เซียนกระบี่

ตอนที่ 62 : DE-62

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 365
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    6 ส.ค. 63

“เจ้าสังหารอสรพิษเหินหาวไปแล้ว?” จี้ยี่ฉวนทวนคำ ทั้งเขาและอู่ฉีเซวียต่างจ้องมองดูบุตรชายด้วยความรู้สึกตื่นเต้นสงสัย ถึงแม้ทั้งคู่รู้ดีว่าจี้หนิงไม่ใช่คนที่จะนำเรื่องเช่นนี้มากล่าวล้อเล่น ทว่าสิ่งที่เพิ่งได้รับฟังออกจะเหลือเชื่อจนเกินไป บุตรชายเยาว์วัยของพวกเขากลับทำในสิ่งที่ยอดฝีมือตระกูลจี้ทั้งห้าเขตปกครองกระทำไม่ได้จนสำเร็จ

“ท่านพ่อโปรดผ่านตา” จี้หนิงรีบกล่าวพลางส่งซากมหึมาของอสรพิษเหินหาวออกจากสมบัติวิเศษ ลำตัวยาวเหยียดและปีกอันใหญ่โตคู่นั้น ช่วยยืนยันตัวตนในอดีตของร่างไร้ชีวิตนี้ได้เป็นอย่างดี

บิดาและมารดาของจี้หนิงหันมาสบตากัน ทั้งคู่ต่างค้นพบแววแห่งความฉงนและยินดีในดวงตาของอีกฝ่าย ความแข็งแกร่งของบุตรชายพวกตนยังสูงส่งยิ่งกว่าที่เคยคาดคำนวณไว้หลายเท่านัก

“ท่านพ่อท่านแม่ ตอนที่ข้าเดินทางผ่านทะเลสาบตะวันออก ข้ายังได้มีโอกาสประมือกับเที้ยมู่ซาน…”
จี้หนิงอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง ทยอยบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของตนออกไป ในขณะที่ผู้รับฟังทั้งสองกลับยิ่งมายิ่งแตกตื่นระทึก

“ข้าคิดว่ามันคงเดินทางมาเพื่อจับตัวอสรพิษฟ้าครามกลับไปเป็นสัตว์อสูรรับใช้…”

ขณะเล่าเรื่องราว จี้หนิงอดมิได้ต้องลอบทอดถอนใจด้วยความห่วงใยในคู่มือที่รู้ใจตนนี้ อย่างไรก็ตามในเมื่อเขาทั้งไม่พบเห็นซากของมันในสมบัติวิเศษของเที้ยมู่ซาน และไม่เห็นมันติดสอยห้อยตามในฐานะบ่าวทาส เขาจึงคาดเดาว่ามันบรรลุความสามารถ ‘เคลื่อนย้ายในพริบตา’และเอาตัวรอดจากเงื้อมมือของเที้ยมู่ซานไปได้ในที่สุด

แต่เมื่ออีกฝ่ายบรรลุพลังอันพิเศษเฉพาะของเผ่าพันธุ์ก็เปรียบประดุจมัจฉาวิเศษที่กลายร่างเป็นมังกร มันคงออกเดินทางสู่โลกกว้าง ยากนักที่จะมีโอกาสได้พบกันอีก

ห้วงความคิดของจี้หนิงหวนกลับคืนสู่ปัจจุบันอีกครั้ง เขารีบเล่าสืบต่อ “ข้าฉวยโอกาสตอนที่เที้ยมู่ซานต่อสู้พัวพันอยู่กับอสรพิษฟ้าครามหลบหนีออกมาจนถึงริมบึงที่ห่างไกลออกไปนับพันกิโลเมตร และขณะข้ากำลังพักผ่อนฟื้นฟูพลังที่ริมบึงนี้เอง ที่บุญวาสนาส่งให้ได้พบพานกับความลี้ลับแห่งเต๋าโดยบังเอิญ”

สองสามีภรรยาสบตากันด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจอีกครั้ง ทั้งคู่หันกลับมารับฟังต่ออย่างจดจ่อจนแทบลืมหายใจ

