นพบความรู้แจ้งแห่งเต๋าในวิถีแห่งหยาดพิรุณก็ช่วยให้เขาทำความเข้าใจกับวิถีแห่งเต๋าสายอื่นๆได้ แม้จะยังเป็นเพียงแค่ระดับผิวเผินก็ตาม

กล่าวตามตรง หากเปรียบเทียบว่ากระทั่งจี้หนิงเองก็ยังไม่มีสิทธิ์พกนำเคล็ดกระบี่พิรุณโปรยติดตัวไว้ การค้นพบคัมภีร์วายุกระจ่างกลับเป็นเรื่องที่ไม่ปกติธรรมดาประการหนึ่ง ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติผู้ครอบครองคัมภีร์คนก่อนหน้าคงต้องมีความเป็นมาอันใหญ่หลวง อาจบางทีจะมาจากชาติตระกูลอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีความจำเป็นต้องควบคุมคัมภีร์ในระดับนี้อย่างเข้มงวดมากนัก
………

ท่ามกลางกองสิ่งของมากมายที่เขาได้ครอบครอง จี้หนิงค้นพบเคล็ดวิชาที่น่าสนใจถึงสามเล่ม หลังจากที่พลิกอ่านดูรอบหนึ่ง เขาค่อยหันมาเพิ่มความสนใจในวัตถุที่ไม่ใช่คัมภีร์หรือม้วนบันทึก

ทันใดนั้นจี้หนิงส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ เขาเพ่งพิจารณาวัตถุที่เบื้องหน้าซึ่งเป็นแผ่นหยกรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ สลักรูปใบหน้าของชายชราเครายาวไว้ด้านบน

ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความยินดี ที่แท้รูปภาพแกะสลักนั้นกลับประกอบขึ้นจากตัวอักษรอันละเอียดถี่ยิบ หากมิใช่ว่าสายตาของจี้หนิงถูกฝึกฝนจนเหนือล้ำกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เขาคงมองข้ามมันไปอย่างน่าเสียดาย

ที่มุมล่างฝั่งซ้ายของแผ่นหยกสลักไว้ด้วยอักษรห้าคำ ‘เก้าคัมภีร์ค่ายกล’ จี้หนิงรีบตั้งสมาธิอ่านเนื้อหาบนแผ่นหยกตั้งแต่ต้น

‘ข้า ‘หวู่เต้าหยิน’ ใช้เวลากว่าแปดหมื่นปีศึกษาศาสตร์แห่งค่ายคูประตูกลจนแตกฉาน บัดนี้ถึงแม้ข้าจะเอาชีวิตรอดจากภัยพิบัติครั้งล่าสุดมาได้ด้วยโชคช่วย แต่คงมิอาจรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งถัดไปที่จะมาถึงในอีกเก้าร้อยปีข้างหน้าได้ เพื่อมิให้สิ่งที่ข้าทุ่มเทค้นคว้ามาชั่วชีวิตต้องสาบสูญ ข้าจึงขอบันทึกวิชาความรู้ทั้งหมดเอาไว้ในคัมภีร์ทั้งเก้านี้ หวังว่าผู้ที่มีบุญวาสนาจะสามารถค้นพบและศึกษาตีความ เพื่อจรรโลงมันต่อไป’

จี้หนิงยินดีเป็นอย่างยิ่ง ชนชั้นที่สามารถมีชีวิตยืนยาวถึงแปดหมื่นปีทั้งที่ต้องเผชิญกับสามหายนะเก้าภัยพิบัติย่อมเป็นยอดคนระดับผู้อมตะเสเพลโดยไม่ต้องสงสัย หวู่เต้าหยินผู้นี้แม้จะไม่สามารถมีชีวิตยืนยาวถึงหลายล้านปีเช่นผู้อมตะจูหัว แต่เมื่อสามารถยืนหยัดมาได้ถึงแปดหมื่นปี ก็ต้องถือว่ามิใช่ธรรมดา

ผู้อมตะเสเพลที่ไม่อาจบรรลุเป็นผู้อมตะสวรรค์จะต้องเผชิญพบกับสามหายนะเก้าภัยพิบัติไปตลอดกาล หายนะทุกสามร้อยปีนั้นยังอาจก้าวข้ามได้ไม่ยากนัก แต่ภัยพิบัติที่จะมาเยือนทุกเก้าร้อยปีกลับร้ายแรงยากผ่านพ้น และการอุบัติขึ้นทุกครั้งล้วนรุนแรงขึ้นกว่าครั้งก่อนหน้า สุดท้ายแล้วแม้กระทั่งผู้อมตะจูหัวเองก็ยังไม่อาจรอดชีวิตไปได้

“วิชาค่ายกลที่ตกทอดมาจากผู้อมตะเสเพลเช่นนั้นหรือ? นี่กลับมีค่าไม่ด้อยไปกว่า พยุหะพันกระบี่จำลองหรือท่าร่างปีกวายุเลย ไม่น่าเชื่อว่าบุคคลที่ได้ครอบครองแผ่นหยกคนก่อนจะยังพาตัวเข้าเสี่ยงในการทดสอบของนิเวศน์ใต้วารีอีก”

