เซียนกระบี่

ตอนที่ 63 : DE-63

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 337
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    6 ส.ค. 63

“ความแข็งแกร่งของลูกหนิงในตอนนี้นับได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาผู้ที่ยังไม่บรรลุระดับตำหนักม่วง ข้าคิดว่าเทือกเขานางแอ่นคงจะเล็กเกินไปแล้วสำหรับเขา” จี้ยี่ฉวนหันไปกล่าวกับภรรยา

อู่ฉีเซวียผงกศีรษะ นางทราบดีถึงความหมายในวาจาของผู้เป็นสามี ส่วนจี้หนิงได้แต่ใช้สายตาที่งุนงงมองสลับไปมาระหว่างบุพการีทั้งสอง

“เจ้าสมควรทราบดีว่าในดินแดนแห่งเทือกเขานางแอ่นนี้ประกอบไปด้วยขั้วอำนาจทั้งหก” จี้ยี่ฉวนหันมากล่าวกับบุตรชาย

“ข้าทราบดี” จี้หนิงรีบรับคำ “ขั้วอำนาจทั้งหกนั้นประกอบไปด้วย ตระกูลจี้ ตระกูลเจี้ยงปาง ตระกูลกู่ นิกายอัคคีทมิฬ ตระกูลเที้ยมู่ และภูเขามังกรหิมะ ในทั้งหมดนับสี่ขั้วอำนาจแรกเป็นพันธมิตรกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่สองขั้วอำนาจหลังเป็นพันธมิตรอีกกลุ่มหนึ่ง”

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของเทือกเขานางแอ่น พันธมิตรทั้งสองกลุ่มรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกันมิได้หยุดหย่อน ยอดฝีมือคนแล้วคนเล่าของแต่ละฝ่ายต้องเสียชีวิตลงในสงครามแห่งการช่วงชิงความเป็นใหญ่นี้

“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดตระกูลเที้ยมู่และภูเขามังกรหิมะทั้งสองจึงสามารถต่อกรกับขั้วอำนาจที่เหลือทั้งสี่?” จี้ยี่ฉวนถามสืบต่อ

“เรื่องนั้นข้ามิอาจทราบได้” จี้หนิงให้คำตอบด้วยใจเต้นระทึก นี่สมควรเป็นเรื่องลับสุดยอดที่ไม่ถูกบันทึกอยู่ในตำราเล่มใด

“ขั้วอำนาจทั้งหกที่ยืนหยัดอยู่เหนือผู้อื่นก็เพราะทุกฝ่ายล้วนมีสาวกตำหนักม่วงปกปักอยู่เบื้องหลัง ด้วยความสำเร็จของเจ้าในทุกวันนี้การก้าวขึ้นสู่ระดับตำหนักม่วงเพียงเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น จึงสมควรถึงแก่เวลาที่เจ้าจะได้รับรู้เรื่องเหล่านี้เอาไว้” จี้ยี่ฉวนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ตระกูลเที้ยมู่ก็แค่ชนชั้นสุนัขรับใช้” ดวงตาของจี้ยี่ฉวนทอแววอำมหิตฉายชัด “แต่ภูเขามังกรหิมะที่ตั้งอยู่ในเทือกเขานางแอ่นแห่งนี้กลับเป็นเพียงสาขาแห่งหนึ่งของภูเขามังกรหิมะอันยิ่งใหญ่”

“เพียงสาขาแห่งหนึ่งเท่านั้น?” จี้หนิงทวนคำ

“สาขาหลักของภูเขามังกรหิมะนั้นเข้มแข็งกว่าสาขาที่เทือกเขานางแอ่นหลายพันเท่า เช่นเดียวกับที่เข้มแข็งกว่าตระกูลจี้เราหลายพันเท่า พวกมันถือเป็นมหาอำนาจซึ่งไม่ด้อยไปกว่าตระกูลอู่ฉีของมารดาเจ้าในอดีต”

อู่ฉีเซวียกล่าวเสริมว่า “ตอนที่เจ้าฝึกฝนเทพวิชาท่าร่างปีกวายุ คงมีโอกาสได้รับรู้แล้วว่า ตระกูลอู่ฉีเป็นชาติตระกูลโบราณที่ยิ่งใหญ่เพียงใด… โอ… เรื่องทั้งมวลล้วนเป็นอดีตไปแล้ว…”
………