“แต่ขณะที่ข้ากำลังจมอยู่ท่ามกลางห้วงภวังค์แห่งการตื่นรู้ เที้ยมู่ซานก็ติดตามมาถึง” จี้หนิงอดมิได้ต้องส่ายหน้าด้วยความเศร้าเสียดายในโอกาสที่ผ่านพ้น

“ข้าในยามโกรธแค้นได้หลอมรวมพลังแห่งหยินแท้และหยางแท้เข้ากับพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งประกายชาดเก้าชั้นฟ้าจนสามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับเหนือธรรมชาติ แล้วสังหารเที้ยมู่ซานกับสัตว์อสูรประจำตัวของมัน”

เมื่อเล่าถึงตรงนี้ จี้หนิงก็รีบดึงเอาแส้เถาไม้ดำออกมาเพื่อยืนยันคำพูดของตน

จี้ยี่ฉวนย่อมรู้จักอาวุธชิ้นนี้เป็นอย่างดี เขาผงกศีรษะพลางกล่าวว่า “นี่เป็นอาวุธที่สร้างชื่อให้แก่เที้ยมู่ซานจริง ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติเจ้าก็สังหารมันลงได้ ความลี้ลับแห่งเต๋าที่เจ้าสัมผัสได้ในครั้งนั้นคงมิใช่ธรรมดา มันช่วยให้วิชาฝีมือของเจ้าก้าวกระโดดจนมิอาจหยั่งวัดได้ด้วยหลักเกณฑ์ทั่วไป”

“ท่านพ่อกล่าวถูกต้องแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นคับขัน ข้ากลับโชคดีเข้าถึงชายขอบของความรู้แจ้งแห่งเต๋าโดยบังเอิญ”

คราครั้งนี้อารมณ์ความรู้สึกของบิดามารดาจี้หนิงแปรเปลี่ยนจากความตื่นเต้นสงสัยเป็นแตกตื่นตระหนก จี้ยี่ฉวนถามย้ำว่า “เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าสัมผัสถึงชายขอบของความรู้แจ้งแห่งเต๋าได้จริงๆ?”

การทะลวงข้ามขั้นของระดับการฝึกปรือนั้นยิ่งสูงส่งก็ยิ่งยากเย็น และระดับที่เหนือขึ้นไปกว่า ‘ฟ้ามนุษย์หลอมรวม’ ก็คือ ‘ความรู้แจ้งแห่งเต๋า’ ซึ่งความสำเร็จในระดับนี้แม้แต่สาวกตำหนักม่วงบางคนก็ยังไม่อาจก้าวไปถึง ตัวจี้ยี่ฉวนเมื่อครั้งอดีตก็ต้องอาศัยเงื่อนไขและสภาวะแวดล้อมพิเศษบางประการค่อยสามารถบรรลุถึงระดับขั้นนี้ได้ เรื่องนี้เป็นความลับที่ตระกูลจี้เก็บซ่อนเอาไว้อย่างเข้มงวด บุคคลภายนอกเพียงรับรู้ว่าจี้ยี่ฉวนมีความสามารถถึงระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมเท่านั้น

ดวงตาของอู่ฉีเซวียทอประกายงดงามอบอุ่น “เจ้าเพิ่งมีอายุเพียงสิบเอ็ดปีก็สามารถฝึกปรือจนถึงระดับรู้แจ้ง ทั้งยังเป็นผู้มีพรสวรรค์เหมาะสมกับการฝึกปรือยอดวิชากายาเทพอสูรอันดับหนึ่งประกายชาดเก้าชั้นฟ้าอีก หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เหล่ายอดคนและค่ายสำนักชั้นนำจะต้องมาเชื้อเชิญเจ้าเข้าเป็นศิษย์ในสังกัดอย่างแน่นอน”

“เรื่องราวมีหนักเบาก่อนหลัง ตอนนี้พวกเรายังไม่ต้องเร่งร้อนคิดถึงเรื่องพวกนั้น” จี้ยี่ฉวนหันไปทางจี้หนิงพลางเอ่ยถาม “แล้วเจ้าสามารถนำเอาสิ่งที่เรียนรู้นั้นออกมาใช้ได้หรือไม่?”