ซึ่งความจริงเหล่าผู้ฝึกตนบนวิถีแห่งความเป็นอมตะส่วนใหญ่ต่างสนใจเรียนรู้วิธีใช้งานค่ายกลเท่านั้น มิได้ใส่ใจในหลักการจัดสร้างแต่อย่างใด พวกมันส่วนมากชมชอบแสวงหาจนถึงกับต่อสู้ช่วงชิงสมบัติวิเศษหรือค่ายกลที่เข้มแข็งขึ้นไปเรื่อยๆ มีน้อยยิ่งกว่าน้อยที่สละเวลามาศึกษาการหลอมสร้างสมบัติวิเศษหรือจัดสร้างค่ายกลด้วยตนเอง

อาจบางทีคนผู้นั้นคงจะไม่ประสบความสำเร็จในการศึกษาวิชาค่ายกล หรืออาจบางทีคนผู้นั้นก็เพียงแค่โชคร้ายถูกดึงดูดเข้าสู่นิเวศน์ใต้วารีโดยบังเอิญเช่นเดียวกับจี้หนิง

“แล้วกันไปเถอะ จะอย่างไรเก้าคัมภีร์ค่ายกลนี้ก็ตกเป็นของข้าแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องตั้งใจทดลองศึกษาดู”

‘ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้สามารถจัดตั้งขึ้นเป็นค่ายกลได้ ค่ายกลระดับสูงนั้นทำได้แม้กระทั่งใช้โลกทั้งใบเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกล…’

จี้หนิงส่งเสียงอุทานด้วยความตื่นเต้น ในโลกอันรกร้างแห่งนี้ ยังมีผู้คนมากหลายที่ไม่เคยได้รับแม้โอกาสในการศึกษา อย่าว่าแต่ความรู้ระดับสูงเช่นการคิดคำนวณ แต่เขาซึ่งมีพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของชาติภพที่แล้วติดตัวมา กลับสามารถทำความเข้าใจกับหลักการณ์เหล่านี้ได้ไม่ยากนัก

เขาในชาติภพที่แล้วจะอย่างไรเป็นนักธุรกิจออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั้งที่ยังอายุน้อยผู้หนึ่ง ในชาติภพนี้ด้วยการฝึกฝนเคล็ดวิชาเพ่งจิตจนสามารถแบ่งจิตใจเป็นสองทาง ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ของจี้หนิงยิ่งก้าวหน้าจากเดิมขึ้นไปอีก
………

“ที่แท้วิชาค่ายกลกลับเป็นเช่นนี้” จี้หนิงเผยรอยยิ้มอันพึงพอใจออกมา “ค่ายกลหยินหยางสองลักษณ์ที่ดูน่าทึ่งกลับเป็นแค่เศษเสี้ยวอันหยาบกร้านของศาสตร์แห่งค่ายกล เพียงอาศัยชักนำพลังงานธรรมชาติออกมาใช้งานโดยตรงเท่านั้น มิได้นำเอาหลักการอื่นมาผสมผสาน หรือนำเอาความพลิกแพลงใดๆมาหนุนเสริมเลย…”

แต่ยิ่งอ่านต่อไปเรื่อยๆ สีหน้าที่ยิ้มแย้มของเขาก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยความเคร่งเครียดและความพิศวงสงสัย

“ศาสตร์แห่งค่ายกลไม่อาจดูแคลนได้จริงๆ ความลึกล้ำพลิกแพลงแต่ละประการล้วนยากหยั่งถึง สิ่งที่ข้าทำความเข้าใจได้ในช่วงแรก เพียงเป็นการเกริ่นนำของหลักการพื้นฐานเท่านั้น เมื่อเข้าถึงส่วนเนื้อหาที่แท้จริง ข้ากลับไม่อาจเข้าใจได้โดยสิ้นเชิง…”
จี้หนิงยอมรับในที่สุด

“แต่เช่นนี้จึงจะสมเหตุผล ต่อให้วิทยาการของโลกแห่งนี้จะยังล้าหลังกว่าโลกที่ข้าจากมา แต่ด้วยช่วงอายุขัยอันยาวนานและความกว้างใหญ่ไพศาลของพื้นที่ ย่อมก่อเกิดยอดอัจฉริยะไม่ขาดสาย เมื่อบุคคลเหล่านั้นตั้งใจมั่นในการศึกษาเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายหมื่นปี ระดับความสำเร็จและการค้นพบย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทำความเข้าใจได้ด้วยการท่องอ่านเพียงเท่านั้น”