ยิ่งได้รับฟังเรื่องราวจากคำบอกเล่าของบิดามารดา จี้หนิงยิ่งอยากเดินทางออกจากเทือกเขานางแอ่นสู่โลกกว้างเพื่อสัมผัสกับเหล่ามหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้นด้วยตนเอง

อู่ฉีเซวียมองดูก็รู้ใจบุตรชาย นางกล่าวถามว่า “เจ้าทราบหรือไม่ว่าจักรวรรดิเซี่ยนั้นกว้างใหญ่เพียงใด?”

“ข้าไม่ทราบ” จี้หนิงตอบตามความสัตย์

จักรวรรดิเซี่ยถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ในยุคสมัยแห่งเทพอสูร หลังจากที่กวาดล้างเหล่าผู้ต่อต้านจนศิโรราบหมดสิ้น ก็สถาปนาจักรวรรดิของตนขึ้นปกครองโลกทั้งใบเป็นเวลาหลายพันล้านปีจนถึงปัจจุบัน ตำรับตำราทุกเล่มล้วนนิยามขอบเขตของจักรวรรดิเซี่ยไว้เช่นเดียวกันหมดนั่นคือ ‘ไม่อาจประมาณได้’

“เนื่องจากโลกใบนี้กว้างขวางจนไม่มีทางที่ผู้อมตะสวรรค์หรือเทพอสูรตนใดจะสามารถปกครองดูแลได้อย่างทั่วถึง หลังจากที่จักรวรรดิเซี่ยครองโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จึงขีดแบ่งพื้นที่ขึ้นเป็นมณฑลปกครองสามพันหกร้อยแห่ง มีขนาดใหญ่เล็กแตกต่างกันไปตามสภาพภูมิประเทศ และแต่งตั้งข้าหลวงจำนวนแปดร้อยคนขึ้นปกครองดูแลตามระดับความเข้มแข็งของข้าหลวงแต่ละคน”

“เพียงมณฑลปกครองไร้ระลอกของเราที่มี ‘นครไร้ระลอก’ ซึ่งอยู่ห่างจากที่นี้ประมาณหนึ่งล้านกิโลเมตรเป็นเมืองหลวง ก็ครอบคลุมพื้นที่ของเทือกเขานางแอ่นและพื้นที่ในลักษณะเดียวกันนี้อีกนับหมื่นแห่ง เจ้าลองคิดดูว่าจักรวรรดิเซี่ยนั้นยิ่งใหญ่ถึงเพียงไหน?” อู่ฉีเซวียกล่าวต่อในขณะที่จี้หนิงปากอ้าตาค้างไปกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับทราบ

“ดังคำกล่าวที่ว่า ‘สวรรค์อยู่สูงส่ง ผู้ปกครองอยู่ห่างไกล’ บรรดาข้าหลวงมณฑลปกครองเมื่อได้รับสิทธิ์ขาดในการปกครองเหนือพื้นที่ของตน ในประวัติศาสตร์อันยาวนานจึงมีบ้างที่ข้าหลวงบางคนจะรวมตัวกันเพื่อก่อกบฏต่อจักรวรรดิ สงครามที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งล้วนสั่นสะท้านภูติเทพ ทุกครั้งล้วนปรากฎผู้อมตะและเทพอสูรจำนวนมากมายล้มตายลง”

จี้หนิงรวบรวมสติก่อนผงกศีรษะ นี่กลับไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด เพียงแค่ในมณฑลปกครองไร้ระลอกแห่งนี้ ข้าหลวงผู้เป็นเจ้านครไร้ระลอกก็ยังมิอาจดูแลได้อย่างทั่วถึง เป็นเหตุให้ผู้ดูแลเขตปกครองและชนเผ่าต่างๆก่อหวอดสร้างความวุ่นวาย รบราฆ่าฟันกันเองไม่หยุดหย่อน

“เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงเอาไว้ ในภายหลังจักรวรรดิเซี่ยจึงได้กำหนดให้มีการจัดตั้งเมืองเขตปกครองขึ้นภายในมณฑลปกครอง โดยเจ้าเมืองจะได้รับ ‘ป้ายพระราชทาน’ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการปกครองเมือง ป้ายพระราชทานนี้นับเป็นสมบัติวิเศษมีอันดับที่มีแต่ยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงจึงจะสามารถสร้างพันธะครอบครอง เมื่อสร้างพันธะครอบครองก็เท่ากับขึ้นเป็นผู้ปกครองเมืองภายใต้อาณาเขตของจักรวรรดิเซี่ยโดยชอบธรรม หากผู้ใดกล้ารุกรานหรือก่อความไม่สงบภายในเมืองเขตปกครอง จะเท่ากับท้าทายต่ออำนาจของจักรวรรดิเซี่ย มีโทษสถานเดียวคือต้องตาย”

จี้ยี่ฉวนกล่าวเสริมว่า “ในพื้นที่เทือกเขานางแอ่นแห่งนี้มีเมืองเขตปกครองทั้งสิ้นสิบแห่ง หนึ่งในนั้นคือ ‘นครแห่งเขานางแอ่น’ ซึ่งมีกองทัพของจักรวรรดิเซี่ยประจำอยู่ ตระกูลจี้เราเองก็ครอบครองเมืองเขตปกครองแห่งหนึ่งนั่นคือ ‘นครหมื่นกระบี่’ ที่ตระกูลจี้เขตปกครองกลางตั้งอยู่ นิกายอัคคีทมิฬครอบครองเมืองเขตปกครองสองแห่ง และภูเขามังกรหิมะครอบครองสามแห่ง ส่วนที่เหลือนั้น ตระกูลเจี้ยงปาง ตระกูลกู่ และตระกูลเที้ยมู่ครอบครองคนละแห่ง”

“แรกเริ่มเดิมทีนั้น ดินแดนแห่งนี้นอกจากนครแห่งเขานางแอ่นแล้วก็มีเพียงตระกูลจี้ ตระกูลเจี้ยงปาง ตระกูลกู่ ตระกูลเที้ยมู่ และนิกายอัคคีทมิฬ แต่ไม่รู้ว่าภูเขามังกรหิมะใช้วิธีการใดจนสามารถครอบครองป้ายพระราชทานใบหนึ่งและเริ่มทำการขยายอำนาจออกไป ตระกูลเที้ยมู่ซึ่งเป็นตระกูลที่อ่อนแอที่สุดจึงรีบสวามิภักดิ์ต่อพวกมัน คงเหลือเพียงพวกเราสี่ตระกูลที่จับมือกันต้านทานจนมีสภาพเช่นทุกวันนี้”

จี้หนิงรับฟังถึงตรงนี้จึงกล่าวถามขึ้น “ท่านพ่อท่านแม่ เมื่อทุกฝ่ายล้วนครอบครองป้ายพระราชทานที่ปกป้องตัวเมืองภายใต้นามของจักรวรรดิเซี่ย การบุกรุกทำลายล้างซึ่งกันและกันไยมิใช่ยากเย็นยิ่งนัก?”

อู่ฉีเซวียหัวเราะออกมา “มิเพียงไม่ยากเย็น ทั้งยังง่ายดายยิ่ง ต่อให้เป็นสาวกตำหนักม่วงก็ยังคงถูกจำกัดด้วยอายุขัย หากไม่มีผู้รับช่วงสืบต่อชาติตระกูลนั้นย่อมล่มสลายไปเอง อย่าว่าแต่ยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงผู้หนึ่งไหนเลยเอาแต่ซุกตัวอยู่ในเมืองเขตปกครองได้ ยามใดที่พวกมันออกจากเมือง นั่นคือโอกาสลอบสังหารช่วงชิงป้ายที่ทุกฝ่ายรอคอย นอกจากนี้ยังมีวิธีการอื่นอีกมากมาย เช่นส่งยอดฝีมือเข้าไปทำการลอบสังหาร หลังเหตุการณ์ขอเพียงไม่หลงเหลือหลักฐานทิ้งไว้ จักรวรรดิเซี่ยยังจะกล่าวโทษผู้ใดได้?”