จี้ยี่ฉวนสมเป็นยอดฝีมือระดับสูง เขาเข้าใจดีว่าความสามารถรับรู้ถือเป็นเรื่องหนึ่ง แต่จะสามารถตีความและนำออกไปใช้เป็นรูปธรรมได้หรือไม่นั้นกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จี้หนิงเองหลังจากที่ได้รับรู้ก็ต้องรอจนถึงในห้วงคับขันเป็นตายระหว่างการทดสอบในนิเวศน์ใต้วารีค่อยสามารถใช้เพลงกระบี่ที่แฝงไว้ด้วย ‘ความรู้แจ้งแห่งหยาดพิรุณ’ ออกมาได้

“ท่านพ่อโปรดชี้แนะ” กระบี่อุดรทมิฬกลับคืนสู่มือของจี้หนิงอีกครั้ง เขาทิ่มแทงกระบี่ขึ้นสู่ท้องฟ้าคราหนึ่ง พลังกระบี่ดุจหยาดฝนตัดฝ่าอากาศเบื้องบนไปจนสุดสายตา เนิ่นนานให้หลังท้องฟ้าที่ปั่นป่วนค่อยกลับคืนสู่สภาพปกติ

“ประเสริฐ!” จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะชมเชยด้วยความปลาบปลื้ม “เจ้าสามารถสำแดงความรู้แจ้งแห่งเต๋าผ่านสำนึกของเคล็ดกระบี่พิรุณโปรยจนก่อเกิดเป็นความรู้แจ้งแห่งหยาดพิรุณได้จริงๆ ทอดตาทั่วทั้งเทือกเขานางแอ่นคาดว่าไม่มีอัจฉริยะคนใดในวัยเดียวกับเจ้าที่สามารถทำได้เช่นนี้”

“นี่เป็นสิ่งที่ข้าเพิ่งกระทำได้เมื่อตอนที่ถูกกักอยู่ในทิพยสถาน… ข้าคาดว่าพวกท่านคงคาดเดาได้แต่แรกแล้วว่าข้าถูกดึงดูดเข้าสู่ทิพยสถานในช่วงเวลาที่ผ่านมา”

สองสามีภรรยาพากันผงกศีรษะรับ

เมื่อเห็นสายตาแห่งความรักห่วงใยของบุพการีที่ทอดมอง จี้หนิงพลันเข้าใจในเรื่องราว เขารีบกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน

“ผู้บุตรอกตัญญู กลับหายตัวไปเป็นเวลานาน สร้างความเป็นห่วงให้กับท่านพ่อท่านแม่…”

ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ใคร่ครวญให้ลึกซึ้ง ว่าการที่บิดามารดาของเขาพลันปรากฎกายขึ้นที่ทะเลสาบแห่งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่กระบี่หยกสาบสูญร่องรอยไปพร้อมกับเขาที่ถูกดึงดูดเข้าสู่ทิพยสถานต่างมิติ ทั้งคู่คงแตกตื่นกังวลจนรุดมารอคอยในพื้นที่บริเวณที่เขาคงอยู่เป็นครั้งสุดท้าย ช่างน่าละอายที่เมื่อได้พบกันตนเองกลับเอาแต่พูดคุยโอ้อวด จวบจนบัดนี้ค่อยรู้สึกตัว

“นี่ไม่อาจโทษว่าเจ้าได้” จี้ยี่ฉวนกล่าวพลางทอดถอนใจ “เมื่อครั้งที่ข้าออกเดินทางเพื่อฝึกฝีมือก็มีโอกาสได้พบพานทิพยสถานเช่นกัน ทว่าตัวข้าในครั้งนั้นกลับไม่อาจตัดใจรวบรวมความกล้าบุกฝ่าเข้าไปในสภาพเก้าตายหนึ่งรอด เจ้าเองเมื่อสามารถรอดชีวิตกลับมา ข้าและมารดาของเจ้าย่อมมีแต่จะยินดีและภาคภูมิ”

อู่ฉีเซวียโอบกอดบุตรชาย ลูบไล้ผมเผ้าด้วยความทะนุถนอม ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาไหนเลยมีช่วงเวลาใดที่นางไม่รู้สึกห่วงใยกังกล?