เก้าคัมภีร์ค่ายกลมิใช่ตำราค่ายกลธรรมดา ผู้ที่เรียนรู้เข้าใจในคัมภีร์เล่มแรกก็สามารถนับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งค่ายกลได้ น่าเสียดายที่จี้หนิงไม่อาจทำความเข้าใจได้แม้เพียงเล่มแรกนี้ ทว่าความล้มเหลวในครั้งนี้กลับช่วยฉุดดึงให้เขากลับคืนสู่รากเหง้าแห่งปัญญา ตัดลดความเย่อหยิ่งยโสในตนเองลง

“เมื่อใดที่ข้าสามารถทำความเข้าใจในศาสตร์แห่งค่ายกลได้แม้เพียงขั้นพื้นฐาน ก็เท่ากับว่าข้ามีวิธีรักษาชีวิตรอดเพิ่มขึ้นอีกวิธีหนึ่ง นอกจากนี้ข้ายังอาจประยุกต์ใช้มันกับพยุหะพันกระบี่จำลองได้อีกด้วย”

ถึงแม้จี้หนิงจะเพิ่งเรียนรู้ศาสตร์แห่งค่ายกลอย่างผิวเผิน แต่ยังพอเข้าใจถึงวิถีแนวทางของมัน

ก่อนหน้านี้ยามที่เขาใข้พยุหะพันกระบี่จำลอง จี้หนิงแทบต้องใช้พลังจิตคอยควบคุมกระบี่ทุกเล่มอยู่ตลอดเวลา แต่ยามนี้เขาสามารถมองเห็นลู่ทางที่จะพลิกแพลง ขอเพียงตนเองใช้พลังควบคุมกระบี่ที่เป็นแกนหลักแล้วให้ปล่อยให้กระบี่เล่มอื่นโคจรติดตาม ก็จะช่วยให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังปราณในการควบคุมกระบี่ทุกเล่มโดยตรง ทำให้สามารถควบคุมกระบี่ในจำนวนที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก

“นายน้อย ได้เวลาที่พวกเราจะต้องออกเดินทางต่อแล้ว…” เสียงของชิวเยี่ยที่ดังแว่วมาปลุกเขาขึ้นจากห้วงแห่งความคิด

จี้หนิงเงยหน้าขึ้นและต้องอดมิได้ต้องฝืนยิ้มให้กับตนเอง เขากลับไม่ทราบว่าดวงตะวันขึ้นสู่ขอบฟ้าตั้งแต่เมื่อใด
………

“นายน้อย หมู่บ้านของเผ่าฟันดำอยู่ที่เบื้องหน้านี้แล้ว”

เมื่อได้ยินชิวเยี่ยส่งเสียงร้องด้วยความยินดี จี้หนิงที่ยังคงหมกมุ่นครุ่นคิดถึงเรื่องวิชาค่ายกลจึงได้เงยหน้าขึ้นและพบว่าเวรยามบนหอระวังเหตุของเผ่าฟันดำสังเกตุเห็นพวกเขาแล้วเช่นกัน

“นายน้อยตระกูลจี้มาถึง!”

“รีบแจ้งผู้นำชนเผ่าโดยด่วน!”

เวรยามเหล่านี้ล้วนคุ้นเคยกับบุคคลทั้งสามตั้งแต่ตอนที่ทั้งหมดยังพำนักอยู่ในเขตหมู่บ้าน อย่าว่าแต่สัตว์ร้ายสีดำที่ทั้งสามควบขี่ล้วนโดดเด่น สามารถจดจำออกได้โดยง่าย

เฮยหยาและชนชั้นผู้นำของเผ่าฟันดำรีบรุดออกมาคุกเข่าต้อนรับคนทั้งสามถึงที่หน้าประตูหมู่บ้านทันที

“คารวะนายน้อย”

จี้หนิงผงกศีรษะเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “นำข้าไปที่สุสานของชุนเฉา”

“ทราบแล้ว” เฮยหยารีบรับคำ เขาทราบดีว่านอกเหนือจากความผูกพันที่มีต่อชุนเฉาแล้ว เผ่าฟันดำไม่ได้มีค่าอันใดคู่ควรให้ชนชั้นจี้หนิงต้องเหลือบแล

ทันใดนั้นจี้หนิงก็สังเกตเห็นเด็กชายร่างผอมบางที่หลบอยู่ด้านหลังของเฮยหยา ใบหน้าของเด็กน้อยซูบตอบไปบ้าง แต่ก็มีเค้าโครงละม้ายคล้ายชุนเฉาเป็นอย่างยิ่ง

“เจ้ามีชื่อว่าอะไร?” จี้หนิงก้มลงสอบถาม

เด็กน้อยผู้นั้นตกตะลึงจนไม่กล้าแม้แต่จะขยับกาย เฮยหยารีบหันไปกล่าวกับบุตรชาย “ยังมิรีบตอบคำถามของนายน้อยอีก?”

ในที่สุดเด็กชายค่อยรวบรวมความกล้าหาญเอ่ยวาจา “ข้าชื่อ ‘ชิงฉี’ (ก้อนหินสีฟ้า)”

“ชิงฉี… ชิงฉี…” จี้หนิงเอ่ยย้ำนามของมันกับตนเอง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น