“จดจำไว้ สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือต่อให้เจ้าไม่รุกรานผู้คน ผู้คนยังคงรุกรานเจ้า มีแต่ต้องเข้มแข็งขึ้นจนไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องตอแย จึงเป็นหนทางแห่งการอยู่รอดของชาติตระกูลอย่างแท้จริง!” มารดาของจี้หนิงกล่าวย้ำอย่างหนักแน่นในที่สุด
………

“นอกจากกองกำลังของข้าหลวงมณฑลปกครองและกองทัพจักรวรรดิเซี่ยที่ประจำการอยู่ในดินแดนแต่ละแห่งแล้ว จักรวรรดิเซี่ยยังจัดตั้งหน่วยงานที่ชื่อ ‘องครักษ์มังกรวรุณ’ กระจายอยู่ทั่วแผ่นดิน สมาชิกทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดงขึ้นไป นี่เป็นหน่วยงานที่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้าล่วงเกิน”
………

“ลูกหนิง ด้วยพรสวรรค์ในการฝึกตนของเจ้า การฝากตัวเข้าเป็นศิษย์ของค่ายพรรคขนาดใหญ่หรือสำนักที่มีชื่อเสียงย่อมมิใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เจ้าต้องใคร่ครวญให้ดีก่อนตัดสินใจ วันหนึ่งข้างหน้าค่ายสำนักที่ทรงอำนาจเหล่านั้นจะเป็นผู้หนุนหลังอันยิ่งใหญ่ให้แก่เจ้า”
………

เกร็ดความรู้ สถานที่สำคัญ บุคคลและค่ายพรรคที่มีชื่อเสียง ข้อถือสาและมารยาทในการปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้ทยอยหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงสมองของจี้หนิงไม่ขาดสาย

จี้ยี่ฉวนและอู่ฉีเซวียระดมกล่าววาจามากหลายสอนสั่งบุตรชาย ทั้งคู่ล้วนทราบดีว่าใกล้ถึงเวลาแล้วที่จี้หนิงจะออกจากอ้อมอกของพวกตนไปสู่ดินแดนที่เหนือล้ำกว่าเทือกเขานางแอ่น หรือแม้กระทั่งก้าวขึ้นเป็นบุคคลสำคัญของมณฑลปกครองไร้ระลอก

หัวใจที่ติดปีกโบยบินออกไปสู่โลกภายนอกของจี้หนิงถูกดึงกลับมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นของผู้เป็นบิดา

“ข้าจะนำเอาซากของอสรพิษเหินหาวกลับไปยังตระกูลจี้เอง ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาอันเหมาะสมที่จะให้โลกภายนอกรับรู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของเจ้า มิเช่นนั้นเจ้าจะตกเป็นเป้าหมายอันเด่นชัดของฝ่ายศัตรู”

“ท่านพ่อสอนสั่งถูกต้องแล้ว…” เขาหยุดชั่วขณะก่อนกล่าวต่อไป “ท่านพ่อโปรดช่วยสั่งการให้ผู้คนสร้างบ้านพักขึ้นที่นี่ได้หรือไม่? ในอนาคตข้าอยากกลับมาใช้ชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้”

“ที่นี่นับเป็นสถานที่อันสงบงดงามอย่างแท้จริง ข้าจะสั่งผู้คนปลูกสร้างบ้านพักให้แก่เจ้าเอง” จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะ “ข้าและมารดาของเจ้าคงต้องกลับสู่ตระกูลจี้แล้ว หลังจากนี้เจ้าอย่าลืมหมั่นกลับไปเยี่ยมเยียนพวกเรา”

“อีกไม่กี่วันข้าจะเดินทางกลับไปยังเมืองเขตปกครองตะวันตก” จี้หนิงรับคำ เขามีแผนที่จะเดินทางไปยังเผ่าฟันดำเพื่อรับตัวน้องชายของชุนเฉาตามที่ได้ลั่นวาจาเอาไว้

“จงรักษาตัวให้ดี” มารดาของจี้หนิงลูบศีรษะของบุตรชายเป็นครั้งสุดท้าย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น