“ข้าคาดว่าเจ้าเองก็คงได้รับวาสนาไม่น้อยจากภายในทิพยสถานแห่งนั้น จึงสามารถสังหารอสรพิษเหินหาวลงได้ในที่สุด” จี้ยี่ฉวนชวนสนทนาต่อไปด้วยความอยากรู้ ตัวเขาเองก็บรรลุถึงความรู้แจ้งแห่งหยาดพิรุณมาเนิ่นนานแล้ว แต่เขายังทำได้เพียงทำร้ายอสรพิษเหินหาวให้รับบาดเจ็บหลบหนี มิอาจพิฆาตสังหารมันลงได้

“ท่านพ่อกล่าวถูกต้องแล้ว ข้าอาศัยพยุหะพันกระบี่จำลองที่เพิ่งเรียนรู้ในการสังหารมัน” จี้หนิงนำเอาม้วนหนังสัตว์ที่บันทึกเคล็ดวิชาออกมายื่นส่งให้บิดามารดาชมดู

“นี่… นี่…” จี้ยี่ฉวนและอวี้ฉือเสวี่ยล้วนไม่อาจกล่าววาจาใดออกมา ทั้งคู่ล้วนมีประสบการณ์อันช่ำชอง ย่อมรู้ดีถึงความลึกล้ำในวิชาฝีมือที่อ่านผ่านตาอยู่นี้

จี้ยี่ฉวนรวบรวมสติได้ก่อน เขาสูดลมหายใจลึกยาวก่อนกล่าวว่า “นี่กลับเป็นวิชาฝีมือที่ยังลึกล้ำยิ่งกว่าเพลงกระบี่ขั้นสูงสุดทั้งห้าของตระกูลจี้ อาจบางทีสามารถเทียบเคียงได้กับเทพวิชาท่าร่างปีกวายุของตระกูลฝ่ายมารดาเจ้า”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นจี้หนิงอดมิได้ต้องครุ่นคิดสืบต่อด้วยความหนักใจ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อผู้ศึกษากายาเทพอสูรก็คือเทพวิชา ซึ่งอาจบางทียังสำคัญยิ่งกว่าพยุหะพันกระบี่จำลองที่ใช้ออกด้วยพลังปราณอีก หากทว่าทุกสำนักทุกชาติตระกูลล้วนแล้วแต่หวงแหนรักษาเคล็ดวิชาเหล่านั้น ไม่ยอมถ่ายทอดให้แก่บุคคลภายนอก

ตระกูลของมารดาเขาเองหากมิใช่มีบุญคุณช่วยชีวิตผู้อมตะสวรรค์จนได้รับถ่ายทอดเทพวิชาและตกทอดมาถึงตัวเขา จนบัดนี้เขาคงยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเทพวิชาคือสิ่งใด

“เคล็ดวิชานี้เลิศล้ำพิสดาร สามารถทำให้ผู้ฝึกฝนต่อกรกับยอดฝีมือในระดับที่สูงกว่าได้ เพียงแต่เงื่อนไขในด้านการรวบรวมกระบี่วิเศษออกจะหนักหนาเกินไป”

“นั่นก็ถูกแล้ว จะมีผู้ใดที่สามารถรวบรวมกระบี่วิเศษได้มากมายถึงเพียงนั้น…”

จี้หนิงหวนกลับคืนจากห้วงความคิดและแว่วเสียงสนทนาของมารดาบิดา เขารีบกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ระหว่างที่อยู่ในทิพยสถาน ข้าเก็บรวบรวมสมบัติวิเศษได้มากมายยิ่งนัก” ระหว่างที่กล่าววาจาเขาก็เรียกสมบัติวิเศษทั้งหมดออกมาวางเรียงราย

“มากมายถึงเพียงนี้?” บิดามารดาของจี้หนิงล้วนตกตะลึง ต่อให้ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสมบัติวิเศษไร้อันดับ แต่ด้วยจำนวนที่มีนับหลายพันชิ้นก็เพียงพอที่จะทำให้ตระกูลจี้ทั้งห้าเขตปกครองต้องหวั่นไหว นี่ยังไม่นับว่านอกจากอาวุธแล้ว สมบัติเหล่านี้ครอบคลุมไปถึงผนึกแห่งเต๋า สมบัติวิเศษประเภทปีก และประเภทอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก

จี้หนิงคัดเลือกสิ่งของที่ต้องการออกมาแล้วกล่าวว่า “ข้าคนเดียวไม่อาจใช้งานสมบัติจำนวนมากมายถึงเพียงนี้ ขอท่านพ่อได้โปรดนำกลับไปจัดสรรและส่งมอบให้แก่ผู้คนในตระกูลตามที่เห็นสมควร”

เมื่อเห็นบุพการีทั้งสองยังยืนนิ่งคล้ายยังไม่อาจย่อยสลายข้อมูลอันเหลือเชื่อทั้งมวล จี้หนิงจึงกล่าวต่อ “นอกจากสมบัติพวกนั้น ขอท่านพ่อโปรดนำสิ่งนี้กลับไปเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตระกูลจี้เรา”

“เจ้ายังจะนำสิ่งของที่น่าตระหนกใดออกมาอีก?”

จี้หนิงยิ้มพลางดึงเอาม้วนหนังสัตว์ที่จารึกเคล็ดวิชา ‘พุทธะ ตะวัน จันทรา’ ออกมาคลี่แสดง

“เคล็ดวิชาเพ่งจิต!” บุคคลทั้งสองอุทานออกมาพร้อมกัน

คราวนี้จี้หนิงตกเป็นฝ่ายงุนงงแทน “ที่แท้ท่านทั้งสองรู้จักเคล็ดวิชานี้อยู่ก่อนแล้ว”

“ย่อมต้องรู้จัก” อู่ฉีเซวียกล่าวราวกำลังรำพึง “เมื่อก่อนนี้ตระกูลอู่ฉีเองก็มีภาพวาดที่ใช้ฝึกเคล็ดวิชาเพ่งจิตเช่นกัน เพียงแต่มันได้หายสาบสูญไปในช่วงที่ตระกูลเผชิญพบกับภัยพิบัติ”

เมื่อรู้สึกตัวนางจึงกล่าวต่อ “ลูกหนิง เจ้าสมควรพกพาภาพวาดนี้ติดตัวและหมั่นฝึกฝนจึงจะถูกต้อง”

จี้หนิงรีบตอบว่า “ภาพวาดนี้มีชื่อว่า ‘พุทธะ ตะวัน จันทรา’ ภายในทิพยสถานนั้นข้าบังเอิญได้รับการประทับภาพวาดลงในความทรงจำโดยตรงแล้ว นั่นยังชัดเจนยิ่งกว่าภาพที่เบื้องหน้านี้อีก”

อู่ฉีเซวียจะอย่างไรคุ้นเคยกับเคล็ดวิชาเพ่งจิตมาก่อนจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี “ดูท่าบุตรชายข้าผู้นี้คงสร้างสมบุญกุศลอันดีงามมาแต่ชาติปางก่อน นี่เป็นเช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษตระกูลอู่ฉีเคยเล่าไว้ ท่านเองก็ได้รับการประทับภาพของเคล็ดวิชาเพ่งจิตลงในความทรงจำโดยผู้อมตะสวรรค์เช่นกัน”

“ลูกหนิง” จี้ยี่ฉวนที่สงบนิ่งใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลากล่าวช้าๆ “เคล็ดวิชาเพ่งจิต ‘พุทธะ ตะวัน จันทรา’ นี้จะส่งผลต่อความยิ่งใหญ่ในระยะยาวของตระกูลจี้เรา ข้าจะนำมันกลับไปส่งมอบให้กับตระกูลพร้อมสมบัติวิเศษเหล่านี้ ทว่าพยุหะพันกระบี่จำลองกลับไม่สมควรเผยแพร่ออกไปด้วยเหตุผลหลายประการ อย่าว่าแต่ผู้คนในตระกูลก็คงยังไม่พร้อมที่จะฝึกปรือมันเช่นกัน กลับเป็นตัวของเจ้าเองที่ควรเร่งฝึกฝนให้ดี หลังจากนั้นเจ้าค่อยตัดสินใจว่าจะถ่ายทอดให้แก่ผู้ใด”

“ทุกประการล้วนแล้วแต่ท่านพ่อจะเห็นสมควร” จี้หนิงกล่าวด้วยความเคารพ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น